คันฉ่องส่องโลก | ทรัมพ์จะทิ้ง NATO ไหม?

คันฉ่องส่องโลก | ทรัมพ์จะทิ้ง NATO ไหม?
คันฉ่องส่องโลก | บทความกึ่งวิชาการ

โลกไม่ได้เคลื่อนด้วยความดีหรือความชั่ว หากเคลื่อนด้วยอำนาจ

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อชวนผู้อ่านไทยมองภูมิรัฐศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ผ่านม่านหมอกของอคติทางอุดมการณ์ การประชาสัมพันธ์ของรัฐ หรือความฝันแบบโรแมนติกว่าระบบระหว่างประเทศจะขับเคลื่อนด้วยคุณธรรมล้วน ๆ เพราะในโลกความจริง รัฐต่าง ๆ ดำรงอยู่ แข่งขัน และต่อรองกันภายใต้โครงสร้างที่ไร้ผู้ตัดสินสูงสุด และภายใต้โครงสร้างเช่นนั้น อำนาจย่อมกลายเป็นภาษาหลักที่ทุกฝ่ายต้องพูด ไม่ว่าพวกเขาจะประกาศคุณค่าที่สวยงามเพียงใดก็ตาม

ดร. เพียงดิน รักไทย มหาวิทยาลัยประชาชน Ed4Peace

เมื่อผู้คนจำนวนมากพูดถึงการเมืองโลก พวกเขามักเริ่มจากคำถามที่ชวนให้รู้สึกว่าทุกอย่างเรียบง่ายกว่าความจริง เช่น ใครคือฝ่ายธรรมะ ใครคือผู้รุกราน ใครปกป้องเสรีภาพ ใครทำลายสันติภาพ คำถามเหล่านี้มิใช่ไร้ค่าเสียทีเดียว แต่ถ้าใช้เพียงเท่านี้เป็นกรอบทำความเข้าใจโลก เราจะเห็นเพียงเงาสะท้อน ไม่เห็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนระบบจริง ๆ เพราะโลกไม่ได้ดำเนินไปตามความหวังทางศีลธรรมของมนุษย์ หากดำเนินไปตามการคำนวณของรัฐ ผลประโยชน์ ความหวาดระแวง ดุลกำลัง และความสามารถในการทำให้ผู้อื่นเชื่อหรือยอมจำนนต่อเจตจำนงของตน

หัวใจของภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ได้อยู่ที่คำขวัญ แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงพื้นฐานข้อหนึ่ง นั่นคือ ระบบระหว่างประเทศไม่มีอำนาจกลางสูงสุดที่ทุกประเทศยอมเชื่อฟังอย่างแท้จริง แม้จะมีองค์การระหว่างประเทศ มีกฎหมาย มีกติกา มีถ้อยคำสวยงามในเวทีโลก แต่เมื่อเกิดวิกฤตที่แตะความมั่นคงหรือผลประโยชน์สำคัญของรัฐ สิ่งที่เป็นตัวชี้ขาดในท้ายที่สุดมักไม่ใช่หลักการ หากเป็นความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของตนเองโดยไม่ถูกผู้อื่นบีบจนสูญเสียตำแหน่งแห่งที่ในระบบอำนาจ

ในภาษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สภาพเช่นนี้เรียกว่า anarchy มิใช่ความโกลาหลแบบไร้ระเบียบ หากหมายถึงสภาวะที่ไม่มีรัฐบาลโลกซึ่งมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายเหนือรัฐทั้งหลายได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อไม่มีผู้คุมกฎสูงสุด แต่ละรัฐจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในระบบแบบช่วยตนเองหรือ self-help system รัฐอาจร่วมมือกันได้ ทำข้อตกลงกันได้ ตั้งพันธมิตรขึ้นได้ และบางครั้งก็สร้างความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากจนดูคล้ายครอบครัวเดียวกัน ทว่าแม้ในกรณีนั้น ความร่วมมือก็ยังตั้งอยู่บนผลประโยชน์ มิใช่ศรัทธาอันบริสุทธิ์ หากเงื่อนไขเปลี่ยน ผลประโยชน์เปลี่ยน การตีความคำมั่นก็เปลี่ยนได้เสมอ นี่เองคือเหตุผลที่พันธมิตรซึ่งดูมั่นคงบนกระดาษ อาจแสดงระดับความช่วยเหลือที่ต่างกันอย่างมากเมื่อเกิดสถานการณ์จริง

ศีลธรรมในเวทีโลก: หลักการ หรือเครื่องมือ

หลายประเทศ โดยเฉพาะมหาอำนาจ มักอธิบายการกระทำของตนผ่านภาษาแห่งคุณค่า พวกเขาพูดถึงเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม ความมั่นคงร่วม หรือการคุ้มครองประชาคมโลก ภาษาเหล่านี้สำคัญ เพราะมันช่วยกำหนดความชอบธรรม และทำให้ประชาชนของตนเองรวมทั้งนานาชาติมองการใช้กำลังหรือการแทรกแซงในลักษณะที่ยอมรับได้มากขึ้น แต่ในเชิงวิเคราะห์ เราต้องระวังไม่เอาภาษาเหล่านี้ไปแทนที่โครงสร้างจริงของการเมืองระหว่างประเทศ

รัฐอาจยกหลักประชาธิปไตยขึ้นมาปกป้องในที่หนึ่ง แต่จับมือกับระบอบที่มิได้เป็นประชาธิปไตยในอีกที่หนึ่ง หากการจับมือนั้นช่วยให้บรรลุผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า รัฐอาจประณามการรุกรานของฝ่ายหนึ่งอย่างแข็งกร้าว แต่เพิกเฉยต่อการใช้กำลังของอีกฝ่ายหนึ่ง หากการประณามเท่ากันจะสร้างต้นทุนต่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของตนเองมากเกินไป สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าหลักการไม่มีความหมายเลย หากหมายความว่าในโลกจริง หลักการถูกใช้งานภายใต้สนามแรงของอำนาจ และถูกชั่งน้ำหนักกับผลประโยชน์อยู่ตลอดเวลา

ผู้ที่ศึกษาโลกอย่างจริงจังจึงไม่ควรถามเพียงว่ารัฐใดพูดว่าอะไร แต่ต้องถามต่อว่ารัฐนั้นกำลังรักษาอะไร ป้องกันอะไร และหวังเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจแบบใดอยู่เบื้องหลังภาษาเหล่านั้น เพราะคำประกาศทางศีลธรรมจำนวนมากในเวทีโลก มิได้ทำงานเพียงในฐานะหลักจริยธรรม หากทำงานในฐานะเทคโนโลยีทางการเมืองสำหรับสร้างความชอบธรรม ระดมแนวร่วม และทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียเปรียบในสนามความคิด

พันธมิตรไม่ใช่คำมั่นไร้เงื่อนไข

คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศเล็กหรือประเทศขนาดกลาง มักชอบจินตนาการว่าการมีพันธมิตรกับมหาอำนาจย่อมหมายถึงการได้รับหลักประกันความมั่นคงอย่างมั่นคงตายตัว ความคิดเช่นนี้อันตราย เพราะมันนำไปสู่ความประมาททางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง พันธมิตรในโลกความจริงคือความสัมพันธ์ที่มีต้นทุน มีเงื่อนไข และถูกตีความใหม่ได้เสมอเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป

แม้แต่ในเครือข่ายความมั่นคงที่เข้มแข็งอย่าง NATO ซึ่งมักถูกยกเป็นตัวอย่างของพันธสัญญาร่วมกัน รัฐสมาชิกก็ยังมีระดับความพร้อมที่จะเสี่ยงไม่เท่ากัน เมื่อเกิดวิกฤตนอกเขตผลประโยชน์หลักของตน หรือเมื่อการมีส่วนร่วมทางทหารอาจก่อผลสะเทือนทางการเมืองภายใน รัฐบางแห่งเลือกสนับสนุนเชิงลอจิสติกส์ บางแห่งช่วยผ่านการเปิดทางอากาศหรือแบ่งปันข่าวกรอง บางแห่งลดบทบาทเหลือเพียงการแสดงจุดยืนทางการทูต และบางแห่งพยายามอยู่ให้ห่างที่สุดเท่าที่ทำได้ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเบื้องหลังคำว่าพันธมิตร มีการคำนวณต้นทุนและผลตอบแทนอยู่เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับสาระสำคัญในบันทึกวิเคราะห์ที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้ให้เป็นฐานความคิดของบทความนี้ fileciteturn0file0

การเข้าใจข้อเท็จจริงนี้มิได้มีไว้เพื่อทำลายความเชื่อในพันธมิตร หากมีไว้เพื่อทำให้เราเลิกโรแมนติกกับมัน ประเทศที่ฉลาดจะใช้พันธมิตรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ขยายทางเลือก และลดความเปราะบางของตน มิใช่ฝากชะตากรรมทั้งหมดไว้ในเจตนาดีของผู้อื่น เพราะในยามที่ผลประโยชน์ของตนเองถูกคุกคาม แม้พันธมิตรที่สุภาพที่สุดก็อาจค้นพบอย่างรวดเร็วว่าเขามี “ข้อจำกัด” บางประการที่ทำให้ช่วยเราไม่ได้ในระดับที่เราคาดหวัง

สหรัฐอเมริกาและความตรงไปตรงมาของอำนาจ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีคนจำนวนไม่น้อยมองแนวคิดแบบ “America First” ว่าเป็นความเบี่ยงเบนจากบทบาทนำของสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ค้ำจุนระเบียบโลกเสรี แต่ถ้ามองให้ลึก แนวทางดังกล่าวไม่ได้ทำให้ธรรมชาติของมหาอำนาจสหรัฐฯ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันเพียงเปิดเผยด้านที่มีอยู่เดิมให้เห็นอย่างชัดขึ้น นั่นคือ การคาดหวังว่าพันธมิตรต้องแบ่งภาระ ต้องจ่ายต้นทุนมากขึ้น และต้องพิสูจน์ว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบนั่งรอรับประโยชน์ฝ่ายเดียว

เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ใช้ภาษาเชิงธุรกรรมมากขึ้น เขากำลังเปลี่ยนความมั่นคงให้กลายเป็นสิ่งที่มีลักษณะคล้ายตลาด กล่าวคือ การคุ้มครองไม่ได้หายไป แต่ถูกทำให้มีเงื่อนไข มีราคา และมีการประเมินผลตอบแทนต่อการลงทุนอย่างเข้มงวดกว่าเดิม ในระดับหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้พันธมิตรจำนวนมากไม่สบายใจ เพราะมันทำลายภาพความสัมพันธ์แบบชุมชนคุณค่าที่ร่วมปกป้องโลกเสรี แต่ในอีกระดับหนึ่ง มันก็สะท้อนความจริงของอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาษาศีลธรรมมานานแล้ว ว่ามหาอำนาจย่อมประเมินเสมอว่าตนแบกภาระมากเกินไปหรือไม่ และคู่สัญญาให้ประโยชน์ตอบแทนคุ้มค่าหรือเปล่า

การโยกย้ายกำลังทหาร การกดดันให้เพิ่มงบกลาโหม การใช้ภาษาวิจารณ์พันธมิตรในที่สาธารณะ หรือการโยงประเด็นความมั่นคงเข้ากับผลประโยชน์ด้านการค้าและอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนเป็นอาการของแนวคิดเช่นนี้ทั้งสิ้น สำหรับผู้สังเกตการณ์ไทย สิ่งสำคัญมิใช่การชอบหรือไม่ชอบบุคลิกของผู้นำแต่ละคน หากคือการเข้าใจว่าภายใต้ทุกบุคลิกนั้น สหรัฐอเมริกายังคงเป็นรัฐที่คำนวณผลประโยชน์เชิงระบบอยู่เสมอ เพียงแต่บางยุคพูดเรื่องนี้อย่างอ้อม ๆ บางยุคพูดอย่างเปิดเผยจนคนฟังสะดุ้ง

กล่าวโดยสรุป สหรัฐฯ อาจยังต้องการพันธมิตร แต่ต้องการพันธมิตรแบบที่ช่วยแบ่งภาระ ไม่ใช่พันธมิตรแบบที่อาศัยร่มคุ้มกันแล้วปล่อยให้วอชิงตันจ่ายต้นทุนทางยุทธศาสตร์เกือบทั้งหมดฝ่ายเดียว

โลกหลายขั้วและความไม่แน่นอนรูปแบบใหม่

ในช่วงหลังสงครามเย็น โลกเคยอยู่ในช่วงที่อเมริกามีอำนาจนำสูงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ภาพนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไปเมื่อจีนผงาดขึ้น รัสเซียฟื้นการใช้อำนาจทางทหารและการเมืองเชิงแข็ง อินเดียขยายบทบาทของตนมากขึ้น และสหภาพยุโรปพยายามรักษาน้ำหนักของตนในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและบรรทัดฐาน แม้จะยังไม่ใช่มหาอำนาจเอกภาพแบบรัฐเดี่ยว โลกในปัจจุบันจึงไม่อาจอธิบายได้อย่างครบถ้วนด้วยโมเดลขั้วเดียวอีกต่อไป แต่การจัดระเบียบโลกใหม่นี้ สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของทรัมพ์กำลังนำสหรัฐอเมริกาให้ยิ่งใหญ่เหนือขั้วอำนาจใหม่เหล่านี้อย่างแยบคาย และแรงสั่นสะเทือนย่อมสร้างความโกลาหลไปอีกหลายครา พร้อมกับความไม่แน่นอนของตัวแปรที่พุ่งเข้าสู่สมการจากหลายฝ่ายในแต่ละปรากฏการณ์ข้างหน้า

การก้าวเข้าสู่ความเป็นพหุขั้วหรืออย่างน้อยกึ่งพหุขั้วเช่นนี้ ทำให้ระบบระหว่างประเทศเปิดกว้างขึ้นสำหรับการแข่งขัน การต่อรอง และการสลับตำแหน่งแห่งที่ของรัฐต่าง ๆ ประเทศขนาดกลางมีพื้นที่เล่นมากขึ้น สามารถถ่วงดุลหรือใช้ประโยชน์จากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจได้มากขึ้น แต่พร้อมกันนั้น ระบบก็เปราะบางขึ้น เพราะเมื่อมีหลายศูนย์อำนาจ การคาดการณ์พฤติกรรมของผู้อื่นย่อมยากขึ้น ความเข้าใจผิดเกิดได้ง่ายขึ้น และพื้นที่สำหรับวิกฤตที่ไม่มีใครตั้งใจให้บานปลายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

โลกหลายขั้วจึงมิได้แปลว่าโลกยุติธรรมขึ้นโดยอัตโนมัติ มันเพียงหมายความว่าไม่มีใครผูกขาดอำนาจเด็ดขาดได้เหมือนเดิม และเมื่อไม่มีผู้คุมเวทีเดี่ยว การแข่งขันย่อมเข้มขึ้น การเจรจาย่อมซับซ้อนขึ้น และรัฐที่อ่านเกมไม่ออกย่อมตกเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานของผู้อื่นได้ง่ายกว่าเดิม

บทเรียนสำหรับไทย: อย่ามองโลกด้วยอารมณ์แทนโครงสร้าง

สำหรับสังคมไทย บทเรียนสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การรีบตัดสินว่าเราควรอยู่ข้างใคร หากเป็นการเลิกมองภูมิรัฐศาสตร์ผ่านอารมณ์ ความชอบส่วนตัว หรือภาพจำทางอุดมการณ์ที่ตื้นเกินไป คนไทยจำนวนไม่น้อยยังเสพข่าวต่างประเทศผ่านกรอบเชียร์ทีม คล้ายการเชียร์กีฬา มากกว่าการทำความเข้าใจว่ารัฐต่าง ๆ กำลังป้องกันผลประโยชน์ประเภทใด ใช้เครื่องมืออะไร และกำลังส่งสัญญาณอะไรต่อกันอยู่

เมื่อมองเช่นนั้น เราจะตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อได้ง่ายมาก เพราะทุกฝ่ายล้วนพยายามเล่าเรื่องให้ตนเองดูเป็นฝ่ายปกป้องความถูกต้อง ผู้ชมที่ไม่ฝึกคิดเชิงโครงสร้างจึงมักติดกับการเล่าเรื่องแบบขาวกับดำ ทั้งที่ในความเป็นจริง หลายเหตุการณ์ประกอบด้วยสีเทาจำนวนมาก มีทั้งผลประโยชน์ด้านพลังงาน การค้า เส้นทางเดินเรือ เทคโนโลยี ความมั่นคงทางทหาร การเมืองภายในประเทศ และการแข่งขันระยะยาวเพื่อกำหนดระเบียบโลกในวันข้างหน้า

ไทยในฐานะประเทศขนาดกลางยิ่งไม่ควรปล่อยให้การวิเคราะห์โลกตกอยู่ในมือของอารมณ์หรือวาทกรรมขายฝัน เพราะประเทศขนาดกลางจะอยู่รอดได้ดี ก็ต่อเมื่อมีชนชั้นนำและประชาชนที่เข้าใจข้อจำกัดของตน เข้าใจพื้นที่ต่อรองของตน และไม่เผลอเอาความชอบทางการเมืองภายในมาครอบการประเมินความเป็นจริงระหว่างประเทศ การเข้าใจโลกอย่างมีสติจึงไม่ใช่เรื่องหรูหราของนักวิชาการ แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการไม่ปล่อยให้ประเทศตนเองถูกลากไปในทิศที่คนอื่นกำหนด

มองให้ทะลุ: สันติภาพเองก็ผูกกับอำนาจ

ผู้คนมักหวังว่าสันติภาพจะเกิดจากความปรารถนาดีร่วมกันของมนุษยชาติ ความหวังเช่นนี้งดงาม แต่ไม่เพียงพอสำหรับการอธิบายโลกจริง สันติภาพที่ยั่งยืนจำนวนมากไม่ได้เกิดเพราะทุกฝ่ายรักความสงบอย่างบริสุทธิ์ หากเกิดเพราะต้นทุนของสงครามสูงเกินรับได้ เพราะมีดุลกำลังที่ไม่มีใครมั่นใจว่าจะชนะเด็ดขาด หรือเพราะมีระบบผลประโยชน์ร่วมที่ทำให้การอยู่ร่วมกันคุ้มค่ากว่าการปะทะกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง สันติภาพจำนวนมากมิได้เป็นสิ่งตรงข้ามกับอำนาจ หากเป็นผลผลิตชนิดหนึ่งของการจัดระเบียบอำนาจ

นี่คือเหตุผลที่ผู้ศึกษาภูมิรัฐศาสตร์ไม่อาจพูดเรื่องสันติภาพอย่างจริงจัง หากไม่เข้าใจอำนาจ เพราะตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าใครมีความสามารถบีบคั้นใคร ใครต้องพึ่งเส้นทางพลังงานใด ใครกลัวการถูกปิดล้อมทะเล ใครกำลังสกัดไม่ให้อีกฝ่ายเติบโตทางเทคโนโลยี หรือใครกำลังรักษาความน่าเชื่อถือของพันธมิตรของตนอยู่ เราก็จะพูดถึงสันติภาพได้เพียงในระดับคำอธิษฐาน ไม่ใช่ในระดับการออกแบบเงื่อนไขที่ทำให้สงครามไม่คุ้มค่า

ข้อสรุป: เปิดตาให้พ้นมายาคติ

หากมีประโยคเดียวที่ควรจำจากบทความนี้ ก็คือโลกไม่ได้เดินไปข้างหน้าด้วยคำประกาศอันสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เดินด้วยแรงผลักของอำนาจที่ซ่อนอยู่ใต้ถ้อยคำเหล่านั้นอีกชั้นหนึ่ง ประเทศใดก็ตามที่ไม่ยอมฝึกตนให้มองเห็นชั้นลึกนี้ จะตกเป็นเหยื่อของการเล่าเรื่องจากผู้อื่นอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจจริง ก็อาจพบว่าตนเองไม่มีทั้งข้อมูล ความเข้าใจ และสติพอจะประเมินว่ากำลังถูกพาไปทางไหน

การเปิดตาทางภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ใช่การเปลี่ยนจากการเชียร์ฝ่ายหนึ่งไปเชียร์อีกฝ่ายหนึ่ง หากคือการเลิกตกอยู่ใต้มนตร์สะกดของการเมืองแบบละครคุณธรรม แล้วหันมาอ่านโลกตามที่มันเป็นจริงมากขึ้น มองให้เห็นโครงสร้าง อ่านให้เห็นแรงจูงใจ แยกภาษาแห่งหลักการออกจากภาษาแห่งผลประโยชน์ และตระหนักเสมอว่ารัฐทั้งหลายอาจพูดเรื่องคุณค่า แต่ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อ พวกเขาจะกลับไปหาคำถามเก่าแก่ที่สุดของการเมืองระหว่างประเทศอยู่ดี นั่นคือ จะอยู่รอดอย่างไร จะรักษาอำนาจอย่างไร และจะไม่ยอมให้ผู้อื่นกำหนดชะตาของตนได้อย่างไร

หมายเหตุเชิงบรรณาธิการ: บทความนี้เป็นงานสังเคราะห์เชิงแนวคิดเพื่อการศึกษาสาธารณะ โดยใช้กรอบวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมกับบันทึกวิเคราะห์ร่วมสมัยที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้เป็นฐานประกอบการเขียน เพื่อช่วยให้ผู้อ่านไทยมองภูมิรัฐศาสตร์เชิงโครงสร้างได้ชัดขึ้น ไม่ใช่เพื่อเสนอข้อสรุปเชิงโฆษณาชวนเชื่อให้เข้าข้างรัฐใดรัฐหนึ่งโดยปราศจากการคิดวิเคราะห์

เอกสารอ้างอิง

Jervis, R. (1978). Cooperation under the security dilemma. World Politics, 30(2), 167–214.

Mearsheimer, J. J. (2001). The tragedy of great power politics. W. W. Norton.

Morgenthau, H. J. (2006). Politics among nations: The struggle for power and peace (7th ed.). McGraw-Hill. (Original work published 1948)

Waltz, K. N. (1979). Theory of international politics. Addison-Wesley.

โพสต์ล่าสุด

คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 4: เเมื่อกลไกระบอบเริ่มบีบขอบเขตของประชาชน

คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 4 | เมื่อกลไกระบอบเริ่มบีบขอบเขตของประชาชน คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 4: เมื่ออำนาจเร...

Popular Posts