บทนำ
นโยบาย “อเมริกาเฟิร์สต์” (America First) เป็นหลักการแกนกลางของการบริหารประเทศภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ โดยเฉพาะในสมัยการดำรงตำแหน่งครั้งที่สองซึ่งเริ่มต้นในปี ค.ศ. 2025 นโยบายดังกล่าวเน้นการจัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับแรก ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมุ่งฟื้นฟูความเข้มแข็งภายในประเทศผ่านการลดการพึ่งพาต่างชาติและการต่อรองที่แข็งกร้าวแก่นของอเมริกาเฟิร์สต์ไม่ใช่ “ลัทธิโดดเดี่ยว” (isolationism) หากแต่เป็นการวิพากษ์และปฏิรูประเบียบเสรีนิยมระหว่างประเทศ (liberal international order) ที่ฝ่ายทรัมป์มองว่าบิดเบี้ยว ไม่เป็นธรรม และสร้างภาระต่อชนชั้นแรงงานอเมริกัน เช่น การขาดดุลการค้าที่สูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงก่อนหน้า และการสูญเสียงานอุตสาหกรรมกว่า 5 ล้านตำแหน่งไปยังจีน บทความนี้มุ่งวิเคราะห์เชิงลึกถึงรากฐานทางปรัชญา องค์ประกอบเชิงนโยบาย ผลลัพธ์ในระยะสั้น ตลอดจนข้อวิพากษ์และนัยต่อระบบโลก โดยอ้างอิงเอกสารทางการ รายงานเชิงนโยบาย และงานวิชาการร่วมสมัย รวมถึงข้อมูลจากปีแรกของสมัยที่สอง (2025-2026) ที่แสดงให้เห็นทั้งความสำเร็จและความขัดแย้ง1. รากฐานทางประวัติศาสตร์และปรัชญานโยบาย
แนวคิดอเมริกาเฟิร์สต์ปรากฏชัดตั้งแต่สมัยแรกของทรัมป์ (2017–2021) ผ่านการวิจารณ์ “การค้าไม่เป็นธรรม” (unfair trade) การขาดดุลการค้าเรื้อรัง และการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน อย่างไรก็ตาม ในสมัยที่สอง แนวคิดดังกล่าวถูกยกระดับจากวาทกรรมการหาเสียงสู่กรอบนโยบายรัฐอย่างเป็นระบบ โดยสะท้อนผ่าน America First Trade Policy Memorandum ซึ่งลงนามในวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 20 มกราคม 2025 และได้รับอิทธิพลจาก Project 2025 ของ Heritage Foundation ที่เน้นการรวมอำนาจบริหารเพื่อนโยบายขวาจัดแกนปรัชญาหลักคือสมมติฐานว่า สหรัฐอเมริกาถูกเอาเปรียบทั้งจากคู่แข่งและพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นการแบกรับภาระด้านความมั่นคงในองค์การ NATO ที่สหรัฐจ่ายถึง 3.5% ของ GDP ขณะที่พันธมิตรหลายชาติต่ำกว่า 2% การเปิดตลาดโดยไม่ได้รับความเท่าเทียม และการยอมรับกติกาพหุภาคีที่จำกัดอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ทรัมป์และทีมที่ปรึกษาจึงเสนอแนวคิด “ชาตินิยมเชิงธุรกรรม” (transactional nationalism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการต่อรองแบบทวิภาคีและผลประโยชน์ที่วัดได้ มากกว่าพันธะเชิงอุดมการณ์หรือคุณค่าระหว่างประเทศแบบดั้งเดิม เช่น การปรับสัมพันธ์กับรัสเซียและจีนให้เป็น "คู่แข่งเศรษฐกิจ" แทน "ศัตรูอุดมการณ์"
- กรอบความมั่นคงแห่งชาติและการจัดลำดับอำนาจ
National Security Strategy ฉบับปี 2025 ระบุอย่างชัดเจนว่านโยบายอเมริกาเฟิร์สต์คือกระบวนการ “ประเมิน จัดลำดับ และกำหนดความสำคัญ” (evaluate, sort, and prioritize) เพื่อปกป้อง “ลักษณะของชาติ” (character of the nation) ซึ่งครอบคลุมทั้งฐานอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพทางสังคม และความสามารถทางทหาร โดยเน้นการถอนตัวจากองค์กรพหุภาคีที่ไร้ประสิทธิภาพกว่า 66 แห่ง และการใช้กำลังทหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น การแทรกแซงในเวเนซุเอลาเพื่อควบคุมน้ำมันกรอบดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด liberal hegemony ไปสู่ selective engagement กล่าวคือ สหรัฐจะเข้ามามีบทบาทเฉพาะในพื้นที่หรือประเด็นที่สอดคล้องกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์โดยตรงเท่านั้น เช่น การสร้าง "Board of Peace" เพื่อแทนที่บทบาทสหประชาชาติในบางเรื่อง และการกดดันพันธมิตรยุโรปให้เพิ่มงบกลาโหมถึง 5%3. องค์ประกอบหลักของนโยบายอเมริกาเฟิร์สต์
3.1 เศรษฐกิจและการค้า
นโยบายการค้าเป็นหัวใจของอเมริกาเฟิร์สต์ โดยใช้ภาษีนำเข้า (tariffs) เป็นเครื่องมือหลัก เช่น อัตราภาษีขั้นต่ำ 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั่วไป และอัตราสูงกว่าสำหรับประเทศที่ถูกประเมินว่าเอาเปรียบสหรัฐ เช่น 60% กับจีน ซึ่งนำไปสู่การลดขาดดุลการค้าลง 20% ในปีแรกรายงานจาก Wharton Budget Model ประเมินว่านโยบายดังกล่าวอาจสร้างรายได้ภาครัฐในระยะยาวหลายล้านล้านดอลลาร์ และกระตุ้นกระบวนการ reshoring ของภาคการผลิต แม้จะมีต้นทุนด้านประสิทธิภาพและราคาสินค้าในบางภาคส่วน เช่น การเพิ่มราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 5-10% นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนข้อตกลงการค้าเดิม เช่น USMCA และข้อเสนอจัดตั้งหน่วยงาน External Revenue Service เพื่อจัดการรายได้จากการค้าโดยเฉพาะ รวมถึงคำสั่งบริหารเช่น "Stopping Wall Street from Competing with Main Street Homebuyers" เพื่อจำกัดนักลงทุนสถาบันซื้อบ้านเดี่ยว3.2 นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง
ทรัมป์มองจีนและรัสเซียในฐานะ “คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” มากกว่าศัตรูทางอุดมการณ์ นโยบายจึงเน้นการต่อรอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยี และกระจายห่วงโซ่อุปทาน เช่น การลงทุนในอินโด-แปซิฟิกเพื่อต้านจีน ในด้านกลาโหม สหรัฐใช้แรงกดดันให้พันธมิตรเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง พร้อมลดการเข้าไปพัวพันในสงครามยืดเยื้อ และเน้นเสถียรภาพเชิงอำนาจ (power equilibrium) มากกว่าการสร้างประชาธิปไตยแบบส่งออก เช่น การยุติสงครามในกาซาและยูเครนผ่านข้อตกลงสันติภาพ และคำสั่งบริหาร "Prioritizing the Warfighter in Defense Contracting" เพื่อลงโทษผู้รับเหมาที่ล้มเหลว3.3 การเข้าเมืองและความมั่นคงภายใน
การควบคุมการเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นอีกเสาหลักหนึ่ง โดยรัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดช่วยเพิ่มค่าจ้างแรงงานภายใน ลดอาชญากรรม และลดภาระรัฐสวัสดิการ ในปีแรก มีการเนรเทศกว่า 622,000 คน และเกิดการอพยพออกด้วยตนเอง 1.9 ล้านคน ส่งผลให้อัตราอาชญากรรมลดลงสูงสุดในประวัติศาสตร์ เช่น อัตราการฆาตกรรมลด 20% แม้มาตรการดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักจากองค์กรสิทธิมนุษยชนว่าสร้างความหวาดกลัวและแยกครอบครัว3.4 พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการลดกฎระเบียบ
รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระทางพลังงาน (energy independence) ผ่านการเพิ่มการผลิตภายในประเทศ และผ่อนคลายกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่มองว่าเป็นภาระต่อภาคอุตสาหกรรม เช่น การเพิ่มการขุดเจาะนอกชายฝั่งผ่านคำสั่ง "Unleashing America's Offshore Critical Minerals and Resources" ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงจาก 3.11 เป็น 2.78 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และการผลิตพลังงานเพิ่ม 18% แนวทางนี้สะท้อนการให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ เช่น การถอนตัวจากข้อตกลงปารีสซ้ำ4. ความสำเร็จและผลลัพธ์ระยะสั้น (2025–2026)
ฝ่ายสนับสนุนชี้ว่านโยบายอเมริกาเฟิร์สต์ช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดเงินเฟ้อ และเสริมอำนาจต่อรองของสหรัฐในเวทีโลก ในปีแรก GDP เติบโต 4.3% ในไตรมาสสาม และคาด 5.4% ในไตรมาสสี่ การสร้างงานกว่า 4.2 ล้านตำแหน่ง อัตราเงินเฟ้อลดเหลือ 2.4-2.7% และตลาดหุ้นพุ่ง 16% นอกจากนี้ ยังยุติสงครามหลายแห่ง เช่น ในกาซาและยูเครน ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์โต้แย้งว่าผลลัพธ์เชิงบวกส่วนหนึ่งเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจ และอาจแลกมาด้วยต้นทุนระยะยาวต่อประสิทธิภาพและพันธมิตร เช่น การลดงานราชการกว่า 220,000 ตำแหน่งผ่านการตัดงบประมาณ
Center for Strategic and International Studies. (2025). National Security Strategy and U.S. global posture. https://www.csis.org
Migration Policy Institute. (2026). Unleashing Power in New Ways: Immigration in the First Year of Trump 2.0. https://www.migrationpolicy.org/article/trump-2-immigration-1st-year
Wharton Budget Model. (2025). Economic effects of proposed U.S. tariff policies. University of Pennsylvania. https://budgetmodel.wharton.upenn.edu
Foreign Affairs. (2025). America First and the future of the liberal order. https://www.foreignaffairs.com
Ballotpedia. (2025). Energy and environmental policy under the Trump administration. https://ballotpedia.org
The White House. (2026). 365 WINS IN 365 DAYS: President Trump's Return Marks New Era of Success, Prosperity. https://www.whitehouse.gov/articles/2026/01/365-wins-in-365-days-president-trumps-return-marks-new-era-of-success-prosperity
AFL-CIO. (2026). In First Year of Second Term, Trump Governed for and by Billionaire CEOs and Big Tech Companies. https://aflcio.org/2026/1/21/first-year-second-term-trump-governed-and-billionaire-ceos-and-big-tech-companies
CBS News. (2026). 9 major themes that defined the first year of Trump's second term. https://www.cbsnews.com/news/9-major-themes-that-defined-first-year-of-trump-presidency
Holland & Knight. (2026). Trump's 2025 Executive Orders. https://www.hklaw.com/en/general-pages/trumps-2025-executive-orders-chart
ABC News. (2026). 1 year into Trump's 2nd term, here are some of the seismic shifts in foreign and domestic policies. https://abcnews.go.com/Politics/1-year-trumps-2nd-term-seismic-shifts-foreign/story?id=129350162
5. การวิพากษ์และผลกระทบต่อระเบียบโลก
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเตือนว่าการใช้ภาษีอย่างกว้างขวางอาจลด GDP ระยะยาว 6% และเพิ่มภาระต่อครัวเรือนรายได้ปานกลาง 22,000 ดอลลาร์ตลอดชีวิต ขณะเดียวกัน นักรัฐศาสตร์มองว่าการถอนตัวจากสถาบันพหุภาคีอาจเปิดพื้นที่ให้จีนขยายอิทธิพล เช่น ในยุโรปที่ GDP เติบโตเพียง 1.3% ใน 2026 และการลดบทบาทสหรัฐใน WHO ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโลกอย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนอเมริกาเฟิร์สต์ยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวบังคับให้พันธมิตรรับผิดชอบมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากสงครามขนาดใหญ่ ผ่านการสร้างดุลอำนาจแบบสมจริง (realist balance) เช่น การลดการแทรกแซงทางทหารที่ไม่จำเป็นบทสรุป
อเมริกาเฟิร์สต์ไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่คือการท้าทายกระบวนทัศน์เสรีนิยมโลกาภิวัตน์ที่ครอบงำการเมืองระหว่างประเทศมานานหลายทศวรรษ สำหรับประเทศไทย การทำความเข้าใจนโยบายนี้มีความสำคัญต่อการปรับยุทธศาสตร์การค้าและการทูตในโลกที่กำลังเคลื่อนจากพหุภาคีสู่การต่อรองเชิงอำนาจแบบทวิภาคีมากขึ้น เช่น การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีเพิ่มเติมบรรณานุกรม
Brookings Institution. (2026). Assessing President Trump's second-term staffing record. https://www.brookings.edu/articles/assessing-president-trumps-second-term-staffing-recordCenter for Strategic and International Studies. (2025). National Security Strategy and U.S. global posture. https://www.csis.org
Migration Policy Institute. (2026). Unleashing Power in New Ways: Immigration in the First Year of Trump 2.0. https://www.migrationpolicy.org/article/trump-2-immigration-1st-year
Wharton Budget Model. (2025). Economic effects of proposed U.S. tariff policies. University of Pennsylvania. https://budgetmodel.wharton.upenn.edu
Foreign Affairs. (2025). America First and the future of the liberal order. https://www.foreignaffairs.com
Ballotpedia. (2025). Energy and environmental policy under the Trump administration. https://ballotpedia.org
The White House. (2026). 365 WINS IN 365 DAYS: President Trump's Return Marks New Era of Success, Prosperity. https://www.whitehouse.gov/articles/2026/01/365-wins-in-365-days-president-trumps-return-marks-new-era-of-success-prosperity
AFL-CIO. (2026). In First Year of Second Term, Trump Governed for and by Billionaire CEOs and Big Tech Companies. https://aflcio.org/2026/1/21/first-year-second-term-trump-governed-and-billionaire-ceos-and-big-tech-companies
CBS News. (2026). 9 major themes that defined the first year of Trump's second term. https://www.cbsnews.com/news/9-major-themes-that-defined-first-year-of-trump-presidency
Holland & Knight. (2026). Trump's 2025 Executive Orders. https://www.hklaw.com/en/general-pages/trumps-2025-executive-orders-chart
ABC News. (2026). 1 year into Trump's 2nd term, here are some of the seismic shifts in foreign and domestic policies. https://abcnews.go.com/Politics/1-year-trumps-2nd-term-seismic-shifts-foreign/story?id=129350162
