ทรัมพ์กับมาดูโร: เกมหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ่อนเดิมพันโลกทั้งใบ

ทรัมพ์กับมาดูโร: เกมหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ่อนเดิมพันโลกทั้งใบ

ทรัมพ์กับมาดูโร: เกมหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ่อนเดิมพันโลกทั้งใบ

ในห้วงยามที่โลกหมุนวนด้วยความขัดแย้งราวกับละครกรีกโบราณ—ที่ซึ่งจักรพรรดิโรมันเคยใช้ดาบและการทูตผสานกันเพื่อครองอาณาจักร—โดนัลด์ ทรัมพ์ ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ได้จุดประกายปฏิบัติการลับสุดขีดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026: การส่งหน่วยพิเศษบุกจับตัวนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภรรยา จากใจกลางกรุงคารากัส การกระทำนี้ดูเผินๆ เหมือนการบังคับใช้กฎหมายต่อ "ราชายาเสพติด" ที่ถูกตั้งค่าหัว 15 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่สมัยทรัมพ์รอบแรกในปี 2020 แต่หากเราขุดลึกลงไปราวกับนักโบราณคดีที่ค้นหาซากอารยธรรมโบราณ เราจะพบว่ามันเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเกมใหญ่—เกมที่ทรัมพ์กำลังเล่นเพื่อฟื้นฟูอำนาจอเมริกันในซีกโลกตะวันตก ต่อต้านมหาอำนาจคู่แข่ง และพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก โดยเวเนซุเอลาเป็นเพียงกระดานหมากที่ซ่อนเดิมพันน้ำมัน ยาเสพติด การอพยพ และสงครามเย็นรูปแบบใหม่

ลองย้อนมองผ่านเลนส์ประวัติศาสตร์: เวเนซุเอลาเคยเป็นไข่มุกแห่งลาตินอเมริกาในยุค 1970s ด้วยแหล่งน้ำมันสำรองใหญ่ที่สุดในโลก—มากกว่า 300 พันล้านบาร์เรล—ที่ทำให้มันร่ำรวยยิ่งกว่าซาอุดีอาระเบียเสียอีก แต่ภายใต้อุดมการณ์สังคมนิยมของฮูโก ชาเวซและมาดูโร มันกลายเป็นรัฐล้มเหลว: เศรษฐกิจหดตัว 80% ในทศวรรษที่ผ่านมา, อัตราเงินเฟ้อพุ่งทะลุ 1 ล้านเปอร์เซ็นต์, และประชาชนกว่า 7 ล้านคนอพยพหนีความอดอยาก สิ่งนี้ไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรมภายใน แต่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ โดยตรง เมื่อผู้อพยพเวเนซุเอลาไหลทะลักเข้าชายแดนใต้—มากกว่า 1 ล้านคนในปี 2025 เพียงปีเดียว—กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤต移民ที่ทรัมพ์ใช้เป็นอาวุธหาเสียง ทรัมพ์ไม่ได้แค่อยากจับมาดูโรมาขึ้นศาลในไมอามีเพื่อข้อหาค้ายาและก่อการร้าย; เขากำลังเล่นเกมเพื่อ "ระบายหนอง" ที่รากเหง้าของปัญหาเหล่านี้ โดยประกาศว่าสหรัฐฯ จะ "ดูแล" เวเนซุเอลาจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่ "เหมาะสม"

จากมุมภูมิรัฐศาสตร์ เกมนี้คือการฟื้นคืน "หลักคำสอนมอนโร"

เกมนี้คือการฟื้นคืน "หลักคำสอนมอนโร" (Monroe Doctrine) ในศตวรรษที่ 21—นโยบายปี 1823 ที่ประกาศว่าซีกโลกตะวันตกเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ ห้ามมหาอำนาจยุโรปแทรกแซง แต่ในยุคนี้ ศัตรูไม่ใช่สเปนหรืออังกฤษ หากแต่เป็น "CRINK" (China, Russia, Iran, North Korea) ที่ใช้เวเนซุเอลาเป็นฐานทัพใกล้ชิดอเมริกา จีนลงทุนกว่า 60 พันล้านดอลลาร์ในโครงการน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่รัสเซียส่งทหารและอาวุธไปช่วยมาดูโรปราบปรามการประท้วง อิหร่านส่งน้ำมันและเทคโนโลยีนิวเคลียร์แลกกับทองคำและยูเรเนียมจากเหมืองเวเนซุเอลา การจับมาดูโรจึงเป็นการส่งสัญญาณเด็ดขาดถึงปักกิ่ง มอสโก และเตหะราน: "ออกไปจากสวนหลังบ้านของเรา" ทรัมพ์รู้ดีว่าเวเนซุเอลาเป็นจุดยุทธศาสตร์—ห่างจากฟลอริดาเพียง 1,500 ไมล์—ที่หากปล่อยไว้ จะกลายเป็น "คิวบา 2.0" หรือแย่กว่านั้น เป็นฐานยิงขีปนาวุธหรือสอดแนมของศัตรู

แต่เกมนี้ลึกกว่านั้น มันเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและความมั่นคงภายในสหรัฐฯ ทรัมพ์มองเวเนซุเอลาเป็นโอกาสในการ "America First" อย่างแท้จริง: การยึดควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลาจะช่วยลดราคาน้ำมันโลก—ซึ่งพุ่งสูงจากสงครามยูเครนและตะวันออกกลาง—และทำให้บริษัทอเมริกันอย่าง Chevron และ ExxonMobil กลับไปลงทุน โดยทรัมพ์ได้นัดประชุมกับบริษัทน้ำมันใหญ่ทันทีหลังจับมาดูโร เพื่อ "ลงทุนพันล้านดอลลาร์" ในอุตสาหกรรมน้ำมันที่ทรุดโทรม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ของศัตรู—จีนและรัสเซียพึ่งพาน้ำมันราคาถูกจากเวเนซุเอลาเพื่อเลี่ยง санкции—ขณะเดียวกันก็แก้ปัญหายาเสพติดภายใน: เวเนซุเอลาเป็นทางผ่าน fentanyl จากโคลอมเบียและเม็กซิโก ซึ่งคร่าชีวิตชาวอเมริกันกว่า 100,000 คนต่อปี การจับมาดูโร—ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้า "Cartel de los Soles"—จึงเป็นส่วนหนึ่งของสงครามต่อต้านยาเสพติดที่ทรัมพ์ประกาศจะ "ระเบิดเรือค้ายา" และอาจขยายไปยังเม็กซิโกด้วย

ปรัชญาการเมืองของทรัมพ์: การต่อต้านสังคมนิยมและเผด็จการ

ยิ่งกว่านั้น เกมนี้ยังสะท้อนปรัชญาการเมืองของทรัมพ์: การต่อต้านสังคมนิยมและเผด็จการที่ทำให้ประเทศล้มเหลว โดยสนับสนุนฝ่ายค้านอย่าง María Corina Machado ซึ่งปรากฏตัวในรายการ Hannity เพื่อยกย่องทรัมพ์และเสนอแบ่งรางวัลโนเบลสันติภาพ ทรัมพ์ไม่ได้อยาก "บุกยึด" เวเนซุเอลาแบบอิรัก—เขาหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่—แต่ใช้ "แรงกดดันสูงสุด" (maximum pressure) ผ่าน санкции ทหาร และการทูต เพื่อบังคับให้ผู้นำที่เหลืออย่าง Delcy Rodríguez ยอมจำนนและจัดเลือกตั้งใหม่ นี่คือการผสาน "ศิลปะแห่งดีล" เข้ากับ "ศิลปะแห่งสงคราม" ของซุนจื่อ: ชนะโดยไม่ต้องรบใหญ่โต แต่หากจำเป็น ก็พร้อมใช้กำลัง—like the Delta Force raid ที่จับมาดูโรโดยไม่เสียเลือดเนื้อฝ่ายอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม เกมนี้ไม่ไร้ความเสี่ยง: การแทรกแซงอาจจุดชนวนการลุกฮือในลาตินอเมริกา ทำให้บราซิลหรือเม็กซิโกหันไปหาจีนมากขึ้น หรือแม้แต่เปิดทางให้กลุ่มกบฏในเวเนซุเอลาเข้ามาแทนที่มาดูโร—คล้ายกับที่เกิดในลิเบียหลังกัดดาฟีล้ม ทรัมพ์รู้ดีถึงบทเรียนจากอิรักและอัฟกานิสถาน ที่ซึ่ง "การเปลี่ยนระบอบ" (regime change) นำไปสู่ความโกลาหล ดังนั้นเขาจึงเน้น "การปกครองชั่วคราว" โดยสหรัฐฯ เพื่อสร้างความมั่นคงก่อนถอนตัว—แต่คำถามคือ มันจะจบลงด้วยสันติภาพหรือสงคราม?

ในท้ายที่สุด การจับมาดูโรของทรัมพ์คือการโยนหินก้อนใหญ่ลงทะเลสาบภูมิรัฐศาสตร์—คลื่นกระเพื่อมจะแผ่ขยายไปไกล: จากชายแดนเม็กซิโกที่สงบลง ไปจนถึงตลาดน้ำมันโลกที่เสถียรขึ้น และอิทธิพลจีนที่ถูกตัดตอนในอเมริกาใต้ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสองผู้นำ แต่เป็นการเรียงร้อยเส้นด้ายนับพัน—ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และอุดมการณ์—เข้าด้วยกัน เพื่อฟื้นฟู "อเมริกาผู้ยิ่งใหญ่" ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทรัมพ์กำลังเล่นเกมที่ใหญ่กว่าแค่ศาลในไมอามี; เขากำลังเล่นเพื่ออนาคตของซีกโลกทั้งใบ และบางที ของโลกด้วย





ทรัมพ์กับมาดูโร: เกมหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ่อนเดิมพันโลกทั้งใบ

ทรัมพ์กับมาดูโร: เกมหมากรุกภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ่อนเดิมพันโลกทั้งใบ ภาคกึ่งวิชาการ (มีอ้างอิง)

บทวิเคราะห์กึ่งวิชาการว่าด้วยการ “จับกุม/นำตัวออกนอกประเทศ” นิโคลัส มาดูโร โดยสหรัฐฯ ในต้นปี 2026: เหตุการณ์เดียว แต่โยงเป็นเครือข่าย—กฎหมายระหว่างประเทศ อำนาจในซีกโลกตะวันตก น้ำมัน การอพยพ และสัญญาณถึงจีน–รัสเซีย–อิหร่าน

Dateline: อัปเดตตามรายงานข่าวถึงวันที่ 5 ม.ค. 2026 แนว: วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง + อ้างอิงแหล่งข่าว หมายเหตุความถูกต้อง: แยก “ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว” กับ “ข้อสันนิษฐาน/การตีความ”

1) สรุปผู้บริหาร (Executive Summary)

รายงานข่าวหลายสำนักระบุว่า สหรัฐฯ ได้ดำเนิน “ปฏิบัติการจับกุม/นำตัวออกนอกประเทศ” นิโคลัส มาดูโร และภรรยา (Cilia Flores) จากกรุงคารากัสในช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 และนำตัวขึ้นศาลในสหรัฐฯ โดยทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่าเป็นการ “ลักพาตัว”/ไร้ความชอบธรรม ขณะเดียวกัน สหประชาชาติแสดงความกังวลเรื่องเสถียรภาพและแบบอย่างทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลายประเทศ (รวมถึงมหาอำนาจคู่แข่งของสหรัฐฯ) วิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยเวเนซุเอลา (ดู Reuters และ Financial Times) [อ้างอิง: R2, R1]

แก่นตีความ: ถ้ามองแบบ “คดีอาญา” อย่างเดียว เราจะเห็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่ถ้ามองแบบ “ภูมิรัฐศาสตร์” เหตุการณ์นี้คือการส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ พร้อมยกระดับการจัดระเบียบซีกโลกตะวันตก และกดดันเครือข่ายคู่แข่งใกล้บ้านตนเอง โดยใช้ทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจพลังงาน และการเมืองภายในเป็นแรงขับ

2) ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว (ตามแหล่งข่าวหลัก)

Fact base
  • มีรายงานข่าวว่า มาดูโรและภรรยา ถูกจับกุมในคารากัสและถูกนำตัวขึ้นศาลในสหรัฐฯ โดยทั้งคู่ให้การ “ไม่ผิด” และฝ่ายจำเลยโต้แย้งเรื่องความชอบธรรม/เอกสิทธิ์ของผู้นำรัฐ (head-of-state) [R1, R2]
  • สหประชาชาติ (เลขาธิการฯ) แสดงความกังวลด้าน เสถียรภาพเวเนซุเอลา และ ความชอบด้วยกฎหมายของปฏิบัติการ; รายงาน Reuters ยังสะท้อนการประณามจากบางประเทศว่าเป็นการละเมิดอธิปไตย [R2]
  • ในมิติ “คดีเดิม” ปี 2020 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เคยประกาศข้อกล่าวหา “narco-terrorism” ต่อมาดูโรและเจ้าหน้าที่เวเนซุเอลาหลายราย พร้อมการตั้งรางวัลนำจับ (reward) ต่อมาดูโรไว้ที่ระดับสูง (ฐานเอกสารรัฐ) [R5, R6]
  • วิกฤตผู้ลี้ภัย/ผู้อพยพเวเนซุเอลาเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ระดับโลก: UNHCR ระบุว่ามีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจากเวเนซุเอลา ใกล้ 7.9 ล้านคน (ตัวเลขระดับโลก) [R8]
  • ในสหรัฐฯ มีนโยบายเกี่ยวกับสถานะคุ้มครองชั่วคราว (TPS) ของชาวเวเนซุเอลาจำนวนมาก และมีข้อถกเถียงหนักขึ้นหลังเหตุการณ์นี้ (มิติการเมืองภายใน/การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง) [R9, R10]

3) ตรรกะยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ: “ซีกโลกตะวันตก” เป็นโจทย์ความมั่นคงเชิงระบบ

Geopolitical logic

หากยอมรับ “ฐานข่าว” ว่าการจับกุมเกิดขึ้นจริง คำถามเชิงโครงสร้างคือ: ทำไม “เวเนซุเอลา” ถึงกลายเป็นจุดที่สหรัฐฯ เลือกยกระดับ? คำตอบแบบภูมิรัฐศาสตร์มักโยง 4 แกน: (1) การจัดระเบียบอิทธิพลในซีกโลกตะวันตก (2) การสกัดคู่แข่งมหาอำนาจใกล้บ้าน (3) พลังงานและตลาดน้ำมัน (4) ความเสี่ยงข้ามพรมแดน—ยาเสพติด/อาชญากรรม/การอพยพ

มุม “Monroe Doctrine 2.0” (เชิงตีความ): หลักการ “ซีกโลกตะวันตกต้องไม่เป็นฐานอิทธิพลของคู่แข่ง” เป็นกรอบที่ถูกหยิบมาอธิบายปฏิบัติการนี้ในเชิงสัญญาณยุทธศาสตร์ แม้รายละเอียดเจตนารมณ์แท้จริงของฝ่ายบริหารจะต้องอาศัยเอกสาร/คำแถลงอย่างเป็นทางการและการติดตามเชิงเวลา (ฐานข่าว Reuters สะท้อนความขัดแย้งด้านความชอบธรรมและผลกระทบต่อระบบระหว่างประเทศ) [R2]

ภายใต้กรอบนี้ “เวเนซุเอลา” ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ซ้อนทับระหว่างรัฐที่เปราะบาง, เครือข่ายเศรษฐกิจผิดกฎหมาย, และช่องทางแทรกซึมของผู้เล่นภายนอก (จีน/รัสเซีย/อิหร่าน) ซึ่งสหรัฐฯ กังวลว่าอาจกระทบความมั่นคงใกล้บ้าน (ประเด็นนี้ในข่าวมักปรากฏผ่าน “ปฏิกิริยาของประเทศต่าง ๆ” และข้อถกเถียงในเวที UN มากกว่าการยืนยันเชิงหลักฐานแบบเอกสารข่าวกรอง) [R2]

4) น้ำมัน–เศรษฐกิจ–บริษัทพลังงาน: เดิมพันเชิงโครงสร้างที่ “ใหญ่กว่าเวเนซุเอลา”

Energy & political economy

เวเนซุเอลามีทรัพยากรพลังงานมหาศาล (ภาพจำ: “น้ำมันมาก แต่รัฐล้มเหลว”) ทำให้ประเทศนี้เป็นทั้ง “สินทรัพย์” และ “ความเสี่ยง” ต่อโครงสร้างราคาพลังงาน, การคว่ำบาตร, และการคานอำนาจในตลาดโลก

ร่างเดิมกล่าวตัวเลขน้ำมันและตัวเลขเศรษฐกิจบางค่าแบบฟันธง (เช่น GDP หด 80%, เงินเฟ้อ 1 ล้าน %) ซึ่งเป็น “คำกล่าวที่อาจมีฐานในวรรณกรรม/รายงานเดิม” แต่ต้องอ้างเอกสารเฉพาะทางให้ตรงปีและวิธีวัด หากต้องการให้เป็นงานวิชาการเข้มเต็มรูปแบบ ผมแนะนำให้เพิ่มแหล่งข้อมูลสถิติเฉพาะ (เช่น IMF, World Bank, OPEC, EIA) แล้วผูกกับปีฐานเดียวกัน

ข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง: เมื่อสหรัฐฯ ดำเนินการเชิงรุกกับผู้นำรัฐที่ผูกกับเศรษฐกิจน้ำมัน สิ่งที่ตลาดและคู่แข่งจับตาไม่ใช่แค่ “คน” แต่คือ สิทธิการเข้าถึงแหล่งผลิต–เสถียรภาพการส่งออก–ทิศทางนโยบายคว่ำบาตร ซึ่งจะสะท้อนกลับไปยังราคา, เงินเฟ้อ, และการเมืองภายในประเทศผู้บริโภคพลังงาน

5) การอพยพ: จากโศกนาฏกรรมมนุษย์ สู่ตัวแปรการเมืองเลือกตั้ง

Migration & domestic politics

มิติการอพยพเป็น “สะพาน” ที่เชื่อมภูมิรัฐศาสตร์เข้ากับการเมืองภายในสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม: วิกฤตเวเนซุเอลาทำให้ผู้คนเคลื่อนย้ายจำนวนมากระดับโลก (UNHCR ~7.9 ล้านคน) [R8] และภายในสหรัฐฯ มีชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากภายใต้ TPS ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงในนโยบายคนเข้าเมือง (รายงานข่าวสะท้อนข้อถกเถียงเรื่องการต่ออายุ/ยุติ TPS และผลกระทบต่อผู้คน) [R9, R10]

ตรรกะเชิงอำนาจ (เชิงตีความ): ถ้าฝ่ายบริหารต้องการ “ชนะเกมภายใน” การทำให้ประชาชนเชื่อว่าได้ “จัดการต้นตอ” ของความไร้เสถียรภาพ (รัฐล้มเหลว–อาชญากรรมข้ามชาติ–การไหลบ่าของผู้อพยพ) จะเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลัง แต่ในทางกลับกัน ความปั่นป่วนหลังปฏิบัติการก็อาจทำให้การอพยพหนักขึ้นในระยะสั้น—นี่คือความย้อนแย้งของนโยบายเชิงกำลัง

6) กฎหมายและความชอบธรรม: จุดเปราะของปฏิบัติการ

International law & legitimacy

ประเด็นที่ “ถูกพูดถึงทันที” ในรายงานข่าว คือ ความชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ และ สถานะของมาดูโร: ฝ่ายจำเลยยืนยันว่าเป็นการ “kidnapping”/ไร้ความชอบธรรม และมีข้อถกเถียงเรื่องเอกสิทธิ์ของผู้นำรัฐ [R1] ขณะที่ในเวทีระหว่างประเทศ เลขาธิการ UN แสดงความกังวลเรื่องแบบอย่างและความไม่มั่นคง [R2]

แกนคำถามทางนิติศาสตร์ที่ควรจับตา:

  • สหรัฐฯ อ้างฐานกฎหมายใดในการปฏิบัติการ (เช่น self-defense/Article 51 ตามที่ Reuters รายงานว่ามีการอ้าง) [R2]
  • กระบวนการ “ส่งผู้ร้ายข้ามแดน” หรือ “การนำตัวออกนอกประเทศ” มีองค์ประกอบใดที่ถูกโต้แย้งในศาลสหรัฐฯ [R1]
  • สถานะ “head-of-state immunity” ถูกยกขึ้นในคดีอย่างไร และศาลพิจารณาอย่างไร [R1]

ในเชิง “ความชอบธรรม” (legitimacy) มีสองชั้นเสมอ: (1) ความชอบธรรมตามตัวบท/กระบวนการ (2) ความชอบธรรมทางการเมืองและการยอมรับ ซึ่งอาจต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อมหาอำนาจใช้กำลังข้ามพรมแดน

7) ความเสี่ยงและผลกระทบ: ผลข้างเคียงที่อาจย้อนกัด

Second-order effects

แม้ฝ่ายสนับสนุนจะมองว่าเป็น “การตัดปม” แต่ในภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งอันตรายคือผลลัพธ์ลำดับสอง (second-order effects): สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ “รัฐบาลใหม่” แต่คือการจัดวางอำนาจใหม่ทั้งระบบในภูมิภาค

  • เสถียรภาพภายในเวเนซุเอลา: สุญญากาศอำนาจอาจนำไปสู่ความรุนแรง/การแตกตัวของกลุ่มอำนาจ และเพิ่มการอพยพ (UN เตือนเรื่องความไม่มั่นคง) [R2]
  • แรงสะท้อนระดับภูมิภาค: รัฐละตินอเมริกาบางส่วนอาจมองว่าเป็นแบบอย่างการแทรกแซง และหันไปกระชับสัมพันธ์กับคู่แข่งของสหรัฐฯ เพื่อถ่วงดุล (ข้อประณามจากหลายประเทศสะท้อนความตึงเครียด) [R2]
  • แรงสะท้อนระดับมหาอำนาจ: จีน–รัสเซีย (และผู้เล่นอื่น) อาจตอบโต้ทางการทูต/เศรษฐกิจ/ข้อมูลข่าวสาร โดยใช้เวที UN และเครือข่ายภูมิภาคเป็นสนาม [R2]
  • ความเสี่ยงด้านกฎหมาย/ภาพลักษณ์: หากประเด็นความชอบธรรมในศาลและเวทีระหว่างประเทศ “ไม่ปิดจ๊อบ” อาจกลายเป็นต้นทุนต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในระยะยาว [R1, R2]

บทเรียนเชิงโครงสร้าง: การ “เปลี่ยนระบอบ” ไม่ยากเท่าการ “สร้างระเบียบใหม่ที่เสถียร” และค่าใช้จ่ายมักมาทีหลัง ดังนั้นตัวชี้วัดสำคัญไม่ใช่วันจับกุม แต่คือ “หลังจากนั้น 6–18 เดือน” ว่าโครงสร้างรัฐและเศรษฐกิจเดินได้จริงหรือไม่

8) สิ่งที่ต้องติดตาม (Watchlist)

Update checklist
  • กระบวนการศาลและข้อโต้แย้งเอกสิทธิ์ผู้นำรัฐ: เส้นทางคดีและคำวินิจฉัยสำคัญในศาลสหรัฐฯ [R1]
  • ท่าที UN และรัฐสำคัญ: มติ/ถ้อยแถลง และการเคลื่อนไหวทางการทูตหลังเหตุการณ์ [R2]
  • การจัดตั้ง “อำนาจชั่วคราว” ในเวเนซุเอลา: ใครคุมสถาบันความมั่นคง? ใครคุมรายได้พลังงาน? (เป็นคำถามเชิงโครงสร้างที่ตัดสินความสำเร็จ)
  • ผลต่อราคา/อุปทานพลังงาน: สัญญาณจากบริษัทพลังงาน, ท่าทีคว่ำบาตร, และปริมาณส่งออก (ควรเพิ่มแหล่งข้อมูลสถิติพลังงานเฉพาะทางในฉบับต่อไป)
  • การอพยพและนโยบาย TPS/คนเข้าเมือง: จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ, มาตรการบังคับใช้, และผลต่อรัฐชายแดน [R9, R10]
  • ความจริง-ข่าวลวง: เหตุการณ์ใหญ่แบบนี้มักมีข้อมูลปะปนสูง ควรยึด “สำนักข่าวหลัก/เอกสารรัฐ/องค์กรระหว่างประเทศ” เป็นฐาน แล้วค่อยตีความ

แหล่งอ้างอิง

R1. Financial Times — รายงานการขึ้นศาลของมาดูโรและภรรยา พร้อมคำให้การว่า “ถูกลักพาตัว” และการโต้แย้งด้านเอกสิทธิ์ผู้นำรัฐ (เผยแพร่ 5 ม.ค. 2026) — อ่าน
R2. Reuters — UN แสดงความกังวลเสถียรภาพเวเนซุเอลาและความชอบด้วยกฎหมายของปฏิบัติการ; สะท้อนปฏิกิริยาประเทศต่าง ๆ (เผยแพร่ 5 ม.ค. 2026) — อ่าน
R5. U.S. Department of State — หน้า “Nicolás Maduro Moros” (เอกสารทางการเกี่ยวกับรางวัลนำจับ/บริบท) — อ่าน
R6. U.S. Department of Justice (DOJ) — ข่าวประชาสัมพันธ์ข้อกล่าวหาเดือนมีนาคม 2020 และรางวัลนำจับ (ฐานเอกสารรัฐ) — อ่าน
R8. UNHCR — Venezuela situation: ข้อมูลภาพรวมวิกฤตผู้ลี้ภัย/ผู้อพยพจากเวเนซุเอลา (~7.9 ล้านคน) — อ่าน
R9. Axios — ประเด็น TPS ชาวเวเนซุเอลาและการเมืองคนเข้าเมืองภายหลังเหตุการณ์ (เผยแพร่ 4 ม.ค. 2026) — อ่าน
R10. Migration Policy Institute (MPI) — บทวิเคราะห์ชาวเวเนซุเอลาในสหรัฐฯ และภาพรวม TPS/การย้ายถิ่น (เผยแพร่ 6 ก.พ. 2025) — อ่าน

ทหารมีไว้ทำไม?: บทความต่อยอดงานของศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

 


ทหารมีไว้ทำไม

การทบทวนเชิงวิชาการเต็มรูปแบบเพื่อ “push the edges of knowledge”หรือต่อยอดสาระทางวิชาการจากงานของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ : จากคำถามเชิงสาธารณะสู่กรอบรัฐ-ชาติ เศรษฐศาสตร์การเมืองของความมั่นคง วาทกรรมความมั่นคง และความชอบธรรมของระบอบ

Political SociologyCivil–Military RelationsState FormationPolitical Economy of SecuritySecuritizationLegitimacy

บทคัดย่อ (Abstract)

บทความนี้ใช้คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นเครื่องมือเชิงญาณวิทยา (epistemological tool) ในการรื้อถอนความเข้าใจแบบสามัญสำนึกเกี่ยวกับกองทัพในรัฐ-ชาติสมัยใหม่ โดยต่อยอดจากข้อเขียนของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ชี้ว่า “กองทัพ” มิใช่สถาบันที่ดำรงอยู่โดยธรรมชาติของสังคมมนุษย์ หากเป็นผลผลิตของ การก่อรูปของรัฐ-ชาติ การรวมศูนย์อำนาจ การเก็บภาษี และการสร้างระบบกำลังถาวร พร้อมทั้งฝังตัวอยู่ในโครงสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-การเมืองของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์และอุตสาหกรรมอาวุธ ตลอดจนวาทกรรม “ความมั่นคง” ที่สามารถขยายอำนาจรัฐเหนือการถกเถียงสาธารณะได้ 1

บทความนี้เสนอว่า ในสังคมที่ประชาธิปไตยยังไม่สมบูรณ์ กองทัพมีแนวโน้มกลายเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” (state within a state) ที่ไม่เพียงทำหน้าที่ด้านความมั่นคง หากยังสกัดกั้นการพัฒนาของประชาธิปไตยและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ผ่านงบประมาณที่ตรวจสอบจำกัด อำนาจยับยั้งทางการเมือง และการผลิตความชอบธรรมแบบจากบนลงล่าง (top-down legitimation) แทนฉันทามติสาธารณะ บทความจึงขยับคำถามจาก “ทหารมีไว้ทำไม” ไปสู่ “ความมั่นคงของใคร ด้วยทรัพยากรของใคร ภายใต้การตรวจสอบแบบใด และได้รับความชอบธรรมจากประชาชนอย่างไร” พร้อมวางกรอบสมมติฐาน ตัวชี้วัด และสถาปัตยกรรมเชิงนโยบาย ที่ช่วยให้การถกเถียงเรื่องกองทัพยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรม

หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: บทความนี้ตั้งใจ “ดันขอบเขตความรู้” ด้วยการย้ายจุดสนใจจาก “บทบาทตามอุดมคติของกองทัพ” ไปสู่ เงื่อนไขเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้กองทัพบางสังคมกลายเป็นกลไกค้ำจุนหรือทำลายประชาธิปไตย: การจัดสรรทรัพยากร สถาปัตยกรรมการตรวจสอบ และการผลิตความชอบธรรมผ่านวาทกรรมความมั่นคง การวิจารณ์ในที่นี้จึงเป็นการวิจารณ์ระดับ “สถาบัน” (institutional critique) มากกว่าการตัดสินเชิงศีลธรรมต่อบุคคล และพยายามแปลงคำถามให้เป็นโจทย์ที่อภิปรายได้ด้วยเหตุผลสาธารณะ ตรวจสอบได้ และต่อยอดเป็นงานวิจัยเชิงประจักษ์ได้

1) คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ในฐานะเครื่องมือรื้อสามัญสำนึก

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอคำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ใช่ในฐานะคำถามยั่วยุทางอารมณ์ แต่เป็นคำถามเชิงประวัติศาสตร์และโครงสร้างอำนาจ ที่บังคับให้สังคมถอยออกจากคำตอบสำเร็จรูป เช่น “เพื่อป้องกันประเทศ” หรือ “เพื่อความมั่นคง” แล้วหันมาพิจารณาอย่างเป็นระบบว่า “ความมั่นคงของใคร” และ “ด้วยทรัพยากรของใคร” รวมถึง “กระบวนการตรวจสอบและความรับผิดรับชอบอยู่ตรงไหน” 1

ในทางวิเคราะห์ คำถามนี้ทำหน้าที่เป็น “คันงัด” ทางปัญญา (intellectual lever) งัดให้เห็นว่าคำว่า “ความมั่นคง” มิได้เป็นความจริงนิ่ง ๆ ที่อยู่นอกการเมือง หากเป็นแนวคิดที่ถูกนิยาม แข่งขัน และทำให้กลายเป็นข้อยุติได้ด้วยอำนาจ เมื่อใดที่คำว่า “ความมั่นคง” ถูกทำให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจตั้งคำถาม เมื่อนั้นการใช้งบประมาณ อำนาจกำลัง และมาตรการพิเศษก็จะหลุดจากสนามเหตุผลสาธารณะ (public reason) และทำให้ประชาธิปไตยกลายเป็นพิธีกรรมมากกว่าระบบกำกับทรัพยากรและอำนาจรัฐ

เมื่อความมั่นคงถูกทำให้เป็น “ศาสนา” คำถามพื้นฐานที่สุด—จำเป็นแค่ไหน ใช้งบเท่าไร ใครตรวจสอบ— จะถูกตีตราว่า “บ่อนทำลายชาติ” แทนที่จะถูกมองว่าเป็น “หน้าที่พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตย

ที่สำคัญ คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ได้ปฏิเสธว่ารัฐอาจต้องมีขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ แต่พยายามย้ายวงสนทนาจาก “ความเชื่อ” ไปสู่ “หลักฐานและโครงสร้าง”: ภัยคุกคามถูกประเมินอย่างไร ยุทธศาสตร์ตอบสนองเป็นแบบใด ความคุ้มค่าของงบประมาณเป็นอย่างไร และการเลือกทรัพยากรเพื่อความมั่นคงมีต้นทุนโอกาส (opportunity cost) ต่อการศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ และความมั่นคงมนุษย์เพียงใด เมื่อพิจารณาเช่นนี้ คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” จึงกลายเป็นคำถามเรื่อง “การจัดลำดับความสำคัญของรัฐ” และ “รูปแบบความชอบธรรมของการใช้อำนาจ” มากกว่าจะเป็นคำถามเรื่อง “อาชีพทหาร” เพียงอย่างเดียว

2) รัฐ-ชาติ การทำสงคราม และการก่อรูปของกองทัพถาวร

ประเด็นสำคัญในบทความต้นทางคือการทำให้เราเห็นว่า “ทหารอาชีพ” ในความหมายสมัยใหม่เป็นปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการก่อรูปของรัฐ-ชาติ กล่าวคือ ก่อนรัฐ-ชาติสมัยใหม่ สังคมจำนวนมากมิได้มี “กองทัพประจำการ” ในความหมายเดียวกับปัจจุบัน หากพึ่งพาการเกณฑ์แรงงาน การระดมไพร่พล หรือเครือข่ายอุปถัมภ์ทางอำนาจ 1

การเปลี่ยนผ่านสู่กองทัพถาวรสัมพันธ์กับเงื่อนไขอย่างน้อยสามประการ: (1) การรวมศูนย์อำนาจของรัฐ (2) การสร้างระบบภาษีถาวรเพื่อเลี้ยงกำลังถาวร และ (3) การพัฒนาระบบราชการและโลจิสติกส์ที่ทำให้การใช้กำลังเป็นกิจการต่อเนื่องและเป็นมืออาชีพ เมื่อกองทัพกลายเป็นสถาบันถาวร กองทัพจึงไม่ใช่เพียง “หน่วยงานหนึ่ง” หากเป็นโครงสร้างที่ช่วยทำให้รัฐมีความสามารถ (state capacity) ในการบังคับใช้กฎ ระดมทรัพยากร และกำหนดขอบเขตความเป็นสมาชิกของสังคมการเมือง

กรอบทฤษฎีที่ช่วย “ขยายให้เป็นวิชาการเต็ม” คือแนวคิดการก่อรูปของรัฐแบบ bellicist ซึ่งเชื่อมรัฐกับสงครามในฐานะเครื่องจักรการสร้างรัฐ งานในสายนี้สัมพันธ์อย่างยิ่งกับ Charles Tilly ที่เสนอว่า การทำสงครามบังคับให้รัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บและจัดการทรัพยากร และในทางกลับกัน เมื่อรัฐมีขีดความสามารถมากขึ้น รัฐก็ทำสงครามได้ “มีประสิทธิภาพกว่าเดิม” 3

ที่ยั่วล้ออย่างมีพลังเชิงวิพากษ์คือ Tilly เปรียบเทียบการทำรัฐและการทำสงครามกับ “การคุ้มครองแบบรีดไถ” (protection racket) เพราะรัฐอาจสร้างหรือขยาย “ภาพภัยคุกคาม” เพื่อให้สังคมยอมจ่ายทรัพยากรและยอมให้รัฐใช้อำนาจพิเศษเพื่อจัดการภัยนั้น แม้ในระดับหนึ่งนี่จะเป็นกลไกจำเป็นของรัฐ-ชาติ แต่ในระดับที่รัฐไม่ถูกตรวจสอบเพียงพอ กลไกดังกล่าวย่อมเสี่ยงต่อการกลายเป็นวงจรที่ผลิตอำนาจเหนือสังคมมากกว่าการคุ้มครองสังคม

ดังนั้น เมื่อเราถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ในกรอบรัฐ-ชาติสมัยใหม่ เรากำลังถามต่อด้วยว่า ขีดความสามารถด้านการใช้กำลังถูกออกแบบให้รับใช้ “ประชาชน” หรือรับใช้ “โครงสร้างอำนาจบางกลุ่ม” และเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์สาธารณะกับผลประโยชน์ของผู้ถืออาวุธ ระบบสถาบันมีกลไกใดทำให้ฝ่ายแรกชนะด้วยเหตุผลและความชอบธรรม แทนที่จะแพ้ด้วยกำลัง

3) เศรษฐศาสตร์การเมืองของความมั่นคง: จากงบกลาโหมสู่อุตสาหกรรมอาวุธ

นิธิชี้ให้เห็นว่า งบประมาณทหารไม่ได้จบที่เงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายประจำ หากเชื่อมต่อกับระบบจัดซื้อยุทโธปกรณ์และยุทธบริการ ซึ่งหมายถึงการไหลเวียนทรัพยากรสาธารณะไปยังเครือข่ายเศรษฐกิจ-การเมืองที่มักตรวจสอบยาก 1 เมื่อมองด้วยสายตาเศรษฐศาสตร์การเมือง งบกลาโหมจึงเป็นทั้ง “นโยบายความเสี่ยง” และ “นโยบายการจัดสรรผลประโยชน์” กล่าวคือ เป็นการกำหนดว่ากลุ่มใดจะได้รับทรัพยากร อำนาจต่อรอง และสถานะพิเศษในระบบรัฐ

แนวคิด “military-industrial complex” ทำให้มองเห็นการผูกพันกันระหว่างกองทัพ อุตสาหกรรมอาวุธ และการเมืองในฐานะโครงสร้าง ที่อาจมีแรงจูงใจให้คงอยู่และขยายตัวผ่านการรับรู้ภัยคุกคาม (threat perception) และการจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่อง การเตือนของ Dwight D. Eisenhower ในคำปราศรัยอำลาตำแหน่ง (1961) สะท้อนความกังวลต่ออิทธิพลที่ไม่พึงประสงค์ของโครงสร้างนี้ ต่อทิศทางนโยบายสาธารณะและประชาธิปไตย 4

การขยายความเชิงวิชาการต่อยอดจากจุดนี้คือการยอมรับว่า “ความมั่นคง” ไม่ใช่เพียงผลตอบแทนสาธารณะ (public good) แบบไร้ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม แต่ในโลกจริง ความมั่นคงถูกผลิตและบริโภคผ่านตลาด สัญญา และเครือข่ายสถาบัน เมื่อความมั่นคงกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ “ความต่อเนื่องของภัยคุกคาม” (ไม่ว่าจะเป็นภัยจริง ภัยคาดการณ์ หรือภัยที่ถูกสื่อสารให้เชื่อว่าเป็นภัย) ย่อมทำหน้าที่เป็นเงื่อนไขทางการเมือง-เศรษฐกิจที่ค้ำจุนตลาดนั้น ดังนั้น การถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” จึงต้องถามต่อว่า “โครงสร้างผลประโยชน์ทำงานอย่างไร” และ “การตรวจสอบงบประมาณและสัญญาความมั่นคงมีเพียงพอหรือไม่” มิฉะนั้นคำตอบด้านยุทธศาสตร์จะถูกกลืนด้วยแรงเฉื่อยของโครงสร้างงบประมาณ

อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ “ต้นทุนโอกาส” ของงบความมั่นคง เพราะงบประมาณรัฐมีข้อจำกัด: การเพิ่มงบกลาโหมมักเท่ากับการลดศักยภาพการลงทุนในด้านอื่น โดยเฉพาะด้านที่สร้างความมั่นคงมนุษย์ (human security) เช่น สุขภาพ การศึกษา สวัสดิการ และการลดความเหลื่อมล้ำ เมื่อความมั่นคงถูกนิยามแคบ (narrow security) ให้หมายถึงอาวุธและกำลัง รัฐอาจบรรลุ “ความมั่นคงของรัฐ” แต่ทำลาย “ความมั่นคงของประชาชน” ซึ่งในระยะยาวย้อนกลับมาบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐเอง

4) ความมั่นคงในฐานะวาทกรรม: Securitization และการขยายอำนาจ

หากต้อง “push the edges of knowledge” ให้ลึกขึ้น จำเป็นต้องมอง “ความมั่นคง” ไม่ใช่เพียงสภาวะวัตถุ (objective condition) แต่เป็นกระบวนการทางการเมืองในการทำให้บางประเด็นกลายเป็น “เรื่องความมั่นคง” เพื่ออ้างมาตรการพิเศษ งานสำคัญของ Buzan, Wæver และ de Wilde (1998) เสนอกรอบ “securitization” อธิบายว่า เมื่อรัฐหรือผู้นำประกาศสิ่งใดเป็นภัยคุกคามเชิงอัตถิภาวะ (existential threat) ก็อาจทำให้สังคมยอมให้รัฐใช้มาตรการนอกปกติ (extraordinary measures) ได้ง่ายขึ้น 5

ประเด็นนี้ทำให้คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ขยับเป็นคำถามว่าด้วย “การผูกขาดนิยามภัยคุกคาม”: ใครมีสิทธิประกาศว่าเรื่องใดคือภัยคุกคาม กระบวนการพิสูจน์/ทบทวนภัยคุกคามอยู่ตรงไหน และสังคมสามารถท้วงติงโดยไม่ถูกตีตราว่าเป็นศัตรูได้หรือไม่ เพราะหากความมั่นคงถูก securitize อย่างเข้มข้น การเมืองภายในประเทศจะถูกดันให้เข้าใกล้ตรรกะสงคราม กล่าวคือฝ่ายตรงข้ามทางนโยบายถูกทำให้กลายเป็น “ศัตรู” มากกว่าคู่แข่ง และการใช้อำนาจจะค่อย ๆ เคลื่อนจาก “การปกครองโดยเหตุผลสาธารณะ” ไปสู่ “การปกครองโดยข้อยกเว้น” (rule by exception)

เมื่อการถกเถียงถูกปิดด้วยวาทกรรมความมั่นคง ความชอบธรรมจะถูกผลิตแบบลำดับชั้น: รัฐนิยามภัยคุกคาม—รัฐประกาศมาตรการ—ประชาชนถูกคาดหวังให้ “เชื่อและยอม” แทนที่ประชาชนจะมีอำนาจร่วมในการนิยามปัญหาและกำกับวิธีแก้ปัญหา ในทางประชาธิปไตย นี่คือการลดสถานะประชาชนจาก “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” เหลือเพียง “ผู้ถูกปกครองที่ต้องยอมรับคำอธิบาย” และเมื่อความชอบธรรมแบบนี้สะสมเป็นเวลานาน ความไว้วางใจต่อสถาบันรัฐจะเปราะบาง เพราะความชอบธรรมที่ไม่ยึดโยงกับเหตุผลสาธารณะย่อมพังทลายทันทีเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคำอ้าง

5) ความชอบธรรมและ “รัฐซ้อนรัฐ”: ปัญหาเชิงสถาบัน

การใช้คำว่า “ความชอบธรรม” มีนัยสำคัญเชิงทฤษฎีอย่างยิ่ง เพราะโจทย์แกนกลางไม่ใช่เพียง “ความถูกต้องตามกฎหมาย” (legality) แต่คือเหตุผลที่ประชาชนยอมรับและมอบอำนาจ (legitimacy) หากองค์กรที่ถืออาวุธมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนหรือเหนือเจตจำนงสาธารณะ ความชอบธรรมของระบอบจะเกิด “ภาวะพร่อง” (legitimacy deficit) แม้ยังมีพิธีกรรมรัฐธรรมนูญหรือการเลือกตั้งอยู่ก็ตาม

แนวคิด “รัฐซ้อนรัฐ” (state within a state) ช่วยทำให้ปัญหานี้เป็นรูปธรรม: เมื่อองค์กรที่ถืออาวุธมี (1) งบประมาณสูงและซับซ้อน (2) วัฒนธรรมองค์กรปิด (3) ระบบวินัย/ศาล/เครือข่ายผลประโยชน์เฉพาะ และ (4) อำนาจยับยั้งทางการเมืองไม่เป็นทางการ องค์กรนั้นอาจกลายเป็น “ผู้เล่นเหนือเกม” (supra-player) ที่ไม่อยู่ภายใต้หลักความรับผิดรับชอบ (accountability) ทำให้ “อำนาจอธิปไตยของประชาชน” ถูกบิดให้เป็นเพียงหลักการเชิงถ้อยคำ

หากนำกรอบของ Habermas มาช่วยคิด ความชอบธรรมในประชาธิปไตยสมัยใหม่ไม่ได้เกิดเพียงจากการเลือกตั้ง แต่เกิดจากการที่สังคมมี “พื้นที่สาธารณะ” (public sphere) ที่ผู้คนสามารถใช้เหตุผล ถกเถียง ตรวจสอบ และก่อรูปความเห็นสาธารณะ แล้วส่งผ่านแรงกดดันเชิงเหตุผลไปยังสถาบันรัฐ 6 เมื่อประเด็นกองทัพ/ความมั่นคงถูกทำให้เป็นเขตหวงห้าม (forbidden zone) พื้นที่สาธารณะจะถูกทำให้บกพร่อง และความชอบธรรมจะไม่ถูกผลิตผ่านกระบวนการสาธารณะ แต่ถูกผลิตผ่านอำนาจและการสื่อสารเชิงบังคับ

ด้วยเหตุนี้ “การตั้งคำถามต่อกองทัพ” จึงไม่ใช่การทำลายชาติ แต่เป็นการฟื้นฟูเงื่อนไขของความชอบธรรมในรัฐสมัยใหม่: หากรัฐใช้งบประมาณของประชาชนและอำนาจในนามของประชาชน รัฐต้องยอมให้ประชาชนถาม—และต้องตอบด้วยเหตุผลที่ตรวจสอบได้

6) พลเรือนควบคุมทหาร: แนวคิดคลาสสิกและการต่อยอดสมัยใหม่

วรรณกรรมว่าด้วยความสัมพันธ์พลเรือน-ทหาร (civil–military relations) เสนอแกนหลักร่วมกันว่า กองทัพจำเป็นต้องอยู่ใต้การกำกับโดยพลเรือน (civilian control) แต่ต่างกันที่คำอธิบายว่า “ควบคุมอย่างไร” และ “เงื่อนไขอะไรทำให้ควบคุมได้จริง”

Samuel P. Huntington (1957) เสนอแนวคิด “objective civilian control” ที่มองว่า การทำให้ทหารเป็น “วิชาชีพ” ที่ชัดเจน มีขอบเขตหน้าที่จำกัด และอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ เป็นแนวทางสร้างความเป็นมืออาชีพควบคู่กับการไม่แทรกการเมือง 7 มุมนี้เน้น “การแยกบทบาท” ระหว่างทหารกับการเมือง แต่ในสังคมที่ทหารมีบทบาทเชิงสถาบันลึก การแยกบทบาทเพียงอย่างเดียวมักไม่พอ เพราะบทบาทนั้นถูกหล่อเลี้ยงด้วยงบประมาณ เครือข่ายผลประโยชน์ และวัฒนธรรมองค์กร

Morris Janowitz (1960) มองทหารในฐานะ “สถาบันทางสังคม” (social institution) ที่สัมพันธ์กับค่านิยม สังคม และความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มากกว่าจะเป็นองค์กรเทคนิคด้านกำลังเพียงอย่างเดียว 8 มุมนี้ช่วยให้เห็นว่า “การทำให้ทหารไม่ยุ่งการเมือง” ไม่ใช่แค่การสั่งห้าม แต่เป็นการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับสังคมพลเรือนใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่การศึกษา วัฒนธรรมองค์กร ไปจนถึงสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจ

ในงานสมัยใหม่ Peter D. Feaver (2003) เสนอกรอบ principal–agent มองพลเรือนเป็น “principal” และทหารเป็น “agent” ที่อาจปฏิบัติตามหรือแอบเบี่ยง (shirking) ขึ้นอยู่กับระดับการเฝ้าระวัง (monitoring) และต้นทุนของการไม่เชื่อฟัง 9 กรอบนี้สำคัญต่อสังคมที่มี “รัฐซ้อนรัฐ” เพราะทำให้โจทย์ไม่ใช่คำประกาศเชิงอุดมคติ แต่เป็นโจทย์สถาปัตยกรรม: สภามีอำนาจเข้าถึงเอกสารหรือไม่ สังคมมีเสรีภาพสื่อและการคุ้มครองผู้เปิดโปงหรือไม่ กลไกตรวจสอบมีเขี้ยวเล็บเพียงใด และบทลงโทษการเบี่ยงเบนมีจริงหรือไม่

ขณะเดียวกัน Samuel E. Finer (1962) ชี้ว่าการแทรกแซงการเมืองของทหารไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นรูปแบบพฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดซ้ำในหลายภูมิภาค โดยสัมพันธ์กับความอ่อนแอของสถาบันพลเรือนและความชอบธรรมของระบอบ 10 Alfred Stepan (1988) เสนอการวิเคราะห์ “prerogatives” ของทหาร (อำนาจสงวน/สิทธิพิเศษ) และชี้ว่าในระบอบที่กำลังเปลี่ยนผ่าน การลดสิทธิพิเศษเหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการทำให้ประชาธิปไตยหยั่งราก 11 แนวคิด prerogatives ทำให้การอภิปรายไม่ติดอยู่แค่คำถามเชิงนามธรรม แต่ชี้จุดชัดว่าต้อง “ลดอะไร” และ “ออกแบบอะไรใหม่” เพื่อให้ทหารเป็นส่วนหนึ่งของรัฐภายใต้ความชอบธรรมของประชาชน ไม่ใช่ผู้กำกับรัฐจากเหนือรัฐ

7) ขยับขอบเขตความรู้: สมมติฐาน ตัวชี้วัด และข้อเสนอเชิงนโยบาย

7.1 สมมติฐานเชิงโครงสร้าง (Structural Hypotheses)

หากต้องการยกระดับการถกเถียงจาก “บทความสาธารณะ” ไปสู่ “งานวิชาการที่ทดสอบได้” เราสามารถตั้งสมมติฐานเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ข้อ เพื่ออธิบายกลไกที่ทำให้กองทัพบางสังคมกลายเป็นรัฐซ้อนรัฐ และทำให้ประชาธิปไตยเติบโตแบบบอนไซ:

  1. H1: ยิ่งงบความมั่นคง/กลาโหมมีความทึบสูง (ตรวจสอบยาก เปิดเผยสัญญาจัดซื้อน้อย กลไก audit จำกัด) ยิ่งเพิ่มโอกาสการก่อรูปของรัฐซ้อนรัฐ ผ่านเครือข่ายผลประโยชน์และอำนาจต่อรองเชิงสถาบันของกองทัพ
  2. H2: ยิ่งการทำ securitization การเมืองภายในเข้มข้น (การตีตราผู้วิจารณ์เป็นภัย) ยิ่งลดคุณภาพพื้นที่สาธารณะ และทำให้ความชอบธรรมถูกผลิตแบบ “จากบนลงล่าง” มากกว่าผ่านฉันทามติสาธารณะและเหตุผลที่ตรวจสอบได้
  3. H3: ยิ่งสิทธิพิเศษ (prerogatives) ของทหารสูง ยิ่งทำให้พลเรือนควบคุมทหารได้ต่ำ และทำให้ประชาธิปไตย “หยั่งรากได้ยาก” เพราะการกำกับอำนาจบังคับใช้ไม่อยู่ใต้เจตจำนงประชาชนอย่างต่อเนื่อง

7.2 ตัวชี้วัด (Operational Indicators)

เพื่อหลีกเลี่ยงการวิจารณ์แบบนามธรรม ควรออกแบบตัวชี้วัดที่จับต้องได้ (operationalize) ซึ่งสามารถใช้เปรียบเทียบข้ามเวลาและข้ามประเทศได้ เช่น:

  • ดัชนีความทึบงบประมาณกลาโหม: สัดส่วนงบในหมวดลับ/ตรวจสอบจำกัด, ระดับการเปิดเผยสัญญาจัดซื้อ (vendor, price, spec, rationale), อำนาจและความเป็นอิสระของหน่วยตรวจสอบ (เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน/คณะกรรมาธิการ)
  • ดัชนี civilian oversight capacity: ความสามารถของสภาในการเรียกเอกสารและไต่สวน, อำนาจในการอนุมัติ/ปรับลดงบอย่างมีความหมาย, การเข้าถึงข้อมูลด้านยุทธศาสตร์และการประเมินภัยคุกคาม
  • ดัชนีพื้นที่สาธารณะด้านความมั่นคง: ระดับเสรีภาพสื่อในประเด็นความมั่นคง, การคุ้มครองนักวิชาการ/ผู้สื่อข่าว/ผู้เปิดโปง, การไม่ใช้กฎหมายหรือกลไกความมั่นคงเพื่อปิดปากผู้วิจารณ์
  • ดัชนีสิทธิพิเศษของทหาร (prerogatives): ขอบเขตบทบาททางเศรษฐกิจ (ธุรกิจ/ทรัพย์สิน/โครงการ), บทบาททางการเมืองไม่เป็นทางการ, ช่องทางการยกเว้นความรับผิด (impunity), และการมีอำนาจยับยั้งนโยบายโดยพฤตินัย

7.3 สถาปัตยกรรมเชิงนโยบาย (Policy Architecture)

จากกรอบทฤษฎีข้างต้น คำตอบที่ “เข้ม” ของคำถามทหารมีไว้ทำไม ต้องแปลเป็น “สถาปัตยกรรม” ไม่ใช่เพียงถ้อยคำ โดยอย่างน้อยควรครอบคลุม 4 มิติหลัก:

  1. งบประมาณและการจัดซื้อโปร่งใสเป็นค่าเริ่มต้น: ยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยสัญญา เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ และผลประเมินความคุ้มค่า เพื่อสกัดการคงอยู่ของ “ตลาดความมั่นคง” ที่ไม่ถูกตรวจสอบ (รวมถึงการลดการใช้หมวดลับโดยไม่จำเป็น)
  2. กำกับโดยพลเรือนแบบมีเขี้ยวเล็บ: เพิ่มอำนาจสภาและกลไกอิสระในการเข้าถึงเอกสาร สอบสวน และกำกับการจัดซื้อ ทำให้การตรวจสอบเป็น “กิจวัตรประชาธิปไตย” ไม่ใช่ “ข้อยกเว้น”
  3. จำกัดการ securitize การเมืองภายใน: แยกประเด็นความมั่นคงที่แท้จริงออกจากการแข่งขันทางนโยบายและการวิจารณ์รัฐบาล เพื่อคืนพื้นที่สาธารณะให้การถกเถียงเชิงเหตุผล ซึ่งเป็นฐานของความชอบธรรม
  4. จัดวางบทบาทกองทัพให้สอดคล้องภัยคุกคามร่วมสมัยภายใต้การตรวจสอบ: เน้นความพร้อมเชิงป้องกันภัยสมัยใหม่ (ไซเบอร์ ภัยพิบัติ โลจิสติกส์ ความมั่นคงห่วงโซ่อุปทาน) และกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ (outcomes) ที่ตรวจสอบได้ เพื่อลดการขยายบทบาทภายในโดยไร้เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์

คำถามต่อยอดเพื่อการวิจัย (Research Prompts)

  • อะไรคือจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการปกป้องความลับทางทหารกับสิทธิประชาชนในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ?
  • ในสังคมที่มีรัฐซ้อนรัฐ การเพิ่มการเฝ้าระวัง (monitoring) เพียงพอหรือไม่ หรือจำเป็นต้องออกแบบแรงจูงใจ/โครงสร้างสิทธิพิเศษใหม่ (incentive & prerogatives redesign)?
  • การ securitize การเมืองภายในส่งผลต่อความชอบธรรม ความไว้ใจในสถาบัน และความแตกแยกทางสังคมอย่างไรในระยะยาว?
  • การลด prerogatives ของทหารควรเริ่มจากมิติใดเพื่อหลีกเลี่ยงแรงต้านถาวร และทำให้การเปลี่ยนผ่านมีเสถียรภาพ?

8) สรุป

“ทหารมีไว้ทำไม” ในมือของนิธิ ไม่ใช่คำถามชวนทะเลาะ แต่เป็นคำถามชวน “เห็นโครงสร้าง”: กองทัพในรัฐ-ชาติสมัยใหม่ดำรงอยู่ผ่านการก่อรูปของรัฐและสงคราม เศรษฐศาสตร์การเมืองของงบประมาณและอุตสาหกรรมอาวุธ และการผลิตความชอบธรรมผ่านวาทกรรมความมั่นคง 1

เมื่อเติมกรอบ Tilly, securitization, และทฤษฎีพลเรือนควบคุมทหาร (Huntington–Janowitz–Feaver) คำถามนี้จึงแปรเป็นโจทย์สถาบัน: จะทำอย่างไรให้ “อำนาจที่ถืออาวุธ” อยู่ใต้ “ความชอบธรรมของประชาชน” อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะในวันเลือกตั้งหรือในถ้อยคำพิธีกรรม. ในทางหลักการ หากประชาธิปไตยคือการที่สังคมกำกับทรัพยากรและอำนาจรัฐด้วยเหตุผลสาธารณะ การตั้งคำถามต่อกองทัพ—งบประมาณ บทบาท และการตรวจสอบ—ย่อมไม่ใช่ภัยต่อชาติ หากเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของความชอบธรรมในรัฐสมัยใหม่

หมายเหตุ: บทความนี้ตั้งใจรักษาน้ำหนักเชิงวิชาการเพื่อต่อยอดและให้เกียรติแด่ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ล่วงลับ


เชิงอรรถ (Footnotes)

  1. นิธิ เอียวศรีวงศ์. “ทหารมีไว้ทำไม.” มติชนออนไลน์ (คอลัมน์มติชนสุดสัปดาห์), 13 มกราคม 2016.แหล่งอ้างอิง: https://www.matichon.co.th/columnists/news_2227
  2. Tilly, Charles. “War Making and State Making as Organized Crime.” In Peter B. Evans, Dietrich Rueschemeyer, and Theda Skocpol (eds.), Bringing the State Back In. Cambridge: Cambridge University Press, 1985.Cambridge Core record (chapter page): Cambridge Core
  3. Eisenhower, Dwight D. “Farewell Address.” Delivered January 17, 1961. (คำเตือนเรื่อง military-industrial complex)U.S. National Archives: archives.govNational Constitution Center: constitutioncenter.org
  4. Buzan, Barry, Ole Wæver, and Jaap de Wilde. Security: A New Framework for Analysis. Boulder, CO: Lynne Rienner Publishers, 1998.Bibliographic record: Google Books
  5. Habermas, Jürgen. The Structural Transformation of the Public Sphere. Cambridge, MA: MIT Press. (English edition)Publisher record: MIT Press
  6. Huntington, Samuel P. The Soldier and the State: The Theory and Politics of Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Belknap Press of Harvard University Press, 1957.Publisher record: Harvard University Press
  7. Janowitz, Morris. The Professional Soldier: A Social and Political Portrait. New York: Free Press, 1960.Bibliographic record: Google Books
  8. Feaver, Peter D. Armed Servants: Agency, Oversight, and Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Harvard University Press, 2003.Book page (Duke University): Duke University
  9. Finer, Samuel E. The Man on Horseback: The Role of the Military in Politics. New York: Praeger, 1962.Library record (HathiTrust): HathiTrust
  10. Stepan, Alfred. Rethinking Military Politics: Brazil and the Southern Cone. Princeton, NJ: Princeton University Press, 1988.JSTOR record: JSTORArchive.org record: Archive.org

บรรณานุกรม (Bibliography)

  • Buzan, Barry, Ole Wæver, and Jaap de Wilde. Security: A New Framework for Analysis. Boulder, CO: Lynne Rienner Publishers, 1998. (Bibliographic record: Google Books)
  • Eisenhower, Dwight D. “Farewell Address.” January 17, 1961. U.S. National Archives, Milestone Documents.
  • Eisenhower, Dwight D. “The Military-Industrial Complex Speech (1961).” National Constitution Center, Historic Document Library.
  • Feaver, Peter D. Armed Servants: Agency, Oversight, and Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Harvard University Press, 2003.
  • Finer, Samuel E. The Man on Horseback: The Role of the Military in Politics. New York: Praeger, 1962.
  • Habermas, Jürgen. The Structural Transformation of the Public Sphere. Cambridge, MA: MIT Press. (English edition; original work published earlier in German).
  • Huntington, Samuel P. The Soldier and the State: The Theory and Politics of Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Belknap Press of Harvard University Press, 1957.
  • Janowitz, Morris. The Professional Soldier: A Social and Political Portrait. New York: Free Press, 1960.
  • Stepan, Alfred. Rethinking Military Politics: Brazil and the Southern Cone. Princeton, NJ: Princeton University Press, 1988.
  • Tilly, Charles. “War Making and State Making as Organized Crime.” In Peter B. Evans, Dietrich Rueschemeyer, and Theda Skocpol (eds.), Bringing the State Back In. Cambridge: Cambridge University Press, 1985.
  • เอียวศรีวงศ์, นิธิ. “ทหารมีไว้ทำไม.” มติชนออนไลน์ (คอลัมน์มติชนสุดสัปดาห์), 13 มกราคม 2016.

ทำไมคนจำนวนมากจึงอยากเห็น “พรรคประชาชน” ได้บริหารประเทศ: อธิบายด้วยเหตุผล

ทำไมคนจำนวนมากจึงอยากเห็น “พรรคประชาชน” ได้บริหารประเทศ: อธิบายด้วยเหตุผล

คนจำนวนมากสนับสนุนให้พรรคประชาชนได้ขึ้นบริหารประเทศ ไม่ใช่เพราะอยากให้ใครไปล้มล้างสิ่งดีงาม แต่เพราะอยากเห็นรัฐบาลที่กล้า “สะสางรากเหง้า” ของปัญหาในเสาหลักสำคัญ—ปัญหาที่พรรคอื่นจำนวนมากไม่แตะ หรือแตะไม่สุด แม้หลายพรรคจะเคยเป็นรัฐบาลมาแล้วก็ตาม
คันฉ่องส่องไทย: ความเป็นกลางไม่ใช่การไม่คิด ความเป็นกลางคือการตั้งมาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย แล้วถามให้ถึง “สมุทัย” และ “มรรค” อย่างไม่กลัวความจริง
สารบัญ
  1. บทนำ: ความหวังต่อ “การซ่อมประเทศ”
  2. อริยสัจ 4: ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค ในการเมืองจริง
  3. ทำไมการ “แจก” จึงไม่ผิด แต่ผิดเมื่อใช้แทนโครงสร้าง
  4. ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง (ไม่พาดพิงบุคคล): รูปแบบที่ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำ
  5. Dual Tracks: เยียวยาจุลภาค + ปฏิรูปมหภาค ต้องเดินพร้อมกัน
  6. Critical Thinking: ชุดคำถามสำหรับผู้อ่าน (ใช้กับทุกพรรค)
  7. บทสรุป: เลือกเหตุผล เลือกมาตรฐาน เลือกอนาคต
  8. หน้าสรุปอินโฟกราฟิก: Dual Tracks 8 เสา (ต่อท้าย)

1) บทนำ: ความหวังต่อ “การซ่อมประเทศ” ไม่จำเป็นต้องเป็นความคลั่งไคล้ต่อพรรค

ในสังคมที่แตกเป็นฝักฝ่าย เรามักถูกบังคับให้เลือกข้างโดยอัตโนมัติ: ถ้าไม่เห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องถูกตีตราว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม แต่ในความจริง คนจำนวนมากสนับสนุนพรรคประชาชนด้วยเหตุผลที่ “ไม่ใช่ศัตรู–มิตร” หากเป็นเหตุผลแบบ “วิศวกรรมสังคม” คืออยากเห็นรัฐบาลที่กล้าซ่อมเครื่องจักรประเทศที่ชำรุดมานาน

ความคาดหวังนี้มาจากความรู้สึกว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ครั้ง ประชาชนยังพบ “อาการเดิม” ซ้ำ ๆ—รายได้ไม่พอรายจ่าย หนี้สูง ความเหลื่อมล้ำ และสถาบันรัฐถูกตั้งคำถามเรื่องมาตรฐาน ความโปร่งใส และความรับผิด จนหลายคนเริ่มสรุปว่า ปัญหาไทยไม่ใช่แค่ “นโยบายรายปี” แต่เป็นเรื่อง “โครงสร้างอำนาจและแรงจูงใจ” ที่ทำให้ปัญหาถูกผลิตซ้ำ

แกนของบทความนี้: อธิบายว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งจึงอยากเห็นรัฐบาลที่ “แตะสมุทัย” (รากเหตุ) โดยไม่จำเป็นต้องเกลียดชังใคร และไม่จำเป็นต้องทำลายสิ่งดีงามใด ๆ

2) อริยสัจ 4 ในโลกการเมืองจริง: ถ้าไม่แตะสมุทัย ทุกข์ก็ยืดเยื้อ

2.1 ทุกข์: อาการที่คนไทยสัมผัสได้ทุกวัน

ทุกข์ในที่นี้คือ “ทุกข์ของระบบ” ที่บั่นทอนชีวิตและศักดิ์ศรีของพลเมือง

  • ค่าแรง/รายได้โตช้า แต่ค่าครองชีพและหนี้โตเร็ว
  • โอกาสกระจุก: คนเล็กเข้าถึงทุน เครือข่าย และตลาดยาก
  • บริการรัฐช้า ดุลพินิจสูง จนประชาชนต้องพึ่ง “เส้นสาย”
  • ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมลดลงเมื่อเห็นมาตรฐานไม่สม่ำเสมอ
  • การเมืองวนความขัดแย้งเรื้อรัง โดยไม่มี “ทางออกเชิงสถาบัน” ที่ทุกฝ่ายเชื่อถือร่วมกัน
  • ชายแดนและเศรษฐกิจสีเทาเป็นเงาทับเศรษฐกิจจริง และสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคง

2.2 สมุทัย: เหตุแห่งทุกข์—โครงสร้างแรงจูงใจที่ผลิตซ้ำปัญหา

สมุทัยคือ “ระบบ” ไม่ใช่ “ด่าใครคนใดคนหนึ่ง”

  • Power–Accountability mismatch: อำนาจจริงกับความรับผิดไม่อยู่ที่เดียวกัน
  • รัฐทึบ: ข้อมูลงบประมาณ/จัดซื้อ/ผลลัพธ์เข้าถึงยาก ทำให้ตรวจสอบยาก
  • การแข่งขันทางการเมืองถูกตั้งคำถามเรื่องความเสมอภาคและการบังคับใช้กติกา
  • ดุลพินิจทางราชการสูง: ความไม่แน่นอนกลายเป็นช่องทางคอร์รัปชัน
  • ความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารไม่อยู่ในมาตรฐานรัฐสมัยใหม่ในหลายมิติ
  • พื้นที่ชายแดนเป็น “พื้นที่เสี่ยง” ต่อผลประโยชน์ทับซ้อนและเศรษฐกิจสีเทา

2.3 นิโรธ: ประเทศที่เครื่องจักรทำงานได้—ไม่ต้องพึ่งการประคองตลอดไป

  • กติกาการเมืองทำให้ “เสียงประชาชน” มีความหมายจริง และทุกฝ่ายเห็นว่าการแข่งขันเป็นธรรม
  • รัฐเปิดเผย ตรวจสอบได้ และยอมรับผิดเมื่อผิดพลาด
  • กองทัพทำหน้าที่ภายใต้การกำกับของพลเรือนตามมาตรฐานสากล
  • เศรษฐกิจลดผูกขาด ลดทุนมืด เพิ่มโอกาสให้คนเล็กและผู้ประกอบการ
  • ชายแดนมั่นคงแบบยั่งยืน: ลดการปะทะ และลดเศรษฐกิจสีเทา
  • การศึกษา/สื่อสร้างพลเมืองคิดเป็นและตรวจสอบอำนาจได้

2.4 มรรค: ทางเดิน—ต้องมีทั้ง “เยียวยา” และ “ปฏิรูป” (Dual Tracks)

  • Track A (Micro) ช่วยคนทันที: ลดทุกข์ ลดความเสี่ยง ให้สังคมหายใจได้
  • Track B (Macro) เปลี่ยนโครงสร้าง: ปรับกติกาและแรงจูงใจให้ปัญหาไม่ผลิตซ้ำ
บทเรียนสำคัญ: ถ้าเราทำได้แค่ “ช่วยวันนี้” แต่ไม่ “ซ่อมระบบ” เราจะต้องช่วยแบบเดิมซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยไม่เคยหลุดจากวงจร

3) ทำไมการ “แจก” จึงไม่ผิด แต่ผิดเมื่อใช้แทนการซ่อมโครงสร้าง

ความจริงที่ต้องยอมรับก่อนคือ มาตรการระยะสั้นมีความจำเป็นในหลายช่วง เพราะประชาชนจำนวนมากไม่สามารถรอผลระยะยาวได้โดยไม่มี “กันชน” รัฐที่ดีจึงต้องช่วยให้คนไม่ล้ม—นี่คือมนุษยธรรมขั้นพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่

แต่ปัญหาเกิดเมื่อมาตรการแจกกลายเป็น “แกนหลัก” ของการเมือง เพราะมันทำให้รัฐบาลได้ผลเร็ว ได้คะแนนเร็ว โดยไม่ต้องเผชิญแรงต้านจากโครงสร้างผลประโยชน์เดิมมากนัก ในสภาวะเช่นนี้ การแจกกลายเป็น เครื่องมือซื้อเวลา และสังคมถูกชวนให้เชื่อว่า “อาการดีขึ้น” ทั้งที่โรคยังอยู่

คันฉ่องส่องไทย: การแจกไม่ใช่บาป แต่การ “แจกแทนการซ่อม” คือการปล่อยให้อนาคตถูกกินทีละน้อย เพราะลูกหลานจะต้องจ่ายราคาของโครงสร้างที่ไม่ถูกซ่อมด้วยภาษี หนี้ และโอกาสที่หายไป

4) ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง (ไม่พาดพิงบุคคล): “รูปแบบ” ที่ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำ

เพื่อหลีกเลี่ยงการด่าคน เราจะพูดถึง “รูปแบบเชิงระบบ” ที่เกิดซ้ำในสังคมไทย และเป็นเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งจึงอยากเห็นรัฐบาลที่กล้าแตะโครงสร้าง

4.1 ระบบทึบ: ข้อมูลไม่ใช่ของประชาชนโดยปริยาย

เมื่อข้อมูลงบประมาณ ผลลัพธ์โครงการ จัดซื้อจัดจ้าง และตัวชี้วัดถูกทำให้เข้าถึงยาก การตรวจสอบย่อมกลายเป็น “งานนักสืบ” ไม่ใช่สิทธิพลเมือง

  • การอ้างเหตุผลความมั่นคง/ความลับเพื่อปิดข้อมูลมากเกินจำเป็น
  • รายงานผลโครงการเน้น “กิจกรรม” มากกว่า “ผลลัพธ์”
  • เมื่อข้อมูลทึบ ความผิดพลาดจึงยืดอายุได้นาน และคอร์รัปชันมีที่ซ่อน

4.2 ดุลพินิจสูง: ประชาชนต้องพึ่ง “เส้น” เพื่อให้รัฐทำงาน

ถ้ากฎหมายและระเบียบเปิดช่องตีความกว้าง เจ้าหน้าที่มีดุลพินิจสูง ความไม่แน่นอนจะกลายเป็นต้นทุนชีวิตและต้นทุนธุรกิจ

  • ประชาชนเสียเวลา/เสียศักดิ์ศรีเพราะต้อง “ขอความเมตตา” แทนสิทธิ
  • ธุรกิจดี ๆ ถูกบั่นทอนเพราะความไม่แน่นอนและต้นทุนใต้โต๊ะ
  • ระบบแบบนี้ทำให้คนเก่งหนีไป และคนที่อยู่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความไม่ปกติ

4.3 การแก้ปัญหาแบบ “ปลายเหตุ”: รัฐเก่งกับการดับไฟ แต่ไม่เก่งกับการกันไฟ

การดับไฟเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากไม่มีการกันไฟ (prevention + institution) ประเทศจะเหนื่อยกับการดับไฟซ้ำ ๆ

  • วิกฤตเศรษฐกิจ: ช่วยเฉพาะหน้า แต่ไม่แก้โครงสร้างรายได้/ผูกขาด/ทักษะแรงงาน
  • คอร์รัปชัน: ไล่จับรายกรณี แต่ไม่เปลี่ยนระบบจัดซื้อ/เปิดข้อมูล/ตรวจสอบผลลัพธ์
  • ความขัดแย้งการเมือง: เน้น “สงบเงียบ” มากกว่า “กติกาที่ทุกฝ่ายเชื่อถือ”

4.4 ภาวะ “อำนาจไม่ต้องรับผิด”: เมื่อผู้กำหนดเกมไม่ต้องถูกตรวจ

ถ้าอำนาจบางส่วนกำหนดทิศทางประเทศได้ แต่ไม่อยู่ใต้การตรวจสอบที่เทียบเท่ากับฝ่ายอื่น ระบบจะเอียงโดยธรรมชาติ

  • การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เกิดในพื้นที่ปิดมากเกินไป
  • ความรับผิดเลื่อนลอย: เมื่อผลลัพธ์เสียหาย ไม่มีใครรับผิดเต็ม ๆ
  • ประชาชนจึงรู้สึกว่า “เลือกตั้งแล้วก็ไม่เปลี่ยน” และสิ้นหวังต่อการเมือง

4.5 ชายแดนเป็นระบบซ้อน: อธิปไตย + เศรษฐกิจสีเทา + ความปลอดภัยคน

ชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องทหารเผชิญหน้า แต่เป็นพื้นที่ที่เงินผิดกฎหมาย อิทธิพลท้องถิ่น และเครือข่ายข้ามชาติเดินผ่าน

  • ถ้าข้อมูลด่าน/รายได้/การจัดซื้อทึบ เศรษฐกิจสีเทาจะเติบโตเงียบ ๆ
  • เมื่อปัญหาปะทุ อาจถูกอธิบายด้วยชาตินิยม เพื่อเบี่ยงคำถามเรื่องความรับผิดและผลประโยชน์ทับซ้อน
  • ทางออกจึงต้องเป็น “แพ็กเดียว” ไม่ใช่เพิ่มด่านอย่างเดียวหรือเพิ่มอาวุธอย่างเดียว

4.6 สังคมถูกทำให้เลือกข้างง่าย: เพราะขาด “พื้นที่ของเหตุผลร่วม”

เมื่อสื่อ ข้อมูล และการศึกษาไม่สร้างนิสัยการคิดเชิงเหตุผล สังคมจะถูกปั่นให้แตกแยกได้ง่าย และอำนาจจะยิ่งตรวจสอบยาก

  • ข่าวและการสื่อสารเน้นอารมณ์ มากกว่าหลักฐานและความรับผิด
  • ผู้คนถกเถียงกันเรื่อง “ใครรักชาติ” มากกว่า “อะไรทำให้ชาติเดินหน้า”
  • เมื่อสังคมแตก อำนาจรวมศูนย์จะยิ่งแข็งแรง เพราะประชาชนไม่สามารถรวมมาตรฐานร่วมได้
สรุปเชิงระบบ: เหล่านี้คือ “โครงสร้าง” ที่ทำให้การแจกหรือการแก้ปลายเหตุไม่เพียงพอ เพราะมันไม่แตะรากเหตุที่ผลิตซ้ำปัญหา

5) Dual Tracks: เยียวยาจุลภาค + ปฏิรูปมหภาค ต้องเดินพร้อมกัน

ถ้าเราต้องการความเป็นธรรมจริง เราต้องยอมรับว่า คนจำนวนมากไม่มีแรงพอจะรอผลการปฏิรูป แต่ถ้าเรามีแต่การเยียวยาโดยไม่ปฏิรูป ประเทศก็ไม่พ้นวงจรเดิม ดังนั้น Dual Tracks คือการออกแบบให้ “คนอยู่รอด” และ “ระบบเปลี่ยนได้”

Track A (Micro): ทำให้ประชาชน “หายใจได้”

  • กันชนหนี้และรายได้ (แบบมีเงื่อนไขและวัดผลได้)
  • บริการรัฐที่เร็วขึ้นจริง (SLA, ลดเวลาอนุญาต)
  • ความปลอดภัยชุมชนและชายแดน (incident protocol, เตือนภัย, คุ้มครองคน)
  • ช่องทางร้องเรียนและคุ้มครองผู้ร้องเรียน

Track B (Macro): ทำให้ “โรคไม่กลับมา”

  • รัฐเปิดข้อมูลเป็นค่าเริ่มต้น (FOI, open data, procurement transparency)
  • งบประมาณผูกผลลัพธ์ (outcome-based budgeting)
  • ลดดุลพินิจ เพิ่มระบบตรวจสอบที่เทียบเท่าและสม่ำเสมอ
  • รีเซ็ตความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารตามมาตรฐานรัฐสมัยใหม่
  • กลไกขับเคลื่อน: KPI dashboard + เจ้าภาพ + audit ที่มีอำนาจเข้าถึงข้อมูล
บทเรียนสำคัญ: Track A คือมนุษยธรรมและเสถียรภาพทางสังคม Track B คือความยั่งยืนและการไม่กลับไปป่วยซ้ำ ประเทศที่ดีต้องทำทั้งสอง—พร้อมกัน

6) Critical Thinking: ชุดคำถามสำหรับผู้อ่าน (ใช้กับทุกพรรค—มาตรฐานเดียว)

หากเราไม่อยากเลือกข้างด้วยอารมณ์ เราต้อง “เลือกด้วยมาตรฐาน” ต่อไปนี้คือคำถามเชิง Critical Thinking ที่ใช้ได้กับทุกพรรค ทุกฝ่าย เพื่อให้การเมืองกลับมาอยู่บนหลักฐานและความรับผิด

6.1 คำถามเรื่อง “ปัญหา” (Clarify the Issue)

  • พรรคนี้นิยามปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศว่าอะไร และมีหลักฐานใดสนับสนุน
  • เขาแยก “อาการ” ออกจาก “เหตุ” ได้หรือไม่
  • ปัญหาใดเป็นเชิงนโยบายรายปี และปัญหาใดเป็นเชิงสถาบัน/โครงสร้าง

6.2 คำถามเรื่อง “เหตุผล” (Assess Reasoning & Evidence)

  • ข้อเสนออิงข้อมูลจริง หรืออิงความรู้สึก/ความนิยม
  • มีตัวชี้วัดความสำเร็จและความล้มเหลวชัดเจนหรือไม่
  • มีแผนรองรับผลข้างเคียง (trade-offs) หรือไม่

6.3 คำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” (Fair Standards)

  • พรรคนี้เสนอให้กติกาใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่
  • เขากล้าสร้างระบบตรวจสอบ “ตัวเอง” เท่ากับตรวจสอบ “คนอื่น” หรือไม่
  • เขาพูดเรื่องโปร่งใส แต่ยอมเปิดข้อมูลที่ทำให้ตรวจสอบเขาได้จริงหรือไม่

6.4 คำถามเรื่อง “Dual Tracks” (Short-term + Long-term)

  • Track A: 100 วันแรกจะทำอะไรให้คนรู้สึกได้จริง
  • Track B: 6–24 เดือนจะทำอะไรที่แตะโครงสร้าง (กติกา/งบ/ข้อมูล/ตรวจสอบ)
  • มี dashboard ให้ประชาชนตรวจสอบรายเดือนหรือไม่

6.5 คำถามเรื่อง “ความกล้าและความซื่อสัตย์ต่อความจริง” (Intellectual Integrity)

  • เมื่อข้อมูลจริงขัดกับคำสัญญา เขากล้าปรับท่าทีหรือยังดื้อรักษาหน้า
  • เขาอธิบายข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมาหรือขายฝัน
  • เขายอมรับความผิดพลาดและแก้ไขเชิงระบบหรือโทษคนอื่น

6.6 คำถามเรื่อง “อำนาจและความรับผิด” (Accountability Follows Power)

  • เขาชี้ให้เห็นศูนย์อำนาจจริงของรัฐ และเสนอให้ตรวจสอบได้อย่างไร
  • เขาจัดวางความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารในมาตรฐานรัฐสมัยใหม่อย่างไร
  • เขาจะทำให้ความรับผิด “เกาะติดอำนาจ” ได้จริงหรือไม่
คันฉ่องส่องไทย: ถ้าเราไม่ตั้งคำถามแบบนี้กับทุกพรรคเท่ากัน เรากำลังเปิดทางให้การเมืองกลับไปเป็นเกมอารมณ์—ซึ่งมักจบด้วยการที่อำนาจไม่ต้องรับผิด

7) บทสรุป: เลือกเหตุผล เลือกมาตรฐาน เลือกอนาคต

หากจะสรุปอย่างไม่เลือกข้างที่สุด เราอาจพูดได้ว่า คนจำนวนมากอยากเห็นพรรคประชาชนได้บริหารประเทศ เพราะเขาอยากเห็นรัฐบาลที่ “แตะสมุทัย” มากกว่า ไม่ใช่รัฐบาลที่เก่งแค่ “บริหารอาการ”

นี่ไม่ใช่คำตัดสินว่าใครดีเลิศหรือเลวร้าย แต่เป็นคำถามต่อประเทศว่า เราจะยอมอยู่กับวงจรเดิมต่อไปหรือไม่: แจก–ประคอง–หาเสียง–วนซ้ำ หรือจะยกระดับให้การเมืองทำหน้าที่ที่ยากกว่า: ซ่อมกติกา ซ่อมสถาบัน ซ่อมความรับผิด และซ่อมความโปร่งใส

คันฉ่องส่องไทย: เราไม่จำเป็นต้องรักหรือเกลียดใครเป็นพิเศษ แต่เราจำเป็นต้องรักอนาคตของลูกหลานพอที่จะกล้าถามความจริงกับทุกฝ่าย

หน้าสรุป: Dual Tracks 8 เสา (Micro + Macro)

เหมาะสำหรับเลื่อนดูไว ๆ / ใช้เป็นสไลด์ HTML ต่อท้ายบทความ
Track A (Micro) = เยียวยาทันที ลดทุกข์ชีวิตคน Track B (Macro) = ปฏิรูปโครงสร้าง ป้องกันป่วยซ้ำ
1
นิติรัฐ–ความรับผิดยุติ impunity + เปิดข้อมูลรัฐ
Track A
  • ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิ + คุ้มครองผู้ร้องเรียน
  • SLA บริการรัฐตอบภายใน X วัน
  • ช่องทางร้องเรียนเข้าถึงง่าย
Track B
  • FOI เปิดเป็นค่าเริ่มต้น
  • ตรวจสอบอิสระคดีรัฐเป็นคู่กรณี
  • ระบบรายงานผลโครงการแบบวัดผลได้
2
Reset พลเรือน–ทหารมาตรฐานรัฐสมัยใหม่
Track A
  • งบกลาโหมอ่านง่าย + ช่องร้องเรียนพลเรือน
  • มาตรการความปลอดภัยชุมชนในพื้นที่เสี่ยง
  • สื่อสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบตรวจสอบได้
Track B
  • กฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน + audit จัดซื้อ
  • ปฏิรูปแต่งตั้งโยกย้ายตามผลงาน/เหตุผลเปิดเผย
  • กฎหมายพิเศษมี sunset + กำกับโดยสภา
3
กติกาการเมืองเป็นธรรมเสียงประชาชนเป็นตัวตัดสินจริง
Track A
  • ลดช่องตีความเลือกปฏิบัติ
  • เปิดผลประโยชน์ทับซ้อน/ข้อมูลผู้สมัคร
  • มาตรการโปร่งใสการหาเสียง
Track B
  • ปิดช่องสืบทอดอำนาจผ่านกติกา
  • องค์กรตรวจสอบต้องโปร่งใสและรับผิด
  • ตัดทุนมืด/เสริมพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน
4
เศรษฐกิจครัวเรือนหนี้–รายได้–โอกาส
Track A
  • รีไฟแนนซ์/ปรับโครงสร้างหนี้แบบมีเงื่อนไข
  • กันชนแรงงานนอกระบบ
  • งานชุมชนค่าแรงมาตรฐาน
Track B
  • ภาษีเพื่อสวัสดิการถ้วนหน้าแบบยั่งยืน
  • ลดผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน
  • SME + อุตสาหกรรมอนาคต + เข้าถึงทุน
5
ชายแดนไทย–กัมพูชาอธิปไตย + สีเทา + ความปลอดภัยคน
Track A
  • Hotline + incident protocol ลดปะทะ
  • คุ้มครองชุมชนชายแดน (เตือนภัย–อพยพ–ฟื้นรายได้)
  • ปราบอาชญากรรม “ตามเงิน”
Track B
  • เปิดข้อมูลด่าน/รายได้/จัดซื้อ
  • หมุนเวียนตำแหน่ง ลดผลประโยชน์ทับซ้อน
  • โซนเศรษฐกิจชายแดน “สีขาว”
6
รัฐบริการ–รัฐเปิดลดดุลพินิจ เพิ่มผลลัพธ์
Track A
  • เปิดงบ/จัดซื้อค้นง่าย
  • บริการดิจิทัลที่คนใช้จริง
  • ลด time-to-permit ครึ่งหนึ่ง
Track B
  • Outcome-based budgeting
  • ลดดุลพินิจ + สุ่มตรวจ + บันทึกเหตุผล
  • กระจายอำนาจพร้อมงบและความรับผิด
7
การศึกษา–สื่อ–พลเมืองคิดเป็นภูมิคุ้มกันทางปัญญา
Track A
  • หลักสูตรคิดเชิงวิพากษ์/รู้เท่าทันสื่อใช้จริง
  • คลัง fact sheets ตรวจสอบได้
  • ชุมชนเฝ้าระวังข้อมูลเท็จ
Track B
  • ปฏิรูปการสอน: ถาม–คิด–ทำ
  • คุ้มครองสื่อ/ผู้เปิดโปง
  • โปร่งใสโฆษณาการเมืองและทุนการเมือง
8
กลไกขับเคลื่อนเจ้าภาพ–KPI–งบผูกผล–dashboard
Track A
  • War room + แผน 100 วัน
  • Dashboard รายเดือน
  • รายงานความคืบหน้าแบบอ่านง่าย
Track B
  • กฎหมายผูก KPI กับงบ
  • คกก.อิสระตรวจสอบ มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล
  • พันธกรณีงบหลายปี (multi-year)

โพสต์ล่าสุด

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวการอยู่แบบเดิม

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวการอยู่แบบเดิม บทอ่านเตือนใจก่อนเลือกตั้ง อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จ...

Popular Posts