ฉากทัศน์ Endgame ของทรัมพ์ต่ออิหร่าน และการตอบสนองของจีน
เมื่อคำขู่ถูกยืดเวลาออกไปหลายรอบ หลายคนตีความว่าเป็นความลังเล แต่ในทางยุทธศาสตร์ มันอาจเป็นการซื้อเวลาสำหรับการจัดวางกำลัง การกดดันทางจิตวิทยา และการเตรียมทางเลือกหลายชั้นพร้อมกัน เป้าหมายของทรัมพ์จึงอาจไม่ได้มีเพียง “ยิงให้หนัก” หากแต่อยู่ที่การสร้างจุดที่ฝ่ายตรงข้ามต้องยอมถอยในเงื่อนไขที่วอชิงตันกำหนดเอง
ภาพรวมที่ควรมองให้ขาด
หากพิจารณาจากน้ำเสียงและจังหวะการเคลื่อนไหวของทรัมพ์ ภาพที่ชัดที่สุดไม่ใช่ภาพของนักการทูตสายประนีประนอม แต่ก็ยังไม่ใช่ภาพของผู้นำที่อยากยึดครองอิหร่านแบบอิรักในอดีตเช่นกัน สิ่งที่เห็นมากกว่า คือความพยายามสร้าง “อำนาจบีบบังคับ” ให้สูงพอจนอีกฝ่ายต้องเลือกระหว่างการถอยอย่างมีแผล หรือการสู้ต่อโดยเสียหายหนักกว่าเดิม
ตรงนี้ทำให้ endgame ของทรัมพ์อาจแตกออกได้เป็นหลายฉากทัศน์ และแต่ละฉากทัศน์ก็ให้ผลต่อจีนไม่เหมือนกันเลย เพราะสำหรับปักกิ่ง สิ่งที่สำคัญไม่ได้มีแค่การเมือง แต่รวมถึงเส้นทางพลังงาน ความมั่นคงของช่องแคบฮอร์มุซ เสถียรภาพของราคาโลก และภาพลักษณ์ของจีนในฐานะมหาอำนาจที่อ้างว่าตนเองเป็น “ผู้สร้างสันติ” มากกว่าผู้จุดชนวน
ฉากทัศน์ที่หนึ่ง: บีบให้ยอมแบบไม่ล้มระบอบทันที
นี่น่าจะเป็นฉากทัศน์ที่มีเหตุผลทางการเมืองมากที่สุดสำหรับทรัมพ์ เขาอาจต้องการทำให้อิหร่านอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ทั้งในด้านขีดความสามารถทางทหาร เครือข่ายกำลังตัวแทน ความสามารถในการคุกคามการเดินเรือ และความมั่นใจของชนชั้นนำ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องส่งกองกำลังภาคพื้นดินขนาดใหญ่เข้าไปแบกรับภาระเปลี่ยนระบอบด้วยตัวเอง
ในฉากทัศน์นี้ การโจมตีจะมุ่งสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างที่สำคัญพอจะทำให้อิหร่านต้องคำนวณใหม่ว่า “สู้ต่อไปคุ้มไหม” จากนั้นจึงเปิดทางให้ดีลการหยุดยิงหรือข้อตกลงใหม่เกิดขึ้นจากฐานอำนาจที่สหรัฐมองว่าตนเองเหนือกว่า จุดหมายไม่ใช่การครอบครองเตหะราน แต่เป็นการบังคับให้เตหะรานยอมอยู่ในกรอบที่แคบลง
ฉากทัศน์ที่สอง: ทำให้ระบอบอ่อนจนแรงสั่นสะเทือนภายในทำงานเอง
อีกทางหนึ่ง ทรัมพ์อาจไม่ได้คาดหวังว่ากองทัพสหรัฐจะเป็นผู้โค่นระบบการปกครองโดยตรง แต่หวังว่าการตัดหัวใจเชิงอำนาจของรัฐอิหร่าน ทั้งผู้นำทหาร โครงสร้างควบคุมบางส่วน และทรัพยากรยุทธศาสตร์ จะทำให้แรงกดดันภายในระเบิดตัวเองในระยะต่อมา กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ สหรัฐทำหน้าที่ “ทำให้ระบอบอ่อน” แล้วปล่อยให้ความเปราะบางภายในขยายผลต่อ
ฉากทัศน์นี้ให้ผลล่อใจทางการเมือง เพราะมันเปิดโอกาสให้วอชิงตันประกาศชัยชนะได้โดยไม่ต้องรับภาระยึดครอง แต่ความเสี่ยงก็สูงมากเช่นกัน เพราะการอ่อนตัวของรัฐไม่ได้แปลว่าจะเกิดระเบียบเสรีนิยมขึ้นอัตโนมัติ มันอาจนำไปสู่สุญญากาศ อำนาจแตกเป็นก๊ก การแก้แค้นภายใน และคลื่นกระแทกทางภูมิภาคที่คุมยากกว่าเดิม
ฉากทัศน์ที่สาม: เดินไปสู่สงครามกว้างกว่าที่ตั้งใจ
แม้จะไม่ใช่ endgame ที่ทรัมพ์น่าจะอยากได้ แต่ก็เป็น endgame ที่อาจเกิดขึ้นได้จากพลวัตของสงครามเอง ถ้าการตอบโต้ของอิหร่านยังสามารถสร้างความเสียหายแก่กองกำลังอเมริกัน โครงสร้างพื้นฐานในอ่าว หรือเส้นทางเดินเรือสำคัญ จนทำให้วอชิงตันเห็นว่าการ “ตีเพิ่มอีกนิด” ไม่พอแล้ว สถานการณ์อาจไหลไปสู่การทำลายโครงสร้างรัฐในระดับที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดลงที่ชัดเจน
ปัญหาของฉากทัศน์นี้คือ เมื่อความคาดหวังสาธารณะถูกยกขึ้นด้วยถ้อยคำแข็งกร้าว ผู้นำย่อมถอยยากขึ้น และเมื่อถอยยาก การไต่ระดับย่อมมีแรงเฉื่อยในตัวเอง นี่คือความเสี่ยงที่สงครามซึ่งเริ่มจาก “การบีบให้อีกฝ่ายยอม” อาจกลายเป็น “การลากตัวเองเข้าสู่ภาระที่ไม่อยากแบก”
ฉากทัศน์ที่สี่: หยุดเมื่อประกาศว่าบรรลุวัตถุประสงค์หลักแล้ว
ทรัมพ์อาจเลือกทางที่สั้นที่สุดในเชิงการเมืองภายในประเทศ นั่นคือ เมื่อเห็นว่าสามารถประกาศได้ว่าโครงการนิวเคลียร์ โครงสร้างการรบ หรือศักยภาพคุกคามช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านถูกทำให้เสียหายอย่างมีนัยสำคัญ ก็ประกาศว่าปฏิบัติการบรรลุผลแล้วและเปิดทางลงจากสงครามโดยเร็ว วิธีนี้สอดคล้องกับสัญชาตญาณทางการเมืองของทรัมพ์ที่ชอบภาพ “ชัยชนะรวดเร็ว” มากกว่าการแบกต้นทุนระยะยาว
อย่างไรก็ดี ความสำเร็จที่ประกาศได้ กับความสำเร็จที่ยั่งยืน อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ถ้าอิหร่านยังคงขีดความสามารถกระจัดกระจายไว้ได้ หรือกลับมาใช้สงครามแบบตัวแทนและการรบกวนทางทะเลต่อเนื่อง ชัยชนะเชิงวาทกรรมก็อาจกลายเป็นเพียงการพักฉากหนึ่งของความขัดแย้งเท่านั้น
แล้วจีนจะตอบสนองอย่างไร
สำหรับจีน คำตอบหลักไม่ใช่การกระโจนเข้าปะทะอเมริกาโดยตรง ปักกิ่งไม่น่าจะเลือกทางนั้น เพราะต้นทุนสูงเกินจำเป็น และไม่สอดคล้องกับแบบแผนการใช้อำนาจของตน จีนจึงมีแนวโน้มตอบสนองเป็นชั้น ๆ มากกว่า คือพูดแรงทางการทูต ต่อต้านการใช้กำลังที่ทำให้ภูมิภาคปั่นป่วน ผลักดันการหยุดยิง เร่งประสานกับประเทศรอบอ่าว และพยายามยึดพื้นที่ทางศีลธรรมว่า “จีนคือฝ่ายที่ยังพูดเรื่องสันติภาพ”
การเคลื่อนไหวเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากอุดมคติล้วน ๆ แต่เกิดจากผลประโยชน์ที่จับต้องได้ด้วย จีนยังต้องการเสถียรภาพของพลังงาน การเดินเรือ และราคาตลาดโลก หากช่องแคบฮอร์มุซปั่นป่วนยาว เศรษฐกิจจีนย่อมรับแรงกระแทกทั้งทางต้นทุนพลังงาน การส่งออก และความเชื่อมั่นของตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การตอบสนองของจีนในเชิงปฏิบัติ
ชั้นแรก จีนจะเร่งบทบาทการทูตให้มองเห็นได้ชัดขึ้น ทั้งผ่านรัฐมนตรีต่างประเทศ ผู้แทนพิเศษ และการประสานกับประเทศอย่างปากีสถาน รัฐอาหรับในอ่าว ยุโรป และเวทีสหประชาชาติ จุดมุ่งหมายคือสร้างแรงกดดันให้ “การหยุดยิงและการเจรจา” กลายเป็นภาษาหลักของระเบียบระหว่างประเทศ แทนที่จะปล่อยให้ภาษาของการบังคับด้วยกำลังเป็นฝ่ายชนะเพียงลำพัง
ชั้นที่สอง จีนจะไม่อยากให้ภาพออกมาว่าตนทอดทิ้งอิหร่าน แต่ก็จะระวังอย่างมากไม่ให้ตนเองถูกดึงเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับสหรัฐ ดังนั้นความช่วยเหลือที่เป็นไปได้จึงมักอยู่ในรูปการค้ำจุนทางการเมือง การสนับสนุนจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ การคงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระดับที่ทำได้ และการช่วยประคองไม่ให้ระบบภูมิภาคแตกหักรุนแรงกว่าเดิม
ชั้นที่สาม จีนจะใช้วิกฤตนี้เป็นเวทีโฆษณาอำนาจเชิงเรื่องเล่า ว่ามหาอำนาจแบบอเมริกานำไปสู่ไฟสงคราม ขณะที่จีนเสนอเสถียรภาพ การเจรจา และการคุ้มครองทางเดินเรือ นี่คือการแข่งขันกันที่ไม่ได้มีแค่เรื่องอิหร่าน แต่เป็นการแข่งขันว่าโลกจะเชื่อใครมากกว่ากันในฐานะผู้ดูแลระเบียบโลกที่กำลังแตกร้าว
ถ้าทรัมพ์เดินเกมแรงขึ้น จีนจะทำอะไรเพิ่ม
ถ้าสหรัฐเดินไปไกลถึงระดับที่คุกคามการอยู่รอดของรัฐอิหร่านจริง จีนอาจเพิ่มความแข็งขึ้นอีกระดับในทางการทูต อาจประสานกับรัสเซียมากขึ้นในเวทีสหประชาชาติ กดดันไม่ให้เกิดการรับรองทางการเมืองต่อสงครามที่ขยายวง และใช้ภาษาว่าการโจมตีดังกล่าวบ่อนทำลายกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง แต่ถึงกระนั้น จีนก็ยังน่าจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารตรง ๆ อยู่ดี เพราะนั่นจะเปิดแนวรบที่ปักกิ่งยังไม่จำเป็นต้องเปิด
ในอีกด้านหนึ่ง หากทรัมพ์หยุดที่การทำลายขีดความสามารถบางส่วนแล้วรีบลงจากบันได จีนก็จะเร่งเข้าไปเติมพื้นที่หลังสงครามทันที ทั้งในฐานะคนกลาง ผู้ประสานผลประโยชน์ และผู้เสนอภาพว่าจีนต่างหากที่ช่วยปิดฉากวิกฤตอย่างมีความรับผิดชอบ นี่คือเกมระยะยาวที่จีนถนัดกว่า เพราะจีนมักยอมเสียความโดดเด่นในช่วงเปิดฉาก เพื่อเก็บผลทางการเมืองในช่วงจัดระเบียบหลังแรงปะทะ
บทสรุป
ถ้าต้องเดา endgame ของทรัมพ์จากสัญญาณทั้งหมด ฉากที่น่าเป็นไปได้ที่สุดยังคงเป็นการบีบให้อิหร่านยอมถอยเชิงยุทธศาสตร์ โดยไม่ต้องแบกภาระยึดครองเต็มรูปแบบ เขาอาจต้องการชัยชนะที่ประกาศขายได้ในบ้าน และใช้ต่อรองได้ในต่างประเทศ มากกว่าฉากสงครามยาวที่กลืนกินทั้งทรัพยากร เวลา และคะแนนนิยม
ส่วนจีนจะตอบด้วยตรรกะของมหาอำนาจอีกแบบหนึ่ง คือไม่แข่งกับอเมริกาด้วยการเปิดแนวรบตรง แต่แข่งด้วยการยึดพื้นที่การทูต พื้นที่ทางศีลธรรม และพื้นที่หลังสงคราม หากอเมริกาอยากเป็นค้อน จีนก็จะพยายามเป็นมือที่เก็บเศษโลกที่แตกจากการทุบ แล้วใช้ชิ้นส่วนนั้นประกอบเป็นเรื่องเล่าชุดใหม่ว่าระเบียบโลกควรเดินไปทางไหน
เสรีภาพคือของขวัญอันล้ำค่าของมวลมนุษยชาติ สงครามคืออาการของการทำของขวัญหล่นหาย
