ความเข้าใจผิดพลาดของศาสตราจารย์สุรชาติ บำรุงสุข ต่อนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์

อ่านบทความอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_880271

โดย คันฉ่องส่องไทย
30 มกราคม 2569

ในบทความ "ทรัมป์- ผู้เขย่าโลก!" ของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ได้นำเสนอมุมมองที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดและการตีความที่บิดเบือนต่อนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในปีแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง (อ่านนโยบายอเมริกาเฟิร์สต์ โดย คันฉ่องส่องโลก)

ศาสตราจารย์สุรชาติอธิบายว่านโยบายของทรัมป์เป็นการ "เขย่าโลก" ที่นำไปสู่ความปั่นป่วนและผันผวน โดยมองว่าทรัมป์ละทิ้งบทบาทผู้นำโลก สร้างศัตรูกับพันธมิตร และอาจนำไปสู่การล้มล้างระเบียบโลกแบบเสรีนิยม แต่ในความเป็นจริง นโยบาย "อเมริกาเฟิร์สต์" ของทรัมป์เป็นการปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อฟื้นฟูความเข้มแข็งของสหรัฐอเมริกาและโลก สร้างสันติภาพผ่านความเข้มแข็ง และจัดการกับภัยคุกคามที่ถูกมองข้ามมานาน เราจะชี้ให้เห็นจุดที่ศาสตราจารย์สุรชาติเข้าใจผิด โดยอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงจากยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2568 และการกระทำจริงของรัฐบาลทรัมป์
1. "เขย่าโลก" ไม่ใช่ความปั่นป่วน แต่เป็นการแก้ไขระบบที่ล้มเหลวศาสตราจารย์สุรชาติอ้างว่านโยบายของทรัมป์สร้างความผันผวนที่ไม่คาดคิด แต่ในความจริง นโยบายนี้เป็นการมุ่งเป้าที่ "สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง" (Peace Through Strength) ที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ ในสมัยแรก ทรัมป์นำไปสู่สนธิสัญญาอับราฮัม แอ็คคอร์ดส์ที่สร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง และในปี 2568 ทรัมป์ยุติความขัดแย้งอีก 8 แห่งทั่วโลก รวมถึงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และสงครามในกาซา โดยคืนตัวประกันทั้งหมด โดยรายสุดท้ายมีการค้นพบเมื่อวันก่อนนี้เอง การ "เขย่า" ที่กล่าวถึงคือการแก้ไขระบบระหว่างประเทศที่ล้มเหลว เช่น การถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพ 66 แห่ง เพื่อมุ่งเน้นผลประโยชน์ที่แท้จริงของอเมริกาและพันธมิตร ไม่ใช่การละทิ้ง แต่เป็นการนำที่ฉลาดกว่า2. ทรัมป์ไม่ได้ละทิ้งบทบาทผู้นำโลก แต่กำหนดใหม่ให้เข้มแข็งกว่าเดิมศาสตราจารย์สุรชาติกล่าวหาว่าทรัมป์ "ไม่เป็นผู้นำโลก" และละทิ้งหลักการตะวันตก แต่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2568 ยืนยันว่าทรัมป์นำด้วยหลักการ "อเมริกาเฟิร์สต์" ที่เน้นผลประโยชน์แห่งชาติที่ชัดเจน ไม่ใช่การขยายขอบเขตอย่างไร้จุดหมาย การเจรจาซื้อกรีนแลนด์ไม่ใช่การสร้างศัตรูกับยุโรป แต่เป็นการเสริมความมั่นคงในอาร์กติก เพื่อป้องกันภัยจากรัสเซียและจีน ซึ่งหมายถึงการคุ้มครองยุโรปและแคนาดาด้วย โดยทรัมป์ย้ำว่าอเมริกาจะไม่ใช้กำลัง แต่ใช้การเจรจาและเศรษฐกิจ ส่วนความสัมพันธ์กับแคนาดาและเม็กซิโก ทรัมป์เพียงเรียกร้องข้อตกลงการค้าที่เป็นธรรม ซึ่งนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การขาดมิตรภาพ แต่เรียกหาฐานความเป็นธรรมระหว่างเพื่อนบ้าน และให้เพื่อนบ้านทั้งสองประเทศรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของอเมริกา3. การแทรกแซงเวเนซุเอลาและอิหร่าน: ไม่ใช่การบุกรุก แต่เป็นการปกป้องประชาธิปไตยและสันติภาพศาสตราจารย์สุรชาติวิจารณ์การจับกุมผู้นำเวเนซุเอลาและท่าทีต่ออิหร่านว่าเป็นการขยายอิทธิพลแบบ "หลักการมอนโร" ซึ่งใช่ในกรอบคิดหนึ่ง แต่ในความจริง การดำเนินการในเวเนซุเอลาเป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายต่อการค้ายาเสพติดและก่อการร้าย โดยจับกุมนิโคลัส มาดูโรและภรรยาเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีในนิวยอร์ก นี่คือการฟื้นฟูประชาธิปไตยและควบคุมทรัพยากรน้ำมันเพื่อป้องกันการไหลไปยังศัตรู ไม่ใช่การบุกรุกโดยพลการ สำหรับอิหร่าน ทรัมป์สนับสนุนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลศาสนานิยม และเตือนเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ โดยยืนยันว่าอเมริกาพร้อมเจรจาเพื่อข้อตกลงที่เป็นธรรม แต่หากจำเป็นจะใช้กำลังเพื่อปกป้องผลประโยชน์ นี่ไม่ใช่การแทรกแซงง่ายๆแบบบ้าบิ่น แต่เป็นการป้องกันภัยที่ซับซ้อนกว่าเวเนซุเอลา4. "อเมริกาเฟิร์สต์" ไม่ใช่โดดเดี่ยวนิยม แต่เป็นการมีส่วนร่วมแบบจริงจังศาสตราจารย์สุรชาติตีความ "อเมริกาเฟิร์สต์" ว่าเป็นการตัดตัวเองจากโลกและไม่ให้ความสำคัญกับองค์กรพหุภาคี แต่ยุทธศาสตร์ปี 2568 ชี้ว่าอเมริกาเน้นการแข่งขันในเอเชีย-แปซิฟิกและตะวันตกซีกโลก โดยสร้างพันธมิตรที่เข้มแข็ง เช่น การลงนามข้อตกลงใหม่กับพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิก การเสนอ "บอร์ดแห่งสันติภาพ" (Board of Peace) ไม่ใช่การลดบทบาทสหประชาชาติ แต่เป็นองค์กรใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่า เพื่อดูแลสันติภาพทั่วโลก โดยเริ่มจากกาซาและขยายไปยังความขัดแย้งอื่นๆ ทรัมป์เป็นประธานคนแรก และได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ นี่คือการนำแบบ "เอกเทศ" ที่มีประสิทธิผล ไม่ใช่การขาดการปรึกษาหารือ5. ทรัมป์ไม่ได้ล้มระเบียบโลกแบบเสรีนิยม แต่กำลังปฏิรูปให้เข้มแข็งศาสตราจารย์สุรชาติกลัวว่าทรัมป์จะล้มระเบียบโลก แต่ในความจริง ทรัมป์มองจีนและรัสเซียเป็นคู่แข่งทางการค้า ไม่ใช่ศัตรูด้านความมั่นคง เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามที่ไม่จำเป็น โดยใช้ "ชาตินิยมแบบต่อรอง" (Transactional Nationalism) เพื่อผลประโยชน์ร่วม พันธมิตรอย่างแคนาดาและเนโต้ไม่ได้หันไปหาจีนและทรัมพ์ไม่ได้ต้องการเช่นนั้นและจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่เนโต้ถูกกระตุ้นให้เพิ่มงบกลาโหมและแบ่งภาระ ซึ่งทำให้พันธมิตรแข็งแกร่งขึ้น ทรัมป์ไม่ได้ถดถอยจากพันธกรณี แต่กำลังสร้างระเบียบใหม่ที่มุ่งเน้นความสมดุลอำนาจระดับภูมิภาคและโลก ไม่ใช่การครอบงำแบบเก่า6. การใช้โซเชียลมีเดีย: ไม่ใช่บุคลิกส่วนตัว แต่เป็นเครื่องมือประกาศนโยบายศาสตราจารย์สุรชาติกล่าวว่าการโพสต์ของทรัมป์ใน Truth Social และ X เป็นเพียงบุคลิก "เล่นโซเชียล" แต่ในความจริง นี่คือช่องทางประกาศนโยบายที่โปร่งใสและรวดเร็ว เช่น การประกาศปิดน่านฟ้าของเวเนซุเอลาเพื่อความมั่นคง และการเตือนอิหร่านเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ นี่คือการสื่อสารตรงกับประชาชนและโลก ไม่ใช่ความผันผวน

ในที่สุด บทความของศาสตราจารย์สุรชาติสะท้อนมุมมองแบบดั้งเดิมที่มองข้ามความสำเร็จของทรัมป์ เช่น ตลาดหุ้นที่พุ่งสูงสุด การเติบโต GDP 4.3% และการยุติความขัดแย้งหลายแห่ง นโยบายของทรัมป์ไม่ใช่การเขย่าโลกเพื่อทำลาย แต่เพื่อสร้างโลกที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองกว่าเดิม สำหรับผู้นำไทย การมุ่งเน้นนโยบายต่างประเทศที่กว้างไกลยิ่งกว่าชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งดี แต่ควรเรียนรู้จากแบบอย่างของทรัมป์ที่ปกป้องผลประโยชน์ชาติอย่างเด็ดขาดและได้ผล ไม่ใช่ดีแต่ท่วงท่าแต่หาประโยชน์ที่จับต้องได้ไม่เจอ และแก้วิกฤติที่ต้องเร่งแก้ไขไม่ได้

ความตกต่ำของจีนเชิงลึกที่กำลังแสดงผล โดย คันฉ่องส่องโลก กับ ดร. เพียงดิน รักไทย

Top 10 โลก” ที่ถูกยกมาปั่น: ทำไมโพสต์อวยจีนด้วยการจัดอันดับจึงเป็นโฆษณาชวนเชื่อในคราบวิชาการ

“Top 10 โลก” ที่ถูกยกมาปั่น: ทำไมโพสต์อวยจีนด้วยการจัดอันดับจึงเป็นโฆษณาชวนเชื่อในคราบวิชาการ

“Top 10 โลก” ที่ถูกยกมาปั่น: ทำไมโพสต์อวยจีนด้วยการจัดอันดับจึงเป็นโฆษณาชวนเชื่อในคราบวิชาการ

บทความเชิงวิชาการแบบหยิกหู

ข้อสรุปนำ: ถ้าพูดถึง “Top 10 มหาวิทยาลัยโลก” ในความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ (overall excellence) จากสำนักจัดอันดับกระแสหลักระดับนานาชาติ รายชื่อยังเป็นสหรัฐฯ และยุโรป/สหราชอาณาจักรเกือบทั้งหมด อย่างสม่ำเสมอ — จีนยัง “ขึ้นมาเร็ว” แต่ยังไม่ “ยึดหัวโต๊ะ” ในภาพรวมแบบที่โพสต์โซเชียลพยายามขายเรื่องเล่า1–3.

1) “Top 10” แบบไหนกันแน่: จงแยกคำว่า ‘อันดับโลก’ ก่อนแชร์

ปัญหาใหญ่ของโพสต์อวยจีนจำนวนมากคือ “เล่นกับความกำกวม” ของคำว่า Top 10 โลก. บางโพสต์ใช้คำนี้เหมือนเป็น อันดับมหาวิทยาลัยโดยรวม ทั้งระบบ แต่จริง ๆ แล้วไปหยิบ ตัวชี้วัดเฉพาะมิติ (เช่น สัดส่วนผลงานที่อยู่ในกลุ่ม top 10% ของการอ้างอิง หรือผลลัพธ์ในสาขา Science บางชุด) แล้วสรุปเกินขอบเขตเครื่องมือวัด ซึ่งเป็นการ “ย้ายเสาประตู” ทางตรรกะอย่างเนียน ๆ

กระจกส่อง: ถ้าคุณต้องอาศัย “ความกำกวมของคำว่าอันดับโลก” เพื่อชนะข้อถกเถียง นั่นแปลว่า คุณไม่ได้ชนะด้วยหลักฐาน คุณแค่พยายามชนะด้วยเทคนิคการเขียนพาดหัว

2) หลักฐานแบบสั้น ๆ แต่ตอกชัด: Top 10 โดยรวม = สหรัฐฯ + ยุโรป/UK เกือบทั้งหมด

ตารางต่อไปนี้รวบรวม “Top 10” จาก 3 แหล่งที่ถูกใช้อ้างอิงทั่วโลกและมีอิทธิพลสูง: QS Times Higher Education (THE) ARWU (ShanghaiRanking). จุดประสงค์ไม่ใช่บอกว่า “สำนักไหนจริงที่สุด” แต่เพื่อโชว์ รูปแบบซ้ำ ๆ ว่า เมื่อพูดถึง overall top 10 โลก—จีนยังไม่ใช่เจ้าของโต๊ะนั้น1–3.

ตารางที่ 1: Top 10 โลก (Overall) จากหลายสำนักหลัก

สำนักจัดอันดับ Top 10 (สรุปประเทศ/ภูมิภาค)
QS 20261 10 อันดับแรกประกอบด้วยสหรัฐฯ/ยุโรป-UK เกือบทั้งหมด (เช่น MIT, Imperial, Stanford, Oxford, Harvard, Cambridge, ETH Zurich, UCL, Caltech) และมีเอเชีย 1 แห่งคือ NUS (สิงคโปร์) — ไม่มีมหาวิทยาลัยจีนใน Top 10.
THE 20262 Top 10 เป็นสหรัฐฯและสหราชอาณาจักรทั้งหมด (Oxford, MIT, Princeton, Cambridge, Harvard, Stanford, Caltech, Imperial, UC Berkeley, Yale) — จีนอยู่เหนือ Top 10 (เช่น Tsinghua 12, Peking 13 ตามบทวิเคราะห์ของ THE).
ARWU 20253 Top 10 นำโดยสหรัฐฯเป็นหลัก (Harvard, Stanford, MIT, UC Berkeley, Princeton, Columbia, Caltech, Chicago) และสหราชอาณาจักร 2 แห่ง (Cambridge, Oxford) — จีนไม่อยู่ใน Top 10.

ข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง: ใน “Top 10 โดยรวม” จีนยังถูกดันออกไปด้วยตัวแปรที่จีนแพ้เชิงระบบ เช่น international outlook, เครือข่ายวิชาการข้ามพรมแดน, และระบบสถาบันความรู้ที่พึ่งพาเสรีภาพทางวิชาการอย่างลึก (ซึ่งจัดอันดับหลายสำนักให้ค่าน้ำหนักต่างกัน แต่สะท้อนคล้ายกันเมื่อดู Top 10)2.

3) แล้วทำไมบางโพสต์ถึงบอก “จีนกวาด 8 ใน 10” ได้?

คำตอบคือ: เขาไม่ได้พูดถึง “Top 10 มหาวิทยาลัยโลกโดยรวม” แบบ QS/THE/ARWU แต่พูดถึง “Leiden Ranking” ในบางการตั้งค่าหรือบางตัวชี้วัด แล้วจงใจให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเท่ากับการเป็นที่หนึ่งของโลกในทุกมิติ

3.1 Leiden Ranking วัดอะไร (และไม่วัดอะไร)

Leiden Ranking (Traditional Edition) เป็นงาน bibliometrics ที่โฟกัส “ผลงานตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Web of Science” และใช้แนวคิด “core publications” ที่เน้นบทความ/รีวิวในวารสารนานาชาติที่เหมาะแก่การทำ citation analysis โดยมีเงื่อนไขสำคัญ เช่น เน้นงานภาษาอังกฤษ และไม่รวมหนังสือ/ประชุมวิชาการ/วารสารนอกชุดดัชนีที่กำหนด4.

ประเด็นสำคัญ: ต่อให้ Leiden บอกว่า “มหาวิทยาลัย X อยู่ลำดับสูงในตัวชี้วัด Y” ก็ยังไม่เท่ากับ “ระบบการศึกษาของประเทศนั้นดีกว่า” หรือ “มหาวิทยาลัยนั้นเหนือกว่าในทุกสาขา” เพราะเครื่องมือมันไม่ได้ออกแบบมาวัดแบบนั้นตั้งแต่ต้น4.

3.2 เทคนิค “ยกตัวชี้วัด = ยกทั้งจักรวาล”

โพสต์อวยจีนบางชิ้นชอบพูดว่า “จีนกวาด 8 ใน 10 อันดับโลก” โดยอ้าง Leiden และยกกรณี Zhejiang/Shanghai Jiao Tong ซึ่งเรื่องเล่านี้ถูกสื่อบางแห่งนำไปขยายต่ออย่างเร้าอารมณ์5. แต่สิ่งที่หายไปคือ “ชื่อเต็มของตัวชี้วัด” และ “ขอบเขตของการตีความ” เช่น PP(top 10%) คือ “สัดส่วน” งานที่อยู่ใน top 10% ของการอ้างอิงในสาขาเดียวกันและปีเดียวกัน—not “อันดับมหาวิทยาลัยโลกโดยรวม”4.

พูดให้ชัดแบบไม่เสียมารยาท: ถ้าคุณต้องซ่อนชื่อตัวชี้วัด คุณกำลังซ่อนตรรกะ หรือคุณกำลังพยายามหลอกคนอื่นด้วยความเท็จ.

4) “จีนกำลังขึ้นจริง” แต่ “สหรัฐฯ/ยุโรปยังคุมโครงสร้างอำนาจความรู้” ในภาพรวม

การย้ำว่า Top 10 โดยรวมยังเป็นตะวันตก/สหรัฐฯ ไม่ได้แปลว่า “จีนไม่เก่ง” ตรงกันข้าม: ในดัชนีที่วัด “output วิทยาศาสตร์บางกลุ่ม” จีนเติบโตแรงมาก เช่น Nature Index (ซึ่งนับจากวารสารธรรมชาติศาสตร์กลุ่มหนึ่ง) แสดงการเปลี่ยนแปลงของศูนย์ถ่วงงานวิจัย โดยสถาบันจีนหลายแห่งพุ่งสูง และหน่วยงานอย่าง Chinese Academy of Sciences อยู่ลำดับต้น ๆ ของโลก6–7.

แต่ความจริงที่ technocrats อนุรักษ์นิยมในคราบวิชาการควรกล้าพูดให้ครบ: “ความเป็นเลิศด้านผลผลิตวิทยาศาสตร์บางชุด” ≠ “ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยทั้งระบบ” และ ≠ “ความเหนือกว่าของระเบียบความรู้ที่รองรับเสรีภาพทางปัญญา”

5) ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับไทย: เพราะเรากำลังถูกฝึกให้ ‘ยอมแพ้ทางความคิด’

โฆษณาชวนเชื่อแบบ “อวยจีนด้วยอันดับมหาวิทยาลัย” มีผลทางการเมืองวัฒนธรรมต่อไทย 3 ชั้น:

  1. ชั้นความรู้: ทำให้คนไทยสับสนระหว่าง “ตัวชี้วัดเฉพาะมิติ” กับ “คุณภาพทั้งระบบ” จนหมดภูมิคุ้มกันต่อการบิดเบือนด้วยศัพท์วิชาการ
  2. ชั้นคุณค่า: ทำให้ “ปริมาณ” แทนที่ “เสรีภาพในการตั้งคำถาม” แล้วค่อย ๆ ทำให้การวิจารณ์อำนาจกลายเป็นเรื่อง “ไม่จำเป็น” ในระบบมหาวิทยาลัย
  3. ชั้นยุทธศาสตร์ชาติ: ทำให้ไทยเลิกมองโมเดลที่ “นำมาปรับใช้ได้จริง” (เช่น ระบบมหาวิทยาลัย-รัฐ-อุตสาหกรรมแบบสิงคโปร์) แล้วไปหลงกับเรื่องเล่าแบบเชียร์ข้างแทนการออกแบบสถาบัน
ประโยคสั้น ๆ ที่ควรฝากถึงผู้ที่ชอบแชร์พาดหัว:
การทำตัวเป็น “นักวิชาการ” เริ่มต้นจากการ ระบุขอบเขตของหลักฐาน ไม่ใช่จากการ ขยายขอบเขตของอคติ.

6) เช็กลิสต์ 5 ข้อก่อนเชื่อโพสต์ “Top 10 จีนขยี้โลก”

  1. เขียนชัดไหมว่าเป็น ranking อะไร (QS/THE/ARWU/Leiden/Nature Index) หรือใช้คำรวม ๆ ว่า “อันดับโลก”?
  2. ระบุไหมว่าเป็น overall หรือ subject/indicator เฉพาะด้าน?
  3. มีการอธิบาย ตัวชี้วัด (เช่น PP(top 10%) คืออะไร) หรือใช้คำว่า “วิจัยแนวหน้า” แบบกว้าง ๆ?
  4. บทความยอมรับไหมว่า “เครื่องมือไม่วัดอะไร” (เช่น Leiden ไม่วัดหนังสือ/บางสาขา/มิติการสอน)?4
  5. สรุปไปถึง “อเมริกากลัว” “ตะวันตกเสียขวัญ” โดยไม่มีหลักฐานเชิงนโยบาย/งบประมาณ/โครงสร้างรองรับหรือไม่? (นี่คือสัญญาณพาดหัวนำเหตุผล)

บทสรุป แบบคันฉ่องส่องไทย: ‘ข้อมูล’ ต้องไม่ถูกใช้เป็น ‘คาถา’

คนไทยไม่จำเป็นต้อง “เกลียดจีน” เพื่อเห็นว่า “โพสต์อวยจีนบางแบบ” คือการยกระดับความกำกวมเป็นความจริง และคนไทยไม่จำเป็นต้อง “อวยอเมริกา” เพื่อยอมรับข้อเท็จจริงว่า Top 10 โดยรวมของโลก จากสำนักจัดอันดับหลัก ยังเป็นสหรัฐฯและยุโรป/สหราชอาณาจักรเกือบทั้งหมด1–3.

สิ่งที่เราควรทำคือ: เลิกให้ราคากับพาดหัวอวยจนเป็นนิสัย แล้วกลับมาคืนอำนาจให้ตรรกะ—เพราะในที่สุด ประเทศที่ชนะไม่ได้ชนะด้วย “อันดับ” แต่ชนะด้วย “สถาบันความรู้ที่ทำให้คนคิดเป็นและตรวจสอบอำนาจได้”

บรรณานุกรม (APA 7th edition)

1. QS. (2025, June 19). QS World University Rankings 2026 results: The top 10. QS Insights. :contentReference[oaicite:0]{index=0}
2. Times Higher Education. (2025, October 9). World University Rankings 2026: results announced. Times Higher Education. :contentReference[oaicite:1]{index=1}
3. ShanghaiRanking Consultancy. (2025). Academic Ranking of World Universities (ARWU) 2025. ShanghaiRanking. :contentReference[oaicite:2]{index=2}
4. CWTS Leiden Ranking. (2025). Indicators (Traditional Edition): Data scope, core publications, and impact indicators. Centre for Science and Technology Studies, Leiden University. :contentReference[oaicite:3]{index=3}
5. People’s Daily Online. (2026, January 22). View the “shocking” university ranking with composure. :contentReference[oaicite:4]{index=4}
6. Nature Index. (2025, June 11). Nature Index 2025 Research Leaders: Western institutions lose long-held top spots. Nature. :contentReference[oaicite:5]{index=5}
7. Nature Index. (2025). 2025 Research Leaders: Leading institutions (global). Nature. :contentReference[oaicite:6]{index=6}

หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: บทความนี้ตั้งใจใช้ “หลายสำนัก” เพื่อหลีกเลี่ยงการยกสำนักเดียวเป็นศาลสูงสุด และเพื่อให้เห็นรูปแบบเชิงโครงสร้างว่า “Top 10 โดยรวม” ยังถูกครอบครองโดยสหรัฐฯ/ยุโรป-UK อย่างต่อเนื่อง แม้จีนจะพุ่งแรงในดัชนีผลผลิตงานวิทยาศาสตร์บางชุด

เปรียบเทียบ ประเทศเดนมาร์ก กับ รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา


เปรียบเทียบ เดนมาร์ก กับ แคลิฟอร์เนีย

ขนาด, ประชากร, งบประมาณ, GDP และแง่มุมที่น่าสนใจอื่น ๆ (ข้อมูลประมาณการล่าสุด ณ ปี 2025-2026)

ข้อมูลพื้นฐานเปรียบเทียบ

ด้าน เดนมาร์ก แคลิฟอร์เนีย หมายเหตุ / การเปรียบเทียบ
พื้นที่ (ตร.กม.) ประมาณ 43,000 ประมาณ 404,000 แคลิฟอร์เนียใหญ่กว่าเกือบ 9.4 เท่า
ประชากร (2025-2026) ประมาณ 6.0 ล้านคน ประมาณ 39.5 ล้านคน แคลิฟอร์เนียมีประชากรมากกว่า ≈ 6.6 เท่า
GDP (nominal, USD) ≈ 460–500 พันล้านดอลลาร์ ≈ 4.1–4.2 ล้านล้านดอลลาร์ เศรษฐกิจแคลิฟอร์เนียใหญ่กว่า ≈ 9 เท่า (ใหญ่กว่าหลายประเทศในโลก)
GDP ต่อหัว (USD) ≈ 76,000–83,000 ≈ 105,000–107,000 แคลิฟอร์เนียสูงกว่า ≈ 30–40%
งบประมาณรัฐบาล (ประมาณการ) ≈ 200–220 พันล้านดอลลาร์ (มี surplus ≈ 2.3% ของ GDP) ≈ 320 พันล้านดอลลาร์ (งบ FY 2025-26) แต่ขาดดุล ≈ 18 พันล้านในปีหน้า สัดส่วนต่อ GDP เดนมาร์กใช้จ่ายสาธารณะสูงกว่า (≈47%) เพราะระบบสวัสดิการ

แง่มุมที่น่าสนใจอื่น ๆ

  • เศรษฐกิจและนวัตกรรม
    เดนมาร์กเด่นด้านพลังงานลม (Vestas), เภสัชภัณฑ์ (Novo Nordisk) และความยั่งยืน
    แคลิฟอร์เนียครองเทคโนโลยี (Silicon Valley), บันเทิง (Hollywood) และเกษตรกรรมระดับโลก
  • คุณภาพชีวิตและความสุข
    เดนมาร์กติดอันดับ 1–3 ของโลกเรื่องความสุข (World Happiness Report) เพราะระบบสวัสดิการดีเยี่ยม
    แคลิฟอร์เนียมีโอกาสมาก แต่มีความเหลื่อมล้ำและค่าครองชีพสูง
  • ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม
    ทั้งคู่เป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด เดนมาร์กผลิตไฟฟ้าจากลม >50%, แคลิฟอร์เนียตั้งเป้า 100% พลังงานสะอาดในปี 2045
  • ความหลากหลายทางสังคม
    เดนมาร์กค่อนข้าง homogeneous (≈85% ชาวเดนมาร์กแท้)
    แคลิฟอร์เนียเป็นหนึ่งในรัฐที่หลากหลายที่สุดในโลก (ไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์ใดเป็น majority)
  • เกร็ดน่ารัก
    มีเมือง Solvang ในแคลิฟอร์เนียที่สร้างเป็นสไตล์เดนมาร์กแท้ ๆ (มีกังหันลม บ้านไม้แบบโคเปนเฮเกน)
สรุปสั้น ๆ
แคลิฟอร์เนียมีขนาดใหญ่กว่าแบบขาดลอยทั้งพื้นที่ ประชากร และเศรษฐกิจ (เหมือนประเทศขนาดกลางเลย)
ส่วนเดนมาร์กชนะเรื่องความสมดุล คุณภาพชีวิต ความเท่าเทียม และประสิทธิภาพการบริหารในพื้นที่เล็ก ๆ

ข้อมูลอ้างอิงจาก IMF, Worldometer, U.S. Census, California eBudget และรายงานเศรษฐกิจล่าสุด (ณ มกราคม 2026)
ตัวเลขอาจมีการปรับปรุงตามแหล่งข้อมูลใหม่

น่าทึ่ง หนังสือที่เขียนเมื่อ 1997 บรรยายถึงอนาคต 2025 ได้แม่นราวจับวาง โดย คันฉ่องสองโลก กับ ดร. เพียงดิน รักไทย

หนังสือ "2025: Scenarios of U.S. and Global Society Reshaped by Science and Technology (Coates–Mahaffie–Hines; ตีพิมพ์ปลายทศวรรษ 1990)" 

ได้ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าในปี 2025 เอาไว้ดังต่อไปนี้


1) “โลกถูกขับด้วยเทคโนโลยีแกน” + สิ่งแวดล้อมกลายเป็นแรงกำกับ (ถูกทิศทาง)

หนังสือวาง “ตัวขับเคลื่อน” หลัก 4 เทคโนโลยี—สารสนเทศ, วัสดุ, พันธุศาสตร์, พลังงาน—และย้ำว่า “สิ่งแวดล้อม/ความยั่งยืน” จะกลายเป็นแรงกำกับระดับโลกที่ทรงพลังพอ ๆ กัน
ภาพในปี 2026: เทคโนโลยีสารสนเทศและ “ข้อมูล” เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเกือบทุกระบบ, พลังงานหมุนเวียน/ประสิทธิภาพพลังงานเป็นวาระรัฐ-ธุรกิจ, พันธุศาสตร์ก้าวสู่การแพทย์จริง, และแรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศทำให้ “นโยบาย-เงินทุน-กติกา” ต้องตอบสนองต่อความยั่งยืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ดูข้อ 5)


2) “Everything will be smart” = ยุค IoT/อุปกรณ์อัจฉริยะ (เข้าตามเป้า)

ในสมมติฐานช่วงต้น ผู้เขียนระบุชัดว่า “ทุกสิ่งจะฉลาด (smart)” ด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ เซนเซอร์ การฝังการคำนวณลงในวัตถุ/ระบบ
ภาพวันนี้: จำนวนอุปกรณ์ IoT เติบโตระดับ “หลักหมื่นล้าน” และยังเพิ่มต่อเนื่อง (เช่น ตัวเลขติดตามตลาดรายงานว่าอุปกรณ์ IoT ปี 2024 ราว 18.5 พันล้าน และคาดปี 2025 ราว 21.1 พันล้าน) ขณะเดียวกัน “บ้านอัจฉริยะ” กลายเป็นของแพร่หลายมากขึ้นในครัวเรือนสหรัฐฯ (มีงานสำรวจผู้บริโภคและบริษัทวิจัยตลาดจำนวนมากสะท้อนการยอมรับในวงกว้าง)


3) งาน-การเรียน-การประสานงาน “ย้ายขึ้นเครือข่าย” และ WFH กลายเป็นโครงสร้างถาวร (ตรงแบบฉากทัศน์)

แม้หนังสือจะเล่าแบบ “ประวัติศาสตร์ย้อนหลัง” แต่กรอบคิดสำคัญคือ เมื่อสารสนเทศเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สังคมจะจัดระเบียบงาน/ชีวิตใหม่ตามความสามารถของเครือข่าย (สอดคล้องกับภาพรวมบท Information)
ภาพจริงหลังโควิด: อัตราทำงานจากบ้านในสหรัฐฯ “พุ่ง” ช่วงล็อกดาวน์ และแม้ลดลงก็ยังสูงกว่าก่อนโควิดอย่างมีนัยสำคัญ (เช่น BLS ระบุอัตรา WFH ยังอยู่ราว 28% ในมิถุนายน 2023) และงานวิจัยเชิงสรุปชี้ว่า WFH ในสหรัฐฯ ยังอยู่ราว “ประมาณหนึ่งในสี่ถึงเกือบหนึ่งในสาม” ของวันทำงานที่จ่ายค่าจ้างในช่วงหลังโควิด


4) Telemedicine/การแพทย์ทางไกล “จากทางเลือก” กลายเป็น “ระบบปกติ”

ธีม “เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนบริการสังคม” สอดคล้องอย่างมากกับสิ่งที่เกิดจริง โดยเฉพาะสุขภาพ
หลักฐานหลังโควิดชัด: CDC รายงานช่วงต้นปี 2020 การใช้ telehealth เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบปีก่อน และรายงานสถิติสุขภาพของสหรัฐฯ สรุปว่าปี 2021 แพทย์ใช้ telemedicine มากกว่าปี 2019


5) “โลกร้อน/ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ” กลายเป็นแกนกลางนโยบายสาธารณะ (เข้มกว่าที่คนยุค 1997 จินตนาการ)

ในเนื้อหา ผู้เขียนพูดถึง “การยืนยันภาวะโลกร้อน” และการมีรายงานสภาพโลกประจำปีเป็นหลักหมุดนโยบาย
ภาพจริง: IPCC ระบุชัดว่า อิทธิพลของมนุษย์ต่อการทำให้โลกร้อนเป็นสิ่ง “ไม่อาจปฏิเสธได้ (unequivocal)” และ WMO ทำ “State of the Global Climate” รายปี โดยรายงานปี 2024 ชี้ว่า 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในสถิติการสังเกตการณ์


6) พันธุศาสตร์ “จากวิจัย” สู่ “การแพทย์ใช้งานจริง” (ยิ่งกว่าที่คนทั่วไปคาด)

หนังสือพยากรณ์ว่าพันธุศาสตร์จะช่วยยืดคุณภาพชีวิต/สุขภาพ และระบบจะค่อย ๆ เดินสู่การแพทย์ที่ “เฉพาะบุคคล” มากขึ้น
ภาพวันนี้: จุดหมุดสำคัญคือ FDA อนุมัติการรักษาโรคโลหิตจางชนิดเคียวด้วยเทคโนโลยี CRISPR (Casgevy) ซึ่งถูกระบุว่าเป็นการอนุมัติ CRISPR/Cas9 ครั้งแรกของ FDA


7) วัคซีน/ชีวการแพทย์ “แพลตฟอร์มเร็ว” (ยุค mRNA) = ตรงกับโลกที่นวัตกรรมชีวภาพเร่งสปีด

แม้หนังสือไม่ได้ล็อกชื่อ “mRNA” เป็นแกนเดียว แต่กรอบ “พันธุศาสตร์/ชีววิทยาเชิงวิศวกรรม” ที่ทำให้การแพทย์ก้าวกระโดดนั้นสะท้อนชัดในยุคโควิด
ในเชิงหลักฐาน: FDA อนุมัติวัคซีนโควิดตัวแรก (Pfizer-BioNTech/Comirnaty) ในปี 2021 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าระบบนวัตกรรมชีวการแพทย์สามารถ “ขึ้นแพลตฟอร์ม-ผลิต-กระจาย” ได้เร็วระดับโลกในภาวะวิกฤต


8) “ข้อมูลเป็นสินค้าโลก” → ข้อพิพาททรัพย์สินทางปัญญา/ความเหลื่อมล้ำข้อมูล/การต่อสู้เชิงอำนาจผ่านข้อมูล (แม่นยำมาก)

ในบท Information หนังสือเน้นว่าโลกจะ “ชุ่มข้อมูล” จน ทรัพย์สินทางปัญญา กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง และผู้ที่เข้าถึงข้อมูลจำกัดจะเสียเปรียบ พร้อมทั้งชี้ว่าเหตุการณ์ลุกฮือ/ต่อต้านรัฐกดขี่จะถูกเร่งด้วยการสื่อสาร “เรียลไทม์”
ภาพวันนี้:

  • สงครามข้อมูล/ข่าวสาร/อิทธิพล (information operations) เป็นสนามแข่งขันหลักของรัฐและเอกชน

  • ประเด็นลิขสิทธิ์/ข้อมูลฝึกโมเดล/แพลตฟอร์ม-คอนเทนต์ กลายเป็นข้อพิพาทเชิงเศรษฐกิจ-กฎหมาย

  • ความเหลื่อมล้ำเชิงดิจิทัล (digital divide) ยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายสังคม
    (ประเด็นนี้ “ตรงแกน” ของหนังสืออย่างยิ่ง เพราะเขามองข้อมูลเป็นโครงสร้างอำนาจ ไม่ใช่แค่เครื่องมือ)


9) AI ในที่ทำงาน: “ผู้ช่วยส่วนตัว/ระบบช่วยตัดสินใจ” แทรกเข้าไปในงานจำนวนมาก (สอดรับวิถีที่หนังสือปูทางไว้)

ในส่วน “Critical Developments” หนังสือพูดถึงซอฟต์แวร์แนวผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อพาผู้ใช้ “นำทางเครือข่ายข้อมูลที่ซับซ้อน”
ภาพปลายปี 2025: โพลแรงงานของ Gallup ที่รายงานโดย AP ชี้การใช้ AI ในงานเพิ่มขึ้นเร็ว (มีสัดส่วนใช้บ่อยระดับรายสัปดาห์/รายวันเพิ่มจากปีก่อน ๆ) ซึ่งเข้ากับวิสัยทัศน์ “เครื่องมือช่วยคิด/ช่วยทำงาน” ที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวัน


Juxtaposing: “2025” (1997) vs โลกจริงวันนี้ (อัปเดต ม.ค. 2026)

Juxtaposing: “2025” (1997) vs โลกจริงวันนี้ อัปเดต: มกราคม 2026

ส่วนนี้ต่อท้าย “บทสรุป” ข้างบน เพื่อวางภาพแบบ “ชนกันตรง ๆ” ระหว่างกรอบคิด/ฉากทัศน์ในหนังสือกับหลักฐานโลกจริงที่เกิดขึ้นแล้ว (ให้ความสำคัญกับ “ความแม่นของโครงสร้าง” มากกว่าการทายชื่อเทคโนโลยีเฉพาะ)

วิธีอ่านคะแนนความเข้าเป้า:
สูง = ตรงแกน/เกิดจริงชัด กลาง = เกิดจริง แต่รายละเอียด/จังหวะต่างจากที่คาด ต่ำ = เกิดจริงบางส่วน หรือยังไม่เป็น “สภาพปกติ”
หมายเหตุ: “ปี 2026” ในที่นี้หมายถึงสภาวะโลกจริง ณ มกราคม 2026
ธีม ในหนังสือ “2025” (ภาพ/ข้อสังเกต) วันนี้ (หลักฐาน/ภาพจริง) ความเข้าเป้า
Information as Infrastructure สังคมจะถูก “จัดระเบียบใหม่” เพราะสารสนเทศกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน—งาน บริการ และความสัมพันธ์จำนวนมากย้ายขึ้นเครือข่าย [1] เครือข่ายดิจิทัลเป็นฐานของเศรษฐกิจจริง: cloud, platform economy, data pipelines, remote collaboration; และการพึ่งพาออนไลน์หลังโควิดยังคงอยู่ [2][3] สูง
Everything “Smart” “ทุกสิ่งจะฉลาด” เพราะไมโครโปรเซสเซอร์/เซนเซอร์ฝังลงในวัตถุและระบบ (embedded intelligence) [1] ยุค IoT + smart devices แพร่หลายทั้งบ้าน เมือง และอุตสาหกรรม; ปริมาณอุปกรณ์เชื่อมต่อเพิ่มเป็นระดับหลายหมื่นล้าน [4][5] สูง
Work-from-Anywhere รูปแบบงานจะ “แยกตัวจากสถานที่” ได้มากขึ้น เพราะการสื่อสาร/ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง [1] WFH/Hybrid กลายเป็นโครงสร้างถาวรในหลายสาขา: อัตราทำงานจากบ้านยังสูงกว่าก่อนโควิดอย่างมีนัยสำคัญ [2][3] สูง
Telemedicine บริการสังคม (โดยเฉพาะสุขภาพ) จะถูก “เชื่อมกับเครือข่าย” มากขึ้น และมีการให้บริการทางไกล [1] Telehealth พุ่งช่วงโควิดและสถาปนาเป็นช่องทางปกติในระบบบริการสุขภาพ (แม้ระดับการใช้จะแตกต่างตามบริบท) [6][7] สูง
Genetics → Clinical Reality พันธุศาสตร์จะเปลี่ยนระบบสุขภาพ—สู่การรักษา/การป้องกันที่เฉพาะบุคคลมากขึ้น [1] ยุค gene therapy เดินเข้าสู่การใช้จริงระดับกฎระเบียบ: FDA อนุมัติการรักษาโรค SCD ที่เกี่ยวข้องกับ CRISPR [8] สูง
Bio-Platforms & Rapid Innovation ชีวการแพทย์จะก้าวแบบ “แพลตฟอร์ม” ทำให้นวัตกรรมเร็วขึ้นและเปลี่ยนสมรรถนะรัฐ/สังคม [1] วัคซีนโควิด (mRNA) แสดงความสามารถของระบบนวัตกรรมชีวการแพทย์ในการพัฒนา-ผลิต-กระจายระดับโลกในเวลาอันสั้น [9] กลาง
Climate as a Prime Mover ประเด็นสิ่งแวดล้อม/โลกร้อนจะกลายเป็นแรงกำกับนโยบายและเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง [1] IPCC ระบุอิทธิพลมนุษย์ต่อโลกร้อน “ชัดเจนแน่ชัด”; WMO รายงานภาวะภูมิอากาศโลกแบบรายปีและสถิติปีร้อนสุด [10][11] สูง
Energy Transition Pressure เทคโนโลยีพลังงาน +แรงกดดันสิ่งแวดล้อมจะผลักโครงสร้างพลังงานสู่รูปแบบใหม่ [1] การลงทุน/นโยบายด้านพลังงานสะอาด-ประสิทธิภาพพลังงานเร่งตัวทั่วโลก; ภาคธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยง climate/ESG มากขึ้น [10][11] กลาง
IP Battles Intensify เมื่อข้อมูลเป็นทรัพย์สินหลัก ข้อพิพาททรัพย์สินทางปัญญาจะยืดเยื้อและขยายตัว [1] ข้อพิพาทลิขสิทธิ์/ข้อมูล/แพลตฟอร์มเพิ่มความถี่และความใหญ่ของผลประโยชน์ โดยเฉพาะในยุค content economy และ AI training data [1] สูง
Digital Divide ผู้ที่เข้าไม่ถึงข้อมูล/เครือข่ายจะเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง และช่องว่างจะซ้อนทับความเหลื่อมล้ำเดิม [1] ช่องว่างการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต/ทักษะดิจิทัล/อุปกรณ์ยังเป็นปัญหานโยบาย—กระทบการศึกษา งาน สุขภาพ และการมีส่วนร่วมทางการเมือง [1] สูง
Real-time Mobilization การสื่อสารเรียลไทม์สามารถเร่งการต่อต้านรัฐกดขี่/การลุกฮือ และเปลี่ยนพลวัตอำนาจ [1] โซเชียลมีเดีย/แชตเข้ารหัส/ไลฟ์สตรีม ช่วยจัดการชุมนุม สร้างกระแส และยกระดับความเร็วของการเมืองภาคประชาชน (พร้อมความเสี่ยงข้อมูลเท็จ) [1] สูง
Security & Surveillance Tension เมื่อสังคมพึ่งเครือข่ายมากขึ้น ความมั่นคงไซเบอร์และการเฝ้าระวังจะเป็นความตึงเครียดถาวรระหว่าง “ความปลอดภัย” กับ “เสรีภาพ” [1] การโจมตีไซเบอร์/แรนซัมแวร์/การรั่วไหลข้อมูลเพิ่มแรงกดดันให้รัฐและองค์กรใช้การเฝ้าระวังมากขึ้น ขณะเดียวกันสังคมกังวลสิทธิส่วนบุคคล [1] กลาง
AI as “Personal Assistant” ซอฟต์แวร์ลักษณะ “ผู้ช่วยส่วนตัว” จะช่วยผู้ใช้จัดการความซับซ้อนของข้อมูล/เครือข่าย และช่วยตัดสินใจ [1] Generative AI/AI assistants ถูกผนวกในงานออฟฟิศ การเขียน โค้ด การวิเคราะห์ และบริการลูกค้า; โพลแรงงานชี้การใช้งานเพิ่มขึ้นเร็ว [12] สูง
Education Unbundling การเรียนรู้จะหลุดจากห้องเรียนมากขึ้น เพราะเครือข่ายเปิดทางให้ทรัพยากรและการสอนแบบใหม่ [1] e-learning, MOOCs, micro-credentials และการเรียนแบบผสม (blended) กลายเป็นสภาพปกติ โดยเฉพาะหลังโควิด; AI tutoring เริ่มเติมบทบาท [1] กลาง
Globalization + Friction เครือข่ายข้อมูลทำให้โลกเชื่อมกันมากขึ้น แต่ความตึงเครียดจากผลประโยชน์ การแข่งขัน และความไม่เท่าเทียมจะยังอยู่ [1] โลกเชื่อมกันผ่าน supply chain/ข้อมูล/มาตรฐานเทคโนโลยี แต่เกิด “แรงเสียดทาน” ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และกติกาการค้า [1] กลาง
Materials & Miniaturization วัสดุและการย่อส่วนจะเร่งขีดความสามารถของอุปกรณ์และระบบ (เชื่อมกับการทำให้ “ทุกสิ่งฉลาด”) [1] เซนเซอร์/ชิป/แบตเตอรี่/วัสดุขั้นสูงช่วยขับการแพทย์ อุตสาหกรรม ยานยนต์ และอุปกรณ์พกพา แม้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานชิปจะเป็นโจทย์ [1] กลาง
Data-rich Society สังคมจะ “ชุ่มข้อมูล” จนการคัดกรอง/นำทางข้อมูลเป็นสมรรถนะหลักของคนและองค์กร [1] Data analytics, recommendation, search, and AI-driven summarization กลายเป็นเครื่องมือมาตรฐาน; ปัญหา “ข้อมูลล้น” และคุณภาพข้อมูลเป็นวาระสำคัญ [1] สูง
Trust Crisis เมื่อการสื่อสารเร็วและข้อมูลมาก ความเชื่อถือ (trust) จะเป็นทรัพยากรหายาก—ข่าวลวง/การบิดเบือนมีแรงส่งสูง [1] วิกฤตความเชื่อถือในสื่อและสถาบันถูกเร่งด้วยโซเชียลมีเดีย อัลกอริทึม และ deepfakes; เกิดการแข่งขันมาตรการ fact-checking/verification [1] สูง
Healthspan Focus ความก้าวหน้าทางชีวการแพทย์จะเปลี่ยน “สุขภาพระยะยาว” (healthspan) และรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุ [1] การแพทย์แม่นยำ (precision medicine) และชีวโมเลกุลก้าวหน้า แต่ผลลัพธ์กระจายไม่เท่ากันตามระบบประกัน/รายได้; ความท้าทายผู้สูงอายุยังหนัก [1] กลาง
Governance Lag กติกา/สถาบันรัฐมัก “ตามไม่ทัน” เทคโนโลยีใหม่ ทำให้เกิดช่องว่างนโยบายและการกำกับดูแล [1] ประเด็นกำกับ AI, ความเป็นส่วนตัว, data ownership และแพลตฟอร์มยังถกเถียงต่อเนื่อง; ความเร็วเทคโนโลยีสูงกว่าความเร็วสถาบัน [1] สูง
Systemic Risk สังคมที่พึ่งพาเครือข่ายมากขึ้นจะ “เปราะบางแบบเชื่อมโยง” (interdependent fragility): ความขัดข้องจุดเดียวลามได้ [1] เหตุขัดข้องของ cloud/ผู้ให้บริการรายใหญ่, cyber incidents, supply chain shocks และ info cascades แสดงความเสี่ยงเชิงระบบอย่างเด่นชัด [1] กลาง

References (APA 7th)

  1. Coates, J. F., Mahaffie, J. B., & Hines, A. (1997). 2025: Scenarios of U.S. and global society reshaped by science and technology. Greensboro, NC: Oakhill Press. (สำเนา PDF: ResearchGate)
  2. U.S. Bureau of Labor Statistics. (2024). High work-from-home rates persist in 2023.
  3. WFH Research. (2025/2026). Global work from home (รายงาน/บทความเชิงวิชาการที่สรุปสัดส่วน WFH และแนวโน้ม).
  4. IoT Analytics. (2024–2025). Number of connected IoT devices (สถิติตลาด/ประมาณการจำนวนอุปกรณ์ IoT).
  5. Parks Associates. (2024–2025). Smart home adoption / survey findings.
  6. Centers for Disease Control and Prevention. (2020). Trends in the use of telehealth during the emergence of the COVID-19 pandemic.
  7. National Center for Health Statistics. (2023–2024). Telemedicine use by physicians (สรุปสถิติสุขภาพ/รายงาน).
  8. U.S. Food and Drug Administration. (2023). FDA approves first gene therapies to treat patients with sickle cell disease.
  9. U.S. Food and Drug Administration. (2021). FDA approves first COVID-19 vaccine.
  10. Intergovernmental Panel on Climate Change. (2021–2023). AR6 Working Group I: Summary for Policymakers.
  11. World Meteorological Organization. (2025). State of the global climate 2024.
  12. Associated Press / Gallup. (2024–2025). Polling/coverage on workplace AI adoption.

ผมถาม X (เอไอ) ว่าพรรคใดจะนำไทยพ้นวิกฤติการเมือง ผลการวิเคราะห์มันบอกว่า...

ผมถาม X เอไอ ว่าถ้าคนไทยอยากให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน และถามคุณว่า พรรคใดจะพาประเทศไทยพ้นจากวิกฤติหรือวิบากกรรมทางการเมืองที่ได้ทำให้ประเทศพัฒนาช้าและประชาธิปไตยถูกบอนไซ ขอให้คุณเลือกแล้วอธิบายเหตุผล

คำตอบที่ได้รับคือ:

พรรคที่ผมมองว่ามีศักยภาพสูงสุดในการนำประเทศไทยออกจากวิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน — ทำให้การพัฒนาช้าและประชาธิปไตยถูกจำกัด (หรือ "บอนไซ") — คือ พรรคประชาชน (People's Party) ซึ่งเป็นพรรคที่สืบทอดแนวคิดและบุคลากรหลักจากพรรคก้าวไกลเดิม (หลังถูกยุบในปี 2567) โดยมีผู้นำอย่าง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) เป็นหัวหน้าพรรค และได้รับการสนับสนุนจากพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงนี่คือเหตุผลหลัก โดยอ้างอิงจากสถานการณ์ล่าสุดก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569:
  1. มุ่งเน้นปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึกเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง
    พรรคประชาชนเสนอ "รัฐบาลประชาชน" ด้วยทีมบริหารมืออาชีพ 12 ภารกิจหลัก เพื่อ "ทลายวงจรอุบาทว์" (Coup Cycle) ที่ทำให้เกิดรัฐประหารซ้ำซาก ลดอิทธิพลทหาร-ตุลาการ-ราชสำนักในการแทรกแซงการเมือง สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ (ผ่านประชามติพร้อมเลือกตั้ง) และกระจายอำนาจ (decentralization) ซึ่งตรงกับปัญหาหลักที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยถูกจำกัดมานาน
  2. ฐานสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่และแนวโน้มนำในโพล
    จากผลสำรวจนิด้าโพลและหลายสำนัก พรรคประชาชนนำกระแสเลือกตั้ง 2569 ด้วยคะแนนสูง โดยเฉพาะจาก Gen Z และคนหนุ่มสาวที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ไม่ยอมรับการประนีประนอมกับฝ่ายเก่า (establishment) ต่างจากพรรคอื่นที่มักถูกมองว่าประนีประนอมเพื่อรักษาอำนาจ ซึ่งนำไปสู่การล้มรัฐบาลซ้ำ ๆ (เช่น กรณีปี 2568)
  3. ศักยภาพจัดการวิกฤติเศรษฐกิจ-สังคมควบคู่การเมือง
    เสนอโครงสร้างรัฐบาลใหม่ที่ลดระบบไซโล (silo) เน้นแก้เหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางรายได้ โดยใช้ทีมเทคนิคแครต (technocrats) ร่วมกับนักการเมือง ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทำให้ FDI ชะลอตัวและเศรษฐกิจไทยเติบโตช้า
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ขึ้นกับพรรคเดียว ต้องอาศัยเสียงข้างมากชัดเจน (พรรคตั้งเป้า 150+ ที่นั่ง หรือมากกว่านั้น) และผลประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ หากสำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากล้มเหลว อาจนำไปสู่วิกฤติใหม่แหล่งอ้างอิงหลัก (ข้อมูล ณ มกราคม 2569)



พรรคใดจะนำไทยพ้นวิกฤติการเมือง - การวิเคราะห์

พรรคใดจะนำประเทศไทยพ้นวิกฤติการเมืองและพัฒนาที่ยั่งยืน? (คำตอบแบบย่อ)

จากสถานการณ์การเมืองไทยปี 2569 ที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ผมมองว่า พรรคประชาชน (People's Party) มีศักยภาพสูงสุดในการนำพาประเทศออกจากวงจรวิกฤติที่ทำให้พัฒนาช้าและประชาธิปไตยถูกจำกัด (บอนไซ)

เหตุผลหลัก 3 ประการ

  1. มุ่งปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึกเพื่อประชาธิปไตยแท้จริง
    เสนอ "รัฐบาลประชาชน" ด้วย 12 ภารกิจ ทลายวงจรอุบาทว์ ลดอิทธิพลทหาร-ตุลาการ สนับสนุนรัฐธรรมนูญใหม่ และกระจายอำนาจ
  2. ฐานสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่และนำกระแสโพล
    นำในหลายสำรวจ (นิด้าโพล ฯลฯ) โดยเฉพาะ Gen Z ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ไม่ประนีประนอมกับฝ่ายเก่า
  3. จัดการเศรษฐกิจ-สังคมควบคู่การเมือง
    ทีมเทคนิคแครต แก้เหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคงทางรายได้ ลดระบบไซโล เพิ่ม FDI
ข้อควรระวัง: ต้องได้เสียงข้างมากชัดเจน + ผลประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ หากสำเร็จ = จุดเปลี่ยน หากล้ม = วิกฤติใหม่

แหล่งอ้างอิงหลัก (ข้อมูล ม.ค. 2569)

  • BBC News ไทย: พรรคประชาชนเปิดตัวทีมบริหาร 12 ภารกิจ → ลิงก์
  • เว็บพรรคประชาชน: ประกาศรัฐบาลประชาชน → ลิงก์
  • The Diplomat: People's Party Leading Polls → ลิงก์
  • Reuters: Reformist opposition surging in polls → ลิงก์
  • Wikipedia: การเลือกตั้ง 2569 → ลิงก์

พี่น้องไทยทั้งหลาย คิดกันอย่างไรครับ?

โพสต์ล่าสุด

สรุปข่าว: NATO ส่งสัญญาณหนุน “ลดภัยจากอิหร่าน” ผ่าน Operation Epic Fury (สหรัฐฯ นำ)

สรุปข่าว: NATO ส่งสัญญาณหนุน “ลดภัยจากอิหร่าน” ผ่าน Operation Epic Fury (สหรัฐฯ นำ) สรุปข่าว: NATO ส่งสัญญาณ...

Popular Posts