คำชี้แจง

Sunday, January 4, 2026

ทำไมคนจำนวนมากจึงอยากเห็น “พรรคประชาชน” ได้บริหารประเทศ: อธิบายด้วยเหตุผล

ทำไมคนจำนวนมากจึงอยากเห็น “พรรคประชาชน” ได้บริหารประเทศ: อธิบายด้วยเหตุผล

คนจำนวนมากสนับสนุนให้พรรคประชาชนได้ขึ้นบริหารประเทศ ไม่ใช่เพราะอยากให้ใครไปล้มล้างสิ่งดีงาม แต่เพราะอยากเห็นรัฐบาลที่กล้า “สะสางรากเหง้า” ของปัญหาในเสาหลักสำคัญ—ปัญหาที่พรรคอื่นจำนวนมากไม่แตะ หรือแตะไม่สุด แม้หลายพรรคจะเคยเป็นรัฐบาลมาแล้วก็ตาม
คันฉ่องส่องไทย: ความเป็นกลางไม่ใช่การไม่คิด ความเป็นกลางคือการตั้งมาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย แล้วถามให้ถึง “สมุทัย” และ “มรรค” อย่างไม่กลัวความจริง
สารบัญ
  1. บทนำ: ความหวังต่อ “การซ่อมประเทศ”
  2. อริยสัจ 4: ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค ในการเมืองจริง
  3. ทำไมการ “แจก” จึงไม่ผิด แต่ผิดเมื่อใช้แทนโครงสร้าง
  4. ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง (ไม่พาดพิงบุคคล): รูปแบบที่ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำ
  5. Dual Tracks: เยียวยาจุลภาค + ปฏิรูปมหภาค ต้องเดินพร้อมกัน
  6. Critical Thinking: ชุดคำถามสำหรับผู้อ่าน (ใช้กับทุกพรรค)
  7. บทสรุป: เลือกเหตุผล เลือกมาตรฐาน เลือกอนาคต
  8. หน้าสรุปอินโฟกราฟิก: Dual Tracks 8 เสา (ต่อท้าย)

1) บทนำ: ความหวังต่อ “การซ่อมประเทศ” ไม่จำเป็นต้องเป็นความคลั่งไคล้ต่อพรรค

ในสังคมที่แตกเป็นฝักฝ่าย เรามักถูกบังคับให้เลือกข้างโดยอัตโนมัติ: ถ้าไม่เห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องถูกตีตราว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม แต่ในความจริง คนจำนวนมากสนับสนุนพรรคประชาชนด้วยเหตุผลที่ “ไม่ใช่ศัตรู–มิตร” หากเป็นเหตุผลแบบ “วิศวกรรมสังคม” คืออยากเห็นรัฐบาลที่กล้าซ่อมเครื่องจักรประเทศที่ชำรุดมานาน

ความคาดหวังนี้มาจากความรู้สึกว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ครั้ง ประชาชนยังพบ “อาการเดิม” ซ้ำ ๆ—รายได้ไม่พอรายจ่าย หนี้สูง ความเหลื่อมล้ำ และสถาบันรัฐถูกตั้งคำถามเรื่องมาตรฐาน ความโปร่งใส และความรับผิด จนหลายคนเริ่มสรุปว่า ปัญหาไทยไม่ใช่แค่ “นโยบายรายปี” แต่เป็นเรื่อง “โครงสร้างอำนาจและแรงจูงใจ” ที่ทำให้ปัญหาถูกผลิตซ้ำ

แกนของบทความนี้: อธิบายว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งจึงอยากเห็นรัฐบาลที่ “แตะสมุทัย” (รากเหตุ) โดยไม่จำเป็นต้องเกลียดชังใคร และไม่จำเป็นต้องทำลายสิ่งดีงามใด ๆ

2) อริยสัจ 4 ในโลกการเมืองจริง: ถ้าไม่แตะสมุทัย ทุกข์ก็ยืดเยื้อ

2.1 ทุกข์: อาการที่คนไทยสัมผัสได้ทุกวัน

ทุกข์ในที่นี้คือ “ทุกข์ของระบบ” ที่บั่นทอนชีวิตและศักดิ์ศรีของพลเมือง

  • ค่าแรง/รายได้โตช้า แต่ค่าครองชีพและหนี้โตเร็ว
  • โอกาสกระจุก: คนเล็กเข้าถึงทุน เครือข่าย และตลาดยาก
  • บริการรัฐช้า ดุลพินิจสูง จนประชาชนต้องพึ่ง “เส้นสาย”
  • ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมลดลงเมื่อเห็นมาตรฐานไม่สม่ำเสมอ
  • การเมืองวนความขัดแย้งเรื้อรัง โดยไม่มี “ทางออกเชิงสถาบัน” ที่ทุกฝ่ายเชื่อถือร่วมกัน
  • ชายแดนและเศรษฐกิจสีเทาเป็นเงาทับเศรษฐกิจจริง และสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคง

2.2 สมุทัย: เหตุแห่งทุกข์—โครงสร้างแรงจูงใจที่ผลิตซ้ำปัญหา

สมุทัยคือ “ระบบ” ไม่ใช่ “ด่าใครคนใดคนหนึ่ง”

  • Power–Accountability mismatch: อำนาจจริงกับความรับผิดไม่อยู่ที่เดียวกัน
  • รัฐทึบ: ข้อมูลงบประมาณ/จัดซื้อ/ผลลัพธ์เข้าถึงยาก ทำให้ตรวจสอบยาก
  • การแข่งขันทางการเมืองถูกตั้งคำถามเรื่องความเสมอภาคและการบังคับใช้กติกา
  • ดุลพินิจทางราชการสูง: ความไม่แน่นอนกลายเป็นช่องทางคอร์รัปชัน
  • ความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารไม่อยู่ในมาตรฐานรัฐสมัยใหม่ในหลายมิติ
  • พื้นที่ชายแดนเป็น “พื้นที่เสี่ยง” ต่อผลประโยชน์ทับซ้อนและเศรษฐกิจสีเทา

2.3 นิโรธ: ประเทศที่เครื่องจักรทำงานได้—ไม่ต้องพึ่งการประคองตลอดไป

  • กติกาการเมืองทำให้ “เสียงประชาชน” มีความหมายจริง และทุกฝ่ายเห็นว่าการแข่งขันเป็นธรรม
  • รัฐเปิดเผย ตรวจสอบได้ และยอมรับผิดเมื่อผิดพลาด
  • กองทัพทำหน้าที่ภายใต้การกำกับของพลเรือนตามมาตรฐานสากล
  • เศรษฐกิจลดผูกขาด ลดทุนมืด เพิ่มโอกาสให้คนเล็กและผู้ประกอบการ
  • ชายแดนมั่นคงแบบยั่งยืน: ลดการปะทะ และลดเศรษฐกิจสีเทา
  • การศึกษา/สื่อสร้างพลเมืองคิดเป็นและตรวจสอบอำนาจได้

2.4 มรรค: ทางเดิน—ต้องมีทั้ง “เยียวยา” และ “ปฏิรูป” (Dual Tracks)

  • Track A (Micro) ช่วยคนทันที: ลดทุกข์ ลดความเสี่ยง ให้สังคมหายใจได้
  • Track B (Macro) เปลี่ยนโครงสร้าง: ปรับกติกาและแรงจูงใจให้ปัญหาไม่ผลิตซ้ำ
บทเรียนสำคัญ: ถ้าเราทำได้แค่ “ช่วยวันนี้” แต่ไม่ “ซ่อมระบบ” เราจะต้องช่วยแบบเดิมซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยไม่เคยหลุดจากวงจร

3) ทำไมการ “แจก” จึงไม่ผิด แต่ผิดเมื่อใช้แทนการซ่อมโครงสร้าง

ความจริงที่ต้องยอมรับก่อนคือ มาตรการระยะสั้นมีความจำเป็นในหลายช่วง เพราะประชาชนจำนวนมากไม่สามารถรอผลระยะยาวได้โดยไม่มี “กันชน” รัฐที่ดีจึงต้องช่วยให้คนไม่ล้ม—นี่คือมนุษยธรรมขั้นพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่

แต่ปัญหาเกิดเมื่อมาตรการแจกกลายเป็น “แกนหลัก” ของการเมือง เพราะมันทำให้รัฐบาลได้ผลเร็ว ได้คะแนนเร็ว โดยไม่ต้องเผชิญแรงต้านจากโครงสร้างผลประโยชน์เดิมมากนัก ในสภาวะเช่นนี้ การแจกกลายเป็น เครื่องมือซื้อเวลา และสังคมถูกชวนให้เชื่อว่า “อาการดีขึ้น” ทั้งที่โรคยังอยู่

คันฉ่องส่องไทย: การแจกไม่ใช่บาป แต่การ “แจกแทนการซ่อม” คือการปล่อยให้อนาคตถูกกินทีละน้อย เพราะลูกหลานจะต้องจ่ายราคาของโครงสร้างที่ไม่ถูกซ่อมด้วยภาษี หนี้ และโอกาสที่หายไป

4) ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง (ไม่พาดพิงบุคคล): “รูปแบบ” ที่ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำ

เพื่อหลีกเลี่ยงการด่าคน เราจะพูดถึง “รูปแบบเชิงระบบ” ที่เกิดซ้ำในสังคมไทย และเป็นเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งจึงอยากเห็นรัฐบาลที่กล้าแตะโครงสร้าง

4.1 ระบบทึบ: ข้อมูลไม่ใช่ของประชาชนโดยปริยาย

เมื่อข้อมูลงบประมาณ ผลลัพธ์โครงการ จัดซื้อจัดจ้าง และตัวชี้วัดถูกทำให้เข้าถึงยาก การตรวจสอบย่อมกลายเป็น “งานนักสืบ” ไม่ใช่สิทธิพลเมือง

  • การอ้างเหตุผลความมั่นคง/ความลับเพื่อปิดข้อมูลมากเกินจำเป็น
  • รายงานผลโครงการเน้น “กิจกรรม” มากกว่า “ผลลัพธ์”
  • เมื่อข้อมูลทึบ ความผิดพลาดจึงยืดอายุได้นาน และคอร์รัปชันมีที่ซ่อน

4.2 ดุลพินิจสูง: ประชาชนต้องพึ่ง “เส้น” เพื่อให้รัฐทำงาน

ถ้ากฎหมายและระเบียบเปิดช่องตีความกว้าง เจ้าหน้าที่มีดุลพินิจสูง ความไม่แน่นอนจะกลายเป็นต้นทุนชีวิตและต้นทุนธุรกิจ

  • ประชาชนเสียเวลา/เสียศักดิ์ศรีเพราะต้อง “ขอความเมตตา” แทนสิทธิ
  • ธุรกิจดี ๆ ถูกบั่นทอนเพราะความไม่แน่นอนและต้นทุนใต้โต๊ะ
  • ระบบแบบนี้ทำให้คนเก่งหนีไป และคนที่อยู่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความไม่ปกติ

4.3 การแก้ปัญหาแบบ “ปลายเหตุ”: รัฐเก่งกับการดับไฟ แต่ไม่เก่งกับการกันไฟ

การดับไฟเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากไม่มีการกันไฟ (prevention + institution) ประเทศจะเหนื่อยกับการดับไฟซ้ำ ๆ

  • วิกฤตเศรษฐกิจ: ช่วยเฉพาะหน้า แต่ไม่แก้โครงสร้างรายได้/ผูกขาด/ทักษะแรงงาน
  • คอร์รัปชัน: ไล่จับรายกรณี แต่ไม่เปลี่ยนระบบจัดซื้อ/เปิดข้อมูล/ตรวจสอบผลลัพธ์
  • ความขัดแย้งการเมือง: เน้น “สงบเงียบ” มากกว่า “กติกาที่ทุกฝ่ายเชื่อถือ”

4.4 ภาวะ “อำนาจไม่ต้องรับผิด”: เมื่อผู้กำหนดเกมไม่ต้องถูกตรวจ

ถ้าอำนาจบางส่วนกำหนดทิศทางประเทศได้ แต่ไม่อยู่ใต้การตรวจสอบที่เทียบเท่ากับฝ่ายอื่น ระบบจะเอียงโดยธรรมชาติ

  • การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เกิดในพื้นที่ปิดมากเกินไป
  • ความรับผิดเลื่อนลอย: เมื่อผลลัพธ์เสียหาย ไม่มีใครรับผิดเต็ม ๆ
  • ประชาชนจึงรู้สึกว่า “เลือกตั้งแล้วก็ไม่เปลี่ยน” และสิ้นหวังต่อการเมือง

4.5 ชายแดนเป็นระบบซ้อน: อธิปไตย + เศรษฐกิจสีเทา + ความปลอดภัยคน

ชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องทหารเผชิญหน้า แต่เป็นพื้นที่ที่เงินผิดกฎหมาย อิทธิพลท้องถิ่น และเครือข่ายข้ามชาติเดินผ่าน

  • ถ้าข้อมูลด่าน/รายได้/การจัดซื้อทึบ เศรษฐกิจสีเทาจะเติบโตเงียบ ๆ
  • เมื่อปัญหาปะทุ อาจถูกอธิบายด้วยชาตินิยม เพื่อเบี่ยงคำถามเรื่องความรับผิดและผลประโยชน์ทับซ้อน
  • ทางออกจึงต้องเป็น “แพ็กเดียว” ไม่ใช่เพิ่มด่านอย่างเดียวหรือเพิ่มอาวุธอย่างเดียว

4.6 สังคมถูกทำให้เลือกข้างง่าย: เพราะขาด “พื้นที่ของเหตุผลร่วม”

เมื่อสื่อ ข้อมูล และการศึกษาไม่สร้างนิสัยการคิดเชิงเหตุผล สังคมจะถูกปั่นให้แตกแยกได้ง่าย และอำนาจจะยิ่งตรวจสอบยาก

  • ข่าวและการสื่อสารเน้นอารมณ์ มากกว่าหลักฐานและความรับผิด
  • ผู้คนถกเถียงกันเรื่อง “ใครรักชาติ” มากกว่า “อะไรทำให้ชาติเดินหน้า”
  • เมื่อสังคมแตก อำนาจรวมศูนย์จะยิ่งแข็งแรง เพราะประชาชนไม่สามารถรวมมาตรฐานร่วมได้
สรุปเชิงระบบ: เหล่านี้คือ “โครงสร้าง” ที่ทำให้การแจกหรือการแก้ปลายเหตุไม่เพียงพอ เพราะมันไม่แตะรากเหตุที่ผลิตซ้ำปัญหา

5) Dual Tracks: เยียวยาจุลภาค + ปฏิรูปมหภาค ต้องเดินพร้อมกัน

ถ้าเราต้องการความเป็นธรรมจริง เราต้องยอมรับว่า คนจำนวนมากไม่มีแรงพอจะรอผลการปฏิรูป แต่ถ้าเรามีแต่การเยียวยาโดยไม่ปฏิรูป ประเทศก็ไม่พ้นวงจรเดิม ดังนั้น Dual Tracks คือการออกแบบให้ “คนอยู่รอด” และ “ระบบเปลี่ยนได้”

Track A (Micro): ทำให้ประชาชน “หายใจได้”

  • กันชนหนี้และรายได้ (แบบมีเงื่อนไขและวัดผลได้)
  • บริการรัฐที่เร็วขึ้นจริง (SLA, ลดเวลาอนุญาต)
  • ความปลอดภัยชุมชนและชายแดน (incident protocol, เตือนภัย, คุ้มครองคน)
  • ช่องทางร้องเรียนและคุ้มครองผู้ร้องเรียน

Track B (Macro): ทำให้ “โรคไม่กลับมา”

  • รัฐเปิดข้อมูลเป็นค่าเริ่มต้น (FOI, open data, procurement transparency)
  • งบประมาณผูกผลลัพธ์ (outcome-based budgeting)
  • ลดดุลพินิจ เพิ่มระบบตรวจสอบที่เทียบเท่าและสม่ำเสมอ
  • รีเซ็ตความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารตามมาตรฐานรัฐสมัยใหม่
  • กลไกขับเคลื่อน: KPI dashboard + เจ้าภาพ + audit ที่มีอำนาจเข้าถึงข้อมูล
บทเรียนสำคัญ: Track A คือมนุษยธรรมและเสถียรภาพทางสังคม Track B คือความยั่งยืนและการไม่กลับไปป่วยซ้ำ ประเทศที่ดีต้องทำทั้งสอง—พร้อมกัน

6) Critical Thinking: ชุดคำถามสำหรับผู้อ่าน (ใช้กับทุกพรรค—มาตรฐานเดียว)

หากเราไม่อยากเลือกข้างด้วยอารมณ์ เราต้อง “เลือกด้วยมาตรฐาน” ต่อไปนี้คือคำถามเชิง Critical Thinking ที่ใช้ได้กับทุกพรรค ทุกฝ่าย เพื่อให้การเมืองกลับมาอยู่บนหลักฐานและความรับผิด

6.1 คำถามเรื่อง “ปัญหา” (Clarify the Issue)

  • พรรคนี้นิยามปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศว่าอะไร และมีหลักฐานใดสนับสนุน
  • เขาแยก “อาการ” ออกจาก “เหตุ” ได้หรือไม่
  • ปัญหาใดเป็นเชิงนโยบายรายปี และปัญหาใดเป็นเชิงสถาบัน/โครงสร้าง

6.2 คำถามเรื่อง “เหตุผล” (Assess Reasoning & Evidence)

  • ข้อเสนออิงข้อมูลจริง หรืออิงความรู้สึก/ความนิยม
  • มีตัวชี้วัดความสำเร็จและความล้มเหลวชัดเจนหรือไม่
  • มีแผนรองรับผลข้างเคียง (trade-offs) หรือไม่

6.3 คำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” (Fair Standards)

  • พรรคนี้เสนอให้กติกาใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่
  • เขากล้าสร้างระบบตรวจสอบ “ตัวเอง” เท่ากับตรวจสอบ “คนอื่น” หรือไม่
  • เขาพูดเรื่องโปร่งใส แต่ยอมเปิดข้อมูลที่ทำให้ตรวจสอบเขาได้จริงหรือไม่

6.4 คำถามเรื่อง “Dual Tracks” (Short-term + Long-term)

  • Track A: 100 วันแรกจะทำอะไรให้คนรู้สึกได้จริง
  • Track B: 6–24 เดือนจะทำอะไรที่แตะโครงสร้าง (กติกา/งบ/ข้อมูล/ตรวจสอบ)
  • มี dashboard ให้ประชาชนตรวจสอบรายเดือนหรือไม่

6.5 คำถามเรื่อง “ความกล้าและความซื่อสัตย์ต่อความจริง” (Intellectual Integrity)

  • เมื่อข้อมูลจริงขัดกับคำสัญญา เขากล้าปรับท่าทีหรือยังดื้อรักษาหน้า
  • เขาอธิบายข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมาหรือขายฝัน
  • เขายอมรับความผิดพลาดและแก้ไขเชิงระบบหรือโทษคนอื่น

6.6 คำถามเรื่อง “อำนาจและความรับผิด” (Accountability Follows Power)

  • เขาชี้ให้เห็นศูนย์อำนาจจริงของรัฐ และเสนอให้ตรวจสอบได้อย่างไร
  • เขาจัดวางความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารในมาตรฐานรัฐสมัยใหม่อย่างไร
  • เขาจะทำให้ความรับผิด “เกาะติดอำนาจ” ได้จริงหรือไม่
คันฉ่องส่องไทย: ถ้าเราไม่ตั้งคำถามแบบนี้กับทุกพรรคเท่ากัน เรากำลังเปิดทางให้การเมืองกลับไปเป็นเกมอารมณ์—ซึ่งมักจบด้วยการที่อำนาจไม่ต้องรับผิด

7) บทสรุป: เลือกเหตุผล เลือกมาตรฐาน เลือกอนาคต

หากจะสรุปอย่างไม่เลือกข้างที่สุด เราอาจพูดได้ว่า คนจำนวนมากอยากเห็นพรรคประชาชนได้บริหารประเทศ เพราะเขาอยากเห็นรัฐบาลที่ “แตะสมุทัย” มากกว่า ไม่ใช่รัฐบาลที่เก่งแค่ “บริหารอาการ”

นี่ไม่ใช่คำตัดสินว่าใครดีเลิศหรือเลวร้าย แต่เป็นคำถามต่อประเทศว่า เราจะยอมอยู่กับวงจรเดิมต่อไปหรือไม่: แจก–ประคอง–หาเสียง–วนซ้ำ หรือจะยกระดับให้การเมืองทำหน้าที่ที่ยากกว่า: ซ่อมกติกา ซ่อมสถาบัน ซ่อมความรับผิด และซ่อมความโปร่งใส

คันฉ่องส่องไทย: เราไม่จำเป็นต้องรักหรือเกลียดใครเป็นพิเศษ แต่เราจำเป็นต้องรักอนาคตของลูกหลานพอที่จะกล้าถามความจริงกับทุกฝ่าย

หน้าสรุป: Dual Tracks 8 เสา (Micro + Macro)

เหมาะสำหรับเลื่อนดูไว ๆ / ใช้เป็นสไลด์ HTML ต่อท้ายบทความ
Track A (Micro) = เยียวยาทันที ลดทุกข์ชีวิตคน Track B (Macro) = ปฏิรูปโครงสร้าง ป้องกันป่วยซ้ำ
1
นิติรัฐ–ความรับผิดยุติ impunity + เปิดข้อมูลรัฐ
Track A
  • ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิ + คุ้มครองผู้ร้องเรียน
  • SLA บริการรัฐตอบภายใน X วัน
  • ช่องทางร้องเรียนเข้าถึงง่าย
Track B
  • FOI เปิดเป็นค่าเริ่มต้น
  • ตรวจสอบอิสระคดีรัฐเป็นคู่กรณี
  • ระบบรายงานผลโครงการแบบวัดผลได้
2
Reset พลเรือน–ทหารมาตรฐานรัฐสมัยใหม่
Track A
  • งบกลาโหมอ่านง่าย + ช่องร้องเรียนพลเรือน
  • มาตรการความปลอดภัยชุมชนในพื้นที่เสี่ยง
  • สื่อสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบตรวจสอบได้
Track B
  • กฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน + audit จัดซื้อ
  • ปฏิรูปแต่งตั้งโยกย้ายตามผลงาน/เหตุผลเปิดเผย
  • กฎหมายพิเศษมี sunset + กำกับโดยสภา
3
กติกาการเมืองเป็นธรรมเสียงประชาชนเป็นตัวตัดสินจริง
Track A
  • ลดช่องตีความเลือกปฏิบัติ
  • เปิดผลประโยชน์ทับซ้อน/ข้อมูลผู้สมัคร
  • มาตรการโปร่งใสการหาเสียง
Track B
  • ปิดช่องสืบทอดอำนาจผ่านกติกา
  • องค์กรตรวจสอบต้องโปร่งใสและรับผิด
  • ตัดทุนมืด/เสริมพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน
4
เศรษฐกิจครัวเรือนหนี้–รายได้–โอกาส
Track A
  • รีไฟแนนซ์/ปรับโครงสร้างหนี้แบบมีเงื่อนไข
  • กันชนแรงงานนอกระบบ
  • งานชุมชนค่าแรงมาตรฐาน
Track B
  • ภาษีเพื่อสวัสดิการถ้วนหน้าแบบยั่งยืน
  • ลดผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน
  • SME + อุตสาหกรรมอนาคต + เข้าถึงทุน
5
ชายแดนไทย–กัมพูชาอธิปไตย + สีเทา + ความปลอดภัยคน
Track A
  • Hotline + incident protocol ลดปะทะ
  • คุ้มครองชุมชนชายแดน (เตือนภัย–อพยพ–ฟื้นรายได้)
  • ปราบอาชญากรรม “ตามเงิน”
Track B
  • เปิดข้อมูลด่าน/รายได้/จัดซื้อ
  • หมุนเวียนตำแหน่ง ลดผลประโยชน์ทับซ้อน
  • โซนเศรษฐกิจชายแดน “สีขาว”
6
รัฐบริการ–รัฐเปิดลดดุลพินิจ เพิ่มผลลัพธ์
Track A
  • เปิดงบ/จัดซื้อค้นง่าย
  • บริการดิจิทัลที่คนใช้จริง
  • ลด time-to-permit ครึ่งหนึ่ง
Track B
  • Outcome-based budgeting
  • ลดดุลพินิจ + สุ่มตรวจ + บันทึกเหตุผล
  • กระจายอำนาจพร้อมงบและความรับผิด
7
การศึกษา–สื่อ–พลเมืองคิดเป็นภูมิคุ้มกันทางปัญญา
Track A
  • หลักสูตรคิดเชิงวิพากษ์/รู้เท่าทันสื่อใช้จริง
  • คลัง fact sheets ตรวจสอบได้
  • ชุมชนเฝ้าระวังข้อมูลเท็จ
Track B
  • ปฏิรูปการสอน: ถาม–คิด–ทำ
  • คุ้มครองสื่อ/ผู้เปิดโปง
  • โปร่งใสโฆษณาการเมืองและทุนการเมือง
8
กลไกขับเคลื่อนเจ้าภาพ–KPI–งบผูกผล–dashboard
Track A
  • War room + แผน 100 วัน
  • Dashboard รายเดือน
  • รายงานความคืบหน้าแบบอ่านง่าย
Track B
  • กฎหมายผูก KPI กับงบ
  • คกก.อิสระตรวจสอบ มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล
  • พันธกรณีงบหลายปี (multi-year)

ทหารมีไว้ทำไม?: บทความต่อยอดงานของศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

  ทหารมีไว้ทำไม การทบทวนเชิงวิชาการเต็มรูปแบบเพื่อ “push the edges of knowledge”หรือต่อยอดสาระทางวิชาการจากงานของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ...

หมายเหตุสำหรับผู้อ่าน

เราล็อคไม่ให้คัดลอกเนื้อหา ไม่ใช่เพราะหวงความรู้ — แต่เพราะอยากให้ท่าน “อ่านที่นี่” และ “อ่านให้จบ” เพื่อสร้างนิสัยการบริโภคข่าวสาร/บทวิเคราะห์อย่างจริงจัง แทนการคัดลอกไปเก็บแล้วไม่ได้กลับมาอ่าน
เราคัดสรรเนื้อหาใหม่ที่มีสาระและตรวจสอบได้มาอัปเดต ทุกวัน เพื่อให้การเรียนรู้ของท่านเป็น “วินัย” ไม่ใช่ “ไฟล์สะสม”

ดูเนื้อหาล่าสุดวันนี้