บทความวิเคราะห์: การเมืองบ้านใหญ่ & dynastic politics ใต้ระบอบคณาธิปไตยไทย

คันฉ่องส่องไทย • การเมืองเชิงโครงสร้าง

การเมืองบ้านใหญ่: เมื่ออำนาจไม่เคยออกจากตระกูล
แต่ประเทศกลับไม่เคยก้าวไปข้างหน้า

เขียนในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่อยากชวนพี่น้องร่วมชาติหยุดคิดสักนิดว่า เรากำลังเล่น “เกมประชาธิปไตยจริง” หรือแค่ถูกชวนดูการแสดงที่ซับซ้อนขึ้นทุกที

หากเรามองการเมืองไทยด้วยความซื่อสัตย์ จะเห็นภาพซ้ำ ๆ ที่ไม่เปลี่ยนไปมากนัก เลือกตั้งกี่ครั้ง พรรคเปลี่ยนชื่อกี่รอบ รัฐธรรมนูญถูกฉีกกี่ฉบับ แต่คนที่มีอำนาจจริงกลับเป็นกลุ่มเดิม ๆ นามสกุลเดิม เครือข่ายเดิม และวิธีคิดเดิม

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า การเมืองบ้านใหญ่ หรือในทางวิชาการคือ dynastic politics การเมืองที่อำนาจไม่ได้แข่งขันกันด้วยนโยบายหรือความสามารถ แต่สืบทอดผ่านสายเลือด เครือญาติ เงิน อิทธิพล และระบบบุญคุณ

ประเทศอาจเปลี่ยนรัฐบาลได้ แต่ไม่เคยเปลี่ยน “ผู้เล่นตัวจริง”

ความแยบยลของการเมืองบ้านใหญ่คือ มันไม่ปฏิเสธประชาธิปไตยตรง ๆ ยังมีการเลือกตั้ง ยังมีสภา ยังมีพรรคการเมือง แต่ทั้งหมดถูกลดทอนให้เป็นเพียง พิธีกรรม ไม่ใช่พื้นที่ของอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง

ในหลายพื้นที่ ประชาชนไม่ได้เลือกนโยบาย แต่เลือก “คนที่พึ่งได้” คนที่ช่วยงานศพ พาไปโรงพยาบาล คุมพื้นที่ และคุ้มครองลูกหลาน เมื่อรัฐสวัสดิการอ่อนแอ บ้านใหญ่จึงกลายเป็นรัฐเงา และประชาชนถูกบังคับให้แลกเสียงกับความอยู่รอด

นี่ไม่ใช่ความโง่ของประชาชน
แต่มันคือความล้มเหลวของโครงสร้างรัฐ ที่ปล่อยให้ศักดิ์ศรีถูกแทนที่ด้วยบุญคุณ

สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ การเมืองบ้านใหญ่ไม่ได้เป็นศัตรูกับระบอบคณาธิปไตยไทย ตรงกันข้าม มันคือฟันเฟืองที่ทำงานเข้ากันได้ดี เพราะบ้านใหญ่ไม่ยึดอุดมการณ์ ไม่ตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง และพร้อมปรับตัวเพื่อ “อยู่เป็น”

ระบอบคณาธิปไตยไม่ต้องการนักการเมืองที่เก่งหรือกล้าเกินไป มันต้องการนักการเมืองที่ควบคุมได้ และการเมืองบ้านใหญ่ตอบโจทย์นี้อย่างสมบูรณ์ จึงไม่แปลกที่ไม่ว่ารัฐประหารกี่ครั้ง บ้านใหญ่จำนวนมากยังคงอยู่รอดได้เสมอ

นักการเมืองที่ “รอดทุกยุค” มักไม่ใช่คนที่เปลี่ยนประเทศได้ แต่คือคนที่เปลี่ยนข้างได้เก่ง

เมื่อมีนักการเมืองหรือพรรคที่เก่งเกินระบบรับได้ ได้รับความนิยมจริง และพยายามเปลี่ยนกติกา ระบบจะไม่สู้ด้วยนโยบาย แต่จะโยนเขาเข้าไปในเกมหมาป่ากับลูกแกะ

กติกาของเกมนี้คือ กฎหมายที่ตีความได้ตามใจ องค์กรอิสระที่ไม่อิสระจากอำนาจ และกระบวนการยุติธรรมที่ถูกใช้เป็นสนามรบ คนก้าวหน้าจึงถูกตัดสิทธิ์ ถูกทำให้หมดพลัง และถูกทำให้เป็นบทเรียนให้คนอื่น “จำไว้ว่าอย่าเก่งเกินไป”

ระบบนี้ไม่ได้คัดเลือกคนดี
แต่มันคัดเลือกคนที่ ยอมจำนนได้ดีที่สุด

เมื่อเวลาผ่านไป นักการเมืองที่อยู่รอดจะถูกยกย่องว่า “มากประสบการณ์” แต่สิ่งที่สืบทอดจริง ๆ ไม่ใช่ความสามารถบริหารประเทศ หากคือทักษะเอาตัวรอดในระบบอำนาจ และทักษะนี้ถูกถ่ายทอดเป็นมรดกทางการเมืองจากรุ่นสู่รุ่น

ผลลัพธ์คือ ประเทศที่ไม่พัง แต่ก็ไม่เคยพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ นโยบายไม่ต่อเนื่อง การปฏิรูปไม่เคยเกิดจริง คนเก่งถอย คนกล้าเงียบ และความล้มเหลวถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ

ความพ่ายแพ้ที่อันตรายที่สุด คือความพ่ายแพ้ที่ทำให้เราชินชา

สิ่งที่คันฉ่องส่องไทยอยากเตือนคนไทยคือ อย่าสับสนระหว่าง “การเลือกตั้ง” กับ “อำนาจของประชาชน” ถ้ากติกาถูกเขียนเพื่อกันบางกลุ่ม ถ้าคนเก่งถูกกำจัด และคนเชื่องถูกเลื่อนขั้น นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่มันคือการแสดงประชาธิปไตยภายใต้ระบอบคณาธิปไตย

การตื่นรู้ไม่ได้แปลว่าต้องเกลียดนักการเมืองทุกคน
แต่แปลว่าเราต้องเห็นว่า ใครคือผู้เล่น ใครคือฟันเฟือง และใครคือเหยื่อ

หากคนไทยยังไม่กล้าตั้งคำถามกับการเมืองบ้านใหญ่ ระบบนี้ก็จะยังใหญ่ต่อไป และประเทศจะยังเล็กลงในเวทีโลก โดยที่เราค่อย ๆ เคยชินกับมันอย่างเงียบงัน

คันฉ่องส่องไทย
บทความนี้เขียนเพื่อชวนคิด ไม่ใช่ชวนเกลียด และเชื่อว่าอนาคตของประเทศจะเปลี่ยนได้ ก็ต่อเมื่อเรากล้ามองเห็นความจริงของโครงสร้างที่ครอบเราอยู่

น้องเจนนี่ ชวนเลือกนักการเมืองแบบไหน จึงจะดีต่ออนาคตลูกหลาน โดย คันฉ่องส่องไทย

ระบอบไม่สำคัญจริงหรือ? เมื่อ “คนดี” ถูกยกให้แทนกติกา

คันฉ่องส่องไทย

ข้อคิดจากบทเรียนการเมืองโลก—ย้อนมองสังคมไทยแบบไม่เลือกข้าง แต่เลือกหลักการ

บทความนี้สังเคราะห์จากการศึกษาเชิงเปรียบเทียบเรื่องประชาธิปไตยและสังคมนิยม–คอมมิวนิสต์ โดยมุ่งชี้ “กลไก” ที่ทำให้ระบอบรับใช้มนุษย์ หรือทำร้ายมนุษย์—โดยไม่ผูกติดการเมืองเฉพาะที่


เคยได้ยินคำเทศนา—เสียงสงบ สุขุม และเต็มด้วยความหวังแบบไทย ๆ—ว่า “อย่าใฝ่ประชาธิปไตยตามชาวตะวันตก ระบอบใดไม่สำคัญ ขอแค่คนมีอำนาจเป็นคนดี” ฟังแล้วสะอึก ไม่ใช่เพราะอยากเถียงพระ ไม่ใช่เพราะอยากยกตะวันตกขึ้นหิ้ง แต่เพราะคำพูดนี้สะท้อนความเชื่อที่ฝังลึกในสังคมไทยว่า เราเอา “ศีลธรรม” ไปวางแทน “สถาบันต่าง ๆ ของชาติ” แล้วหวังให้มันพยุงบ้านทั้งหลังได้ หลัง ๆ นี้หนักถึงขนาดโยนหินถามทางเรื่อง "นายกคนนอก" หรือแม้แต่ "รัฐบาลพระราชทาน" ไปโน่นเลย

ระบอบไม่สำคัญจริงหรือ… หรือเรากำลังใช้คำว่า “คนดี” เป็นที่หลบภัย เพื่อไม่ต้องพูดเรื่องกติกา การตรวจสอบ และความรับผิด?

ถ้าเราพูดกันอย่างตรงไปตรงมา กาผมรเมืองไม่ใช่บทสวดที่จบแล้วโลกจะสงบ การเมืองคือการจัดวางอำนาจไว้ในมือมนุษย์—มนุษย์ที่หลงได้ พลาดได้ โลภได้ และแม้จะเริ่มต้นด้วยเจตนาดี ก็อาจไหลไปสู่การทำร้ายคนอื่นด้วยความมั่นใจว่า “เรากำลังทำเพื่อส่วนรวม” นี่ไม่ใช่การกล่าวร้ายมนุษย์ แต่มันคือการยอมรับความจริงพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งวิชาการการเมืองทั่วโลก—และประวัติศาสตร์ของไทยเอง—จ่ายค่าเล่าเรียนด้วยความสูญเสียมาแล้วนับไม่ถ้วน

คำปลอบใจที่อันตรายที่สุด: “ถ้าคนดีขึ้นสู่อำนาจ ทุกอย่างจะดีเอง”

ในโลกของความเป็นจริง เราไม่มีระบบคัดกรองใดรับประกันว่า “คนดีเท่านั้น” จะได้อำนาจเสมอ ต่อให้เรามีความหวังอย่างบริสุทธิ์ใจ เราก็ยังเผชิญความไม่แน่นอนสามชั้นเสมอ ชั้นแรก คือมนุษย์เปลี่ยนได้ วันนี้ดี พรุ่งนี้อาจหลงใหลในคำสรรเสริญ ชั้นที่สอง คือคนดีอาจถูกล้อมด้วยระบบที่ปิดการตรวจสอบ จนค่อย ๆ เชื่อว่า “ฉันไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง” ชั้นที่สาม คือความหมายของคำว่า “คนดี” มักถูกนิยามโดยผู้มีอำนาจเอง และเมื่อนิยามถูกผูกขาด คำว่า “คนดี” ก็กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยไม่รู้ตัว

คันฉ่องส่องไทย: ถ้าเราฝากอนาคตไว้กับ “คนดี” โดยไม่มีระบบตรวจสอบ เรากำลังยอมรับโดยปริยายว่า วันหนึ่งถ้าคนดีไม่อยู่—หรือคนดีคิดผิด—เราจะไม่มีทางแก้ไขอย่างสันติ

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องตะวันตกหรือตะวันออก ไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์ แต่เป็นเรื่อง “ธรรมชาติของอำนาจ” ที่เหมือนกันในทุกสังคม อำนาจที่ไม่มีเงื่อนไขตรวจสอบ จะค่อย ๆ ขยายตัวเหมือนน้ำท่วม—ไม่ใช่เพราะคนเลวเสมอไป แต่เพราะระบบเปิดช่องให้ “ความมั่นใจของคนดี” กลายเป็น “สิทธิของคนดี” และกลายเป็น “อำนาจของคนดี” โดยไม่ต้องตอบใคร

ระบอบสำคัญ เพราะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความผิดพลาดของมนุษย์

ประเด็นที่เราศึกษามาทั้งเล่มทำให้เห็นชัดว่า ระบอบการเมืองไม่ควรถูกวัดด้วยถ้อยคำสวยงาม แต่ควรถูกวัดด้วย “กลไก” ที่ระบอบนั้นมีไว้จัดการสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้สามอย่าง: ความขัดแย้ง ความผิดพลาด และความโลภของมนุษย์

ประชาธิปไตยไม่ได้มีค่าเพราะสมบูรณ์แบบ แต่เพราะในหลักการแล้ว มันพยายามสร้างเครื่องมือให้สังคม “แก้ความผิดพลาดได้โดยไม่ต้องฆ่ากัน” มีการถ่วงดุล มีพื้นที่ให้โต้แย้ง มีทางเปลี่ยนรัฐบาลโดยไม่ต้องล้มประเทศ ประเด็นไม่ใช่ว่าทุกประชาธิปไตยทำได้จริงเสมอไป แต่ประเด็นคือ ระบอบนี้อย่างน้อยยอมรับว่า “อำนาจต้องถูกจำกัด”

ขณะเดียวกัน สังคมนิยม–คอมมิวนิสต์ในฐานะอุดมการณ์เริ่มจากความหวังที่จริงแท้—ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีมนุษย์ และการปลดปล่อยผู้ถูกกดทับจากโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม แต่บทเรียนประวัติศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า เมื่อการปลดปล่อยถูกแปลงเป็นรัฐรวมศูนย์ เมื่อความจริงถูกผูกขาดในนามของ “ภารกิจทางประวัติศาสตร์” และเมื่อการตรวจสอบถูกตีตราว่าเป็นศัตรู คำสัญญาแห่งการปลดปล่อยอาจกลับกลายเป็นเครื่องจักรที่ทำร้ายมนุษย์เสียเอง

ปัญหาไทยที่ซ่อนอยู่: เราชอบใช้ “ศีลธรรม” แทน “กติกา”

สังคมไทยมีความงามอย่างหนึ่ง คือให้คุณค่าความดี ความสุภาพ ความเกรงใจ แต่เมื่อคุณค่าดังกล่าวถูกยกขึ้นไปทำหน้าที่แทนสถาบันทางการเมือง ความงามนั้นอาจกลายเป็นกับดัก เพราะศีลธรรมเป็นเรื่องภายในใจ ขณะที่สถาบันเป็นเรื่องการจัดการความขัดแย้งระหว่างผู้คนจำนวนมาก สังคมที่พึ่งศีลธรรมแต่ไม่ลงทุนสร้างกติกา มักต้องกลับมาจ่ายค่าปรับด้วยความไม่เป็นธรรมซ้ำ ๆ

เรามักพูดว่า “ขอคนดี” แต่เราไม่ค่อยถามว่า “ถ้าคนดีทำผิด เราจะทำอย่างไร” เรามักพูดว่า “อย่าขัดแย้ง” แต่เราไม่ค่อยถามว่า “ความขัดแย้งจะถูกจัดการอย่างยุติธรรมได้อย่างไร” เรามักพูดว่า “อย่าทะเลาะกัน” แต่เราไม่ค่อยถามว่า “เมื่อรัฐทำผิด ใครมีสิทธิถาม”

ระบอบที่ดีไม่ใช่ระบอบที่สัญญาว่าจะมีคนดีตลอดไป แต่คือระบอบที่ไม่เปิดช่องให้ใครทำร้ายคนอื่นได้ แม้เขาจะคิดว่าตนเองเป็นคนดีก็ตาม

หลักการพื้นฐานที่ทำให้ระบอบ “รับใช้ทุกคน” ไม่ใช่ “รับใช้ผู้มีอำนาจ”

จากบทเรียนเชิงเปรียบเทียบ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ชื่อของระบอบ แต่คือหลักการพื้นฐานที่ทำให้ระบอบนั้นไม่ทรยศต่อมนุษย์ ผมจึงขอสรุปเป็น “แก่น” ที่สังคมไทยควรถือเป็นเข็มทิศ ไม่ว่าชอบคำว่าประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม

แก่นแรก คือ อำนาจต้องถูกตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่ตรวจสอบได้ในกระดาษ ไม่ใช่ตรวจสอบได้เมื่อผู้มีอำนาจอนุญาต แต่ตรวจสอบได้เป็นกิจวัตร เป็นสิทธิของพลเมือง และเป็นหน้าที่ของสถาบัน เพราะอำนาจที่ไม่ถูกตรวจสอบย่อมขยายตัวเป็นธรรมชาติ

แก่นที่สอง คือ ความจริงต้องไม่ถูกผูกขาด เมื่อความจริงมีเจ้าของ สังคมจะไม่เหลือพื้นที่กลางให้ถกเถียงอย่างมีเหตุผล และเมื่อเหตุผลตาย ความรุนแรงมักเข้ามาแทน ระบอบใดก็ตามที่ทำให้ข้อเท็จจริงกลายเป็นเรื่องของ “ความเชื่อที่ห้ามแตะ” ระบอบนั้นกำลังลดทอนมนุษย์ให้เหลือเพียงผู้ตาม

แก่นที่สาม คือ ต้องมีทางแก้ไขความผิดพลาดโดยสันติ ระบอบที่ไม่มีทางถอย—ไม่มีช่องทางเปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนทิศโดยไม่แตกหัก— มักผลักสังคมไปสู่ความสิ้นหวังและความรุนแรงในที่สุด เพราะเมื่อคนไม่เหลือทางเลือก คนก็จะเลือกทางสุดท้าย

แก่นที่สี่ คือ ศักดิ์ศรีของพลเมืองต้องเป็นจริง ไม่ใช่แค่คำสอน พลเมืองต้องมีสิทธิถาม ต้องมีสิทธิวิจารณ์ ต้องมีสิทธิเสนอทางเลือก โดยไม่ถูกตีตราว่าเป็นภัยต่อความสงบหรือความดีงาม เพราะระบอบที่ห้ามถาม จะค่อย ๆ กลายเป็นระบอบที่ห้ามคิด

แก่นที่ห้า คือ ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจต้องเดินกับเสรีภาพทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำที่ทับถมทำให้คนสิ้นหวัง และเมื่อสิ้นหวัง คนก็พร้อมแลกเสรีภาพกับคำสัญญา ในอีกด้านหนึ่ง การไล่ล่าความเสมอภาคโดยไม่ยอมให้ตรวจสอบ ก็เปิดทางให้รัฐรวมศูนย์ ระบอบที่รับใช้ทุกคนต้องทำให้สองด้านนี้ถ่วงดุลกันได้ ไม่ใช่ทำให้ด้านหนึ่งกินอีกด้านหนึ่ง

คำถามแบบคันฉ่องส่องไทย ที่เราควรถามตัวเอง (อย่างซื่อสัตย์)

  • ระบบที่เรามีอยู่วันนี้ ป้องกันคนดีจากการทำผิดพลาด ได้จริงหรือไม่ หรือปล่อยให้ความผิดพลาดกลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำ ๆ?
  • ถ้าผู้มีอำนาจตัดสินใจผิด เรา แก้ไขได้โดยสันติ แค่ไหน หรือเราต้องรอให้เขาเมตตา—หรือหมดอำนาจ—เท่านั้น?
  • พื้นที่ของข้อเท็จจริงในสังคมไทยวันนี้ เปิดให้แข่งขัน หรือถูกบีบให้เหลือเพียง “เรื่องที่พูดได้” กับ “เรื่องที่ห้ามพูด”?
  • เรากำลังสร้าง พลเมืองผู้มีวิจารณญาณ หรือกำลังสร้างคนที่ต้องเชื่อฟังเพื่อจะถูกมองว่าเป็นคนดี?
  • สิ่งที่เราเรียกว่าความสงบ คือความสงบที่เกิดจากความยุติธรรม หรือความสงบที่เกิดจากการทำให้คนเงียบ?

บทเรียนสุดท้ายที่ไม่ควรลืม: ระบอบคือเครื่องมือของมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องบูชาของใคร

เมื่อเราฟังคำเทศนาว่า “ระบอบไม่สำคัญ ขอแค่คนดี” ผมอยากให้เราถอยออกมาหนึ่งก้าวแล้วถามอย่างสุภาพว่า ถ้าคนดีเป็นคนดีจริง เหตุใดจึงกลัวการตรวจสอบ? ถ้าคนดีตั้งใจทำเพื่อส่วนรวม เหตุใดจึงไม่ให้สังคมมีเครื่องมือแก้ความผิดพลาด? ถ้าคนดีเชื่อในธรรม เหตุใดจึงไม่ยอมให้ความจริงถูกทดสอบด้วยเหตุผล?

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ การตรวจสอบไม่ได้มีไว้เพื่อลดคุณค่าความดี แต่มีไว้เพื่อทำให้ความดีไม่ต้องพึ่ง “ความเป็นผู้วิเศษ” ของใครคนหนึ่ง และเพื่อทำให้ความดี “ยืนได้” แม้คนดีจะจากไป

ผมจึงขอสรุปแบบคันฉ่องส่องไทยว่า ระบอบสำคัญ เพราะมันคือกติกาที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างไม่ทำร้ายกัน และ คนดีสำคัญ เพราะไม่มีระบบใดทำงานได้หากคนไร้คุณธรรมเต็มเมือง แต่ถ้าเราต้องเลือกระหว่าง “ศีลธรรมลอย ๆ” กับ “กติกาที่ตรวจสอบได้” เราควรยืนอยู่ข้างกติกา เพราะกติกาที่ดีคือการทำให้ความดีไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์

— คันฉ่องส่องไทย

อย่าหลงว่า “สหรัฐเข้าข้างกัมพูชา” แล้วปล่อยให้ไฟชาตินิยมเผาทั้งการทูตและประชาธิปไตย

คันฉ่องส่องไทย • เตือนภัย “เรื่องเล่า” ที่ทำให้เราอ่านเกมผิด

อย่าหลงว่า “สหรัฐเข้าข้างกัมพูชา”
แล้วปล่อยให้ไฟชาตินิยมเผาทั้งการทูตและประชาธิปไตย

เขียนในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่อยากชวนพี่น้องร่วมชาติคิดให้ลึกขึ้นอีกนิด—ก่อนที่อารมณ์จะนำเราไปไกลกว่าความจริง

เตือนสติรัฐบาลไทยและคนไทย ประเด็น: ชายแดน • เกมมหาอำนาจ • การเมืองไทย
ภาพประกอบ: เอกสารเผยแพร่ที่ถูกอ้างว่าสหรัฐหนุนกัมพูชา

เวลาบ้านเมืองมีเรื่องชายแดนหรือความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้าน ผมสังเกตอยู่เสมอว่า “เรื่องเล่า” ที่ลามเร็วที่สุด มักไม่ใช่ความจริงที่ซับซ้อน แต่เป็นคำอธิบายแบบง่าย ๆ ที่ทำให้เราโกรธได้ทันที หนึ่งในนั้นคือประโยคทำนองว่า “สหรัฐเข้าข้างกัมพูชา” หรือหนักขึ้นไปอีกว่า “ตะวันตกมันเล่นเรา” และหนังสืออ้างความสัมพันธ์ (ตามภาพ) ของบริษัทที่อยู่ในเมืองหลวงสหรัฐที่เสนอความช่วยเหลือต่อกัมพูชานั้น ถูกนำเสนอในทำนองนั้นอย่างจริงจังมาก

ผมไม่ได้บอกว่าเราห้ามวิจารณ์สหรัฐนะครับ ประเทศใดก็มีผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น แต่ผมอยากชวนคนไทยมองให้ตรงจุดว่า ถ้าเราเชื่อเรื่องเล่าแบบนี้แบบเหมารวม เรามีโอกาสสูงมากที่จะ อ่านเกมผิด และความเสียหายจะไม่ได้อยู่แค่เรื่องอารมณ์ในโลกออนไลน์ มันจะไปลงที่ “การทูต” และ “การเมืองในประเทศ” แบบเจ็บจริง

บางครั้งศัตรูที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ประเทศอื่น แต่คือ “เรื่องเล่า” ที่ทำให้เราใช้ความโกรธแทนเหตุผล

ก่อนอื่น ต้องแยกคำว่า “ฟัง” ออกจาก “เข้าข้าง” ให้ชัด ในโลกการทูต สหรัฐ (รวมถึงทุกมหาอำนาจ) สามารถ ฟัง เรื่องจากกัมพูชาได้ ฟังจากไทยได้ ฟังจากอีกหลายฝ่ายได้ การที่เขา “ฟัง” ไม่ได้แปลว่าเขาจะ “เข้าข้าง” ใครแบบอัตโนมัติ

ที่สำคัญ ถ้ากัมพูชาพึ่งพาจีนมากขึ้นจริง—ไม่ว่าจะด้านอาวุธหรือความร่วมมือความมั่นคง— นั่นยิ่งเป็นเหตุให้สหรัฐ ระมัดระวังการปะทุ มากขึ้น เพราะสหรัฐไม่ต้องการให้เหตุชายแดนกลายเป็นจุดที่ทำให้จีนได้พื้นที่อิทธิพลเพิ่มขึ้น ดังนั้นภาพแบบ “สหรัฐต้องเข้าข้างกัมพูชา” จึงไม่ใช่ข้อสรุปที่สมเหตุสมผลนัก ถ้าเรามองแบบผลประโยชน์ของสหรัฐเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่คนไทยเริ่มเห็นคือ “บริษัทล็อบบี้ในวอชิงตัน” หรือทีมที่รับงานด้านภาพลักษณ์/นโยบายให้รัฐบาลต่างชาติ เราต้องมองอย่างมีสติว่า ล็อบบี้ ≠ สั่งนโยบายสหรัฐ บริษัทเหล่านี้มีหน้าที่ช่วยลูกค้า “สื่อสาร” “วางกรอบ” “สร้างการรับรู้” และ “เข้าถึงเครือข่าย” แต่ไม่ได้มีอำนาจวิเศษที่จะบังคับให้รัฐบาลสหรัฐตัดสินใจสวนผลประโยชน์ของตัวเอง

สรุปแบบบ้าน ๆ: เขา “พยายามพูดให้คนในวอชิงตันได้ยิน” ได้ แต่เขา “สั่งให้วอชิงตันเลือกข้าง” แบบตามใจไม่ได้

แล้วทำไมเรื่องเล่า “สหรัฐเข้าข้างกัมพูชา” ถึงอันตรายเป็นพิเศษในไทย? เพราะในไทยเรามีกลุ่มความคิดต้านตะวันตก/เกลียดชังอเมริกาอยู่จริง และความคิดแบบนี้มักถูกนำมา “เติมไฟ” ได้ง่ายมากในยามวิกฤต พอไฟติด สิ่งที่ตามมาคือการถกเถียงเชิงเหตุผลจะถูกไล่ให้ถอยไปอยู่มุมมืด เหลือแต่เสียงดังกับการกล่าวหา

ตรงนี้เองที่ผมอยากเตือนรัฐบาลไทยและคนไทยทั่วไป: เรื่องเล่าแบบนี้มัน เอื้อ ต่อวาระการเมืองภายในอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมบางส่วนต้องการรวบอำนาจ หรืออย่างน้อยต้องการ “กลบกระแสประชาธิปไตย” ก่อนการเลือกตั้ง เพราะเมื่อปลุกชาตินิยมสำเร็จ การตรวจสอบรัฐบาลจะถูกตีตราเป็น “ไม่รักชาติ” การวิจารณ์ผู้มีอำนาจจะถูกมองเป็น “ทำลายความมั่นคง” และสุดท้ายประชาชนจะถูกบังคับให้เลือกข้างด้วยอารมณ์แทนหลักการ

อย่าปล่อยให้ “ศัตรูภายนอก” ถูกใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อปิดปาก “คำถามภายใน” ที่สำคัญกว่า

ในเกมมหาอำนาจ จีนและสหรัฐอาจไม่ได้อยากเห็นสงครามลุกลามจริง แต่มหาอำนาจทุกฝ่ายย่อมใช้ “ข้อมูล” “ภาพจำ” และ “อิทธิพล” เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ฉะนั้น ประเทศที่จะเสียเปรียบที่สุด คือประเทศที่ปลืน “เรื่องเล่าง่าย ๆ” เข้าไป แล้วปล่อยให้อารมณ์ในประเทศกำหนดท่าทีทางการทูต

ผมอยากให้รัฐบาลไทยยึดสิ่งหนึ่งเป็นศูนย์กลางเสมอ: ความชอบธรรมและข้อมูล พูดให้น้อยแต่ชัด ทำให้มากแต่สุขุม ไม่ใช่ปล่อยให้การสื่อสารแบบประชดประชันหรือการปลุกอารมณ์พาเราไปไกลกว่าหลักการ

คำเตือนถึงคนไทยแบบตรง ๆ: วิจารณ์สหรัฐได้ วิจารณ์ใครก็ได้ แต่โปรดอย่าให้ความโกรธทำให้เราหลงว่า “การฟัง” คือ “การเข้าข้าง” และอย่าปล่อยให้ไฟชาตินิยมถูกใช้เป็นเครื่องมือกลบประชาธิปไตย

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าความรักชาติที่เป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่การตะโกนดังที่สุด แต่คือการยืนให้มั่นบนเหตุผล และไม่ให้ใครใช้วิกฤตชายแดนมาเป็นบันไดทางการเมือง เพราะถ้าเราพลาด เราอาจเสียพร้อมกันสองอย่าง— เสียพื้นที่บนเวทีสากล และ เสียพื้นที่ประชาธิปไตยในบ้านเราเอง

ทำไม “อยู่ ๆ” กัมพูชาถึงมีการรุกล้ำและยั่วยุ ทั้งที่อยู่กันมาแบบนี้มาตั้งนานแล้ว?

คันฉ่องส่องไทย • ภูมิรัฐศาสตร์ชายแดน

ทำไม “อยู่ ๆ” ถึงมีการรุกล้ำและยั่วยุ
ทั้งที่อยู่กันมาแบบนี้มาตั้งนานแล้ว?

คำถามดูง่าย แต่คำตอบซับซ้อน เพราะ “สงคราม” มักไม่ได้เริ่มจากเหตุเดียว หากเริ่มจากแรงกดดันหลายก้อนที่สุกงอมพร้อมกัน แล้วเจอชนวนหนึ่งก่อไฟ

มีคำถามหนึ่งที่คนไทยจำนวนมากถามด้วยความงุนงงปนเจ็บใจว่า: “เรากับเขาอยู่กันมาแบบนี้นานแล้ว ทำไมอยู่ ๆ ถึงรุกล้ำ ทำไมอยู่ ๆ ถึงยั่วยุ?” คำถามนี้ดี เพราะมันบังคับให้เรามอง “เหตุ” อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่มองแบบอารมณ์หรือแบบเชียร์ทีม

แต่คำตอบที่แท้จริงไม่ใช่ “เพราะเขาเลว” หรือ “เพราะเราอ่อน” เพียงประโยคเดียว ความจริงคือความขัดแย้งชายแดนจำนวนมากในโลก—รวมถึงในภูมิภาคเรา—เป็นข้อพิพาทที่ ถูกแช่แข็งไว้ อยู่ได้นานเพราะทุกฝ่าย “คุมระดับความตึงเครียด” ให้ยังไม่ลุกเป็นไฟใหญ่ จนกว่าจะมีบางอย่างเปลี่ยนให้ “คุ้ม” ในทางการเมืองหรือผลประโยชน์

สงครามมักเริ่มเมื่อ “แรงกดดันหลายก้อนสุกงอมพร้อมกัน” แล้วเจอชนวนหนึ่งก่อไฟ

ข้อพิพาทที่อยู่มานาน ไม่ได้แปลว่ามันนิ่ง—มันแค่ถูกกดไว้

รากของความขัดแย้งเขตแดนในหลายพื้นที่มักย้อนกลับไปถึงยุคกำหนดเส้นเขตแดนสมัยอาณานิคม แผนที่บางชุด เส้นแบ่งบางช่วง และการตีความ “พื้นที่รอยต่อ” ทำให้เกิดช่องว่างที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิได้ เมื่อรัฐชาติสมัยใหม่โตขึ้น ความทรงจำทางประวัติศาสตร์และความรู้สึกเรื่องอธิปไตยยิ่งถูกปลุกได้ง่าย

แต่เพียงประวัติศาสตร์ยังไม่พอให้ปะทุ “ตอนนี้” สิ่งที่ทำให้ปะทุมักเป็น การเปลี่ยนสมการในปัจจุบัน: ใครได้อะไร ใครเสียอะไร ใครต้องการอะไร และใครคิดว่าตน “เสี่ยงได้”

ทำไม “อยู่ ๆ” ถึงรุกล้ำ? เพราะแรงจูงใจทางการเมืองภายในเปลี่ยน

การเมืองภายในเป็นเครื่องยนต์สำคัญของไฟชายแดน เมื่อรัฐบาล/ชนชั้นนำ/ผู้มีอำนาจในประเทศหนึ่งกำลังเผชิญแรงกดดัน—เศรษฐกิจชะลอ ความนิยมตก ข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน ความชอบธรรมสั่นคลอน “ประเด็นชายแดน” มักถูกใช้เป็นพื้นที่สร้างเอกภาพแบบเร่งด่วน: ทำให้คนหันมามองศัตรูภายนอกแทนปัญหาในบ้าน

คันฉ่องส่องไทย: เมื่อใดที่รัฐใช้ “ธงชาติ” เป็นผ้าห่มกลบแผลในบ้าน เมื่อนั้นชายแดนจะไม่ใช่พื้นที่ความมั่นคง แต่กลายเป็นเวทีการเมืองที่เสี่ยงให้ประชาชนจ่ายราคา

ทำไม “อยู่ ๆ” ถึงยั่วยุ? เพราะพื้นที่ชายแดน “มีราคาขึ้น” จากผลประโยชน์ใหม่

ชายแดนไม่ใช่แค่เส้นบนแผนที่ แต่เป็น “ช่องทางเศรษฐกิจ” ทั้งบนดินและใต้ดิน เมื่อกิจกรรมตามชายแดนมีมูลค่าสูงขึ้น—การค้า การขนส่ง แรงงาน การท่องเที่ยว และในบางพื้นที่รวมถึงกิจการเทา–ดำ ผู้ที่คุมจุดผ่านแดน เส้นทางลำเลียง และพื้นที่ยุทธศาสตร์ย่อมได้ทั้งรายได้ อิทธิพล และอำนาจต่อรอง

นี่ทำให้การ “ขยับพื้นที่” หรือ “สร้างเหตุ” บางครั้งไม่ใช่เป้าหมายเพื่อยึดดินแดนอย่างเดียว แต่อาจเป็นการยึด จุดยุทธศาสตร์ของผลประโยชน์ ที่ทำเงินได้จริง—ทั้งในระบบและนอกระบบ และเมื่อผลประโยชน์เหล่านี้พัวพันกับเครือข่ายข้ามชาติ ความขัดแย้งยิ่ง “คุมยาก” เพราะมีผู้ได้กำไรจากความไม่สงบ

แล้ว “จีน” อยู่ตรงไหนในภาพนี้—และจีนหวังอะไร?

ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ ไม่มีมหาอำนาจใด “ผลักหมาก” เพราะความสนุก มหาอำนาจมักต้องการสามอย่าง: พื้นที่อิทธิพล อำนาจต่อรอง และความมั่นคงของผลประโยชน์ตน เมื่อประเทศเล็กพึ่งพามหาอำนาจมากขึ้น—ด้านเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การทหาร หรือการทูต— ประเทศเล็กมัก “มั่นใจขึ้น” ว่ามีหลังพิง

จุดอันตรายอยู่ตรงนี้: มหาอำนาจอาจไม่ได้ต้องการสงครามเต็มรูปแบบ แต่การทำให้ฝ่ายหนึ่ง กล้าขึ้น อาจพอให้เกิดการคำนวณผิดพลาด แล้วความผิดพลาดนั้นก่อชนวน—ชนวนที่ลุกลามเพราะเชื้อไฟพร้อมอยู่แล้ว

จีนอาจ “หวัง” อะไรในภาพใหญ่ (กรอบวิเคราะห์)
  • เพิ่มอำนาจต่อรอง: ให้ภูมิภาคนี้เป็นพื้นที่ที่จีนมีน้ำหนักกำหนดทิศทางได้มากขึ้น
  • ขยายความลึกทางยุทธศาสตร์: ลดความเสี่ยงจากการถูกกดดันทางทะเล/การทหารจากคู่แข่ง
  • คุ้มครองผลประโยชน์: เสถียรภาพของเส้นทางลงทุน โลจิสติกส์ และผลประโยชน์ทุน
สิ่งที่มักเกิดขึ้นจริง (โดยไม่ต้องมีคำสั่งตรง)
  • ความมั่นใจผิด: หลังพิงทำให้คิดว่า “เสี่ยงได้” มากกว่าความจริง
  • การเล่นเกมขอบเขต: ทดสอบว่าอีกฝ่ายจะตอบโต้แค่ไหน
  • การยกระดับด้วยถ้อยคำ/สื่อ: ปลุกความโกรธเพื่อบีบให้การถอย “ทำไม่ได้”

ชนวนคืออะไร? มักเป็นเหตุเล็กที่ถูกขยายด้วยความไม่ไว้วางใจ

ชนวนของความรุนแรงชายแดนจำนวนมากเริ่มจากเหตุเฉพาะจุด: การกระทบกระทั่งของกำลังพล การตีความเส้นเขตแดนต่างกัน อุบัติเหตุ การลาดตระเวน หรือคำประกาศที่อีกฝ่ายมองว่า “ยั่วยุ”

ในภาวะที่เชื้อไฟพร้อม เหตุเล็กจะถูกขยายใหญ่ทันที เพราะการถอยถูกตีความว่า “อ่อนแอ” และผู้นำที่ถอยอาจเสียคะแนนนิยมในบ้านตนเอง นี่คือกลไกที่ทำให้ “คุมได้” กลายเป็น “คุมไม่ได้” อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ชนวน แต่คือความเชื่อว่า “เดี๋ยวก็หยุดได้” ทั้งที่เชื้อไฟถูกกองไว้เต็มแล้ว

สรุปคำตอบให้ตรง: ทำไม “อยู่ ๆ” ถึงเกิดขึ้น?

เพราะมันไม่ได้ “อยู่ ๆ” จริง ๆ — มันคือผลสะสมของแรงกดดันหลายก้อนที่ค่อย ๆ สุกงอม แล้วมีเหตุหนึ่งทำหน้าที่เป็นชนวนให้ไฟลุก

แผนที่เหตุแบบสั้น: ข้อพิพาทเดิม + ผลประโยชน์ใหม่ + การเมืองภายใน + เกมมหาอำนาจ + กิจการชายแดนเทา–ดำ + การคำนวณผิดพลาด → แล้วเจอ “ชนวน” → ไฟลุก

10 “ทำไม” ที่คนไทยควรถาม (เพื่อไม่หลงอารมณ์)

ทำไม 1: ทำไมปะทุตอนนี้ ไม่ใช่ก่อนหน้านี้?

เพราะ “ความคุ้ม” ทางการเมือง/ผลประโยชน์ของบางฝ่ายเปลี่ยน และแรงกดดันภายในสุกงอมพร้อมกัน

ทำไม 2: ทำไมเหตุเล็กถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่?

เพราะความไม่ไว้วางใจสูง และการถอยถูกตีความว่าเสียหน้า/เสียคะแนน จึงยกระดับแทนการยับยั้ง

ทำไม 3: ทำไมต้อง “ยั่วยุ” ด้วยถ้อยคำหรือสื่อ?

เพราะถ้อยคำราคาถูก แต่ผลแรง: มันล็อกอารมณ์สาธารณะ ทำให้ทางถอยของรัฐบาลแคบลง

ทำไม 4: ทำไมชายแดนบางช่วงถึง “แพง” ขึ้น?

เพราะเส้นทางลำเลียง/ผลประโยชน์/เศรษฐกิจชายแดนขยายตัว รวมถึงพื้นที่เทา–ดำในบางบริบท

ทำไม 5: ทำไมมหาอำนาจจึงเกี่ยวข้องแม้ไม่ยิงเอง?

เพราะอิทธิพล การลงทุน ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง และการทูต ทำให้ฝ่ายหนึ่งมั่นใจขึ้นและคำนวณเสี่ยงมากขึ้น

ทำไม 6: ทำไมไทยต้องรักษาความชอบธรรมบนเวทีสากล?

เพราะความชอบธรรมคือ “เกราะ” ที่ทำให้ไทยไม่ถูกดึงให้เสียเปรียบทางการทูต และไม่ตกเป็นฝ่ายถูกกล่าวหา

ทำไม 7: ทำไมความขัดแย้งจึงมักเรื้อรัง?

เพราะมีผู้ได้ประโยชน์จากภาวะคุมเครือ และเพราะการแก้ปมเขตแดนต้องใช้ความกล้าทางการเมืองและกลไกที่สังคมไว้วางใจ

ทำไม 8: ทำไม “ชนะทางทหาร” ไม่เท่ากับ “ชนะทางการเมือง”?

เพราะสงครามมีต้นทุนระยะยาว—เศรษฐกิจ การทูต ความรู้สึกประชาชน และความเสี่ยงการลาม—ซึ่งอาจแพ้แม้ชนะสนามรบ

ทำไม 9: ทำไมกิจการเทา–ดำจึงสำคัญต่อการอ่านชายแดน?

เพราะมันทำให้ความไม่สงบ “มีราคา” และทำให้ผู้คุมพื้นที่มีแรงจูงใจแอบแฝงที่ไม่อยู่บนโต๊ะเจรจา

ทำไม 10: ทำไมเราต้องแยก “ชนวน” ออกจาก “เชื้อไฟ”?

เพราะถ้าโทษแต่ชนวน เราจะไม่แก้เชื้อไฟ และความขัดแย้งจะกลับมาใหม่ในรูปแบบเดิมเสมอ

บทสรุปแบบคันฉ่องส่องไทย: ประเทศอย่าหลง “เรื่องเล่าแบบง่าย”

หากเราอธิบายทุกอย่างด้วยประโยคเดียว เราจะถูกลากด้วยอารมณ์ของประโยคนั้น แต่ถ้าเราเห็นโครงสร้าง เราจะเห็นว่า “ใครได้ประโยชน์จากไฟ” และ “ใครควรรับผิดชอบต่อเชื้อไฟ”

ความรักชาติที่มีวุฒิภาวะไม่ใช่การตะโกนดังที่สุดด้วยคำที่คลั่งชาติจนขาดสติ แต่คือการยืนบนหลักการให้มั่น: ปกป้องอธิปไตยด้วยความชอบธรรม ป้องกันการคำนวณผิดพลาด ตัดวงจรผลประโยชน์ที่เลี้ยงความเรื้อรัง และระวังทีท่าต่อมหาอำนาจด้วยปัญญาอันแยบยล

เมื่อทหารลดทอนการเมือง: ประเทศและปวงชนทั้งชาติคือผู้รับเคราะห์

คันฉ่องส่องไทย • เตือนภัยเชิงโครงสร้าง

เมื่อทหารลดทอนการเมือง: ประเทศและปวงชนทั้งชาติคือผู้รับเคราะห์

ประโยคสั้น ๆ อย่าง “นักการเมืองก็สร้างปัญหากันไป” อาจดูเป็นมุก แต่ซ่อนทัศนคติที่บ่อนทำลายรัฐสมัยใหม่—เพราะมันทำให้อำนาจหลุดพ้นจากความรับผิด

แก่น: อำนาจต้องรับผิด • ทหารต้องอยู่ใต้พลเรือน

ข้อความประเภท “นักการเมืองก็สร้างปัญหากันไป” ที่เพจกองทัพไทยได้นำเสนอดังปรากฏข้างล่างนี้ ไม่ใช่คำล้อเล่นไร้พิษภัย หากเป็นการปลูกฝังภาพจำว่า การเมืองคือผู้ร้ายโดยธรรมชาติ และทำให้สังคมเคยชินกับการลดทอนความชอบธรรมของอำนาจพลเรือน ทั้งที่ในประเทศสมัยใหม่ การเมืองคือกลไกแก้ปัญหาด้วยกติกา ไม่ใช่ด้วยกำลัง

ปัญหาไม่ใช่ว่าการเมืองไม่มีความผิดพลาด—การเมืองย่อมมีข้อบกพร่องเสมอ เพราะเป็นพื้นที่ที่ผลประโยชน์ชนกันและต้องต่อรองกัน แต่สิ่งที่อันตรายคือเมื่อ “ผู้ถืออาวุธ” ใช้ถ้อยคำที่ทำให้ประชาชนเชื่อว่า การเมืองไร้ค่า และความผิดพลาดของประเทศควรถูกโยนให้ฝ่ายบริหารฝ่ายเดียว นั่นคือการเบี่ยงความสนใจจากคำถามสำคัญที่สุด: ใครต้องรับผิดเมื่ออำนาจอื่นล้มเหลว

หน้าที่ของกองทัพคือคุ้มกันเขตแดน ไม่ใช่บ่มเพาะความเกลียดชังต่อการเมือง

หลักการง่าย ๆ ของรัฐสมัยใหม่คือกองทัพต้องทำหน้าที่ป้องกันประเทศและอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากประชาชน การสื่อสารสาธารณะของกองทัพจึงควรสะท้อนความเป็นมืออาชีพ: เคารพบทบาทรัฐบาล เลี่ยงถ้อยคำที่ลดทอนการเมือง และไม่ทำให้สาธารณะเข้าใจว่า “การเมืองคือปัญหาเสมอ” เพราะนั่นเท่ากับบ่อนทำลายกลไกที่ประชาชนใช้ตรวจสอบและแก้ไขบ้านเมืองด้วยตนเอง

ประเทศไม่ได้ล้มเพราะการเมืองมีปัญหา แต่ล้มเพราะมีอำนาจที่ไม่ยอมรับว่า “ตนเองต้องรับผิดด้วย”

ถ้าชายแดนเรื้อรัง ใครรับผิดชอบต่อประสิทธิภาพด้านความมั่นคง

หากประเทศเพื่อนบ้านที่ด้อยกว่าในหลายมิติยังสามารถสร้างปัญหาชายแดนได้ยืดเยื้อ คำถามเชิงความรับผิดชอบย่อมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ: เหตุใดปัญหาจึงถูกปล่อยให้สะสมจนกลายเป็นชนวนที่กระทบการทูตและเศรษฐกิจ แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อ “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นในสนามที่กองทัพมีบทบาทโดยตรง

การโยนความผิดให้ “นักการเมือง” อาจทำให้คนบางกลุ่มสะใจ แต่ไม่ได้ทำให้ชายแดนมั่นคงขึ้น ไม่ได้ทำให้การทูตแข็งแรงขึ้น และไม่ได้ทำให้ประเทศไทยดูเป็นรัฐที่มีเสถียรภาพในสายตานานาชาติ ตรงกันข้าม มันทำให้ภาพของรัฐไทยดูคลุมเครือว่าขอบเขตอำนาจอยู่ตรงไหนกันแน่

การเมืองระหว่างประเทศไม่เล่นมุก

ถ้อยคำจากหน่วยงานความมั่นคงสามารถถูกตีความเป็น “ท่าทีของรัฐ” ได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อเป็นบัญชีทางการหรือสื่อสารในนามองค์กร ถ้อยคำที่ลดทอนรัฐบาลพลเรือนหรือโยนความผิดให้การเมือง จึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ภายในประเทศ แต่เป็นต้นทุนทางการทูตที่รัฐบาลต้องแบกรับขณะเจรจา และสุดท้ายผู้จ่ายราคาคือประชาชนทั้งชาติ

คันฉ่องส่องไทย: มุกที่ทำให้เราหัวเราะ อาจเป็นเครื่องมือทำให้สังคมเคยชินกับการลดทอนอำนาจประชาชน เมื่อใดที่ “ความจริง” ต้องขออนุญาตก่อนพูด เมื่อนั้นประเทศกำลังเดินถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

ข้อเตือนถึงคนไทยทุกคน

จงวิพากษ์นักการเมืองได้เต็มที่ แต่ต้องไม่เผลอรับ “กรอบคิด” ที่ทำให้การเมืองกลายเป็นผู้ร้ายตลอดกาล เพราะถ้าสังคมเชื่อว่าการเมืองเลวโดยธรรมชาติ สังคมก็จะเริ่มยอมรับโดยไม่รู้ตัวว่า อำนาจอื่นสามารถ “เหนือการเมือง” ได้—และนั่นคือประตูสู่ความไม่รับผิด

ประเทศจะไปต่อได้ก็ต่อเมื่อทุกอำนาจ—ไม่ว่ามาจากที่ใด—ยอมอยู่ภายใต้หลักเดียวกัน: อำนาจต้องถูกตรวจสอบ และต้องรับผิด หากเรายอมให้มีอำนาจที่พูดได้โดยไม่ต้องรับผิด คิดได้โดยไม่ต้องถูกตรวจสอบ และทำได้โดยไม่ต้องยอมรับผลลัพธ์ เรากำลังเปิดทางให้ประเทศติดหล่มเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หมายเหตุ: บทความนี้มุ่งชี้ภัยเชิงโครงสร้าง ไม่พุ่งโจมตีบุคคล เพราะปัญหาหลักไม่ใช่ “ใครพูด” แต่อยู่ที่ “กรอบคิด” ที่ทำให้สังคมหลงทางจากหลักรัฐสมัยใหม่

ทำไมประเทศไทยต้องเป็น “เสรีประชาธิปไตย”

คันฉ่องส่องไทย • การเมืองเชิงโครงสร้าง

ทำไมต้อง “เสรีประชาธิปไตย”

เพราะประเทศที่ไม่ยอมให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจจริง ย่อมต้องใช้ความกลัวแทนความชอบธรรม และใช้พิธีกรรมแทนความยุติธรรม

อัปเดต: ฉบับเขียนใหม่ในกรอบคิดปัจจุบันจากบทความที่เผยแพร่เพื่อคนเสื้อแดงเมื่อ 30 มีนาคม 2552

ประเทศไทยไม่ได้ตกต่ำเพราะคนไทย “โง่” หรือ “เลว” ไปพร้อมกันทั้งชาติ หากแต่เพราะระบบถูกออกแบบให้ ความเลวอยู่ได้โดยไม่ต้องรับผิด และให้ความดีทำงานยากจนแทบไร้ผล เมื่อโครงสร้างคุ้มครองผู้ใช้อำนาจมากกว่าคุ้มครองประชาชน ความอยุติธรรมจึงไม่ใช่ข้อผิดพลาด—แต่มันคือ “ผลผลิตตามแบบแปลน”

คำถามว่า “ทำไมต้องเสรีประชาธิปไตย” จึงไม่ใช่เรื่องชอบ-ไม่ชอบลัทธิการเมืองใด หากเป็นคำถามเชิงความอยู่รอดของสังคม: ประเทศจะยังเป็นประเทศได้อย่างไร หากประชาชนต้องอยู่กับระบบที่ไม่ยอมรับความเป็นเจ้าของประเทศของประชาชนเอง

มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทรัพย์สินของรัฐ

มนุษย์เกิดมาพร้อมศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพราะรัฐอนุญาต แต่เพราะความเป็นมนุษย์นั้นเอง เสรีภาพไม่ใช่ “ของขวัญจากผู้ปกครอง” และสิทธิไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “ขออนุญาตใช้” รัฐที่มีอารยะจึงมีหน้าที่ รับรอง สิทธิพื้นฐาน มิใช่ ต่อรอง หรือ ยึดไว้เป็นเครื่องมือ

คันฉ่องส่องไทย: เมื่อรัฐเริ่มทำให้ “การตั้งคำถาม” กลายเป็นความผิด เมื่อนั้นรัฐได้ประกาศกลาย ๆ แล้วว่า ความจริงคือภัย และ ประชาชนคือผู้ต้องสงสัย

เสรีประชาธิปไตยคือการยอมรับว่า “อำนาจเป็นของประชาชนจริง”

ความเข้าใจผิดใหญ่ในไทยคือคิดว่า “มีเลือกตั้ง = เป็นประชาธิปไตย” ทั้งที่แก่นของเสรีประชาธิปไตยอยู่ที่หลักง่าย ๆ แต่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด: อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และผู้ใช้อำนาจต้องมาจากความยินยอมของผู้ถูกปกครอง พร้อมถูกตรวจสอบ ถอดถอน และรับโทษได้

หากระบบใดทำให้ผู้ใช้อำนาจ “สูงเกินแตะ” “ใหญ่เกินถาม” หรือ “ศักดิ์สิทธิ์เกินตรวจ” ระบบนั้นอาจมีชื่อเรียกสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติ มันคือระบอบที่ปฏิเสธความเป็นพลเมือง แล้วผลักประชาชนกลับไปเป็นเพียง “ราษฎร” ผู้มีหน้าที่เชื่อฟัง

ปัญหาไทยไม่ใช่แค่นักการเมืองเลว แต่คือโครงสร้างที่คุ้มครองความเลว

เรามักโทษตัวบุคคล: คนนี้เลว คนนั้นโกง คนโน้นขายชาติ แต่การโทษแบบนี้ทำให้เรา “หลงเป้า” เพราะต่อให้เปลี่ยนคนเลวไปกี่รอบ ถ้าโครงสร้างยังออกแบบให้การใช้อำนาจไม่ต้องรับผิด ประเทศก็จะได้คนเลวหน้าใหม่วนมาแทนที่เหมือนเดิม

สัญญาณของโครงสร้างที่ล้มเหลวคือรัฐธรรมนูญถูกฉีกซ้ำ ๆ การรัฐประหารถูกทำให้กลายเป็น “ทางเลือก” และกติกาสูงสุดถูกเขียนใหม่เพื่อรับรองผู้ยึดอำนาจ มากกว่ารับรองเจ้าของอำนาจที่แท้จริงคือประชาชน เมื่อการปล้นอำนาจสามารถถูก “ทำให้ถูกกฎหมายย้อนหลัง” ได้ ประเทศนั้นย่อมเสียฐานของนิติรัฐตั้งแต่ราก

เสรีประชาธิปไตยไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่มีคนชั่ว แต่ให้กลไกว่า “คนชั่วไม่มีสิทธิอยู่ยาวโดยไม่ต้องรับผิด”

รัฐไทยติดกับดัก “ศักดิ์สิทธิ์เหนือการตรวจสอบ”

รัฐสมัยใหม่ต้องยืนบนหลักว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่รัฐไทยจำนวนมากของยุคตกต่ำกลับเดินกลับทาง—สร้างพื้นที่ปลอดความรับผิดให้บางอำนาจ ผลลัพธ์คือความยุติธรรมถูกทำให้เป็นเรื่องของ “ฝ่าย” มากกว่าหลักการ และความจริงถูกกดให้เงียบด้วยพิธีกรรมทางกฎหมายและภาษาที่ทำให้การวิพากษ์กลายเป็นอันตราย

เมื่ออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ถูกผูกโยงหรือพึ่งพาแหล่งชอบธรรมเดียวกันอย่างแนบแน่น การถ่วงดุลย่อมลดรูปเหลือเพียงท่าทาง สิ่งที่ดูเหมือน “กติกา” จึงกลายเป็นเพียง “ตรายาง” เพื่อสร้างภาพว่าระบบยังน่าเชื่อถือ ทั้งที่ความเชื่อถือนั้นถูกกัดกร่อนจากข้างใน

เสรีประชาธิปไตยไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของความเป็นประเทศ

ไม่มีประเทศใดไร้ปัญหา ประเทศเสรีประชาธิปไตยก็มีความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ และความผิดพลาด แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างเป็นชะตากรรม คือเสรีประชาธิปไตยมี ระบบแก้ผิดโดยสันติ ผู้นำผิด—เปลี่ยนได้ กฎหมายไม่เป็นธรรม—แก้ได้ สถาบันล้มเหลว—ปฏิรูปได้ เพราะประชาชนมีสิทธิที่จะถาม ตรวจสอบ และกำหนดอนาคตของตนเอง

ในทางกลับกัน หากระบบใดไม่เปิดช่องให้แก้ผิดอย่างสันติ แรงกดดันจะสะสมเหมือนความจริงที่ถูกปิดฝาไว้แน่น—วันหนึ่งย่อมปะทุ นี่ไม่ใช่คำขู่ นี่คือกลไกธรรมดาของสังคมมนุษย์: ความอยุติธรรมที่ไร้ทางออก ย่อมสร้างความปั่นป่วนเป็นทางเข้า

บทส่งท้าย: คันฉ่องไม่ได้มีไว้ปลอบใจ

คันฉ่องมีไว้สะท้อน แม้ภาพนั้นจะทำให้เราเจ็บตา วันนี้คำถามจึงไม่ใช่ว่า “เราพร้อมหรือยังสำหรับเสรีประชาธิปไตย” หากแต่คือเราจะยอมอยู่กับระบบที่ลดเราให้ต่ำกว่ามนุษย์ และผูกอนาคตลูกหลานไว้กับโครงสร้างที่ไม่ยอมรับความจริง ไปอีกนานเท่าไร

คำถามสุดท้ายที่ควรอยู่ในใจ: ถ้าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศจริง ทำไมการตรวจสอบอำนาจจึงเป็นเรื่องเสี่ยง และทำไม “ความจริง” จึงต้องขออนุญาตก่อนพูด

หมายเหตุเพื่อผู้อ่าน: ข้อเขียนนี้ตั้งใจชวนคิดเชิงโครงสร้าง ไม่ผูกติดกับตัวบุคคลหรือฝั่งการเมืองใดเป็นพิเศษ เพราะปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยไม่ใช่การมี “คนเลว” หากคือการมี “ระบบที่ทำให้คนเลวไม่ต้องรับผิดและคนดีต้องทำเลวเพื่อเอาตัวรอด”

มิติด้านมืดที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ: สิ่งที่ "คันฉ่อง" สะท้อนให้เห็นมากกว่าตัวเลข

มิติด้านมืดที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ: สิ่งที่ "คันฉ่อง" สะท้อนให้เห็นมากกว่าตัวเลข นอกจากพายุภายนอกและหนี้ครัวเรือนแล...