เมื่อทหารลดทอนการเมือง: ประเทศและปวงชนทั้งชาติคือผู้รับเคราะห์

คันฉ่องส่องไทย • เตือนภัยเชิงโครงสร้าง

เมื่อทหารลดทอนการเมือง: ประเทศและปวงชนทั้งชาติคือผู้รับเคราะห์

ประโยคสั้น ๆ อย่าง “นักการเมืองก็สร้างปัญหากันไป” อาจดูเป็นมุก แต่ซ่อนทัศนคติที่บ่อนทำลายรัฐสมัยใหม่—เพราะมันทำให้อำนาจหลุดพ้นจากความรับผิด

แก่น: อำนาจต้องรับผิด • ทหารต้องอยู่ใต้พลเรือน

ข้อความประเภท “นักการเมืองก็สร้างปัญหากันไป” ที่เพจกองทัพไทยได้นำเสนอดังปรากฏข้างล่างนี้ ไม่ใช่คำล้อเล่นไร้พิษภัย หากเป็นการปลูกฝังภาพจำว่า การเมืองคือผู้ร้ายโดยธรรมชาติ และทำให้สังคมเคยชินกับการลดทอนความชอบธรรมของอำนาจพลเรือน ทั้งที่ในประเทศสมัยใหม่ การเมืองคือกลไกแก้ปัญหาด้วยกติกา ไม่ใช่ด้วยกำลัง

ปัญหาไม่ใช่ว่าการเมืองไม่มีความผิดพลาด—การเมืองย่อมมีข้อบกพร่องเสมอ เพราะเป็นพื้นที่ที่ผลประโยชน์ชนกันและต้องต่อรองกัน แต่สิ่งที่อันตรายคือเมื่อ “ผู้ถืออาวุธ” ใช้ถ้อยคำที่ทำให้ประชาชนเชื่อว่า การเมืองไร้ค่า และความผิดพลาดของประเทศควรถูกโยนให้ฝ่ายบริหารฝ่ายเดียว นั่นคือการเบี่ยงความสนใจจากคำถามสำคัญที่สุด: ใครต้องรับผิดเมื่ออำนาจอื่นล้มเหลว

หน้าที่ของกองทัพคือคุ้มกันเขตแดน ไม่ใช่บ่มเพาะความเกลียดชังต่อการเมือง

หลักการง่าย ๆ ของรัฐสมัยใหม่คือกองทัพต้องทำหน้าที่ป้องกันประเทศและอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากประชาชน การสื่อสารสาธารณะของกองทัพจึงควรสะท้อนความเป็นมืออาชีพ: เคารพบทบาทรัฐบาล เลี่ยงถ้อยคำที่ลดทอนการเมือง และไม่ทำให้สาธารณะเข้าใจว่า “การเมืองคือปัญหาเสมอ” เพราะนั่นเท่ากับบ่อนทำลายกลไกที่ประชาชนใช้ตรวจสอบและแก้ไขบ้านเมืองด้วยตนเอง

ประเทศไม่ได้ล้มเพราะการเมืองมีปัญหา แต่ล้มเพราะมีอำนาจที่ไม่ยอมรับว่า “ตนเองต้องรับผิดด้วย”

ถ้าชายแดนเรื้อรัง ใครรับผิดชอบต่อประสิทธิภาพด้านความมั่นคง

หากประเทศเพื่อนบ้านที่ด้อยกว่าในหลายมิติยังสามารถสร้างปัญหาชายแดนได้ยืดเยื้อ คำถามเชิงความรับผิดชอบย่อมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ: เหตุใดปัญหาจึงถูกปล่อยให้สะสมจนกลายเป็นชนวนที่กระทบการทูตและเศรษฐกิจ แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อ “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นในสนามที่กองทัพมีบทบาทโดยตรง

การโยนความผิดให้ “นักการเมือง” อาจทำให้คนบางกลุ่มสะใจ แต่ไม่ได้ทำให้ชายแดนมั่นคงขึ้น ไม่ได้ทำให้การทูตแข็งแรงขึ้น และไม่ได้ทำให้ประเทศไทยดูเป็นรัฐที่มีเสถียรภาพในสายตานานาชาติ ตรงกันข้าม มันทำให้ภาพของรัฐไทยดูคลุมเครือว่าขอบเขตอำนาจอยู่ตรงไหนกันแน่

การเมืองระหว่างประเทศไม่เล่นมุก

ถ้อยคำจากหน่วยงานความมั่นคงสามารถถูกตีความเป็น “ท่าทีของรัฐ” ได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อเป็นบัญชีทางการหรือสื่อสารในนามองค์กร ถ้อยคำที่ลดทอนรัฐบาลพลเรือนหรือโยนความผิดให้การเมือง จึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ภายในประเทศ แต่เป็นต้นทุนทางการทูตที่รัฐบาลต้องแบกรับขณะเจรจา และสุดท้ายผู้จ่ายราคาคือประชาชนทั้งชาติ

คันฉ่องส่องไทย: มุกที่ทำให้เราหัวเราะ อาจเป็นเครื่องมือทำให้สังคมเคยชินกับการลดทอนอำนาจประชาชน เมื่อใดที่ “ความจริง” ต้องขออนุญาตก่อนพูด เมื่อนั้นประเทศกำลังเดินถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

ข้อเตือนถึงคนไทยทุกคน

จงวิพากษ์นักการเมืองได้เต็มที่ แต่ต้องไม่เผลอรับ “กรอบคิด” ที่ทำให้การเมืองกลายเป็นผู้ร้ายตลอดกาล เพราะถ้าสังคมเชื่อว่าการเมืองเลวโดยธรรมชาติ สังคมก็จะเริ่มยอมรับโดยไม่รู้ตัวว่า อำนาจอื่นสามารถ “เหนือการเมือง” ได้—และนั่นคือประตูสู่ความไม่รับผิด

ประเทศจะไปต่อได้ก็ต่อเมื่อทุกอำนาจ—ไม่ว่ามาจากที่ใด—ยอมอยู่ภายใต้หลักเดียวกัน: อำนาจต้องถูกตรวจสอบ และต้องรับผิด หากเรายอมให้มีอำนาจที่พูดได้โดยไม่ต้องรับผิด คิดได้โดยไม่ต้องถูกตรวจสอบ และทำได้โดยไม่ต้องยอมรับผลลัพธ์ เรากำลังเปิดทางให้ประเทศติดหล่มเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หมายเหตุ: บทความนี้มุ่งชี้ภัยเชิงโครงสร้าง ไม่พุ่งโจมตีบุคคล เพราะปัญหาหลักไม่ใช่ “ใครพูด” แต่อยู่ที่ “กรอบคิด” ที่ทำให้สังคมหลงทางจากหลักรัฐสมัยใหม่

ทำไมประเทศไทยต้องเป็น “เสรีประชาธิปไตย”

คันฉ่องส่องไทย • การเมืองเชิงโครงสร้าง

ทำไมต้อง “เสรีประชาธิปไตย”

เพราะประเทศที่ไม่ยอมให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจจริง ย่อมต้องใช้ความกลัวแทนความชอบธรรม และใช้พิธีกรรมแทนความยุติธรรม

อัปเดต: ฉบับเขียนใหม่ในกรอบคิดปัจจุบันจากบทความที่เผยแพร่เพื่อคนเสื้อแดงเมื่อ 30 มีนาคม 2552

ประเทศไทยไม่ได้ตกต่ำเพราะคนไทย “โง่” หรือ “เลว” ไปพร้อมกันทั้งชาติ หากแต่เพราะระบบถูกออกแบบให้ ความเลวอยู่ได้โดยไม่ต้องรับผิด และให้ความดีทำงานยากจนแทบไร้ผล เมื่อโครงสร้างคุ้มครองผู้ใช้อำนาจมากกว่าคุ้มครองประชาชน ความอยุติธรรมจึงไม่ใช่ข้อผิดพลาด—แต่มันคือ “ผลผลิตตามแบบแปลน”

คำถามว่า “ทำไมต้องเสรีประชาธิปไตย” จึงไม่ใช่เรื่องชอบ-ไม่ชอบลัทธิการเมืองใด หากเป็นคำถามเชิงความอยู่รอดของสังคม: ประเทศจะยังเป็นประเทศได้อย่างไร หากประชาชนต้องอยู่กับระบบที่ไม่ยอมรับความเป็นเจ้าของประเทศของประชาชนเอง

มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทรัพย์สินของรัฐ

มนุษย์เกิดมาพร้อมศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพราะรัฐอนุญาต แต่เพราะความเป็นมนุษย์นั้นเอง เสรีภาพไม่ใช่ “ของขวัญจากผู้ปกครอง” และสิทธิไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “ขออนุญาตใช้” รัฐที่มีอารยะจึงมีหน้าที่ รับรอง สิทธิพื้นฐาน มิใช่ ต่อรอง หรือ ยึดไว้เป็นเครื่องมือ

คันฉ่องส่องไทย: เมื่อรัฐเริ่มทำให้ “การตั้งคำถาม” กลายเป็นความผิด เมื่อนั้นรัฐได้ประกาศกลาย ๆ แล้วว่า ความจริงคือภัย และ ประชาชนคือผู้ต้องสงสัย

เสรีประชาธิปไตยคือการยอมรับว่า “อำนาจเป็นของประชาชนจริง”

ความเข้าใจผิดใหญ่ในไทยคือคิดว่า “มีเลือกตั้ง = เป็นประชาธิปไตย” ทั้งที่แก่นของเสรีประชาธิปไตยอยู่ที่หลักง่าย ๆ แต่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด: อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และผู้ใช้อำนาจต้องมาจากความยินยอมของผู้ถูกปกครอง พร้อมถูกตรวจสอบ ถอดถอน และรับโทษได้

หากระบบใดทำให้ผู้ใช้อำนาจ “สูงเกินแตะ” “ใหญ่เกินถาม” หรือ “ศักดิ์สิทธิ์เกินตรวจ” ระบบนั้นอาจมีชื่อเรียกสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติ มันคือระบอบที่ปฏิเสธความเป็นพลเมือง แล้วผลักประชาชนกลับไปเป็นเพียง “ราษฎร” ผู้มีหน้าที่เชื่อฟัง

ปัญหาไทยไม่ใช่แค่นักการเมืองเลว แต่คือโครงสร้างที่คุ้มครองความเลว

เรามักโทษตัวบุคคล: คนนี้เลว คนนั้นโกง คนโน้นขายชาติ แต่การโทษแบบนี้ทำให้เรา “หลงเป้า” เพราะต่อให้เปลี่ยนคนเลวไปกี่รอบ ถ้าโครงสร้างยังออกแบบให้การใช้อำนาจไม่ต้องรับผิด ประเทศก็จะได้คนเลวหน้าใหม่วนมาแทนที่เหมือนเดิม

สัญญาณของโครงสร้างที่ล้มเหลวคือรัฐธรรมนูญถูกฉีกซ้ำ ๆ การรัฐประหารถูกทำให้กลายเป็น “ทางเลือก” และกติกาสูงสุดถูกเขียนใหม่เพื่อรับรองผู้ยึดอำนาจ มากกว่ารับรองเจ้าของอำนาจที่แท้จริงคือประชาชน เมื่อการปล้นอำนาจสามารถถูก “ทำให้ถูกกฎหมายย้อนหลัง” ได้ ประเทศนั้นย่อมเสียฐานของนิติรัฐตั้งแต่ราก

เสรีประชาธิปไตยไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่มีคนชั่ว แต่ให้กลไกว่า “คนชั่วไม่มีสิทธิอยู่ยาวโดยไม่ต้องรับผิด”

รัฐไทยติดกับดัก “ศักดิ์สิทธิ์เหนือการตรวจสอบ”

รัฐสมัยใหม่ต้องยืนบนหลักว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่รัฐไทยจำนวนมากของยุคตกต่ำกลับเดินกลับทาง—สร้างพื้นที่ปลอดความรับผิดให้บางอำนาจ ผลลัพธ์คือความยุติธรรมถูกทำให้เป็นเรื่องของ “ฝ่าย” มากกว่าหลักการ และความจริงถูกกดให้เงียบด้วยพิธีกรรมทางกฎหมายและภาษาที่ทำให้การวิพากษ์กลายเป็นอันตราย

เมื่ออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ถูกผูกโยงหรือพึ่งพาแหล่งชอบธรรมเดียวกันอย่างแนบแน่น การถ่วงดุลย่อมลดรูปเหลือเพียงท่าทาง สิ่งที่ดูเหมือน “กติกา” จึงกลายเป็นเพียง “ตรายาง” เพื่อสร้างภาพว่าระบบยังน่าเชื่อถือ ทั้งที่ความเชื่อถือนั้นถูกกัดกร่อนจากข้างใน

เสรีประชาธิปไตยไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของความเป็นประเทศ

ไม่มีประเทศใดไร้ปัญหา ประเทศเสรีประชาธิปไตยก็มีความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ และความผิดพลาด แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างเป็นชะตากรรม คือเสรีประชาธิปไตยมี ระบบแก้ผิดโดยสันติ ผู้นำผิด—เปลี่ยนได้ กฎหมายไม่เป็นธรรม—แก้ได้ สถาบันล้มเหลว—ปฏิรูปได้ เพราะประชาชนมีสิทธิที่จะถาม ตรวจสอบ และกำหนดอนาคตของตนเอง

ในทางกลับกัน หากระบบใดไม่เปิดช่องให้แก้ผิดอย่างสันติ แรงกดดันจะสะสมเหมือนความจริงที่ถูกปิดฝาไว้แน่น—วันหนึ่งย่อมปะทุ นี่ไม่ใช่คำขู่ นี่คือกลไกธรรมดาของสังคมมนุษย์: ความอยุติธรรมที่ไร้ทางออก ย่อมสร้างความปั่นป่วนเป็นทางเข้า

บทส่งท้าย: คันฉ่องไม่ได้มีไว้ปลอบใจ

คันฉ่องมีไว้สะท้อน แม้ภาพนั้นจะทำให้เราเจ็บตา วันนี้คำถามจึงไม่ใช่ว่า “เราพร้อมหรือยังสำหรับเสรีประชาธิปไตย” หากแต่คือเราจะยอมอยู่กับระบบที่ลดเราให้ต่ำกว่ามนุษย์ และผูกอนาคตลูกหลานไว้กับโครงสร้างที่ไม่ยอมรับความจริง ไปอีกนานเท่าไร

คำถามสุดท้ายที่ควรอยู่ในใจ: ถ้าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศจริง ทำไมการตรวจสอบอำนาจจึงเป็นเรื่องเสี่ยง และทำไม “ความจริง” จึงต้องขออนุญาตก่อนพูด

หมายเหตุเพื่อผู้อ่าน: ข้อเขียนนี้ตั้งใจชวนคิดเชิงโครงสร้าง ไม่ผูกติดกับตัวบุคคลหรือฝั่งการเมืองใดเป็นพิเศษ เพราะปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยไม่ใช่การมี “คนเลว” หากคือการมี “ระบบที่ทำให้คนเลวไม่ต้องรับผิดและคนดีต้องทำเลวเพื่อเอาตัวรอด”

บทสะท้อนเชิงหลักการต่อรัฐไทยในความขัดแย้งไทย–กัมพูชา

บทสะท้อนเชิงหลักการต่อรัฐไทยในความขัดแย้งไทยกัมพูชา




บทนำ: การเลือกข้างที่ไม่ละทิ้งหลักการ

ในความขัดแย้งระหว่างรัฐ การไม่เลือกข้างมิได้เป็นคุณธรรมโดยอัตโนมัติ หากการเลือกข้างนั้นตั้งอยู่บนการประเมินหลักฐาน ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานสากลอย่างรอบคอบ การยืนอยู่ข้างประเทศไทยในสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดกับกัมพูชา จึงมิใช่ผลของอคติชาตินิยม หากเป็นข้อสรุปเชิงเหตุผลที่ผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนตามหลักกาลามสูตรเชื่อเมื่อเห็นเหตุ เห็นผล และตรวจสอบได้

บทความนี้ผู้เขียนตั้งใจเลือกข้างประเทศไทยอย่างเปิดเผย แต่เลือกเพราะเคารพศักดิ์ศรีและอธิปไตยของรัฐไทย ไม่ด้อยค่ามนุษย์อีกฝ่ายหนึ่ง และไม่ทำให้หลักการที่ไทยพยายามยืนหยัดต้องพังลงไปพร้อมกับอารมณ์ความสะใจระยะสั้น ที่เรียกกันว่าความคลั่งชาติ


การลงลึกเชิงประจักษ์: ตัวอย่างพฤติกรรมและฐานหลักฐานจากการรายงานข่าว

การเลือกข้างของผู้เขียนในกรณีนี้ตั้งอยู่บนการติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องจากทั้งแหล่งข่าวไทยและสื่อภาษาอังกฤษที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นรายงานของรัฐไทย การแถลงอย่างเป็นทางการของกองทัพ การรายงานของสื่อระหว่างประเทศ ตลอดจนการประเมินของนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อพิจารณาร่วมกันแล้ว รูปแบบพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างเชิงคุณภาพ ไม่ใช่เพียงเชิงปริมาณของกำลังที่ใช้

1. การใช้พื้นที่พลเรือนเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธี

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับการรายงานซ้ำจากหลายแหล่ง คือ การตั้งฐานยิงหรือจุดซุกซ่อนอาวุธในหรือใกล้กับบ้านเรือนประชาชนฝั่งกัมพูชา รวมถึงการวางกำลังในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่จริง รายงานลักษณะนี้ปรากฏทั้งในคำชี้แจงของฝ่ายไทยและในการวิเคราะห์ของผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ลงพื้นที่หรืออ้างอิงภาพถ่ายดาวเทียม

ในเชิงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดหลักการแยกแยะ (distinction) อย่างชัดเจน เพราะทำให้พื้นที่พลเรือนถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสนามรบโดยปริยาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ

2. การนำพลเรือนและสมาชิกครอบครัวเข้าไปอยู่ในพื้นที่การรบ

มีรายงานที่สร้างความกังวลอย่างมากในสายตานานาชาติ คือ การปรากฏตัวของผู้หญิงและสมาชิกครอบครัวของกำลังติดอาวุธในพื้นที่แนวหน้า การกระทำลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรม แต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างของวิธีคิดด้านความมั่นคงที่ใช้พลเรือนเป็นเกราะกำบังโดยพฤตินัย

สื่อภาษาอังกฤษหลายสำนักตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของกองทัพอาชีพในรัฐสมัยใหม่ และยิ่งทำให้ข้ออ้างเรื่องการคุ้มครองประชาชนของฝ่ายกัมพูชาขาดน้ำหนัก

3. การวางระเบิดและการก่อกวนในพื้นที่ไม่ใช่สนามรบ

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง คือ การแอบวางระเบิดหรือใช้อาวุธลักษณะก่อกวนในพื้นที่ที่ไม่สามารถจัดเป็นสนามรบได้อย่างชัดเจน พฤติกรรมเช่นนี้เข้าข่ายการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายประเทศและผู้สังเกตการณ์ภายนอกมองการกระทำของฝ่ายกัมพูชาด้วยความระแวง

แม้ฝ่ายกัมพูชาจะพยายามตอบโต้ด้วยการสร้างชุดข่าวหรือข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกันต่อไทย แต่หลายกรณีไม่สามารถยืนอยู่ได้เมื่อถูกตรวจสอบด้วยหลักฐานภาพถ่าย เวลา สถานที่ และคำให้การจากแหล่งข่าวหรือคณะอิสระ

4. การใช้พลเรือนเป็นเครื่องมือทางการเมืองในพื้นที่พิพาท

การส่งพลเรือนเข้าไปยั่วยุหรือแสดงตัวในพื้นที่พิพาท เพื่อสร้างภาพทางการเมืองหรือเตรียมการอ้างสิทธิในอนาคต เป็นอีกพฤติกรรมที่ถูกวิจารณ์ในวงวิเคราะห์ระหว่างประเทศ ยุทธวิธีเช่นนี้อาจไม่ผิดกฎหมายโดยตรงในทุกกรณี แต่เมื่อเกิดขึ้นควบคู่กับการวางกำลังติดอาวุธ ย่อมทำให้เส้นแบ่งระหว่างพลเรือนกับนักรบเลือนรางอย่างอันตราย

5. ฝ่ายไทยกับความพยายามรักษากรอบสากล

ในทางตรงกันข้าม การปฏิบัติการของฝ่ายไทยแม้มีการใช้กำลังทางอากาศซึ่งกัมพูชาไม่มีถูกอธิบายและรายงานว่าเน้นเป้าหมายทางทหารที่อ้างว่ามีการซุกซ่อนอาวุธหรือเป็นแหล่งกำลัง การสื่อสารของรัฐไทยพยายามย้ำถึงการป้องกันตนเอง ความจำเป็น และการลดผลกระทบต่อพลเรือน

สื่อภาษาอังกฤษจำนวนหนึ่งสะท้อนท่าทีว่า ไทยมีแรงจูงใจสูงที่จะต้องทำให้ถูกต้องตามกติกาเพราะต้นทุนทางการทูต เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ในเวทีโลกของไทยสูงกว่าคู่ขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ

การประเมินความน่าเชื่อถือของคู่ขัดแย้ง

ในเวทีระหว่างประเทศ ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดจากคำกล่าวอ้าง แต่สะสมจากพฤติกรรมในระยะยาว เมื่อพิจารณาประวัติการสื่อสาร การปฏิบัติตามกติกาสากล และความโปร่งใสในการให้ข้อมูล ไทยยังคงมีเครดิตที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่กัมพูชามักถูกตั้งคำถามเรื่องความสม่ำเสมอของข้อมูลและการใช้โฆษณาชวนเชื่อเชิงรัฐ

ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้ทำให้ไทยถูกเสมอแต่ทำให้การอธิบายของไทยได้รับการรับฟังมากกว่า และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนเลือกข้างไทยบนฐานของความน่าจะเป็นและหลักฐานเชิงประจักษ์ นอกเหนือจากการเป็นคนไทยโดยสายเลือด

บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์และศีลธรรม

การเผชิญหน้ากับคู่ขัดแย้งที่ไม่ยึดกติกาเดียวกัน คือบททดสอบความเป็นรัฐสมัยใหม่อย่างแท้จริง การตอบโต้แบบลดระดับตนเองอาจสะใจในระยะสั้น แต่ทำลายทุนทางศีลธรรมและการเมืองในระยะยาว

ดังนั้น การต่อยกับมวยวัดในที่นี้ มิได้หมายถึงการเหยียดหรือดูหมิ่น แต่เป็นคำเตือนให้ฝ่ายที่อยู่ในกรอบกติกา ต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกดึงออกนอกกรอบจนกลายเป็นลดค่าและความชอบธรรมของตน

การเลือกข้างอย่างมีความรับผิดชอบ

ผู้เขียนเลือกข้างไทย เพราะหลักฐานที่มีน้ำหนักจริงจากการรายงานข่าวและการประเมินของแหล่งอิสระสนับสนุนการตัดสินใจนั้น แต่การเลือกข้างนี้มาพร้อมเงื่อนไขสำคัญ คือ ไทยต้องยืนอยู่บนหลักการให้ได้ตลอดกระบวนการ

ความรักชาติที่มีวุฒิภาวะ ไม่ใช่การเชียร์โดยไม่ลืมหูลืมตา หากคือการสนับสนุนประเทศของตนให้ดีกว่า ไม่ใช่เพียงชนะกว่า และหากไทยสามารถรักษาเส้นนี้ได้ ความชอบธรรมจะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแรงยิ่งกว่าอาวุธใด


ลักษณะการกระทำที่อยู่นอกบรรทัดฐานของรัฐสมัยใหม่

จากข้อมูลที่เปิดเผยโดยฝ่ายไทยและการรายงานจากหลายแหล่งพ้องกัน การกระทำของฝ่ายกัมพูชาในความขัดแย้งครั้งนี้มีลักษณะบางประการที่ไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานของรัฐหรือกองทัพอาชีพในศตวรรษที่ 21 ได้แก่

ประการแรก การตั้งฐานยิงหรือซุกซ่อนอาวุธในพื้นที่พลเรือน เช่น บ้านเรือนประชาชน หรือการใช้โครงสร้างพลเรือนเป็นฉากกำบังทางทหาร ซึ่งเข้าข่ายการละเมิดหลักการแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือนอย่างชัดเจน

ประการที่สอง การนำผู้หญิงและพลเรือนเข้าไปอยู่ในพื้นที่การรบหรือแนวปะทะร่วมกับกำลังติดอาวุธ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ย่อมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตพลเรือน และสะท้อนแนวคิดที่ใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือทางยุทธวิธี มากกว่าการคุ้มครองชีวิตตามหลักมนุษยธรรม

ประการที่สาม การแอบวางระเบิดหรือใช้อาวุธลักษณะก่อกวนในพื้นที่ที่ไม่ใช่สนามรบชัดเจน เป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และลดทอนความชอบธรรมของข้ออ้างด้านการป้องกันตนเองอย่างมีนัยสำคัญ

ประการที่สี่ การใช้พลเรือนเป็นเครื่องมือยั่วยุในพื้นที่พิพาท เพื่อสร้างเงื่อนไขทางการเมืองหรือกฎหมายในภายหลัง เป็นกลยุทธ์ที่อาจได้ผลในระยะสั้น แต่บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐในระยะยาว

เมื่อพิจารณาภาพรวม พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้การอ้างความชอบธรรมของฝ่ายกัมพูชามีน้ำหนักลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฝ่ายไทย: ความได้เปรียบที่มาพร้อมภาระหนักกว่า

ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายไทยอยู่ในสถานะที่แตกต่าง ไทยเป็นรัฐที่มีความเชื่อมโยงกับประชาคมโลกสูงกว่า มีพันธกรณีระหว่างประเทศมากกว่า และมีสิ่งที่ต้องรักษาบนเวทีสากลมากกว่าคู่ขัดแย้งโดยเปรียบเทียบ

ความได้เปรียบด้านศักยภาพทางทหาร โดยเฉพาะอากาศยานรบ มิได้เป็นเพียงไพ่เหนือกว่าหากเป็นภาระทางศีลธรรมและการเมืองที่หนักกว่า ไทยไม่อาจใช้มาตรฐานเดียวกับคู่ขัดแย้งที่ไม่ยึดถือบรรทัดฐานเดียวกันได้ เพราะต้นทุนทางความชอบธรรมของไทยสูงกว่า และความเสียหายต่อภาพลักษณ์จะย้อนกลับมาหาไทยโดยตรง

จากการสังเกตเชิงหลักฐาน การปฏิบัติการของไทยพยายามอธิบายตนเองในกรอบการป้องกันตนเอง การเลือกเป้าหมายทางทหาร และการหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อพลเรือน แม้จะไม่อาจสมบูรณ์แบบ แต่ทิศทางโดยรวมสะท้อนความพยายามเล่นตามกติกามากกว่าการตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือการเอาคืนแบบไร้ขอบเขต


ต่อยกับมวยวัด”: อุปมาที่ต้องใช้ด้วยสติ

คำเปรียบว่าต่อยกับมวยวัด จงอย่าบุ่มบ่ามหากใช้โดยขาดการขัดเกลา ย่อมกลายเป็นการด้อยค่าอีกฝ่ายและเปิดช่องให้อคติครอบงำ แต่หากตีความอย่างมีสติ อุปมานี้มิได้หมายถึงการดูถูก หากหมายถึงความแตกต่างของกติกาและวัฒนธรรมการต่อสู้

มวยอาชีพถูกกำกับด้วยกติกา ผู้ตัดสิน และสายตาสาธารณะ ส่วนมวยวัดอาจไม่มีกรอบเดียวกัน เมื่อผู้เล่นอยู่ในสนามเดียวกัน ฝ่ายที่มีกติกามากกว่า ย่อมต้องระวังมากกว่า ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่เพราะมีสิ่งที่ต้องรักษามากกว่า

ในความหมายนี้ ไทยควรชนะโดยไม่ลดระดับตนเองและไม่ปล่อยให้การยั่วยุหรือพฤติกรรมที่อยู่นอกกติกา ดึงไทยออกจากหลักการที่ตนเองยึดถือ


ข้อคิดต่อรัฐบาล กองทัพ และพลเมืองไทย

ต่อรัฐบาลไทย การสื่อสารต้องหนักแน่นบนหลักฐาน ไม่ใช่อารมณ์ ยิ่งฝ่ายตรงข้ามละเมิดหลักการมากเท่าใด ไทยยิ่งต้องแสดงความเป็นรัฐที่รับผิดชอบมากเท่านั้น

ต่อกองทัพไทย ความได้เปรียบต้องถูกใช้เพื่อจำกัดความรุนแรง ไม่ใช่ขยายมัน ความสำเร็จที่แท้จริงคือการยุติภัยคุกคามโดยไม่สร้างบาดแผลใหม่ทางมนุษยธรรม

ต่อพลเมืองไทย การเข้าข้างประเทศของตนไม่จำเป็นต้องหลับตา การตั้งคำถาม ตรวจสอบ และเรียกร้องให้รัฐยืนอยู่บนหลักการ คือรูปแบบหนึ่งของความรักชาติที่มีวุฒิภาวะ


บทสรุป: จงชนะอย่างมีศักดิ์ศรี

การเลือกข้างไทยในความขัดแย้งครั้งนี้ เป็นการเลือกข้างบนฐานหลักฐาน มิใช่อารมณ์ และเป็นการเลือกที่มาพร้อมข้อเรียกร้องให้ไทยดีกว่าคู่ขัดแย้ง ไม่ใช่เหมือนกัน การชนะที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการได้เปรียบทางทหาร แต่คือการรักษาศักดิ์ศรี ความชอบธรรม และมนุษยธรรมไว้ได้พร้อมกันแม้ต้องต่อสู้กับฝ่ายที่ไม่เล่นตามกติกาเดียวกัน

โพสต์ล่าสุด

ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ Kevin Warsh มีดีอะไร และจะพาอนาคตการเงินโลกไปทางไหน?

Kevin Warsh: ชายผู้เชื่อมโลกการเงินกับการเมือง – ทำไมเขาถึงเป็นตัวเลือกของ Trump และหมายความว่าอย่างไรกับอนาคตเศรษฐกิจโลก ในยุคที่การเงินสหร...

Popular Posts