Official Website of Snea Thinsan, Ph.D.: มะเร็ง อาหาร และชีวิตคนไทย: เรื่องจริงที่ควรรู้ โดยไม่ตื่นกลัวและไม่ประมาท

มะเร็ง อาหาร และชีวิตคนไทย: เรื่องจริงที่ควรรู้ โดยไม่ตื่นกลัวและไม่ประมาท

คันฉ่องส่องชีวิตประจำวัน

มะเร็ง อาหาร และชีวิตคนไทย: เรื่องจริงที่ควรรู้ โดยไม่ตื่นกลัวและไม่ประมาท

เมื่อข้อความลูกโซ่พูดเกินจริง หน้าที่ของพลเมืองไม่ใช่ส่งต่อความกลัว แต่คือเปลี่ยนความตกใจให้เป็นความรู้ และเปลี่ยนความรู้ให้เป็นการดูแลชีวิต

ข้อเท็จจริงเบื้องต้น

มีข้อความที่แชร์กันว่า “WHO รายงานว่าไทยเป็นมะเร็งอันดับ 1 ของเอเชีย” และระบุว่า “1 ใน 8 คน” เป็นมะเร็ง พร้อมโยงสาเหตุไปยังอาหารหลายชนิดในชีวิตประจำวัน เช่น เนื้อย่าง อาหารกะทิค้างคืน ของทอด ผัดผักค้างคืน และกล่องโฟม ข้อความลักษณะนี้มีปัญหาสำคัญคือ เอาความจริงบางส่วนมาปนกับข้อกล่าวอ้างที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับครบถ้วน จนทำให้คนตื่นกลัวมากกว่าจะเข้าใจความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

จากฐานข้อมูล GLOBOCAN 2022 ของ International Agency for Research on Cancer หรือ IARC ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 183,541 รายในปี 2022 อัตราอุบัติการณ์ปรับตามอายุอยู่ที่ประมาณ 154.4 ต่อประชากร 100,000 คน ตัวเลขนี้สะท้อนว่ามะเร็งเป็นปัญหาใหญ่จริง แต่ไม่ได้แปลว่าไทยเป็น “อันดับ 1 ของเอเชีย” ตามที่ข้อความลูกโซ่อ้าง 1

ความจริงที่ควรยึดไว้ก่อน

มะเร็งไม่ได้เกิดจากอาหารมื้อเดียว กล่องโฟมใบเดียว หรือปาท่องโก๋ชิ้นเดียว แต่มักเกิดจากความเสี่ยงสะสมหลายด้าน ทั้งพันธุกรรม อายุ พฤติกรรมการกิน การสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ มลพิษทางอากาศ การติดเชื้อบางชนิด การขาดการตรวจคัดกรอง และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

ดังนั้น การเตือนภัยที่ดีต้องไม่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกผิดจนเกินจริง เพราะคนจำนวนมากไม่ได้มีทางเลือกมากนัก อาหารราคาถูก ของทอดริมทาง ข้าวแกงใส่ถุง กล่องโฟมจากตลาด หรืออาหารค้างคืนในครอบครัวรายได้น้อย ล้วนเกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ “ความไม่รู้” ของปัจเจกบุคคล

หนึ่ง: เนื้อย่างไหม้เกรียม — เสี่ยงจริง แต่ต้องอธิบายให้ถูก

การปิ้ง ย่าง ทอด หรือรมควันที่ใช้ความร้อนสูง โดยเฉพาะเนื้อที่ไหม้เกรียม อาจทำให้เกิดสารกลุ่ม heterocyclic amines หรือ HCAs และ polycyclic aromatic hydrocarbons หรือ PAHs ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด งานของ National Cancer Institute อธิบายว่าเนื้อที่ปรุงด้วยความร้อนสูง เช่น ย่างหรือทอดจนสุกเกรียม อาจเพิ่มการสัมผัสสารเหล่านี้ และงานศึกษาบางส่วนพบความสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน และต่อมลูกหมาก 2

แต่ความหมายที่ถูกต้องไม่ใช่ “กินหมูกระทะครั้งเดียวแล้วเป็นมะเร็ง” ความเสี่ยงอยู่ที่ความถี่ ปริมาณ วิธีปรุง และพฤติกรรมสะสมระยะยาว วิธีลดความเสี่ยงแบบทำได้จริงคือ ตัดส่วนไหม้ดำออก ลดการกินปิ้งย่างถี่เกินไป ไม่ให้ไขมันหยดลงไฟจนเกิดควันมาก พลิกเนื้อบ่อยขึ้น และกินผักผลไม้ร่วมด้วย

สอง: เนื้อแปรรูป — เรื่องนี้หลักฐานชัดกว่าที่หลายคนคิด

WHO/IARC จัด “เนื้อแปรรูป” เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน เนื้อรมควัน หรือเนื้อที่ผ่านการหมัก ดอง เค็ม หรือใส่สารกันเสียบางชนิด ไว้ในกลุ่มสารก่อมะเร็งในมนุษย์ กลุ่ม 1 โดยหลักฐานเด่นคือความสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ส่วนเนื้อแดง เช่น หมู วัว แกะ ถูกจัดเป็นกลุ่ม 2A คือ “น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์” 3

นี่ไม่ได้แปลว่าเนื้อแปรรูปอันตรายเท่าบุหรี่ในระดับความเสี่ยง แต่แปลว่าหลักฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งนั้นหนักแน่นพอที่จะเตือนให้ลดความถี่ โดยเฉพาะในเด็กและคนทำงานที่กินไส้กรอก ลูกชิ้น แฮม เบคอน หรืออาหารแปรรูปเป็นประจำ

สาม: อาหารกะทิค้างคืนและผัดผักค้างคืน — ปัญหาหลักคือความปลอดภัยอาหาร ไม่ใช่มะเร็งโดยตรง

อาหารค้างคืนไม่ได้เท่ากับสารก่อมะเร็งโดยอัตโนมัติ ข้อความลูกโซ่มักทำให้คนเข้าใจผิดว่า “ค้างคืนแล้วกลายเป็นมะเร็ง” ซึ่งไม่ถูกต้องนัก ความเสี่ยงหลักของอาหารค้างคืนคือการปนเปื้อนแบคทีเรีย การเก็บในอุณหภูมิไม่เหมาะสม และการอุ่นซ้ำหลายรอบ โดยเฉพาะอาหารกะทิที่เสียง่ายในอากาศร้อน

หลักปฏิบัติที่ปลอดภัยกว่าคือ อย่าวางอาหารสุกไว้นอกตู้เย็นนานหลายชั่วโมง แบ่งใส่ภาชนะสะอาด เก็บในตู้เย็นให้เร็ว อุ่นให้ร้อนทั่วถึง และไม่อุ่นซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ หากอาหารมีกลิ่น รส หรือสีผิดปกติ ควรทิ้ง ไม่ควรเสียดายจนเสี่ยงเจ็บป่วย

สี่: กล้วยแขก ปาท่องโก๋ ขนมครก และของทอด — ปัญหาอยู่ที่น้ำมันทอดซ้ำและความถี่

ของทอดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย เพราะราคาถูก อิ่มง่าย หาซื้อง่าย และเข้ากับวิถีตลาดเช้า แต่ความเสี่ยงที่ควรระวังคือการใช้น้ำมันทอดซ้ำเป็นเวลานาน ความร้อนสูงทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพ เกิดสารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และเพิ่มภาระต่อระบบหัวใจ หลอดเลือด น้ำหนักตัว และการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย

วิธีคิดที่เป็นธรรมต่อชาวบ้านคือ ไม่ใช่ห้ามกินทุกอย่าง แต่ให้ลดความถี่ เลือกร้านที่น้ำมันไม่ดำ ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน ไม่ทอดจนไหม้เกรียม และพยายามไม่ให้ของทอดกลายเป็นอาหารหลักทุกวัน

ห้า: กล่องโฟม — ไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรเลี่ยงของร้อนจัด มันจัด และไมโครเวฟ

กล่องโฟมหรือ polystyrene เกี่ยวข้องกับสารตั้งต้นชื่อ styrene ซึ่ง IARC จัด styrene เป็นสารที่ “น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์” หรือ Group 2A ขณะที่รายงานของ National Toxicology Program ระบุว่า styrene เป็นสารที่คาดได้อย่างสมเหตุสมผลว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ 4

อย่างไรก็ตาม ต้องพูดให้ครบว่า ภาชนะโฟมสำหรับอาหารยังมีการใช้ในหลายประเทศภายใต้กฎระเบียบด้านวัสดุสัมผัสอาหาร ประเด็นที่ควรเตือนประชาชนคือการลดสถานการณ์ที่เพิ่มการชะออกของสาร เช่น ใส่อาหารร้อนจัด อาหารมันจัด อาหารเปรี้ยวจัด หรือเอากล่องโฟมเข้าไมโครเวฟ หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารของยุโรปก็มีการประเมินใหม่เกี่ยวกับ styrene หลัง IARC จัดให้เป็นสารน่าจะก่อมะเร็ง 5

ทางออกที่ทำได้จริงคือ พกกล่องส่วนตัวเมื่อสะดวก ใช้กล่องกระดาษหรือภาชนะที่ระบุว่าใช้กับอาหารร้อนได้ เทอาหารร้อนออกจากโฟมเร็วขึ้น และไม่อุ่นอาหารในกล่องโฟมเด็ดขาด

สิ่งที่ควรเตือนมากกว่าข้อความลูกโซ่

หากต้องการลดความเสี่ยงมะเร็งอย่างจริงจัง คนไทยควรมองให้กว้างกว่าอาหารไม่กี่รายการ เพราะปัจจัยสำคัญยังรวมถึงบุหรี่ ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์ PM2.5 น้ำหนักเกิน การไม่ออกกำลังกาย การกินผักผลไม้น้อย การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HPV และไวรัสตับอักเสบบีหรือซี รวมถึงการไม่ตรวจคัดกรองมะเร็งตามวัย

มะเร็งจำนวนมากป้องกันได้บางส่วน และหลายชนิดรักษาได้ดีขึ้นมากหากพบเร็ว สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดจึงไม่ใช่แค่การป่วย แต่คือการป่วยจากสิ่งที่สังคมช่วยกันลดได้ แต่กลับปล่อยให้คนธรรมดาเผชิญความเสี่ยงตามลำพัง

ข้อคิดแบบพลเมือง: สุขภาพไม่ใช่เรื่องส่วนตัวล้วน ๆ

การสอนประชาธิปไตยและความเป็นพลเมืองไม่ควรแยกออกจากสุขภาพของประชาชน เพราะพลเมืองที่เจ็บป่วยเรื้อรัง ยากจนจากค่ารักษา หรือสูญเสียศักยภาพเพราะโรคที่ป้องกันได้ ย่อมถูกลดทอนอำนาจในการมีส่วนร่วมทางสังคมโดยไม่รู้ตัว

สุขภาพจึงไม่ใช่แค่เรื่อง “กินอะไรดี” แต่เป็นเรื่องของระบบอาหาร คุณภาพตลาดสด มาตรฐานร้านค้า การควบคุมมลพิษ การเข้าถึงการตรวจคัดกรอง ราคาผักผลไม้ พื้นที่ออกกำลังกาย และความซื่อสัตย์ของข้อมูลสาธารณะ

พลเมืองที่ดีไม่ใช่คนที่ส่งต่อทุกข้อความเพราะหวังดี แต่คือคนที่หยุดคิด ตรวจสอบ แยกแยะ และส่งต่อเฉพาะสิ่งที่ช่วยให้ผู้อื่นรู้เท่าทันชีวิตมากขึ้น ความหวังดีที่ไม่มีความรู้ อาจกลายเป็นความกลัว ความรู้ที่ไม่มีความเมตตา อาจกลายเป็นการโทษเหยื่อ แต่ความรู้ที่มีเมตตา จะกลายเป็นพลังของสังคม

สรุปสำหรับประชาชนทั่วไป

หนึ่ง อย่าเชื่อทันทีว่าไทยเป็นมะเร็งอันดับ 1 ของเอเชีย เพราะยังไม่มีหลักฐานทางการรองรับข้ออ้างนี้

สอง มะเร็งเป็นปัญหาใหญ่จริง ไทยมีผู้ป่วยรายใหม่จำนวนมากในแต่ละปี จึงไม่ควรประมาท

สาม เนื้อไหม้เกรียม เนื้อแปรรูป น้ำมันทอดซ้ำ และการใช้โฟมกับของร้อนจัด เป็นเรื่องที่ควรลดความเสี่ยง

สี่ อาหารค้างคืนไม่ใช่สารก่อมะเร็งโดยตรง แต่ต้องระวังการเก็บผิดวิธีและอาหารบูดเสีย

ห้า อย่าโทษชาวบ้านที่ไม่มีทางเลือก แต่ควรช่วยกันสร้างทางเลือกที่ปลอดภัย ราคาถูก และเข้าถึงได้จริง

สังคมที่ดีไม่ใช่สังคมที่ทำให้คนกลัวอาหารทุกคำ แต่คือสังคมที่ทำให้คนธรรมดามีความรู้ มีทางเลือก และมีระบบสาธารณะที่ช่วยปกป้องชีวิตของเขาอย่างเป็นธรรม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. International Agency for Research on Cancer. GLOBOCAN 2022: Thailand Fact Sheet. https://gco.iarc.who.int/
  2. National Cancer Institute. Chemicals in Meat Cooked at High Temperatures and Cancer Risk. https://www.cancer.gov/
  3. World Health Organization. Cancer: Carcinogenicity of the consumption of red meat and processed meat. https://www.who.int/
  4. National Toxicology Program. Styrene: 15th Report on Carcinogens. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/
  5. European Food Safety Authority. Re-assessment of the risks to public health related to styrene. https://www.efsa.europa.eu/

โพสต์ล่าสุด

ทฤษฎีชนชั้นนำ: เมื่อประเทศถูกกำหนดโดยคนไม่กี่กลุ่ม

ทฤษฎีชนชั้นนำ: เมื่อประเทศถูกกำหนดโดยคนไม่กี่กลุ่ม ทฤษฎีชนชั้นนำ หรือ Elite Theory อธิบายว่า ในแทบทุกสังคม อำนาจที่แ...

Popular Posts