ทำไมระบอบอำนาจดั้งเดิมจึงเลือก “เสถียรภาพ” มากกว่า “ความเปลี่ยนแปลง”?
ทำไมกลุ่มอำนาจดั้งเดิมในไทยและหลายประเทศทั่วโลก จึงยอมรับนายกแบบประยุทธ์ อนุทิน หรือแม้แต่ “คนกลาง” ที่ไร้สีสัน แต่กลับกลัวและต่อต้านผู้นำที่เก่งจริง มีวิสัยทัศน์ และพร้อมเปลี่ยนกติกา อย่างทักษิณ ชินวัตร หรือพิธา ลิ้มเจริญรัตน์?
ทำไมผู้นำที่ “เงียบ ขรึม ควบคุมได้” จึงถูกมองว่า “ปลอดภัย” มากกว่าผู้นำที่ “ฉลาด กล้า และทันโลก”?
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอารมณ์ แต่เป็นเรื่องโครงสร้างอำนาจที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่ลาตินอเมริกา แอฟริกา เอเชีย ไปจนถึงยุโรปตะวันออก
และเพื่อเข้าใจมัน เราต้องมองแบบเย็น ๆ ไม่ใช่แบบโกรธ
1. เสถียรภาพสำคัญต่อ “โครงสร้างอำนาจ” มากกว่าการเปลี่ยนแปลง
สถาบันดั้งเดิมและเครือข่ายชนชั้นนำมีภารกิจเดียวที่สำคัญที่สุดคือ รักษาความต่อเนื่องของตัวเอง
ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว = ความเสี่ยงสูงต่อ
- โครงสร้างอำนาจเก่า
- ระบบเศรษฐกิจที่ผูกโยงกับอำนาจ
- ความมั่นคงของสถาบันหลัก
- ความสัมพันธ์ระหว่าง “คนในวง”
ดังนั้นผู้นำแบบอนุรักษ์นิยมจึงถูกเลือกเพราะ:
- ✓ คาดการณ์ได้
- ✓ เจรจาได้
- ✓ ควบคุมได้
- ✓ ไม่สั่นคลอน “บ้านเก่า”
ในไทย เราจึงเห็นภาพชัดเจน: ชนชั้นนำยอมรับ “ประยุทธ์” ที่มาจากรัฐประหาร 8 ปี ยอมรับ “อนุทิน” ที่เป็นตัวแทนทุนเก่าและข้าราชการ แต่กลับไม่ยอม “ทักษิณ” ที่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และยิ่งไม่ยอม “พิธา” ที่พูดถึงการปฏิรูปสถาบัน ภาษีที่ดิน และกติกาใหม่
เพราะคนแรก ๆ “รักษา” ได้ คนหลัง ๆ “เปลี่ยน” จริง
2. ความกลัวความไม่แน่นอน (Fear of Uncertainty)
การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่เปลี่ยนนโยบาย แต่คือการเปลี่ยน “สมดุลอำนาจ” ที่สะสมมานานหลายทศวรรษ
สิ่งที่ชนชั้นนำกลัวที่สุดคือ
- การเปิดโปงผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่
- การตรวจสอบอำนาจที่ไม่เคยถูกแตะต้อง
- การกระจายอำนาจที่ควบคุมไม่ได้
- มวลชนที่ตื่นรู้และเคลื่อนไหวเอง
พวกเขาจึงเลือก “ความเสี่ยงต่ำ” แทน “ความหวังสูง” นี่คือเหตุผลที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่อง “เกลียดทักษิณ” หรือ “กลัวพิธา” แต่คือกลัวระบบเก่าจะพัง
3. เหตุใดทหารจึงถูกมองว่าเป็น “ผู้รักษาระเบียบ”
ในหลายประเทศ รวมถึงไทย กองทัพถูกสร้างขึ้นมาให้เป็น “เสาหลักสุดท้ายของรัฐ”
เมื่อการเมืองขัดแย้งรุนแรง ชนชั้นนำจะหันไปหาทหารทันที เพราะ
- มีวินัยชัดเจน
- มีโครงสร้างคำสั่งเด็ดขาด
- สามารถ “ปิดเกม” ได้เร็ว
ในไทย เราจึงเห็นรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกบรรยายว่า “จำเป็นเพื่อความสงบ” แม้จะแก้ปัญหาแค่ระยะสั้น แต่สร้างความเปราะบางระยะยาว
4. ทำไมรัฐธรรมนูญจึงถูกออกแบบมาเพื่อ “ควบคุมประชาชน”?
รัฐธรรมนูญไทยหลายฉบับ (โดยเฉพาะ 2550 และ 2560) ไม่ได้ถูกเขียนเพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าแห่งอำนาจ แต่ถูกเขียนเพื่อ
- ป้องกันการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน
- ควบคุมความขัดแย้ง
- รักษาบทบาทของสถาบันดั้งเดิม
- ป้องกัน “เผด็จการของเสียงข้างมาก”
ผลคือ รัฐธรรมนูญกลายเป็น “กรงทอง” ที่ให้ประชาชนเลือกได้… แต่เลือกได้แค่คนที่ระบบยอมรับ
5. จิตสำนึกแบบอำนาจนิยมไม่ได้อยู่แค่ในชนชั้นนำ
ความจริงที่เจ็บปวดแต่ต้องพูดคือ จิตสำนึกแบบ “อยากได้ผู้นำเข้มแข็ง” อยู่ทั่วทั้งสังคม
ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังต้องการ
- ผู้นำที่ “สั่งได้” มากกว่าที่ “คุยได้”
- ความสงบมากกว่าการถกเถียง
- ความมั่นคงมากกว่าสิทธิเสรีภาพ
นี่ไม่ใช่ความโง่ของประชาชน แต่เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ การศึกษา และสื่อมวลชนมานานหลายสิบปี
6. รูปแบบเดียวกันในประวัติศาสตร์โลก
รูปแบบนี้เกิดซ้ำในทุกทวีป
- ลาตินอเมริกา: ชนชั้นนำสนับสนุนเผด็จการทหาร
- ฟิลิปปินส์: ยอมมาร์กอส ยอมดูเตอร์เต้ แต่ไม่ยอมคนที่แท้จริงปฏิรูป
- ไทย: ยอมประยุทธ์ ยอมอนุทิน แต่ไม่ยอมทักษิณ-พิธา
จนกระทั่งประชาชนตื่นรู้พอ และชนชั้นนำยอมปรับตัว ระบอบใหม่จึงเกิดขึ้นโดยไม่ต้องนองเลือด
7. สัญญาณที่บ่งบอกว่าสังคมกำลังเปลี่ยน
เมื่อประชาชนเริ่ม
- ตั้งคำถามถึงโครงสร้างอำนาจ
- อ่านรัฐธรรมนูญ
- เรียกร้องความโปร่งใส
- ต้องการความเสมอภาคทางกฎหมาย
- มองตัวเองเป็น “พลเมือง” ไม่ใช่ “ขี้ข้า”
นั่นไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่คือสัญญาณว่าสังคมไทยกำลังเติบโตขึ้น
8. ทางออกที่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
ประวัติศาสตร์สอนเราว่า การปะทะรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อ
- ผู้มีอำนาจปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง
- ประชาชนหมดศรัทธาในสถาบันทุกอย่าง
- ช่องทางสันติถูกปิดหมด
แต่การแตกหักสามารถหลีกเลี่ยงได้ หาก
- ✓ ผู้ถืออำนาจยอมปรับตัว
- ✓ ประชาชนยึดมั่นสันติวิธี
- ✓ สถาบันเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้ร่วมกัน
- ✓ กติกาสามารถพัฒนาได้ตามกาลเวลา
บทสรุป: การตื่นรู้ต้องไม่กลายเป็นความเกลียดชัง
การเข้าใจโครงสร้างอำนาจ ไม่ได้หมายถึงการเกลียดผู้มีอำนาจ
และการรักษาเสถียรภาพ ไม่ควรหมายถึงการหยุดยั้งการเติบโตของประชาชน
สังคมที่ยั่งยืนจริง ๆ ไม่ใช่สังคมที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะขาดลอย แต่คือสังคมที่ทั้งสองฝ่ายเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ภายใต้กติกาที่ทุกคนรู้สึกว่า “ยุติธรรม”
เมื่อประชาชนรู้เท่าทัน… และผู้ถืออำนาจรู้ตัว…
ความมั่นคงที่แท้จริง จะไม่เกิดจากการควบคุม แต่เกิดจากความไว้วางใจ
และความไว้วางใจ เกิดจากความยุติธรรมที่ทุกฝ่ายสัมผัสได้จริง
