Official Website of Snea Thinsan, Ph.D.: จาก Liberation Day ถึงระเบียบโลกใหม่: ทรัมป์กำลังปลดแอกอเมริกาจากโลกาภิวัตน์เดิมอย่างไร

จาก Liberation Day ถึงระเบียบโลกใหม่: ทรัมป์กำลังปลดแอกอเมริกาจากโลกาภิวัตน์เดิมอย่างไร

คันฉ่องส่องโลก

จาก Liberation Day ถึงระเบียบโลกใหม่: ทรัมป์กำลังปลดแอกอเมริกาจากโลกาภิวัตน์เดิมอย่างไร

บทอ่านเพื่อเข้าใจเกมใหญ่ของสหรัฐ จีน อิหร่าน ห่วงโซ่อุปทาน และชะตากรรมของประเทศเล็กในโลกที่มหาอำนาจไม่ยอมแบกรับต้นทุนเดิมอีกต่อไป

ถ้าจะเข้าใจสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์กำลังทำหลัง “Liberation Day” เราไม่ควรมองเพียงข่าวรายวัน ไม่ควรมองเพียงภาษีนำเข้า ไม่ควรมองเพียงลีลาการพูดแข็งกร้าว และไม่ควรมองเพียงความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างทรัมป์กับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เพราะสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่มีลักษณะลึกกว่านั้นมาก มันคือความพยายามเปลี่ยนตำแหน่งของสหรัฐในระบบโลก จากประเทศที่เคยยอมแบกต้นทุนของโลกาภิวัตน์หลังสงครามเย็น กลับไปสู่ประเทศมหาอำนาจที่บังคับให้ผู้อื่นต้องจ่ายค่าผ่านทาง ค่าคุ้มครอง ค่าตลาด และค่าการเข้าถึงอำนาจอเมริกันอย่างชัดเจนขึ้น

วันที่ 2 เมษายน 2025 ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษี “reciprocal tariffs” และเรียกวันนั้นว่า “Liberation Day” หรือวันปลดแอกทางเศรษฐกิจของอเมริกา ทำเนียบขาวให้เหตุผลว่ามาตรการนี้มุ่งแก้ปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการขาดดุลการค้าขนาดใหญ่ของสหรัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่านี่คือการขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การค้าอเมริกันยุคใหม่ และเป็นการเขย่าระเบียบการค้าโลกอย่างรุนแรง

แก่นของ Liberation Day

คำว่า “Liberation” ในที่นี้ไม่ใช่เพียงคำหาเสียง แต่เป็นกรอบความคิดว่า อเมริกาต้องปลดแอกจากระบบโลกาภิวัตน์ที่ตัวเองเคยสร้าง แต่ต่อมาถูกมองว่าทำให้อุตสาหกรรมอเมริกันอ่อนแอ แรงงานสูญเสียงาน โรงงานย้ายฐานไปต่างประเทศ จีนเติบโตจากตลาดอเมริกัน และพันธมิตรจำนวนมากได้ประโยชน์จากร่มความมั่นคงของสหรัฐโดยไม่แบกต้นทุนเท่าที่วอชิงตันต้องการ

หนึ่ง: ทรัมป์ไม่ได้ปิดประเทศ แต่กำลังต่อรองโลกใหม่

การอธิบายทรัมป์ว่าเป็นผู้นำแบบโดดเดี่ยวหรือ isolationist อย่างเดียว อาจไม่พอ เขาไม่ได้ต้องการให้อเมริกาถอนตัวจากโลกในความหมายที่เลิกเป็นมหาอำนาจ ตรงกันข้าม ทรัมป์ต้องการให้อเมริกายังเป็นศูนย์กลางของอำนาจโลก แต่ไม่ใช่ศูนย์กลางแบบเดิมที่เปิดตลาดให้คนอื่น ผลิตสินค้าถูกจากต่างประเทศ ใช้ผู้บริโภคอเมริกันเป็นแหล่งกำไร แล้วปล่อยให้โรงงานและแรงงานในประเทศเสื่อมถอย

สิ่งที่ทรัมป์ทำจึงคล้ายการบอกโลกว่า หากประเทศใดต้องการเข้าถึงตลาดอเมริกัน ต้องการพึ่งพาความมั่นคงอเมริกัน ต้องการใช้ระบบการเงินอเมริกัน หรือต้องการอยู่ภายใต้ร่มอำนาจของอเมริกา ประเทศนั้นต้องจ่ายต้นทุนใหม่ ไม่ว่าจะในรูปของการลงทุนในสหรัฐ การเปิดตลาดให้สินค้าอเมริกัน การซื้อพลังงานและยุทโธปกรณ์อเมริกัน หรือการยอมปรับสมดุลทางการค้าใหม่

สอง: ภาษีคืออาวุธ ไม่ใช่แค่นโยบายเศรษฐกิจ

ภาษีในมือของทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือหารายได้เข้ารัฐ แต่เป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นค้อนที่ใช้เคาะโต๊ะเจรจา เป็นกำแพงที่บังคับให้บริษัทคิดใหม่ และเป็นสัญญาณว่าระบบการค้าเสรีแบบเดิมไม่ใช่ของฟรีอีกต่อไป

ฝ่ายสนับสนุนมองว่านี่คือการฟื้นอำนาจต่อรองของอเมริกา ฝ่ายคัดค้านมองว่านี่คือการเพิ่มต้นทุนให้ผู้บริโภค จุดเสี่ยงคือภาษีอาจทำให้ราคาสินค้าในประเทศสูงขึ้น กระทบธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และเปิดทางให้ประเทศคู่ค้าตอบโต้ แต่ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธยากคือ ทรัมป์กำลังใช้ภาษีเป็นภาษาทางอำนาจ

สาม: จีนคือสนามหลักของสงครามระบบผลิต

ในเกมนี้ จีนไม่ใช่เพียงคู่ค้า แต่เป็นคู่แข่งเชิงโครงสร้าง สหรัฐไม่ได้กังวลแค่สินค้าจีนราคาถูก แต่กังวลว่าจีนจะคุมฐานการผลิต คุมแร่หายาก คุมห่วงโซ่อุปทาน คุมเทคโนโลยีสีเขียว คุมอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ คุมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และค่อย ๆ สร้างอำนาจต่อรองต่อโลกตะวันตก

นี่คือเหตุผลที่สงครามการค้ากับจีนไม่จบง่าย เพราะมันไม่ใช่เรื่องขาดดุลการค้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำถามว่าใครจะเป็นฐานอุตสาหกรรมของศตวรรษที่ 21 หากสหรัฐยังเป็นประเทศผู้บริโภค แต่จีนเป็นประเทศผู้ผลิต สหรัฐย่อมกลัวว่าวันหนึ่งอำนาจทางการเงินและอำนาจทางทหารจะไม่พอค้ำอำนาจโลก หากฐานการผลิตจริงย้ายไปอยู่ในมือคู่แข่ง

สี่: อิหร่านคือบททดสอบของ pressure without occupation

ต่อกรณีอิหร่าน แนวทางของทรัมป์สะท้อนตรรกะคล้ายกัน คือไม่ต้องการสงครามยึดครองยืดเยื้อแบบอิรัก แต่ก็ไม่ต้องการปล่อยให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองสูงเกินไปในตะวันออกกลาง เขาจึงใช้แรงกดดันหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจ การคว่ำบาตร การทหาร การควบคุมเส้นทางพลังงาน และการเปิดช่องให้เจรจาเมื่ออีกฝ่ายถูกบีบจนต้นทุนสูงพอ

นี่คือรูปแบบที่ควรจับตา: ทรัมป์มักไม่เริ่มจากการประนีประนอม แต่เริ่มจากการบีบให้สมดุลเสียก่อน แล้วค่อยเสนอทางออกผ่านดีล เขาใช้ความไม่แน่นอนเป็นอาวุธ ทำให้คู่แข่งไม่รู้ว่าจะถูกกดดันทางเศรษฐกิจ ถูกขู่ทางทหาร หรือถูกเปิดทางเจรจาในจังหวะใด ความไม่แน่นอนนี้เองที่ทำให้เขาทั้งน่ากลัวและน่าต่อรองในเวลาเดียวกัน

ห้า: การหยุดยิงอาจไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการตรึงสนาม

หลายครั้งคนทั่วไปมองว่าหากผู้นำแข็งกร้าวแล้วหยุดยิง แปลว่าอ่อนลง แต่ในยุทธศาสตร์ของทรัมป์ การหยุดยิงอาจเป็นการตรึงสนามในจุดที่สหรัฐได้เปรียบ หากคู่แข่งเสียหายทางทหาร เศรษฐกิจถูกบีบ ค่าเงินอ่อน ตลาดทุนไม่มั่นใจ และเส้นทางการส่งออกถูกจำกัด การหยุดยิงไม่ได้แปลว่าความกดดันสิ้นสุด ตรงกันข้าม มันอาจเป็นช่วงที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจทำงานหนักที่สุด

นี่คือเกม “ไม่ยึดครอง แต่บีบให้ยอมรับเงื่อนไข” เป็นการลดความเสี่ยงจากสงครามยาว แต่ยังรักษาความสามารถในการควบคุมผลลัพธ์ สหรัฐไม่จำเป็นต้องส่งทหารเข้าไปอยู่ทุกพื้นที่ หากสามารถคุมการเงิน คุมพลังงาน คุมท่าเรือ คุมประกันภัย คุมเทคโนโลยี และคุมพันธมิตรได้มากพอ

หก: ศัตรูของทรัมป์ไม่ได้อยู่ต่างประเทศเท่านั้น

ความขัดแย้งที่ลึกที่สุดของทรัมป์อาจไม่ใช่กับจีน อิหร่าน หรือยุโรปเท่านั้น แต่อยู่กับระบบเดิมภายในอเมริกาเอง ได้แก่ กลุ่มผลประโยชน์โลกาภิวัตน์ ระบบราชการถาวร สื่อกระแสหลักบางส่วน บริษัทข้ามชาติที่ได้ประโยชน์จากการผลิตนอกประเทศ และชนชั้นนำที่เชื่อในระเบียบเสรีนิยมโลกหลังสงครามเย็น

ในสายตาผู้สนับสนุน ทรัมป์คือผู้มาทวงคืนประเทศจากระบบที่ทำให้คนอเมริกันธรรมดาถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในสายตาฝ่ายตรงข้าม เขาคือผู้ทำลายกติกา ทำให้โลกไร้เสถียรภาพ และเสี่ยงเปลี่ยนอเมริกาให้กลายเป็นมหาอำนาจที่ใช้อำนาจดิบมากกว่าฉันทามติ ความจริงอาจไม่ได้อยู่ข้างใดข้างหนึ่งทั้งหมด แต่สิ่งที่แน่นอนคือ อเมริกากำลังเปลี่ยนจากผู้ดูแลระบบโลก ไปเป็นผู้เรียกเก็บค่าระบบโลกอย่างเปิดเผยขึ้น

คันฉ่องส่องโลก: ไทยควรเห็นอะไรจากเกมนี้

สำหรับไทย บทเรียนสำคัญไม่ใช่ว่าต้องเชียร์หรือเกลียดทรัมป์ แต่ต้องอ่านโลกให้ทัน โลกที่ไทยเคยคุ้นเคยกำลังเปลี่ยนจากยุคโลกาภิวัตน์ราคาถูก ไปสู่ยุคห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคงเป็นเงื่อนไข จากยุคตลาดเสรี ไปสู่ยุคภูมิเศรษฐศาสตร์ จากยุคผลิตที่ไหนก็ได้ ไปสู่ยุคผลิตกับใคร อยู่ฝ่ายไหน และเสี่ยงต่อการถูกตัดออกจากระบบหรือไม่

ประเทศที่ไม่มีอุตสาหกรรมของตนเองจะเปราะบาง ประเทศที่พึ่งพามหาอำนาจเดียวจะเสี่ยง ประเทศที่ปล่อยให้ทุนต่างชาติใช้แผ่นดินเป็นทางผ่านโดยไม่สร้างฐานผลิตและความรู้ของตนเอง จะกลายเป็นเพียงพื้นที่เช่ายุทธศาสตร์ของผู้อื่น

เจ็ด: ไทยต้องเลิกอ่านโลกแบบผู้ตาม

หากอเมริกากำลังปลดแอกจากการพึ่งพาจีน หากยุโรปกำลังลดความเสี่ยงจากจีน หากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และอาเซียนกำลังจัดวางตัวใหม่ คำถามคือ ไทยกำลังทำอะไรนอกจากรอรับเงินลงทุน รอรับนักท่องเที่ยว รอรับโครงการใหญ่ และรอให้มหาอำนาจมาบอกว่าเราควรยืนตรงไหน

การเมืองไทยที่หมกมุ่นกับการแบ่งอำนาจระยะสั้น การสืบทอดอำนาจ การจัดสรรผลประโยชน์ และการสร้างโครงการใหญ่โดยไม่มีวิสัยทัศน์อุตสาหกรรม อาจทำให้ประเทศพลาดจังหวะประวัติศาสตร์ เพราะในวันที่โลกกำลังจัดห่วงโซ่อุปทานใหม่ ประเทศที่มีนโยบายชัด มีแรงงานคุณภาพ มีระบบกฎหมายเชื่อถือได้ และมีผู้นำที่อ่านโลกออก จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ส่วนประเทศที่ยังติดอยู่กับคณาธิปไตยและรัฐราชการเก่า จะถูกใช้เป็นทางผ่านมากกว่าจะได้เป็นเจ้าของอนาคต

บทสรุป: Liberation Day ของใคร และบทเรียนของเรา

Liberation Day ในภาษาของทรัมป์ คือวันปลดแอกอเมริกาจากระเบียบเศรษฐกิจที่เขามองว่าไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐ แต่สำหรับโลก มันคือสัญญาณว่าระบบเดิมกำลังถูกท้าทายอย่างเปิดเผย การค้าเสรีจะไม่เสรีเท่าเดิม พันธมิตรจะไม่ฟรีเท่าเดิม ตลาดอเมริกันจะไม่เปิดเท่าเดิม และประเทศเล็กจะไม่สามารถลอยตัวอยู่กลางกระแสโดยไม่เลือกยุทธศาสตร์ของตนเองได้อีกต่อไป

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่าทรัมป์ถูกหรือผิดทั้งหมด เพราะประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ตัดสินบางส่วนในภายหลัง คำถามที่เร่งด่วนกว่านั้นคือ ไทยจะเข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนทันหรือไม่ เราจะสร้างฐานอุตสาหกรรมของตัวเองหรือไม่ เราจะปฏิรูประบบการศึกษา แรงงาน พลังงาน กฎหมาย และการเมืองให้พร้อมต่อโลกใหม่หรือไม่ หรือเราจะปล่อยให้ประเทศเป็นเพียงพื้นที่ที่มหาอำนาจใช้ต่อรองกัน ขณะที่ประชาชนยังถูกสอนให้รอคอยความหวังจากคนอื่น

โลกใหม่ไม่ได้ถามประเทศเล็กว่าอยากเปลี่ยนหรือไม่ แต่มันจะบังคับให้ทุกประเทศตอบว่า ตนเองมีอะไรเป็นของตนเอง มีอำนาจต่อรองอะไร และมีประชาชนที่พร้อมเข้าใจโลกพอหรือยัง

แหล่งอ้างอิงประกอบ

  1. White House. “Regulating Imports with a Reciprocal Tariff to Rectify Trade Practices That Contribute to Large and Persistent Annual United States Goods Trade Deficits.” April 2, 2025.
  2. Center for Strategic and International Studies. “Liberation Day Tariffs Explained.” April 3, 2025.
  3. Brookings Institution. “Tariffs in 2025: Short-run impacts on the US economy.” March 25, 2026.
  4. Reuters. Recent reporting on U.S.–China tariff pressure, industrial capacity, critical minerals, and supply-chain tensions, May 2026.

โพสต์ล่าสุด

จาก Liberation Day ถึงระเบียบโลกใหม่: ทรัมป์กำลังปลดแอกอเมริกาจากโลกาภิวัตน์เดิมอย่างไร

คันฉ่องส่องโลก จาก Liberation Day ถึงระเบียบโลกใหม่: ทรัมป์กำลังปลดแอกอเมริกาจากโลกาภิวัตน์เดิมอย่างไร ...

Popular Posts