มีคำถามหนึ่งที่คนไทยจำนวนมากถามด้วยความงุนงงปนเจ็บใจว่า:
“เรากับเขาอยู่กันมาแบบนี้นานแล้ว ทำไมอยู่ ๆ ถึงรุกล้ำ ทำไมอยู่ ๆ ถึงยั่วยุ?”
คำถามนี้ดี เพราะมันบังคับให้เรามอง “เหตุ” อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่มองแบบอารมณ์หรือแบบเชียร์ทีม
แต่คำตอบที่แท้จริงไม่ใช่ “เพราะเขาเลว” หรือ “เพราะเราอ่อน” เพียงประโยคเดียว
ความจริงคือความขัดแย้งชายแดนจำนวนมากในโลก—รวมถึงในภูมิภาคเรา—เป็นข้อพิพาทที่ ถูกแช่แข็งไว้
อยู่ได้นานเพราะทุกฝ่าย “คุมระดับความตึงเครียด” ให้ยังไม่ลุกเป็นไฟใหญ่ จนกว่าจะมีบางอย่างเปลี่ยนให้ “คุ้ม” ในทางการเมืองหรือผลประโยชน์
สงครามมักเริ่มเมื่อ “แรงกดดันหลายก้อนสุกงอมพร้อมกัน” แล้วเจอชนวนหนึ่งก่อไฟ
ข้อพิพาทที่อยู่มานาน ไม่ได้แปลว่ามันนิ่ง—มันแค่ถูกกดไว้
รากของความขัดแย้งเขตแดนในหลายพื้นที่มักย้อนกลับไปถึงยุคกำหนดเส้นเขตแดนสมัยอาณานิคม
แผนที่บางชุด เส้นแบ่งบางช่วง และการตีความ “พื้นที่รอยต่อ” ทำให้เกิดช่องว่างที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิได้
เมื่อรัฐชาติสมัยใหม่โตขึ้น ความทรงจำทางประวัติศาสตร์และความรู้สึกเรื่องอธิปไตยยิ่งถูกปลุกได้ง่าย
แต่เพียงประวัติศาสตร์ยังไม่พอให้ปะทุ “ตอนนี้”
สิ่งที่ทำให้ปะทุมักเป็น การเปลี่ยนสมการในปัจจุบัน:
ใครได้อะไร ใครเสียอะไร ใครต้องการอะไร และใครคิดว่าตน “เสี่ยงได้”
ทำไม “อยู่ ๆ” ถึงรุกล้ำ? เพราะแรงจูงใจทางการเมืองภายในเปลี่ยน
การเมืองภายในเป็นเครื่องยนต์สำคัญของไฟชายแดน
เมื่อรัฐบาล/ชนชั้นนำ/ผู้มีอำนาจในประเทศหนึ่งกำลังเผชิญแรงกดดัน—เศรษฐกิจชะลอ ความนิยมตก ข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน ความชอบธรรมสั่นคลอน
“ประเด็นชายแดน” มักถูกใช้เป็นพื้นที่สร้างเอกภาพแบบเร่งด่วน: ทำให้คนหันมามองศัตรูภายนอกแทนปัญหาในบ้าน
คันฉ่องส่องไทย: เมื่อใดที่รัฐใช้ “ธงชาติ” เป็นผ้าห่มกลบแผลในบ้าน
เมื่อนั้นชายแดนจะไม่ใช่พื้นที่ความมั่นคง แต่กลายเป็นเวทีการเมืองที่เสี่ยงให้ประชาชนจ่ายราคา
ทำไม “อยู่ ๆ” ถึงยั่วยุ? เพราะพื้นที่ชายแดน “มีราคาขึ้น” จากผลประโยชน์ใหม่
ชายแดนไม่ใช่แค่เส้นบนแผนที่ แต่เป็น “ช่องทางเศรษฐกิจ” ทั้งบนดินและใต้ดิน
เมื่อกิจกรรมตามชายแดนมีมูลค่าสูงขึ้น—การค้า การขนส่ง แรงงาน การท่องเที่ยว และในบางพื้นที่รวมถึงกิจการเทา–ดำ
ผู้ที่คุมจุดผ่านแดน เส้นทางลำเลียง และพื้นที่ยุทธศาสตร์ย่อมได้ทั้งรายได้ อิทธิพล และอำนาจต่อรอง
นี่ทำให้การ “ขยับพื้นที่” หรือ “สร้างเหตุ” บางครั้งไม่ใช่เป้าหมายเพื่อยึดดินแดนอย่างเดียว
แต่อาจเป็นการยึด จุดยุทธศาสตร์ของผลประโยชน์ ที่ทำเงินได้จริง—ทั้งในระบบและนอกระบบ
และเมื่อผลประโยชน์เหล่านี้พัวพันกับเครือข่ายข้ามชาติ ความขัดแย้งยิ่ง “คุมยาก” เพราะมีผู้ได้กำไรจากความไม่สงบ
แล้ว “จีน” อยู่ตรงไหนในภาพนี้—และจีนหวังอะไร?
ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ ไม่มีมหาอำนาจใด “ผลักหมาก” เพราะความสนุก
มหาอำนาจมักต้องการสามอย่าง: พื้นที่อิทธิพล อำนาจต่อรอง และความมั่นคงของผลประโยชน์ตน
เมื่อประเทศเล็กพึ่งพามหาอำนาจมากขึ้น—ด้านเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การทหาร หรือการทูต—
ประเทศเล็กมัก “มั่นใจขึ้น” ว่ามีหลังพิง
จุดอันตรายอยู่ตรงนี้: มหาอำนาจอาจไม่ได้ต้องการสงครามเต็มรูปแบบ
แต่การทำให้ฝ่ายหนึ่ง กล้าขึ้น อาจพอให้เกิดการคำนวณผิดพลาด
แล้วความผิดพลาดนั้นก่อชนวน—ชนวนที่ลุกลามเพราะเชื้อไฟพร้อมอยู่แล้ว
จีนอาจ “หวัง” อะไรในภาพใหญ่ (กรอบวิเคราะห์)
- เพิ่มอำนาจต่อรอง: ให้ภูมิภาคนี้เป็นพื้นที่ที่จีนมีน้ำหนักกำหนดทิศทางได้มากขึ้น
- ขยายความลึกทางยุทธศาสตร์: ลดความเสี่ยงจากการถูกกดดันทางทะเล/การทหารจากคู่แข่ง
- คุ้มครองผลประโยชน์: เสถียรภาพของเส้นทางลงทุน โลจิสติกส์ และผลประโยชน์ทุน
สิ่งที่มักเกิดขึ้นจริง (โดยไม่ต้องมีคำสั่งตรง)
- ความมั่นใจผิด: หลังพิงทำให้คิดว่า “เสี่ยงได้” มากกว่าความจริง
- การเล่นเกมขอบเขต: ทดสอบว่าอีกฝ่ายจะตอบโต้แค่ไหน
- การยกระดับด้วยถ้อยคำ/สื่อ: ปลุกความโกรธเพื่อบีบให้การถอย “ทำไม่ได้”
ชนวนคืออะไร? มักเป็นเหตุเล็กที่ถูกขยายด้วยความไม่ไว้วางใจ
ชนวนของความรุนแรงชายแดนจำนวนมากเริ่มจากเหตุเฉพาะจุด: การกระทบกระทั่งของกำลังพล การตีความเส้นเขตแดนต่างกัน
อุบัติเหตุ การลาดตระเวน หรือคำประกาศที่อีกฝ่ายมองว่า “ยั่วยุ”
ในภาวะที่เชื้อไฟพร้อม เหตุเล็กจะถูกขยายใหญ่ทันที
เพราะการถอยถูกตีความว่า “อ่อนแอ” และผู้นำที่ถอยอาจเสียคะแนนนิยมในบ้านตนเอง
นี่คือกลไกที่ทำให้ “คุมได้” กลายเป็น “คุมไม่ได้” อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ชนวน แต่คือความเชื่อว่า “เดี๋ยวก็หยุดได้” ทั้งที่เชื้อไฟถูกกองไว้เต็มแล้ว
สรุปคำตอบให้ตรง: ทำไม “อยู่ ๆ” ถึงเกิดขึ้น?
เพราะมันไม่ได้ “อยู่ ๆ” จริง ๆ — มันคือผลสะสมของแรงกดดันหลายก้อนที่ค่อย ๆ สุกงอม
แล้วมีเหตุหนึ่งทำหน้าที่เป็นชนวนให้ไฟลุก
แผนที่เหตุแบบสั้น:
ข้อพิพาทเดิม + ผลประโยชน์ใหม่ + การเมืองภายใน +
เกมมหาอำนาจ + กิจการชายแดนเทา–ดำ + การคำนวณผิดพลาด
→ แล้วเจอ “ชนวน” → ไฟลุก
10 “ทำไม” ที่คนไทยควรถาม (เพื่อไม่หลงอารมณ์)
ทำไม 1: ทำไมปะทุตอนนี้ ไม่ใช่ก่อนหน้านี้?
เพราะ “ความคุ้ม” ทางการเมือง/ผลประโยชน์ของบางฝ่ายเปลี่ยน และแรงกดดันภายในสุกงอมพร้อมกัน
ทำไม 2: ทำไมเหตุเล็กถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่?
เพราะความไม่ไว้วางใจสูง และการถอยถูกตีความว่าเสียหน้า/เสียคะแนน จึงยกระดับแทนการยับยั้ง
ทำไม 3: ทำไมต้อง “ยั่วยุ” ด้วยถ้อยคำหรือสื่อ?
เพราะถ้อยคำราคาถูก แต่ผลแรง: มันล็อกอารมณ์สาธารณะ ทำให้ทางถอยของรัฐบาลแคบลง
ทำไม 4: ทำไมชายแดนบางช่วงถึง “แพง” ขึ้น?
เพราะเส้นทางลำเลียง/ผลประโยชน์/เศรษฐกิจชายแดนขยายตัว รวมถึงพื้นที่เทา–ดำในบางบริบท
ทำไม 5: ทำไมมหาอำนาจจึงเกี่ยวข้องแม้ไม่ยิงเอง?
เพราะอิทธิพล การลงทุน ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง และการทูต ทำให้ฝ่ายหนึ่งมั่นใจขึ้นและคำนวณเสี่ยงมากขึ้น
ทำไม 6: ทำไมไทยต้องรักษาความชอบธรรมบนเวทีสากล?
เพราะความชอบธรรมคือ “เกราะ” ที่ทำให้ไทยไม่ถูกดึงให้เสียเปรียบทางการทูต และไม่ตกเป็นฝ่ายถูกกล่าวหา
ทำไม 7: ทำไมความขัดแย้งจึงมักเรื้อรัง?
เพราะมีผู้ได้ประโยชน์จากภาวะคุมเครือ และเพราะการแก้ปมเขตแดนต้องใช้ความกล้าทางการเมืองและกลไกที่สังคมไว้วางใจ
ทำไม 8: ทำไม “ชนะทางทหาร” ไม่เท่ากับ “ชนะทางการเมือง”?
เพราะสงครามมีต้นทุนระยะยาว—เศรษฐกิจ การทูต ความรู้สึกประชาชน และความเสี่ยงการลาม—ซึ่งอาจแพ้แม้ชนะสนามรบ
ทำไม 9: ทำไมกิจการเทา–ดำจึงสำคัญต่อการอ่านชายแดน?
เพราะมันทำให้ความไม่สงบ “มีราคา” และทำให้ผู้คุมพื้นที่มีแรงจูงใจแอบแฝงที่ไม่อยู่บนโต๊ะเจรจา
ทำไม 10: ทำไมเราต้องแยก “ชนวน” ออกจาก “เชื้อไฟ”?
เพราะถ้าโทษแต่ชนวน เราจะไม่แก้เชื้อไฟ และความขัดแย้งจะกลับมาใหม่ในรูปแบบเดิมเสมอ
บทสรุปแบบคันฉ่องส่องไทย: ประเทศอย่าหลง “เรื่องเล่าแบบง่าย”
หากเราอธิบายทุกอย่างด้วยประโยคเดียว เราจะถูกลากด้วยอารมณ์ของประโยคนั้น
แต่ถ้าเราเห็นโครงสร้าง เราจะเห็นว่า “ใครได้ประโยชน์จากไฟ” และ “ใครควรรับผิดชอบต่อเชื้อไฟ”
ความรักชาติที่มีวุฒิภาวะไม่ใช่การตะโกนดังที่สุดด้วยคำที่คลั่งชาติจนขาดสติ
แต่คือการยืนบนหลักการให้มั่น: ปกป้องอธิปไตยด้วยความชอบธรรม ป้องกันการคำนวณผิดพลาด ตัดวงจรผลประโยชน์ที่เลี้ยงความเรื้อรัง และระวังทีท่าต่อมหาอำนาจด้วยปัญญาอันแยบยล