พฤติกรรมของรัฐบาลอิสราเอล: วิพากษ์วิจารณ์และข้อแย้งจากภัยคุกคามรอบด้าน

พฤติกรรมของรัฐบาลอิสราเอล: วิพากษ์วิจารณ์และข้อแย้งจากภัยคุกคามรอบด้าน

พฤติกรรมของรัฐบาลอิสราเอล: วิพากษ์วิจารณ์และข้อแย้งจากภัยคุกคามรอบด้าน

รัฐบาลอิสราเอลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและสหประชาชาติในหลายประเด็น โดยเฉพาะการขยายการตั้งถิ่นฐาน การใช้กำลังในกาซาและเวสต์แบงก์ และการบุกครองพื้นที่รอบข้าง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลโต้แย้งว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการป้องกันตัวจากภัยคุกคามที่มีอยู่จริงและชัดเจน โดยเฉพาะจากกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และเหตุการณ์โจมตีครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นจริง

1. การขยายการตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์และการผนวกดินแดนโดยพฤตินัย

ข้อวิพากษ์วิจารณ์หลัก
การตั้งถิ่นฐานชาวยิวในเวสต์แบงก์และ East Jerusalem ถูกมองว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาที่ 4 (ห้ามย้ายประชากรเข้าไปในดินแดนยึดครอง) มี settlements กว่า 330 แห่ง ชาวยิวเกือบ 750,000 คน (2025) ICJ ปี 2024 ตัดสินว่าการครอบครอง OPT ผิดกฎหมาย และต้องยุติการตั้งถิ่นฐานทันที UN ระบุว่าเป็น de facto annexation และอาจนำไปสู่ ethnic cleansing ในบางพื้นที่

ข้อแย้งจากอิสราเอล
พื้นที่เหล่านี้ (Judea และ Samaria) มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศาสนาต่อชาวยิว การควบคุมพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์จำเป็นเพื่อป้องกันการโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธที่ล้อมรอบ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 ที่แสดงให้เห็นว่าหากไม่ควบคุมพื้นที่ การโจมตีอาจเกิดซ้ำได้ง่าย

2. การใช้กำลังในกาซาและเวสต์แบงก์

ข้อวิพากษ์วิจารณ์หลัก
สงครามกาซา 2023–2025 ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 70,000–80,000 คน (ส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรี) บาดเจ็บกว่า 170,000 คน พลัดถิ่นเกือบทั้งหมด Amnesty และ HRW กล่าวหาว่าเป็น genocide และสร้างเงื่อนไขทำลายล้างทางกายภาพ (ปิดกั้นอาหาร น้ำ ยา ทำลายโรงพยาบาล) ในเวสต์แบงก์ มีการสังหารกว่า 900 คน (รวมเด็ก 183 คน) และระบบกฎหมายคู่ขนานถูกเรียกว่า apartheid

ข้อแย้งจากอิสราเอล – ภัยจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023
การโจมตีครั้งใหญ่ของฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 เป็นจุดเปลี่ยน: นักรบกว่า 1,500 คนบุกทะลักทางบก ทะเล และอากาศ (รวม paragliders) ยิงจรวดกว่า 2,200 ลูกใน 20 นาที สังหารผู้คน 1,219 คน (รวมเด็ก ทารก และผู้สูงอายุ) จับตัวประกัน 251 คน ถือเป็นการสังหารหมู่ชาวยิวที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ Holocaust อิสราเอลอ้างว่าต้องกำจัดฮามาสให้สิ้นซากเพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำ และฮามาสใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ สร้างอุโมงค์ใต้โรงพยาบาล ทำให้การสูญเสียพลเรือนเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจแต่จำเป็น

3. การโจมตีจากอิหร่านและภัยคุกคามรอบด้าน

ภัยที่ชัดเจนและน่ากลัวจากฝั่งอิสราเอล
อิหร่านโจมตีอิสราเอลโดยตรงสองครั้งใหญ่:
• เมษายน 2024: ยิงโดรน 170 ลูก ขีปนาวุธ cruise 30 ลูก และ ballistic 120 ลูก มุ่งถล่มทั่วประเทศ
• ตุลาคม 2024: ยิง ballistic กว่า 200 ลูก (ใหญ่กว่าครั้งก่อนเกือบสองเท่า) ตั้งใจสร้างความเสียหายรุนแรง
คำขู่จากผู้นำอิหร่าน เช่น “ลบอิสราเอลออกจากแผนที่” และการประกาศสงครามศักดิ์สิทธิ์ ทำให้อิสราเอลรู้สึกถูกโอบล้อมด้วย “แนวรบหลายด้าน” — เฮซบอลเลาะห์จากเหนือ ฮามาสจากใต้ ฮูติจากทะเลแดง และฐานในซีเรีย/อิรัก — ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงและน่ากลัวต่อการอยู่รอดของชาติทั้งหมด

ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เกี่ยวข้อง
การบุกเลบานอน (2024–2025) และการโจมตีซีเรีย ทำให้เกิดผู้เสียชีวิตและวิกฤตผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ถูกมองว่าเป็นการรุกรานเกินกว่าเหตุป้องกันตัว

สรุป

ความขัดแย้งอิสราเอล–ปาเลสไตน์และอิหร่านมีรากเหง้าซับซ้อน ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่ากระทำเพื่อป้องกันตัว องค์กรสากลหลายแห่งชี้ว่าพฤติกรรมของอิสราเอล (โดยเฉพาะ settlements และการใช้กำลังที่ทำให้พลเรือนเสียชีวิตสูง) มีส่วนทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อและยากที่จะแก้ตัว ในขณะที่อิสราเอลยืนยันว่าภัยคุกคามจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 และการถล่มจากอิหร่านเป็นภัยจริงที่คุกคามการอยู่รอดของชาติทั้งหมด การหาทางออกที่ยั่งยืนจึงต้องอาศัยการเจรจา ความเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และการลดความเกลียดชังจากทุกฝ่าย

ข้อมูลอ้างอิงจากรายงาน UN, ICJ, Amnesty International, HRW, B'Tselem และเหตุการณ์ที่ได้รับการบันทึกอย่างกว้างขวาง
เขียนเพื่อการทำความเข้าใจทั้งสองมุมมอง — มีนาคม 2026

พฤติกรรมของรัฐบาลอิหร่านที่ทำให้ยากต่อการแก้ตัวต่อการกระทำของอิสราเอลและสหรัฐฯ

พฤติกรรมของรัฐบาลอิหร่านที่ทำให้ยากต่อการแก้ตัวต่อการกระทำของอิสราเอลและสหรัฐฯ

พฤติกรรมของรัฐบาลอิหร่านตลอดเกือบ 50 ปี ที่ทำให้ยากที่จะแก้ตัวหรือโต้แย้งต่อการกระทำของอิสราเอลและสหรัฐฯ

รัฐบาลอิหร่านภายใต้ระบอบอิสลามตั้งแต่ปี 1979 ได้แสดงพฤติกรรมหลายประการที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศถูกมองในแง่ลบจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา พฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเหตุผลในการตอบโต้ทางทหาร แต่ยังทำให้ยากที่จะปกป้องหรืออ้างว่าอิหร่านเป็นเพียง "เหยื่อ" ที่ถูกรุกรานอย่างไม่เป็นธรรม

1. การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายและพร็อกซีอย่างกว้างขวาง

สหรัฐฯ จัดให้อิหร่านเป็น "รัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้ายหลัก" (State Sponsor of Terrorism) ตั้งแต่ปี 1984 โดยใช้ IRGC และกองกำลัง Quds Force สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ เพื่อขยายอิทธิพลและโจมตีศัตรูทางอ้อม

  • เฮซบอลเลาะห์ (Hezbollah) – ก่อตั้งด้วยการสนับสนุนจากอิหร่านปี 1982 รับผิดชอบการระเบิดฐานทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่เบรุตปี 1983 (สังหารทหารอเมริกัน 241 นาย) และการโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ อิหร่านให้เงินทุนปีละกว่า 700 ล้านดอลลาร์ พร้อมจรวดและอาวุธขั้นสูง
  • ฮามาสและกลุ่มปาเลสไตน์อื่น ๆ – อิหร่านจัดหาจรวด การฝึก และเงินทุน ซึ่งนำไปสู่การโจมตีครั้งใหญ่เมื่อ 7 ตุลาคม 2023 สังหารชาวอิสราเอลกว่า 1,200 คน
  • ฮูติในเยเมน และมิลิเชียในอิรัก/ซีเรีย – สนับสนุนโดรนและขีปนาวุธให้โจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง ฐานทัพสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย กลุ่มเหล่านี้สังหารทหารอเมริกันหลายร้อยนายตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา
ตั้งแต่ตุลาคม 2023 เป็นต้นมา กลุ่มพร็อกซีของอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางกว่า 180 ครั้ง ส่งผลให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

2. โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่ละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศ

อิหร่านพัฒนาโครงการนิวเคลียร์แบบลับ ๆ และเพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินขีดจำกัด ทำให้ถูกสงสัยว่ามุ่งผลิตอาวุธนิวเคลียร์

  • ปี 2002 เปิดโปงฐานลับ นำไปสู่การตรวจสอบของ IAEA และมติ UNSC
  • หลังสหรัฐฯ ถอนตัวจาก JCPOA ปี 2018 อิหร่านละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก
  • ปี 2025 IAEA ประกาศว่าอิหร่านละเมิดพันธกรณีไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรกในรอบ 20 ปี
  • พัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลและยิงโจมตีอิสราเอลโดยตรงหลายครั้ง (เช่น เมษายนและตุลาคม 2024)

3. การโจมตีทางตรงและเหตุการณ์สำคัญอื่น ๆ

  • วิกฤตตัวประกันปี 1979 – จับชาวอเมริกัน 52 คน 444 วัน
  • การยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรักปี 2020 หลังการสังหารนายพลโซไลมานี
  • การวางแผนลอบสังหารเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รวมถึงอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ (ตามข้อกล่าวหา)

4. การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการปราบปรามภายในประเทศ

รัฐบาลอิหร่านปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง ประหารชีวิตนักโทษการเมือง และกดขี่กลุ่มชาติพันธุ์/ศาสนา ทำให้ยากที่จะอ้างตัวเป็นเหยื่อที่บริสุทธิ์

“แม้จะมีข้อโต้แย้งว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลเคยรุกรานอิหร่านมาก่อน แต่พฤติกรรมเชิงรุกและการส่งออกความรุนแรงของรัฐบาลอิหร่านในช่วงเกือบ 5 ทศวรรษ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศอยู่ในตำแหน่งที่ยากจะปกป้องอย่างเต็มที่”

สรุปแล้ว แม้ความขัดแย้งจะมีรากเหง้าทั้งสองฝ่าย แต่หลักฐานจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าอิหร่านมีส่วนสำคัญในการยั่วยุและขยายความรุนแรง ทำให้การตอบโต้จากอิสราเอลและสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นการป้องกันตัวมากกว่าการรุกรานโดยไร้เหตุผล

ข้อมูลอ้างอิงจากรายงานสากลและเหตุการณ์ที่ได้รับการบันทึกไว้อย่างกว้างขวาง
เขียนเพื่อการอภิปรายและทำความเข้าใจ ไม่ใช่การสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง — มีนาคม 2026

เมื่อความมืดดำครองแผ่นดิน พลังประชาชนต้องพาชาติพ้นภัย

คันฉ่องส่องไทย | บทความร้อยแก้วเพื่อการตื่นรู้

เมื่อความมืดดำครองแผ่นดิน
พลังประชาชนต้องพาชาติพ้นภัย

บทความร้อยแก้วว่าด้วยอำนาจอธรรม ความตื่นรู้ของประชาชน และภารกิจในการกอบกู้ชาติจากความมืด

ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่มีสังคมใดที่ความมืดดำสามารถครองแผ่นดินได้ตลอดไป อำนาจที่ตั้งอยู่บนความอยุติธรรม การหลอกลวง หรือการกดขี่ อาจยืนหยัดได้ชั่วระยะหนึ่ง แต่ไม่เคยยืนยาวตลอดกาล เพราะรากฐานของมันไม่ได้อยู่บนความชอบธรรม หากแต่อยู่บนความกลัว ความเงียบงัน และความสับสนของผู้คน

ความมืดดำในสังคมไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีผู้กุมอำนาจที่ไม่ชอบธรรมเท่านั้น หากเกิดขึ้นเพราะสังคมจำนวนมากยังไม่ตระหนักถึงพลังของตนเอง ประชาชนจำนวนไม่น้อยยอมรับความผิดปกติของระบบ จนความผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ ความอยุติธรรมถูกทำให้ดูเหมือนกฎธรรมชาติ และการกดขี่ถูกนำเสนอราวกับเป็นความจำเป็นของบ้านเมือง

นี่คือวิธีที่ความมืดดำครองแผ่นดิน มันไม่ได้ครองด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่มันครองด้วยการทำให้ผู้คนเชื่อว่าตนเองไร้พลัง ทำให้คนจำนวนมากค่อย ๆ ลดความคาดหวังต่อความยุติธรรมลงทีละน้อย จนในที่สุดสิ่งที่ไม่ควรถูกยอมรับกลับถูกยอมรับอย่างจำนน และสิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามกลับถูกปล่อยผ่านราวกับไม่มีทางเลือกอื่น

อำนาจอธรรมแข็งแรงได้ ก็เพราะประชาชนจำนวนมากถูกทำให้เชื่อว่าตนไม่มีพลังพอจะเปลี่ยนแปลงอะไร

เมื่อประชาชนเชื่อว่าตนเองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เมื่อความกลัวทำให้คนเงียบ เมื่อความสิ้นหวังทำให้คนถอยห่างจากพื้นที่สาธารณะ นั่นคือช่วงเวลาที่อำนาจอธรรมแข็งแกร่งที่สุด เพราะระบอบที่ไม่เป็นธรรมไม่จำเป็นต้องชนะทุกคน แค่มันทำให้คนดี คนรู้ และคนทุกข์จำนวนมากหยุดเชื่อในพลังของตนเองได้ มันก็ครองแผ่นดินต่อไปได้อีกนาน

แต่ในขณะเดียวกัน ประวัติศาสตร์ก็สอนบทเรียนสำคัญอีกด้านหนึ่งเช่นกัน ทุกครั้งที่สังคมตกอยู่ในความมืดดำ ความหวังของชาติไม่เคยอยู่ในมือของชนชั้นนำเพียงกลุ่มเดียว หากอยู่ในพลังของประชาชนทั้งประเทศ ชาติไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้เพราะคนเพียงไม่กี่คนบนยอดพีระมิดอำนาจ หากอยู่ได้เพราะผู้คนหลายล้านชีวิตที่ร่วมกันทำงาน สร้างเศรษฐกิจ หล่อเลี้ยงสังคม ถ่ายทอดวัฒนธรรม และแบกรับอนาคตของบ้านเมืองเอาไว้ทุกวัน

ประชาชนจึงไม่ใช่เพียงผู้ถูกปกครอง แต่คือพลังหลักของชาติอย่างแท้จริง เมื่อประชาชนตื่นรู้ ความสมดุลของอำนาจจะเปลี่ยนทันที อำนาจที่เคยดูยิ่งใหญ่จะเริ่มเปราะบาง โครงสร้างที่เคยดูมั่นคงจะเริ่มสั่นคลอน และคำอธิบายทั้งหลายที่เคยใช้ปกปิดความอยุติธรรมจะเริ่มหมดมนตร์ขลังลงทีละชั้น

เหตุผลก็เพราะอำนาจที่แท้จริงในสังคมไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง เครื่องแบบ หรือพิธีกรรมของอำนาจเท่านั้น แต่อยู่ที่ความยินยอมของประชาชน อำนาจทุกแบบที่ดำรงอยู่ในสังคม ไม่ว่าจะแข็งกร้าวเพียงใด ล้วนต้องอาศัยการยอมรับ การเชื่อฟัง หรืออย่างน้อยที่สุดก็การไม่ต่อต้านจากประชาชนในระดับหนึ่งเสมอ เมื่อประชาชนเริ่มเข้าใจความจริงข้อนี้ และเริ่มถอนความยินยอมจากความอยุติธรรม ระบอบที่ไม่เป็นธรรมก็ย่อมไม่อาจยืนอยู่ได้ดังเดิม

แสงสว่างของชาติไม่ได้เริ่มจากวังวนของอำนาจ แต่มักเริ่มจากจิตสำนึกของประชาชนที่เลิกยอมจำนน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความโกรธ ความเจ็บปวด หรือความสิ้นหวังเพียงลำพัง ความโกรธอาจปลุกให้ผู้คนลุกขึ้นได้ แต่หากขาดสติและปัญญา มันก็อาจพาผู้คนไปสู่ความปั่นป่วนที่ไร้ทิศทาง การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจึงต้องเกิดจากประชาชนที่มีทั้งความกล้าหาญ ความรู้เท่าทัน และวินัยทางความคิด

ความกล้าหาญเพียงอย่างเดียวอาจนำไปสู่การปะทะที่สูญเปล่า ปัญญาเพียงอย่างเดียวอาจกลายเป็นเพียงการวิเคราะห์ที่ไม่เคยขยับโลกจริง แต่เมื่อความกล้าหาญและปัญญามารวมกัน ประชาชนจะกลายเป็นพลังทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีระบอบใดควรมองข้าม พลังเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากเสียงตะโกนดังที่สุด หากเกิดจากการที่ผู้คนจำนวนมากเริ่มเห็นความจริงตรงกัน เข้าใจปัญหาในระดับโครงสร้าง และตัดสินใจร่วมกันว่าจะไม่ปล่อยให้บ้านเมืองจมอยู่ในความมืดต่อไป

นี่เองคือจุดเปลี่ยนของทุกสังคมที่เคยฟื้นตัวจากอำนาจอธรรม ไม่ใช่เพราะความมืดใจดีขึ้น แต่เพราะประชาชนเลิกมอบอำนาจทางศีลธรรมให้กับความมืด ไม่ใช่เพราะผู้กดขี่ยอมถอยเอง แต่เพราะประชาชนค่อย ๆ สร้างพลังทางสติปัญญา พลังทางสังคม และพลังทางจริยธรรมขึ้นมาจนความอยุติธรรมไม่อาจอ้างความ正当ของตนต่อไปได้

เมื่อบ้านเมืองเผชิญกับความมืดดำ สิ่งที่สังคมต้องการที่สุดจึงไม่ใช่เพียงผู้ปกครองคนใหม่ หรือการเปลี่ยนชื่อคนบนยอดอำนาจเท่านั้น หากแต่ต้องการประชาชนที่เข้าใจบทบาทของตนเองในฐานะเจ้าของประเทศ ต้องการพลเมืองที่ไม่หลงลืมว่าชาติเป็นของประชาชนทั้งชาติ ไม่ใช่ของเครือข่ายอำนาจใดเครือข่ายหนึ่ง และไม่ใช่ของผู้ใดที่ตั้งตนอยู่เหนือความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ชะตาของชาติไม่ได้ถูกกำหนดโดยคนเพียงไม่กี่คน หากถูกกำหนดโดยระดับจิตสำนึกของประชาชนทั้งประเทศ หากประชาชนยอมจำนน ความมืดก็จะปกคลุมแผ่นดินต่อไป หากประชาชนมองไม่เห็นพลังของตนเอง บ้านเมืองก็จะวนเวียนอยู่ในวงจรของความกลัว การกดขี่ และการหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หากประชาชนตื่นขึ้น เห็นปัญหาตามจริง และร่วมกันยืนหยัดอย่างมีปัญญา ความมืดทั้งปวงก็ไม่อาจต้านแสงสว่างได้ตลอดไป

ดังนั้น ในทุกยุคทุกสมัย เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่วิกฤตของความยุติธรรม คำตอบของประวัติศาสตร์จึงไม่เคยเปลี่ยน สิ่งที่จะกอบกู้ชาติไม่ใช่การรอคอยปาฏิหาริย์จากเบื้องบน แต่คือการที่ประชาชนลุกขึ้นทำหน้าที่ของตนเองอย่างรู้เท่าทัน หนักแน่น และไม่ยอมปล่อยอนาคตของบ้านเมืองให้ตกอยู่ในมือของความมืดอีกต่อไป

เมื่อความมืดดำครองแผ่นดิน
พลังประชาชนต้องพาชาติพ้นภัย

ประโยคนี้จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำปลุกใจ หากเป็นหลักความจริงทางประวัติศาสตร์ เป็นคำเตือนทางศีลธรรม และเป็นคำเรียกสติของประชาชนทุกยุคทุกสมัยว่า หากบ้านเมืองกำลังถูกความมืดครอบงำ ผู้ที่จะนำพาชาติให้รอดพ้นย่อมไม่ใช่ความมืดนั้นเอง แต่คือประชาชนผู้ตื่นรู้ ซึ่งมองเห็นว่าหน้าที่ต่อบ้านเมืองไม่อาจผลักไปให้ผู้อื่นได้อีกต่อไป

ยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐอเมริกาในซีกโลกตะวันตก และความหมายต่อระเบียบโลกยุคใหม่

Shield of the Americas

ยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐอเมริกาในซีกโลกตะวันตก และความหมายต่อระเบียบโลกยุคใหม่

บทความวิเคราะห์เชิงภูมิรัฐศาสตร์


บทนำ: เมื่อสหรัฐอเมริกากำลังหันกลับมาจัดระเบียบทวีปของตนเอง

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกเคยเชื่อว่าระบบโลกาภิวัตน์จะทำให้โลกเปิดกว้างมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ เชื่อมโยงกันผ่านการค้า การเงิน และเทคโนโลยี จนเส้นแบ่งของภูมิรัฐศาสตร์ดูเหมือนจะลดความสำคัญลง อย่างไรก็ตาม หลังปี 2020 เป็นต้นมา ภูมิทัศน์ของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มหาอำนาจต่าง ๆ เริ่มหันกลับมามองความมั่นคงของภูมิภาคตนเองมากขึ้น

ในบริบทนี้ สหรัฐอเมริกาเริ่มฟื้นแนวคิดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดแนวคิดหนึ่งของตน นั่นคือความเชื่อว่าซีกโลกตะวันตกควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากการแทรกแซงของมหาอำนาจภายนอก แนวคิดดังกล่าวมีรากฐานมาจากหลักการที่เรียกว่า Monroe Doctrine ซึ่งประกาศครั้งแรกในปี ค.ศ.1823

การประชุมที่เรียกว่า Shield of the Americas Summit ซึ่งมีรัฐมนตรีต่างประเทศ Marco Rubio และรัฐมนตรีความมั่นคงมาตุภูมิ Kristi Noem เข้าร่วม จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีหารือทางการทูตธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังสร้างกรอบความร่วมมือใหม่เพื่อจัดระเบียบความมั่นคงของทวีปอเมริกาในศตวรรษที่ 21


Shield of the Americas คืออะไร

Shield of the Americas สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการควบคุมชายแดนของประเทศในซีกโลกตะวันตก ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา เป้าหมายของกรอบความร่วมมือนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการประชุมหรือการออกแถลงการณ์ หากแต่เป็นความพยายามสร้างระบบความร่วมมือที่สามารถดำเนินการจริงได้ในหลายมิติ

ประการแรก โครงการนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความสามารถของประเทศในลาตินอเมริกาในการปกป้องอธิปไตยของตนเอง โดยเฉพาะการต่อสู้กับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น คาร์เทลยาเสพติด ซึ่งในช่วงหลังสหรัฐอเมริกาได้เริ่มกำหนดให้บางกลุ่มเป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ การกำหนดสถานะเช่นนี้ทำให้สหรัฐสามารถใช้เครื่องมือด้านข่าวกรอง การเงิน และการทหารเพื่อจัดการกับองค์กรเหล่านี้ได้อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น

ประการที่สอง โครงการนี้มีเป้าหมายควบคุมปัญหาการอพยพผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นการเมืองสำคัญภายในสหรัฐอเมริกา แนวคิดของโครงการไม่ได้มองการควบคุมชายแดนเฉพาะที่พรมแดนสหรัฐเท่านั้น แต่พยายามสร้างความร่วมมือกับประเทศต้นทางและประเทศทางผ่าน เพื่อจัดการกับปัญหาตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการอพยพ

ประการที่สาม โครงการนี้มุ่งสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในซีกโลกตะวันตก เพื่อส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกัน และลดการพึ่งพาอิทธิพลของมหาอำนาจภายนอก โดยเฉพาะจีน ซึ่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้ขยายการลงทุนในลาตินอเมริกาอย่างรวดเร็วผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และเหมืองแร่


การกลับมาของ Monroe Doctrine ในศตวรรษที่ 21

เพื่อเข้าใจความหมายเชิงยุทธศาสตร์ของ Shield of the Americas อย่างแท้จริง จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปยังแนวคิดพื้นฐานของนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา Monroe Doctrine ซึ่งประกาศโดยประธานาธิบดี James Monroe ในปี 1823 มีสาระสำคัญว่า มหาอำนาจยุโรปไม่ควรเข้ามาแทรกแซงในซีกโลกตะวันตก

ตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมา หลักการนี้ได้ถูกตีความและปรับใช้ในหลายรูปแบบ แต่สาระสำคัญยังคงเดิม นั่นคือสหรัฐอเมริกามองว่าความมั่นคงของทวีปอเมริกาเป็นผลประโยชน์ยุทธศาสตร์ขั้นพื้นฐานของตน

ในศตวรรษที่ 21 การแข่งขันของมหาอำนาจระหว่างสหรัฐ จีน และรัสเซีย ทำให้แนวคิดนี้กลับมามีความสำคัญอีกครั้ง การขยายตัวของจีนในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะการลงทุนในท่าเรือ โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้สหรัฐเริ่มกังวลว่าภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางยุทธศาสตร์

Shield of the Americas จึงสามารถมองได้ว่าเป็น Monroe Doctrine เวอร์ชันใหม่ ที่ปรับให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบัน


ความเชื่อมโยงกับแนวคิด America First ของทรัมพ์

แม้ว่าการประชุม Shield of the Americas จะเกิดขึ้นในบริบทของรัฐบาลหลายชุด แต่แนวคิดพื้นฐานของโครงการสอดคล้องอย่างมากกับวิสัยทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของ Donald Trump ซึ่งมองว่าสหรัฐอเมริกาควรสร้างฐานอำนาจที่มั่นคงในภูมิภาคของตนก่อนที่จะเข้าไปมีบทบาทในเวทีโลก

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนความเชื่อว่าความมั่นคงของสหรัฐไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระจายกำลังทั่วโลกเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความมั่นคงของภูมิภาคโดยรอบด้วย หากทวีปอเมริกามีเสถียรภาพและความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สหรัฐก็จะมีฐานอำนาจที่มั่นคงที่สุดในระบบโลก

ในมุมมองนี้ Shield of the Americas จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้าง “กลุ่มภูมิภาคของทวีปอเมริกา” ที่มีความร่วมมือทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการควบคุมชายแดน


แล้วประเทศไทยควรกังวลหรือไม่

สำหรับประเทศอย่างประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ในซีกโลกตะวันตกไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจหรือความมั่นคงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของสหรัฐสะท้อนแนวโน้มที่สำคัญของโลก นั่นคือการกลับมาของการจัดระเบียบภูมิภาค

โลกอาจกำลังเคลื่อนจากยุคโลกาภิวัตน์แบบเปิด ไปสู่ยุคที่มหาอำนาจสร้างเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาคของตนมากขึ้น แนวโน้มเช่นนี้อาจทำให้โลกแบ่งออกเป็นกลุ่มภูมิรัฐศาสตร์หลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

สำหรับไทย สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตื่นตระหนกต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาอำนาจ แต่คือการเข้าใจพลวัตของโลกอย่างลึกซึ้ง และวางยุทธศาสตร์ระยะยาวที่สามารถรักษาความสมดุลระหว่างมหาอำนาจต่าง ๆ ได้


บทสรุป

Shield of the Americas เป็นมากกว่าความร่วมมือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค หากแต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบโลก สหรัฐอเมริกากำลังพยายามสร้างระบบความร่วมมือในซีกโลกตะวันตกเพื่อเสริมความมั่นคงของภูมิภาค ควบคุมปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และจำกัดอิทธิพลของมหาอำนาจคู่แข่ง

ในภาพใหญ่ของภูมิรัฐศาสตร์โลก ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความจริงสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่มหาอำนาจจัดระเบียบภูมิภาคของตนใหม่อีกครั้ง และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลต่อโครงสร้างของระบบโลกในศตวรรษที่ 21 อย่างลึกซึ้ง

อิหร่านจ้างชายปากีสถานวัย 47 ให้ลอบสังหารปธน. ทรัมพ์ จริงในปี 2024

ข่าวที่เกี่ยวข้อง




คดีหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในศาลรัฐบาลกลางที่บรู๊กลิน นครนิวยอร์ก ณ เดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 คือคดีของชายชาวปากีสถานวัย 47 ปีชื่อ Asif Merchant หรือที่บางแหล่งเรียกว่า Asif Raza Merchant ซึ่งถูกตั้งข้อหาหนักเกี่ยวกับการก่อการร้ายข้ามชาติและการจ้างวานฆ่า

เรื่องราวเริ่มต้นย้อนกลับไปในปี 2024 ก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่ออัยการระบุว่า Merchant ถูกหน่วยข่าวกรองที่เกี่ยวข้องกับ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) จ้างหรือกดดันให้เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาเพื่อวางแผนลอบสังหารนักการเมืองระดับสูงของสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายหลักคือ Donald Trump ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และยังมีชื่อของ Joe Biden กับ Nikki Haley อยู่ในรายชื่อเป้าหมายด้วย อัยการเชื่อว่าแรงจูงใจของแผนดังกล่าวคือการแก้แค้นต่อการสังหารนายพล Qasem Soleimani ของอิหร่านเมื่อปี 2020

ตามหลักฐานที่นำเสนอ Merchant เดินทางเข้าสหรัฐฯ และพยายามหามือปืนรับจ้าง โดยจ่ายเงินมัดจำ 5,000 ดอลลาร์ให้บุคคลที่เขาเชื่อว่าเป็นมือสังหารมืออาชีพ แต่แท้จริงแล้วคือสายลับของ FBI ที่ปลอมตัว เขายังถูกกล่าวหาว่าได้วาดแผนปฏิบัติการลงบนกระดาษเช็ดปากในโรงแรม ค้นหาสถานที่จัดการชุมนุมหาเสียงของ Trump ทางออนไลน์ และมีรูปของ Trump และ Biden อยู่ในคอมพิวเตอร์ของเขา สุดท้าย FBI จับกุมเขาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2024 ซึ่งบังเอิญเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนเหตุการณ์ยิง Trump ที่เมือง Butler รัฐเพนซิลเวเนีย แม้ว่าทางการจะยืนยันว่าทั้งสองเหตุการณ์เป็นคดีที่แยกจากกัน

ในการพิจารณาคดีช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 Merchant ตัดสินใจขึ้นให้การแก้ต่างด้วยตนเองผ่านล่ามภาษาอูรดู เขาอ้างว่าไม่ได้ต้องการทำแผนดังกล่าว แต่ถูก IRGC ข่มขู่ว่าหากไม่ร่วมมือ ครอบครัวของเขาที่อาศัยอยู่ในเตหะรานจะตกอยู่ในอันตราย เขายืนยันว่า “ไม่มีทางเลือกอื่น” และกล่าวว่าเขาคิดตั้งแต่แรกว่าแผนนี้ไม่น่าจะสำเร็จ พร้อมทั้งหวังว่าในที่สุด FBI จะจับกุมเขาเพื่อให้เขาได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อัยการไม่ยอมรับคำอธิบายนี้ โดยระบุว่าหลักฐานการติดต่อ การวางแผน และการจ่ายเงินชี้ชัดว่าเขาร่วมมือกับ IRGC โดยสมัครใจ

ขณะนี้การพิจารณาคดีกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย และคณะลูกขุนอาจเริ่มพิจารณาคำตัดสินภายในไม่กี่วัน หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง Merchant อาจต้องเผชิญโทษจำคุกตลอดชีวิต คดีนี้จึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสะท้อนเข้ามาสู่ประเด็นความมั่นคงภายในของสหรัฐอเมริกาโดยตรง และทำให้บรรยากาศทางการเมืองและความมั่นคงในช่วงเวลานี้ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น



มุมมองและเหตุผลที่เป็นไปได้เกี่ยวกับทัศนคติของนักวิชาการ คนมีการศึกษา และอนุรักษ์นิยมไทย


เป็นเรื่องที่น่าสนใจและซับซ้อน เพราะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ การเมืองภายใน และอุดมการณ์ที่ผสมผสานกัน โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทยที่ "อนุรักษ์นิยม" (หรือที่เรียกกันในภาษาพูดว่าฝ่าย "สลิ่ม" หรือฝ่ายขวา) มักมีแนวคิดต่อต้าน "โลกตะวันตก" (โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา) แต่สนับสนุนหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อจีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และอิหร่าน แม้จะส่งลูกหลานไปเรียนในอเมริกาหรือยุโรปก็ตาม ผมจะวิเคราะห์โดยอิงจากข้อมูลประวัติศาสตร์ การเมืองปัจจุบัน และมุมมองจากนักวิชาการ/สื่อต่างๆ โดยเสนอความเป็นไปได้หลายมุม เพื่อให้ครอบคลุมและเป็นกลาง ไม่ได้ยึดติดมุมใดมุมหนึ่ง

บริบทพื้นฐาน: ใครคือ "อนุรักษ์นิยมไทย" ในที่นี้?

  • หมายถึงกลุ่มคนที่มีการศึกษา นักวิชาการ หรือปัญญาชนที่ยึดถือค่านิยมดั้งเดิม เช่น การปกป้องสถาบันหลักของชาติ (ราชวงศ์ กองทัพ ศาสนา) และต่อต้านการเปลี่ยนแปลงแบบเสรีนิยม (liberalism) ที่มาจากตะวันตก
  • พวกเขามักวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ว่าเป็น "จักรวรรดินิยม" หรือ "โจรโลก" ที่แทรกแซงประเทศอื่นเพื่อผลประโยชน์ (เช่น ปล้นทรัพยากร) แต่ยกย่องจีนหรือรัสเซียว่าเป็น "พันธมิตรที่เคารพอธิปไตย" และช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา
  • ความขัดแย้งภายใน: แม้ส่งลูกหลานไปเรียนตะวันตก (เพราะคุณภาพการศึกษาและโอกาสทางเศรษฐกิจ) แต่ทางการเมือง พวกเขามองตะวันตกเป็นภัย เพราะส่งเสริมประชาธิปไตยแบบ liberal ที่อาจขัดกับระบบไทย (เช่น สิทธิ LGBTQ+ หรือการเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน)

เหตุผลที่เป็นไปได้: การวิเคราะห์และสันนิษฐาน

ผมแบ่งเหตุผลออกเป็นหมวดๆ โดยสังเคราะห์จากประวัติศาสตร์ การเมือง และอุดมการณ์ เพื่อให้เห็นมุมมองหลากหลาย บางเหตุผลอาจดูขัดแย้งกันเอง (hypocrisy) แต่สะท้อนความซับซ้อนของมนุษย์

  1. มุมมองต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก (จากประวัติศาสตร์ล่าอาณานิคม)
    • นักวิชาการไทยหลายคนมองสหรัฐฯ และตะวันตกเป็นผู้สืบทอดลัทธิล่าอาณานิคม (colonialism) ที่เคยกอบโกยทรัพยากรจากเอเชียและตะวันออกกลาง เช่น ในอิหร่าน สหรัฐฯ และอังกฤษเคยแทรกแซงรัฐประหารปี 1953 เพื่อโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยและติดตั้งเผด็จการที่เอื้อต่อบริษัทน้ำมันตะวันตก ทำให้เกิดความแค้นยาวนานกว่า 70 ปี นักวิชาการไทยที่ศึกษาประวัติศาสตร์อาจเห็นอกเห็นใจอิหร่านหรือเกาหลีเหนือว่าเป็นเหยื่อของการรุกรานแบบนี้ (เช่น สหรัฐฯ สนับสนุนเผด็จการในอิหร่านจนนำไปสู่การปฏิวัติ 1979)
    • ในทางตรงข้าม จีนและรัสเซียถูกมองว่าเป็น "มหาอำนาจทางเลือก" ที่ต่อต้านตะวันตก โดยไม่เคยล่าอาณานิคมไทยหรือเอเชียแบบตรงๆ (แม้รัสเซียเคยเป็นจักรวรรดิ แต่ในมุมไทย มันไกลตัวกว่า) สันนิษฐาน: นี่อาจมาจากการศึกษาที่เน้นมุมมอง "โลกที่สาม" (Third Worldism) ซึ่งวิพากษ์ตะวันตกแต่เห็นจีนเป็นแบบอย่างการพัฒนาแบบไม่พึ่งตะวันตก
    • มุมหลากหลาย: บางนักวิชาการเสรีนิยมไทยมองว่านี่เป็น "อคติเลือกข้าง" เพราะจีนเองก็รุกรานทิเบตหรือทะเลจีนใต้ แต่ฝ่ายอนุรักษ์อาจเพิกเฉยเพราะจีนไม่แทรกแซงการเมืองไทย
  2. การเมืองภายในไทย: ต่อต้านสหรัฐฯ ที่ "แทรกแซง" แต่โปรจีน-รัสเซียที่ "ไม่ยุ่ง"
    • หลังรัฐประหารไทยปี 2006 และ 2014 สหรัฐฯ ประณามและลดความช่วยเหลือทหาร ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์ (ที่สนับสนุนรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบัน) มองสหรัฐฯ เป็นศัตรูที่ส่งเสริม "ประชาธิปไตยแบบตะวันตก" ซึ่งขัดกับระบบไทย เช่น ข่าวลือว่าสหรัฐฯ อยากตั้งฐานทัพในไทยเพื่อต่อต้านจีน (แม้ไม่จริง แต่แพร่สะพัดในกลุ่ม PDRC หรือกลุ่มปกป้องสถาบัน)
    • จีนและรัสเซียกลับไม่ประณามรัฐประหาร และยังขายอาวุธให้ไทย (เช่น เรือดำน้ำจีน รถถังรัสเซีย) ทำให้ถูกมองเป็นพันธมิตรที่เคารพ "อธิปไตย" สันนิษฐาน: นักวิชาการอนุรักษ์อาจเห็นรัสเซีย (ภายใต้ปูติน) หรือจีน (ภายใต้สีจิ้นผิง) เป็นแบบอย่างระบอบอำนาจนิยมที่มั่นคง ต่อต้าน "เสรีนิยม" ที่ทำให้สังคมวุ่นวาย (เช่น การประท้วงในไทยที่ถูกกล่าวหาว่ารับเงินตะวันตก)
    • มุมหลากหลาย: นักวิเคราะห์อย่าง ศ.สุรชาติ บำรุงสุข (จุฬาฯ) เห็นว่านี่เป็น "อคติขาว-ดำ" ชั่วคราวจากความกลัวสูญอำนาจหลังเลือกตั้ง 2023 แต่ไทยควรเป็นกลางเพื่อไม่เดือดร้อนจากความขัดแย้งมหาอำนาจ ขณะที่บางคนวิจารณ์ว่าเป็น hypocrisy เพราะกลุ่มนี้ใช้เทคโนโลยีตะวันตกแต่เกลียดทางการเมือง
  3. เศรษฐกิจและ practicality: โปรจีนเพราะผลประโยชน์ แต่ส่งลูกไปตะวันตกเพราะคุณภาพ
    • จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย (การลงทุน BRI, ท่องเที่ยว) ทำให้นักวิชาการและธุรกิจไทยเห็นจีนเป็น "โอกาส" ไม่ใช่ภัย (ต่างจากสหรัฐฯ ที่กดดันไทยเรื่องการค้าหรือสิทธิมนุษยชน) เกาหลีเหนือและอิหร่านอาจถูกเห็นอกเห็นใจเพราะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ทำให้ดูเป็น "เหยื่อ"
    • การส่งลูกไปเรียนตะวันตก: นี่เป็นเรื่อง practicality (มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Harvard, Oxford มีชื่อเสียงและเครือข่าย) ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ สันนิษฐาน: พวกเขาอาจแยก "การศึกษา/เทคโนโลยี" (ดีจากตะวันตก) ออกจาก "ค่านิยมทางการเมือง" (อันตรายจากตะวันตก) เหมือนที่ไทยเคยรับเทคโนโลยีตะวันตกแต่รักษาค่านิยมดั้งเดิมสมัยร.5
    • มุมหลากหลาย: บางมุมจากสื่ออย่าง SONDHI TALK มองว่ากลุ่มต่อต้านสหรัฐฯ อย่างรัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ เป็น "พันธมิตรต่อต้านตะวันตก" ที่อึดอัดและอดทน แต่ฝ่ายเสรีมองว่านี่เป็น "ลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง" ที่อาจนำไทยไปสู่การพึ่งพาจีนมากเกินไป
  4. อุดมการณ์และสื่อ: ต่อต้าน "เสรีนิยมตะวันตก" แต่เห็นจีน-รัสเซียเป็นแบบอย่างอนุรักษ์
    • อนุรักษ์นิยมไทยเกลียด "เสรีนิยม" จากตะวันตกที่ส่งเสริมความเท่าเทียม สิทธิส่วนบุคคล ซึ่งอาจขัดกับค่านิยมไทย (เช่น ต่อต้านการปฏิรูป ม.112) แต่ชื่นชอบจีนหรือรัสเซียที่เป็นระบอบ "อนุรักษ์นิยมอำนาจนิยม" (authoritarian conservatism) ที่เน้นชาติ ศาสนา และผู้นำเข้มแข็ง
    • สื่อและโซเชียล: จากโพสต์ใน X (Twitter) กลุ่มอนุรักษ์มักวิจารณ์สหรัฐฯ ว่า "รังแกประเทศอื่น" แล้วจีนมาช่วย (เช่น ส่งอาหาร น้ำ) ทำให้เกิดภาพลักษณ์บวกต่อจีน สันนิษฐาน: นี่อาจได้รับอิทธิพลจาก propaganda จีน (เช่น สื่อ CGTN) หรือสื่อไทยฝ่ายขวาอย่าง TOP NEWS ที่โปรจีนและต่อต้านตะวันตก
    • มุมหลากหลาย: นักวิชาการฝ่ายซ้ายอาจเห็นว่านี่เป็น "ชาตินิยมปลอม" เพราะอนุรักษ์ไทยเคยโปรสหรัฐฯ สมัยสงครามเย็น (ไทยส่งทหารไปเวียดนามกับสหรัฐฯ) แต่เปลี่ยนข้างเพราะผลประโยชน์ปัจจุบัน
สังเคราะห์โดยรวม: ความเป็นไปได้ในอนาคต
  • จุดแข็งของทัศนคตินี้: ช่วยให้ไทยสมดุลมหาอำนาจ (bamboo diplomacy) โดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมากเกิน แต่หากสุดโต่ง อาจทำให้ไทยเสียพันธมิตรตะวันตก (เช่น การค้าหรือการศึกษา)
  • จุดอ่อน: อาจเป็น hypocrisy ที่เลือกข้างตามผลประโยชน์ชั่วคราว นักวิเคราะห์อย่าง พวงทอง ภวัครพันธุ์ มองว่ามันมาจากความกลัว "สูญเสียเอกลักษณ์ไทย" ต่อตะวันตก แต่จีนเองก็มีอิทธิพลวัฒนธรรม (เช่น TikTok, Huawei)
  • สันนิษฐานส่วนตัว: ในระยะยาว ทัศนคตินี้อาจเปลี่ยนถ้าจีนรุกรานมากขึ้น (เช่น ทะเลจีนใต้) หรือสหรัฐฯ หันมาสนับสนุนอนุรักษ์นิยม (อย่างทรัมป์ที่โปรอิสราเอลแต่ไม่แทรกแซงมาก) แต่ปัจจุบัน มันสะท้อน "ชาตินิยมไทย" ที่เลือกพันธมิตรตาม "ใครไม่ยุ่งเรื่องในบ้าน"

ทำไมสหรัฐจึงสังหารผู้นำอิหร่าน? วิเคราะห์จากข่าว


ภาพประกอบ ผู้นำการปฏิวัติอิหร่าน 1979 โคไมนี

การโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล
(เรียกว่า Operation Epic Fury) ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน (Supreme Leader) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2026 (หรือช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคม ตามรายงานบางแห่ง)
สรุปเหตุการณ์หลัก
  • การโจมตีและการเสียชีวิต: สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่โจมตีเป้าหมายในอิหร่านหลายร้อยถึงพันจุด รวมถึงที่พักของคาเมเนอีในเตหะราน ทำให้เขาเสียชีวิตพร้อมครอบครัวบางส่วน (เช่น ลูกสาว หลาน) และแกนนำระดับสูงอีกหลายสิบคน (รายงานบางแห่งระบุ 48 คน) รวมถึงนายทหารระดับสูงจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
    ทรัมป์ประกาศยืนยันผ่าน Truth Social ว่า "คาเมเนอีเสียชีวิตแล้ว" และเรียกเขาเป็น "หนึ่งในบุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์"
  • เหตุผลอย่างเป็นทางการจากฝั่งสหรัฐฯ:
    • Trump ระบุชัดเจนว่าเป็นการ "ป้องกันตัวก่อน" (preemptive) โดยอ้างถึงแผนการลอบสังหารตัวเขาเองจากอิหร่านในปี 2024 (ซึ่งมีรายงานข่าวกรองสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีหน่วยลับของอิหร่านพยายามจัดตั้งการลอบสังหาร Trump อย่างน้อยสองครั้ง)
    • Trump กล่าวในสัมภาษณ์กับ ABC News ว่า "I got him before he got me. They tried twice... I got him first." (ผมจัดการเขาได้ก่อนที่เขาจะจัดการผม พวกเขาพยายามสองครั้ง... ผมจัดการเขาได้ก่อน)
    • รัฐมนตรีกลาโหม Pete Hegseth ประกาศเมื่อ 4 มีนาคม ว่า ผู้นำหน่วยลับอิหร่านที่วางแผนสังหาร Trump ถูก "hunted down and killed" ในการโจมตีเมื่อวันอังคาร (3 มีนาคม) และ Trump "got the last laugh" (หัวเราะคนสุดท้าย)
    • เหตุผลอื่น: ลดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน, สนับสนุนอิสราเอล, และตอบโต้ภัยคุกคามระยะยาว (รวมถึงหลังการสังหาร Soleimani ในปี 2020)
  • พัฒนาการล่าสุดในสัปดาห์นี้ (ถึง 5 มีนาคม 2026):
    • สหรัฐฯ ยังคงโจมตีต่อเนื่อง เช่น ยิงตอร์ปิโดจมเรือรบอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 87 คน (ตามรายงานไทยรัฐ) และโจมตีคลังแสงใต้ดิน
    • อิหร่านประกาศไว้อาลัย 40 วัน และ IRGC ขู่ว่าจะแก้แค้นอย่างสาสม แต่กองทัพอิหร่านถูกอ้างว่า "depleted" (อ่อนแอลงมาก)
    • วุฒิสภาสหรัฐฯ (รีพับลิกันส่วนใหญ่) ปฏิเสธร่างกฎหมายที่ต้องการให้ Trump ขออนุมัติรัฐสภาก่อนดำเนินสงครามต่อ
    • Trump กล่าวว่าสหรัฐฯ "doing very well" และ "major combat operations" กำลังประสบความสำเร็จ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะยุติเมื่อไหร่หรือเป้าหมายสุดท้ายคืออะไร (บางรายงานระบุว่าผู้สืบทอดคาเมเนอีอาจเป็นลูกชายของเขา หรือระบบอาจอยู่รอดได้แม้ผู้นำเสียชีวิต)
    • ความเห็นวิจารณ์: บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปิด "Pandora's Box" ของการสังหารผู้นำต่างชาติโดยไม่ผ่านศาล และอาจนำไปสู่สงครามยืดเยื้อ
เหตุการณ์นี้ต่างจาก Soleimani ในปี 2020 ตรงที่เป็นการสังหารผู้นำสูงสุดโดยตรง และเกิดในบริบทสงครามเปิดเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่ drone strike เดี่ยวๆ ข้อมูลยังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และอาจมีรายละเอียดใหม่เพิ่มเติมตามข่าวกรอง

โพสต์ล่าสุด

มะเร็งคือปรสิตจริงหรือ? Is Cancer Really a Parasite? (EN/ภาษาไทย)

ไทย English มะเร็งคือปรสิตจริงหรือ? ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังเอกสาร CIA ปี 1951 ที่กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง จุดเริ...

Popular Posts