คันฉ่องส่องไทย: เกมชินวัตรบนกระดานที่คนอื่นขีดเส้น

 

คันฉ่องส่องไทย: เกมชินวัตรบนกระดานที่คนอื่นขีดเส้น

คันฉ่องส่องไทย: เกมชินวัตรบนกระดานที่คนอื่นขีดเส้น

เวลาพูดถึง “วิบากกรรมของทักษิณ” หรือ “กรรมทางการเมืองของตระกูลชินวัตร” คนจำนวนมากมักมองไปที่ตัวบุคคล ว่าคือคนที่เคยท้าทายอำนาจเก่า ใช้อำนาจรัฐผิดทาง หรือเลือกเล่นเกมการเมืองเสี่ยงเกินไป แล้วสุดท้ายก็ต้องถูกระบบ “เล่นงานคืน” ถูกใช้แล้วทิ้ง ถูกหักหลัง ถูกบดขยี้อย่างที่บทวิเคราะห์การเมืองทั้งหลายมักสรุปกัน

แต่ถ้ามองผ่าน “คันฉ่องส่องไทย” เราจะเห็นอีกชั้นหนึ่งที่ลึกกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เพียง “กรรมส่วนตัวของทักษิณ” หากเป็น “วิบากกรรมของโครงสร้างการเมืองไทยทั้งระบบ” ที่ไม่เคยยอมให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง ใครก็ตามที่พยายามใช้กลไกเลือกตั้งให้ประชาชนมีน้ำหนักมากขึ้น ล้วนต้องเผชิญชะตาคล้าย ๆ กัน ไม่ว่าจะชื่อปรีดี ป๋วย ชาติชาย ยิ่งลักษณ์ ธนาธร พิธา หรือทักษิณเอง

ถ้าเรามองการเมืองไทยเหมือนกระดานหมาก เกมนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากการที่ผู้เล่นทุกฝ่ายตกลงกติกากันอย่างเสมอภาค หากเป็นกระดานที่ถูกคนกลุ่มหนึ่งขีดเส้นไว้ก่อนแล้วว่า รูปแบบไหนรับได้ แรงแค่ไหนพอทน ใครก็ตามที่เดินหมากจนไปแตะ “เส้นแดง” ของโครงสร้างอำนาจ ก็จะถูกสกัด ถูกเล่นงาน หรือถูกบีบให้ถอย ตั้งแต่นั้นมา ผู้เล่นทุกคนก็ต้องอยู่ในเกมที่ “แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม” เพียงแต่จะแพ้เร็วหรือแพ้ช้า และระหว่างทางจะได้ใช้ประโยชน์จากชัยชนะชั่วคราวมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

ในมุมนี้ การกลับมาของทักษิณ การที่พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ข้ามขั้วทางการเมือง และท้ายที่สุดถูก “ตัดกำลัง-บดขยี้-ใช้แล้วทิ้ง” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับกระดานแบบไทย ๆ เพราะนี่คือเกมที่ออกแบบมาเพื่อให้คนคุมกระดานรักษาอำนาจของตัวเอง ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้พรรคการเมืองใด หรือประชาชนฐานล่างกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางประเทศจริง ๆ

หลายคนบอกว่า ทักษิณและเพื่อไทย “ประเมินผิด” ไม่คิดว่าต้องจ่ายราคาแพงขนาดนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เราอาจต้องยอมรับความจริงตรง ๆ ว่า การไปเจรจากับอำนาจที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความชอบธรรมตั้งแต่แรก ย่อมไม่ใช่ดีลแบบ win-win เพราะฝ่ายที่ไม่เคยยึดโยงกับประชาชน ไม่มีแรงกดดันให้ต้องรักษาสัญญาใด ๆ ไว้กับใคร นอกจากรักษาอำนาจของตัวเองให้ได้นานที่สุด

พรรคเพื่อไทยในห้วงเวลาหนึ่ง จึงกลายเป็น “เครื่องมือสำรอง” ที่ถูกหยิบมาใช้ยามจำเป็น คือมีฐานเสียง มีความชอบธรรมจากประชาชนในระดับหนึ่ง พอจะช่วยประคองเสถียรภาพการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้ แต่ไม่เคยถูกยอมรับให้เป็น “หัวใจของระบอบ” ที่จะขยับประเทศไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบจริง ๆ เมื่อทำภารกิจที่ระบบต้องการเสร็จ ก็ถูกลดบทบาท ถูกบีบ ถูกทำลายความนิยม แล้ววงจรก็วนกลับไปสู่การมองหาคนใหม่ พรรคใหม่ กลุ่มใหม่ ที่จะถูกหยิบมาใช้ในจังหวะต่อไป

ส่วนคะแนนนิยมที่ลดลงของเพื่อไทย หากมองผ่านคันฉ่องส่องไทย เราไม่ได้มองเพียงว่า เพราะ “สื่อโจมตี” หรือ “โพลชี้นำ” เท่านั้น แม้สิ่งเหล่านี้จะมีจริง แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่ม “มองเห็น” โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงมากขึ้น เห็นว่าพรรคไหนยืนอยู่ข้างการปฏิรูปโครงสร้าง พรรคไหนเลือกจะประนีประนอม พรรคไหนเลือกจะ “อยู่กับระบบ” มากกว่าอยู่กับประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนระบบนั้น

การข้ามฟาก การทิ้งแนวร่วมที่ได้รับคะแนนเสียงอันดับหนึ่งจากประชาชน จึงไม่ได้เป็นเพียงการ “ดีลการเมือง” ธรรมดา หากเป็นสัญญาณบางอย่างที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่า เสียงของตนเองถูกนำไปใช้ต่อรองบนโต๊ะ ที่ตนไม่เคยถูกเชิญให้เข้าไปนั่ง ความเชื่อมั่นจึงสึกกร่อน คะแนนนิยมจึงร่วงลง ไม่ใช่เพราะประชาชนไม่เข้าใจการเมือง แต่เพราะ “เข้าใจมากขึ้น” ต่างหาก

เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่ 2549 จนถึงปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับทักษิณและตระกูลชินวัตรจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแยกโดดเดี่ยว แต่เป็นหนึ่งในชุดเหตุการณ์ยาวนานที่สะท้อนว่ารัฐไทยไม่เคยยอมให้ประชาชนถืออำนาจจริง ใครก็ตามที่ได้รับความนิยมสูง ใช้กลไกเลือกตั้งดันนโยบายที่ไปแตะผลประโยชน์เก่า จะถูกตราหน้าว่า “อันตราย” “ซื้อเสียง” หรือ “ล้มเจ้า” แล้วตามมาด้วยการจัดระเบียบใหม่ทุกครั้ง

ในแง่นี้ โศกนาฏกรรมไม่ใช่เรื่องของทักษิณคนเดียว แต่เป็นโศกนาฏกรรมของประเทศที่ติดอยู่ในระบบที่มีเจ้าของโต๊ะเล่นคุมเกมอยู่ตลอดเวลา ประชาชนอาจได้เลือกพรรค ได้เห็นการเปลี่ยนตัวนายกฯ แต่ระบอบลึกข้างใต้แทบไม่ขยับไปไหน ผลคือ ทุกครั้งที่มีความหวังว่า “รอบนี้อาจต่างออกไป” เราก็ย้อนกลับมาพบภาพเดิม คือการรัฐประหาร การตัดสิทธิ การยุบพรรค และการใช้พรรคที่มีฐานเสียงเป็นเพียง “ตัวช่วยชั่วคราว” ในยามที่ชนชั้นนำต้องการ

เมื่อเกมถูกขีดเส้นโดยคนที่ไม่เคยเล่นเพื่อประชาชน ผู้เล่นทุกคนบนกระดาน — ไม่ว่าจะชื่อชินวัตร หรือชื่ออื่น — ก็มีแต่แพ้ในระยะยาว บางคนแพ้เพราะต่อสู้กับระบบจนถูกทำลาย บางคนแพ้เพราะเลือกประนีประนอมจนสูญเสียศรัทธาของมวลชน ส่วนผู้แพ้ตัวจริงคือประชาชน ที่ต้องอยู่ในประเทศที่ใช้การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรม แต่มิใช่เครื่องมือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจอย่างแท้จริง

สิ่งที่ “คันฉ่องส่องไทย” อยากชวนให้เห็นจึงไม่ใช่เพียงชะตากรรมของทักษิณหรือพรรคเพื่อไทย แต่คือภาพใหญ่ของโต๊ะที่ทุกคนกำลังเล่นอยู่ ถ้าเรายังโทษแต่ตัวหมาก โทษแต่คนเดินหมาก โดยไม่กล้าตั้งคำถามกับคนที่ขีดเส้นกระดานและออกแบบกติกา ประเทศไทยก็จะยังติดอยู่ในวงจรเดิมต่อไปไม่รู้จบ เปลี่ยนหน้า เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนพรรค แต่ไม่เคยเปลี่ยน “โครงสร้าง” จริง ๆ เสียที

คันฉ่องส่องไทย: ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้า—รากแก้ว รากฝอย และภาพสะท้อนเทียบเวียดนาม

คันฉ่องส่องไทย: ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้า—รากแก้ว รากฝอย และภาพสะท้อนเทียบเวียดนาม คันฉ่องส่องไทย ...