ความเข้าใจผิดพลาดของศาสตราจารย์สุรชาติ บำรุงสุข ต่อนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์

อ่านบทความอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_880271

โดย คันฉ่องส่องไทย
30 มกราคม 2569

ในบทความ "ทรัมป์- ผู้เขย่าโลก!" ของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ได้นำเสนอมุมมองที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดและการตีความที่บิดเบือนต่อนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในปีแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง (อ่านนโยบายอเมริกาเฟิร์สต์ โดย คันฉ่องส่องโลก)

ศาสตราจารย์สุรชาติอธิบายว่านโยบายของทรัมป์เป็นการ "เขย่าโลก" ที่นำไปสู่ความปั่นป่วนและผันผวน โดยมองว่าทรัมป์ละทิ้งบทบาทผู้นำโลก สร้างศัตรูกับพันธมิตร และอาจนำไปสู่การล้มล้างระเบียบโลกแบบเสรีนิยม แต่ในความเป็นจริง นโยบาย "อเมริกาเฟิร์สต์" ของทรัมป์เป็นการปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อฟื้นฟูความเข้มแข็งของสหรัฐอเมริกาและโลก สร้างสันติภาพผ่านความเข้มแข็ง และจัดการกับภัยคุกคามที่ถูกมองข้ามมานาน เราจะชี้ให้เห็นจุดที่ศาสตราจารย์สุรชาติเข้าใจผิด โดยอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงจากยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2568 และการกระทำจริงของรัฐบาลทรัมป์
1. "เขย่าโลก" ไม่ใช่ความปั่นป่วน แต่เป็นการแก้ไขระบบที่ล้มเหลวศาสตราจารย์สุรชาติอ้างว่านโยบายของทรัมป์สร้างความผันผวนที่ไม่คาดคิด แต่ในความจริง นโยบายนี้เป็นการมุ่งเป้าที่ "สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง" (Peace Through Strength) ที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ ในสมัยแรก ทรัมป์นำไปสู่สนธิสัญญาอับราฮัม แอ็คคอร์ดส์ที่สร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง และในปี 2568 ทรัมป์ยุติความขัดแย้งอีก 8 แห่งทั่วโลก รวมถึงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และสงครามในกาซา โดยคืนตัวประกันทั้งหมด โดยรายสุดท้ายมีการค้นพบเมื่อวันก่อนนี้เอง การ "เขย่า" ที่กล่าวถึงคือการแก้ไขระบบระหว่างประเทศที่ล้มเหลว เช่น การถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพ 66 แห่ง เพื่อมุ่งเน้นผลประโยชน์ที่แท้จริงของอเมริกาและพันธมิตร ไม่ใช่การละทิ้ง แต่เป็นการนำที่ฉลาดกว่า2. ทรัมป์ไม่ได้ละทิ้งบทบาทผู้นำโลก แต่กำหนดใหม่ให้เข้มแข็งกว่าเดิมศาสตราจารย์สุรชาติกล่าวหาว่าทรัมป์ "ไม่เป็นผู้นำโลก" และละทิ้งหลักการตะวันตก แต่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2568 ยืนยันว่าทรัมป์นำด้วยหลักการ "อเมริกาเฟิร์สต์" ที่เน้นผลประโยชน์แห่งชาติที่ชัดเจน ไม่ใช่การขยายขอบเขตอย่างไร้จุดหมาย การเจรจาซื้อกรีนแลนด์ไม่ใช่การสร้างศัตรูกับยุโรป แต่เป็นการเสริมความมั่นคงในอาร์กติก เพื่อป้องกันภัยจากรัสเซียและจีน ซึ่งหมายถึงการคุ้มครองยุโรปและแคนาดาด้วย โดยทรัมป์ย้ำว่าอเมริกาจะไม่ใช้กำลัง แต่ใช้การเจรจาและเศรษฐกิจ ส่วนความสัมพันธ์กับแคนาดาและเม็กซิโก ทรัมป์เพียงเรียกร้องข้อตกลงการค้าที่เป็นธรรม ซึ่งนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การขาดมิตรภาพ แต่เรียกหาฐานความเป็นธรรมระหว่างเพื่อนบ้าน และให้เพื่อนบ้านทั้งสองประเทศรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของอเมริกา3. การแทรกแซงเวเนซุเอลาและอิหร่าน: ไม่ใช่การบุกรุก แต่เป็นการปกป้องประชาธิปไตยและสันติภาพศาสตราจารย์สุรชาติวิจารณ์การจับกุมผู้นำเวเนซุเอลาและท่าทีต่ออิหร่านว่าเป็นการขยายอิทธิพลแบบ "หลักการมอนโร" ซึ่งใช่ในกรอบคิดหนึ่ง แต่ในความจริง การดำเนินการในเวเนซุเอลาเป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายต่อการค้ายาเสพติดและก่อการร้าย โดยจับกุมนิโคลัส มาดูโรและภรรยาเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีในนิวยอร์ก นี่คือการฟื้นฟูประชาธิปไตยและควบคุมทรัพยากรน้ำมันเพื่อป้องกันการไหลไปยังศัตรู ไม่ใช่การบุกรุกโดยพลการ สำหรับอิหร่าน ทรัมป์สนับสนุนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลศาสนานิยม และเตือนเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ โดยยืนยันว่าอเมริกาพร้อมเจรจาเพื่อข้อตกลงที่เป็นธรรม แต่หากจำเป็นจะใช้กำลังเพื่อปกป้องผลประโยชน์ นี่ไม่ใช่การแทรกแซงง่ายๆแบบบ้าบิ่น แต่เป็นการป้องกันภัยที่ซับซ้อนกว่าเวเนซุเอลา4. "อเมริกาเฟิร์สต์" ไม่ใช่โดดเดี่ยวนิยม แต่เป็นการมีส่วนร่วมแบบจริงจังศาสตราจารย์สุรชาติตีความ "อเมริกาเฟิร์สต์" ว่าเป็นการตัดตัวเองจากโลกและไม่ให้ความสำคัญกับองค์กรพหุภาคี แต่ยุทธศาสตร์ปี 2568 ชี้ว่าอเมริกาเน้นการแข่งขันในเอเชีย-แปซิฟิกและตะวันตกซีกโลก โดยสร้างพันธมิตรที่เข้มแข็ง เช่น การลงนามข้อตกลงใหม่กับพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิก การเสนอ "บอร์ดแห่งสันติภาพ" (Board of Peace) ไม่ใช่การลดบทบาทสหประชาชาติ แต่เป็นองค์กรใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่า เพื่อดูแลสันติภาพทั่วโลก โดยเริ่มจากกาซาและขยายไปยังความขัดแย้งอื่นๆ ทรัมป์เป็นประธานคนแรก และได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ นี่คือการนำแบบ "เอกเทศ" ที่มีประสิทธิผล ไม่ใช่การขาดการปรึกษาหารือ5. ทรัมป์ไม่ได้ล้มระเบียบโลกแบบเสรีนิยม แต่กำลังปฏิรูปให้เข้มแข็งศาสตราจารย์สุรชาติกลัวว่าทรัมป์จะล้มระเบียบโลก แต่ในความจริง ทรัมป์มองจีนและรัสเซียเป็นคู่แข่งทางการค้า ไม่ใช่ศัตรูด้านความมั่นคง เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามที่ไม่จำเป็น โดยใช้ "ชาตินิยมแบบต่อรอง" (Transactional Nationalism) เพื่อผลประโยชน์ร่วม พันธมิตรอย่างแคนาดาและเนโต้ไม่ได้หันไปหาจีนและทรัมพ์ไม่ได้ต้องการเช่นนั้นและจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่เนโต้ถูกกระตุ้นให้เพิ่มงบกลาโหมและแบ่งภาระ ซึ่งทำให้พันธมิตรแข็งแกร่งขึ้น ทรัมป์ไม่ได้ถดถอยจากพันธกรณี แต่กำลังสร้างระเบียบใหม่ที่มุ่งเน้นความสมดุลอำนาจระดับภูมิภาคและโลก ไม่ใช่การครอบงำแบบเก่า6. การใช้โซเชียลมีเดีย: ไม่ใช่บุคลิกส่วนตัว แต่เป็นเครื่องมือประกาศนโยบายศาสตราจารย์สุรชาติกล่าวว่าการโพสต์ของทรัมป์ใน Truth Social และ X เป็นเพียงบุคลิก "เล่นโซเชียล" แต่ในความจริง นี่คือช่องทางประกาศนโยบายที่โปร่งใสและรวดเร็ว เช่น การประกาศปิดน่านฟ้าของเวเนซุเอลาเพื่อความมั่นคง และการเตือนอิหร่านเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ นี่คือการสื่อสารตรงกับประชาชนและโลก ไม่ใช่ความผันผวน

ในที่สุด บทความของศาสตราจารย์สุรชาติสะท้อนมุมมองแบบดั้งเดิมที่มองข้ามความสำเร็จของทรัมป์ เช่น ตลาดหุ้นที่พุ่งสูงสุด การเติบโต GDP 4.3% และการยุติความขัดแย้งหลายแห่ง นโยบายของทรัมป์ไม่ใช่การเขย่าโลกเพื่อทำลาย แต่เพื่อสร้างโลกที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองกว่าเดิม สำหรับผู้นำไทย การมุ่งเน้นนโยบายต่างประเทศที่กว้างไกลยิ่งกว่าชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งดี แต่ควรเรียนรู้จากแบบอย่างของทรัมป์ที่ปกป้องผลประโยชน์ชาติอย่างเด็ดขาดและได้ผล ไม่ใช่ดีแต่ท่วงท่าแต่หาประโยชน์ที่จับต้องได้ไม่เจอ และแก้วิกฤติที่ต้องเร่งแก้ไขไม่ได้

โพสต์ล่าสุด

วิเคราะห์เชิงลึกนโยบาย “อเมริกาเฟิร์สต์” (America First): ปรัชญา องค์ประกอบ ผลลัพธ์ และผลกระทบต่อระเบียบโลก

บทนำ นโยบาย “อเมริกาเฟิร์สต์” (America First) เป็นหลักการแกนกลางของการบริหารประเทศภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ โดยเฉพาะในสมัยการดำร...

Popular Posts