‘ทักษิณ’ แกล้งตายหรือใกล้ตาย?? โดยพูลเดช กรรณิการ์

'ทักษิณ' แกล้งตายหรือใกล้ตาย?? โดยพูลเดช กรรณิการ์


'ทักษิณ' แกล้งตายหรือใกล้ตาย?? โดยพูลเดช กรรณิการ์
Last updated: 23 September 2015 | 21:47
ท่าทีล่าสุดของ ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างพำนักอยู่ที่ฮ่องกง ที่เปิดเผยผ่านทางแกนนำคนเสื้อแดง คือ นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และผ่านทาง นายนพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัว ตรงข้ามกับความคาดหมายของหลายคนที่คิดว่าทักษิณจะต้องออกมา "ชน" กับ คสช.อีกรอบ และการมาฮ่องกงก็คือการมาบัญชาการรบระลอกใหม่

 เพราะก่อนหน้านี้ ทักษิณออกมาดับเครื่องชน คสช.อย่างรุนแรง เริ่มจากการออกมาพูดถึงเบื้องหลังการปฏิวัติเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีการยึดอำนาจของ คสช. และหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยการท้าทายให้ คสช.ถอดยศ รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ คสช.ในหลายเรื่อง เช่น เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ระหว่างที่เดินทางไปพบคนไทยในฟินแลนด์และเยอรมัน

 แต่ท่าทีล่าสุดระหว่างอยู่ในฮ่องกงเหมือนหนังคนละม้วน

 โดยนายขวัญชัยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ระหว่างที่ ทักษิณพำนักอยู่ที่ฮ่องกงว่า ได้พูดคุยกับอดีตนายกฯทักษิณที่บอกกับเขาว่าให้แกล้งตายนานขึ้นอีกนิด สถานการณ์เวลานี้ให้นิ่งเฉยก่อน อย่าตื่นตระหนก และแกล้งตาย

 "ท่านบอกผมว่า ให้คอยกระทั่งเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งนั่นจะเป็นช่วงที่เราจะได้รับชัยชนะ ตอนนี้มีเพียงแค่คำถามที่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่" นายขวัญชัยกล่าวกับรอยเตอร์

 เป็นที่น่าสังเกตว่า นายขวัญชัยระบุกับรอยเตอร์ว่า ได้พูดคุยกับทักษิณเมื่อประมาณหนึ่งเดือนมาแล้ว ซึ่งเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วทักษิณยังเดินสาย โจมตี คสช.อยู่ในยุโรป แล้วจะสั่งไพร่พลให้แกล้งตายหรือ เพราะที่จริงจะต้องสั่งสู้

 จากข้อสังเกตข้างต้น จึงเป็นไปได้สองทาง คือ หนึ่ง นายขวัญชัยเพิ่งคุยกับทักษิณในช่วงที่ทักษิณอยู่ในฮ่องกงนี่แหละ  และทักษิณได้เปลี่ยนท่าทีผ่านมาทางนายขวัญชัย สอง มีการพูดคุยกันระหว่าง คสช.กับตัวแทนทักษิณในเมืองไทย และตกลงกันได้ โดยให้ทักษิณหยุดความเคลื่อนไหวในช่วงนี้ เพื่อแลกกับอะไรบางอย่าง ซึ่งทักษิณก็ตอบตกลง โดยนายขวัญชัยน่าจะมีส่วนอยู่ในการพูดคุยลับครั้งนี้ด้วย จึงถูกมอบหมายให้เป็นผู้ออกมาส่งสัญญาณถึงไพร่พลของทักษิณโดยอ้างทักษิณ

 อีกคนหนึ่งที่ออกมาพูดถึงท่าทีของทักษิณในช่วงที่ ทักษิณอยู่ในฮ่องกง แต่ครั้งนี้ไม่ได้พูดโดยอ้างคำพูดทักษิณเหมือนเคย คือ นายนพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัว ที่กล่าวว่า ที่มีแหล่งข่าวใกล้ชิดอ้างว่าทักษิณจะออกคลิปวิจารณ์การเมืองและ คสช.นั้น ตนไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ให้ข่าว แต่เชื่อว่าจะไม่มีการออกคลิปใดๆ เพราะอดีตนายกฯคงอยากจะใช้ชีวิตเงียบๆ และไม่ประสงค์จะเป็นเงื่อนไขที่ถูกโยงไปให้เกิดความขัดแย้ง และคงจะไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในประเทศ ดังนั้นแหล่งข่าวข้างต้นจึงให้ข่าวที่คลาดเคลื่อนจากความจริง

 คำพูดของนายนพดลคือการพยายามยืนยันว่า ทักษิณหยุดรบ และจะไม่ออกมาชนกับ คสช. ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกับที่นายขวัญชัยบอกว่า "แกล้งตาย"

 ทำไมทั้งนายขวัญชัยและนายนพดลถึงต้องออกมาพูดแทน "นายใหญ่" ว่า "แกล้งตาย"

 หนึ่ง เพราะทักษิณออกมาพูดเองไม่ได้ว่า แกล้งตาย เพราะหากพูดเองจะทำให้ไพร่พลในฝ่ายฮาร์ดคอร์ที่ต้องการให้สู้เสียศรัทธา สอง ทั้งนายขวัญชัยและนายนพดลมองเห็นแล้วว่า สถานการณ์ในตอนนี้สู้ไปก็ "ตายจริงๆ" สาม เพื่อส่งสัญญาณตอบรับไปยัง คสช.ว่าจะหยุดรบ จนกว่าจะถึงเลือกตั้ง ขานรับตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ออกมาพูดถึงทักษิณว่า "ผมก็อยากให้ท่านอยู่เฉยๆก่อน ถ้าท่านอยากจะเล่นอะไร พรรคพวกจะทำอะไร ก็รอหลังมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้ขอให้นายกฯทำงานก่อน"

 ข่าวว่า "บิ๊กป้อม" พูด ถึงทักษิณอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ไม่ได้เคร่งเครียดอะไร คล้ายกับแน่ใจว่ายังไงทักษิณก็ต้องตอบรับ หรืออาจได้รับสัญญาณจากทักษิณมาแล้วว่าจะหยุด (แกล้งตาย)

 คล้ายเป็นอาการอารมณ์ดีของผู้ชนะ

 ทำไมทักษิณและแกนนำมวลชนคนสำคัญอย่างนายขวัญชัยและที่ปรึกษากฎหมายคู่ใจอย่างนายนพดล จึง "แกล้งตาย" ง่ายดายนัก

 หรือแท้ที่จริงกำลัง "ใกล้ตาย" จึงแสร้งทำเป็น "แกล้งตาย" เพื่อกลบเกลื่อน

 ถูกต้อง ทักษิณกำลังใกล้ตาย เพราะสถานการณ์หลายอย่างตกอยู่ในกำมือหรือการควบคุมของ คสช.เบ็ดเสร็จแล้ว

 หนึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องชดใช้ค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว 5 แสน 1 หมื่นล้านบาท หากไม่จ่ายเงินชดใช้ก็จะถูกยึดทรัพย์ นอกจากนี้ยิ่งลักษณ์อาจติดคุกจากคดีเดียวกันนี้ด้วย

 อย่างนี้เรียกว่าใกล้ตาย ไม่ใช่แกล้งตาย เพราะเมื่อ คสช.และรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าในเรื่องเรียกชดใช้ค่าเสียหาย ทุกอย่างก็ต้องเดินหน้า และหยุดไม่ได้

 ทักษิณเจอดอกนี้เข้าไป ถึงกับนิ่งและแก้ลำไม่ออก แม้กระทั่งมุกเดิมที่เคยนำมาใช้สมัยตัวเองถูกยึดทรัพย์ โดยอ้างเป็นเรื่องการเมือง และเป็นเรื่องการใช้อำนาจจากคณะปฏิวัติ ก็นึกไม่ออก และไม่งัดมาใช้ เพราะเงินตั้ง 5 แสนล้าน เป็นใครก็ต้องมึน

 สอง พานทองแท้ ชินวัตร ก็คอขึ้นเขียงในคดีทุจริตแบงก์กรุงไทยเช่นกัน หาก คสช.และรัฐบาลเดินหน้าอย่างจริงจัง โดยไม่กลัวว่าจะถูกแฉกลับว่ามีคนในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีส่วนรับผลประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตนี้

 สถานการณ์ของนายพานทองแท้ก็ถือว่าใกล้ตายตามยิ่งลักษณ์ไปอีกคน ทั้งน้องสาว ทั้งลูกชาย ใกล้ตาย

 สาม แกนนำคนสำคัญในเครือข่ายทักษิณ ทั้งแกนนำในพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. เข้าคุกไปครึ่งตัวเกือบทุกคนแล้ว เนื่องจากถูกศาลตัดสินจำคุก และทุกคนอยู่ในระหว่างประกันตัว ดังนั้น หากมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะต่อต้าน คสช.อีก ก็หนีไม่พ้นจะต้องเข้าไปอยู่ในคุกเต็มตัว

 ดังนั้น สถานการณ์ในส่วนไพร่พลของทักษิณถือว่า เดี้ยงทั้งกองทัพ ขณะที่อีกบางส่วนก็ต้องหนีไปต่างประเทศ ไม่มีทางที่จะลุกขึ้นสู้กับ คสช.ได้ในตอนนี้ ถึงไม่อยากแกล้งตาย ก็ต้องแกล้งตาย ซึ่งที่จริงคือตายจริงๆแล้วในตอนนี้

 สี่ นี่ยังไม่รวมกับการที่ คสช.และรัฐบาลเปิดเกมบุกรุกเข้าสู่พื้นที่ฐานมวลชนรากหญ้าของทักษิณ โดยใช้อดีตขุนพลคู่ใจของทักษิณ คือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้าไป "ย้อนเกล็ด" ทักษิณ ซึ่งทักษิณยังรับมือไม่ถูกว่าจะสู้อย่างไรกับเกมบุกครั้งนี้ หรืออาจต้องยอมถูกบุกไปก่อน เพื่อต่อรองหรือแลกกับอะไรบางอย่าง

 ทั้งสี่สถานการณ์ข้างต้น ซึ่งอยู่ในกำมือของ คสช.ถึง 3 สถานการณ์ ยกเว้นสถานการณ์ที่สี่ ทำให้ทักษิณต้องแกล้งตาย โดยบอกว่าจะไปสู้ในตอนเลือกตั้ง ซึ่งมั่นใจว่าตัวเองจะชนะอีกครั้ง

 ซึ่งเป็นการแกล้งตาย เพื่อรักษาชีวิตยิ่งลักษณ์ พานทองแท้ และแกนนำคนสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ แกล้งตายเพื่อหวังต่อรองไม่ให้ถูกชดใช้ค่าเสียหายและถูกยึดทรัพย์อีกรอบ

 ทว่า หากมองให้ขาดจะพบว่า การแกล้งตายครั้งนี้ จะนำไปสู่การตายจริงๆของระบอบทักษิณในที่สุด เพราะยังไงคดีของยิ่งลักษณ์ พานทองแท้ และแกนนำคนสำคัญ นั้นก็ไม่สามารถ "ถอยหลัง" ได้ (ก็เหมือนกับคดีของทักษิณ) ทุกคดียังไงก็ต้องเดินหน้า อย่างดีที่ทำได้คือถ่วงเวลาไว้เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าทักษิณจะไม่สามารถลุกขึ้นต่อกรกับ คสช.ได้อีกเลย ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คสช.ก็จะต้องใช้ห้วงเวลาที่ทักษิณแกล้งตาย รุกคืบขจัดฐานกำลังและยึดคืนพื้นที่ทางการเมืองทุกอย่างของทักษิณกลับคืน รวมทั้งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อตัดรากถอนโคนระบอบทักษิณอย่างสิ้นซาก

 ดังนั้น เมื่อถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ทักษิณคงจะไม่มีแรงเคลื่อนไหวอะไรอีก เพราะ คสช.คงไม่ยอมปล่อยให้ทักษิณแกล้งตาย แต่คงทำให้ตายจริงๆไปเลย ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า!!!

 

First posted: 23 September 2015 | 16:09

เลห์กลในสงครามข่าวสาร ของเผด็จการศักดินา

เลห์กลในสงครามข่าวสาร  ของเผด็จการศักดินา
.........................

ผด็จการ(ทหาร)+อำมาตย์มีวิธีการเล่นสงครามข่าวโดยการเอาข่าวหนึ่งมากลบอีก ข่าวหนึ่งเพื่อเบี่ยงเบนกระแสต่อต้านของประชาชนขอให้พี่น้องฝ่ายปชต.รู้เท่า ทันเลห์กลอันชั่วร้ายของเผด็จการศักดินายกตัวอย่างเหตุการณ์ข่าวที่ผ่านมา ดังนี้

1.ข่าวนักศึกษาดาวดินถูกจับกุมขังเริ่มก่อกระแสความไม่พอใจของประชาชนไปในวง กว้างมากยิ่งขึ้นในห้วงเวลาเดียวกันนั้นก็มีข่าวน้องแตงโม.แตงเน่ากินยาฆ่า ตัวตายหลังจากผิดหวังจากโตโน่ข่าวกินยาฆ่าตัวตายของน้องแตงเน่าถูกปลุกความ สนใจมากกว่าข่าวนักศึกษาดาวดินที่ถูกคุมขัง

2.ข่าวรัฐบาลประยุทธส่งผู้อพยพอุยกูร์ให้จีนได้สร้างความไม่พอใจของผู้ นับถือศาสนาอิสลามไปอย่างกว้างขวางเริ่มก่อกระแสความไม่พอใจของคนไทยไปในวง กว้างในระหว่างนั้นก็มีข่าวว่าจีนพบกล่องดำของสายการบินมาเลย์เซียแอร์ไลน์ ที่สูญหายไปและรัฐบาลมาเลเซียสร้างความผิดพลาดจนทำให้คนบนเครื่องบินต้องหาย สาปสูญ
ข่าวดังกล่าว มีผลให้ข่าวส่งผู้อพยพอุยกูร์เบาบางลงและเริ่มเงียบไปจนมาเกิดเหตุระเบิดราช ประสงค์เรื่องราวดังกล่าวจึงถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้ง

3.ข่าวผู้รักประชาธิปไตยแสดงออกด้วยการเดินจาก มธ.ไปอนุเสาวรีย์ ปชต.สามารถกระตุ้นให้ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงความเป็นประชาธิปไตยและในขณะ เดียวกันที่บิ๊กเหล่ประยุทธเตรียมตัวเดินทางไปนิวยอร์คได้เกิดกระแสเตรียม การประท้วงโดยคนไทยผู้รักปชต.ที่หน้าองค์การสหประชาชาตินิวยอร์คและเริ่มจุด กระแสความสนใจของผู้รักปชต.ไปทั่วประเทศ
.....อยู่ดีๆก็มีข่าว"ตั้น" จิตภัส กฤดากร(ภิรมย์ภักดี) กำลังจะได้รับการติดยศเป็นร.ต.ต.หญิงตำเหน่งรองสารวัตรข่าวดังกล่าวจุดพลุ ความไม่พอใจต่อวงการตำรวจและผู้รักปชต.อย่างรุนแรงเพราะตั้นคือหนึ่งใน นกหวีดที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีตำรวจและขบวนหารยุติธรรมแต่ข่าวดังกล่าวมีผลให้ ข่าวความไม่ชอบธรรมหรือเลวร้ายของรัฐบาลเผด็จการทหารที่กำลังเกิดกระแสต่อ ต้านไปทั่วประเทศได้ถูกกลบด้วยข่าว"ตั้น"ในชั่วข้ามคืน

................................

หมายเหตุ
1.กรณีข่าวจากเหตุการณ์ต่างๆทำให้มองเห็นเลห์กลของเผด็จการศักดินาที่พยายามเบี่ยงเบนความสนใจต่อการกระทำอันล้มเหลวของตนเอง

2.ประชาชนผู้รักปชต.ที่กำลังต่อสู้กับเผด็จการศักดินาควรรู้เล่ห์กลในการ เล่นสงครามข่าวสารเพราะฝ่ายเผด็จการศักดินาจะอาศัยประสบการณ์ เครื่องมือรัฐตลอดจนกลไกราชการเพื่อกลบเกลื่อนหรือเบี่ยงเบนข่าวสาร ที่มีผลกระทบต่อตัวเอง

3.ข่าวของบุคคลบางคน จะมีอิทธิพลในการจูงใจต่อความสนใจค่อนข้างแรงเช่นข่าวแตงโมข่าวตั้น ซึ่งเป็นบุคคลที่ฝ่ายปชต.ไม่พอใจและเกลียดชังอยู่แล้วการเล่นข่าวของบุคคล ดังกบ่าวของเผด็จการศักดินาจะสามารถกลบเกลื่อนหรือเบียงเบนความสนใจของ ประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้นประชาชนผู้รักปชต.ควรรู้เท่าทันหากจะติดตามข่าว"ตั้น"ได้รับการอวยยศ หรือไม่ก็ไม่ควรทิ้งเป้าหมายในการเล่นข่าวความเลวร้ายหรือล้มเหวจากการกระทำ อันไม่ชอบธรรมของเผด็จการศักดินาเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายในความเป็น ประชาธิปไตย..อย่างแท้จริง

“ทำไมคนไทยหลายคนต้องหลบลี้ หนีภัย ไปอยู่ต่างประเทศ”

จอม เพชรประดับ


การจะตอบคำถามที่ว่า "ทำไมต้องหลบลี้ หนีภัย ไปอยู่ต่างประเทศ" ของคนไทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งขณะนี้น่าจะได้คำตอบและยอมรับตัวเองแล้วว่าเป็น "ผู้ลี้ภัยทางการเมือง" ทั้งที่ก่อนหน้านี้ อาจจะมึนงง สับสน ไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไรกับอนาคตหรือชีวิตของตัวเอง เมื่อไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย กับการรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

คนไทยที่ออกไปลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศอาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยของชาวต่างชาติ หรือรัฐบาลต่างประเทศมากนัก เพราะตลอดเวลากว่าร้อยที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยผ่านวิกฤติสงครามกลางเมือง หรือ สงครามระหว่างประเทศ ที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของผู้คนเป็นจำนวนมากมาก่อน


นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ขอลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ และอีกฐานะหนึ่งคือ เลขาธิการองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย (Free Thai Organisation for Human Rights and Democracy) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วขณะนี้ กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องหนีออกมาต่อสู้ในต่างประเทศว่า 
"หัวใจสำคัญที่ผมตัดสินใจหนีออกมาสู้ในต่างประเทศ เพราะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เราต้องการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ อิสรภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม กี่ปี่มาแล้ว กี่ครั้งมาแล้ว ที่ประเทศไทยเกิดการทำรัฐประหาร แต่สุดท้ายประเทศก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แสดงว่ามันต้องมีอำนาจอะไรบางอย่างที่ไม่ต้องการให้คนไทยเป็นเจ้าของอธิปไตยอย่างแท้จริง หรือไม่ต้องการที่ให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงตามที่ประชาชนเรียกร้องต้องการ"

ความเป็นอดีตนักการเมือง ออกมาเป็นแกนนำเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองในต่างประเทศ อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับ และไม่ชอบธรรมในการเคลื่อนไหวร่วมกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ เพราะอาจจะถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

"ผมลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก่อนที่จะเดินทางออกนอกประเทศไทยด้วยซ้ำ และตอนนี้ ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคเพื่อไทยอีกแล้ว หรือแม้แต่กับกลุ่ม นปช. ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว ผมเคลื่อนไหวในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเท่านั้นเอง" นายจารุงพงศ์ กล่าวยืนยันจุดยืนและสถาภาพของตัวเองในขณะนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า หากเมืองไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง ก็จะไม่เล่นการเมืองอีกต่อไปแล้วเช่นกัน

พร้อมทั้งย้ำด้วยว่า การถือกำเนิดขึ้นขององค์การเสรีไทยฯ ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือใดๆ จากพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก คุณ ทักษิณ ชินวัตร หรือตระกูลชินวัตร

"คุณทักษิณเป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐประหาร มีชะตากรรมเดียวกับคนไทยที่ถูกยึดอำนาจไป ซึ่งคุณทักษิณ ไม่ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือองค์กรเสรีไทยเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นด้านใด เราเป็นกลุ่มคนไทย ซึ่งมีทั้งนักการเมือง ประชาชน นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา ที่รักในประชาธิปไตย และมีเป้าหมายเดียวกันคือการคัดค้านรัฐประหาร ต้องการให้ประเทศไทย เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เรารวมตัวกัน สนับสนุนช่วยเหลือกันเอง ดูแลกันเอง โดยได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุนอย่างสำคัญ" นายจารุพงศ์ชี้แจง

กลุ่มคนไทยที่ทำธุรกิจ ทำงาน เป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆ อยู่แล้ว และมีหัวใจรักประชาธิปไตย เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ที่คอยให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวขององค์การเสรีไทยฯ และกลุ่มคนไทยผู้ขอลี้ภัยทางการเมือง

"ไม่ชอบเผด็จการ ไม่ชอบความไม่ถูกต้อง ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้เสียที ประเทศเรายังพัฒนาไปไม่ถึงไหนเพราะอะไร เพราะประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ผลักดันให้เราออกมาต่อสู้" คุณศักดิ์ เครือข่ายเสรีไทยฯ จากประเทศเบลเยียมบอกกล่าวถึงความรู้สึก และให้ข้อมูลด้วยว่า มีคนไทยที่หนีออกมาอยู่ในประเทศเบลเยียมหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประมาณสิบคน บวกกับกลุ่มคนไทยที่มาก่อนหน้านี้อีกเป็นจำนวนหลายร้อยคนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะแสดงตัว จะแสดงออกผ่านเฟซบุ๊ก หรือ โซเซียลมีเดียกันมากกว่า เพราะยังมีความกลัวและไม่มั่นใจ แต่เชื่อว่านับจากนี้ไป ก็จะมีการเคลื่อนไหวที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

คุณแพท เครือข่ายเสรีไทยฯ ในสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่า 20 กว่าปีที่ผ่านมา ได้ต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงมาโดยตลอด และจะต่อสู้ต่อไป คนไทยในเบลเยียมมีเป็นจำนวนมาก ที่ไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศเผด็จการ แต่ยังรวมตัวกันไม่ได้ และไม่กล้าเปิดเผยตัว ที่เปิดเผยตัวมีเพียงแกนนำไม่กี่คน แต่กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวจะได้รับการสนับสนุนจากคนที่ไม่พร้อมที่จะออกมา

คุณต้น เครือข่ายเสรีไทยในสหรัฐอเมริกา บอกว่า ต่อสู้กับอำนาจเผด็จการมาเป็นเวลา 14-15 ปีแล้ว เคยถูกจับกุม คุมขังในเมืองไทยมาแล้วด้วย การที่เข้าร่วมต่อสู้ให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นครั้งสำคัญในชีวิต เพราะถือเป็นการต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ต่อสู้กับความอยุติธรรมในประเทศไทยอย่างเป็นระบบครั้งแรก

"ผมอยู่ในต่างประเทศมาก่อน ผมเห็นประเทศอื่นเขาพัฒนาก้าวหน้าไปกว่าเรามากแล้ว ทั้งๆ ที่บางประเทศเคยล้าหลังกว่าเรามาก แต่ดูประเทศไทยของเราในวันนี้สิ ผมรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หรือน้อยอกน้อยใจแทนคนไทยทั้งประเทศ ทุกครั้งที่เห็นพลเมืองในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีชีวิตอย่างสุขสบาย มีความมั่นคงในอาชีพการงาน ได้รับการดูแลในแง่สวัสดิการจากรัฐบาลเป็นอย่างดี เขาอยู่ในประเทศของเขา อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี แต่คนไทยในประเทศไทย ทำไมถึงอยู่ในบ้านเมืองตัวเองอย่างไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและเกียรติยศในความเป็นเจ้าของประเทศมาโดยตลอด..ทำไม" คุณต้นเปรียบเทียบอย่างน้อยอกน้อยใจ

คุณต้นกล่าวว่า สิ่งที่เครือข่ายเสรีไทยจะต้องทำ คือการเปิดเผยความจริงให้ชาวโลกได้รับรู้ ให้สังคมโลกเห็นความอยุติธรรมในประเทศไทย การที่คนไทยถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพและถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จะต้องร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อแก้ปัญหานี้ในประเทศไทย

"ประเทศไทยของเราในเวลานี้ ถูกควบคุม หรือยึดครองไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากร หรือโอกาสของการดำรงชีวิต ส่วนใหญ่อยู่ในกำมือของผู้มีเงินมีอำนาจเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ คนส่วนน้อยควบคุมเกือบทุกอย่าง ดังนั้น คนไทยทั้งในประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งพลังของชาวต่างชาติที่เขารักประชาธิปไตย ต้องรวมเป็นพลังเพื่อแก้ปัญหานี้ในประเทศไทยให้ได้ ผมเชื่อมั่นว่าในที่สุดแล้ว เราจะเป็นฝ่ายชนะ" คุณต้นกล่าว

คุณลุงวู้ดดี้ อายุ 70 กว่าปีและเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เครือข่ายเสรีไทยฯ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ตนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่ 14 ตุลา 16 ความตั้งใจของคนไทยในอเมริกา คือการต่อต้านกับเผด็จการที่ไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตย อันนี้ชัดเจน ประเทศไทยเริ่มต้นเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ทั้งสมัยคุณชาติชาย สมัยคุณทักษิณ แต่สุดท้ายก็ถูกรัฐประหารไปเสียทุกครั้ง

"คนไทย และประเทศไทย ไม่ควรจะตกอยู่ในวังวนนี้อีกแล้ว ผมสู้มาเยอะแล้ว ถึงตอนนี้ผมไม่กลัวอะไรอีกแล้ว จะสู้จนชีวิตจะหาไม่ จะสู้กับมันจนวันตาย เพื่อให้คนไทยได้อิสรภาพ และเสรีภาพกลับคืนมา เมื่อเราได้เห็นความเจริญของประเทศที่พัฒนามาแล้ว ผมต้องการเห็นเมืองแม่ของเรา มีการพัฒนาประเทศให้เจริญเหมือนประเทศอื่นๆ ที่เขาพัฒนาแล้วบ้าง เราจะต้องไม่ให้ลูกหลานของเราต้องมามีชะตากรรมเหมือนกับเรา เราจะต้องต่อสู้เพื่อเขาและเพื่ออนาคตของเขา" คุณลุงวูดดี้กล่าว

คุณรัฐ เครือข่ายเสรีไทยจากประเทศไทย กล่าวว่า เห็นภาพการทำร้ายประชาชนครั้งแรกในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทำให้เห็นความอยุติธรรมในประเทศไทย จากนั้นเริ่มชัดเจนมากขึ้น เมื่อเกิดการทำร้ายประชาชนในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 และเห็นการต่อสู้ของประชาชนตัวเล็กๆ อย่างคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ รวมทั้งเมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ทำให้ตาสว่างขึ้น จึงเข้าร่วมที่จะเคลื่อนไหวให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

"การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารในประเทศไทยเวลานี้ ยังมีอยู่ และมีจำนวนมากด้วย แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน จะเคลื่อนไหวผ่านการใช้ไลน์ เฟซบุ๊ก เป็นหลัก เพราะถ้าออกมาแล้วจะโดนจับ ถามว่า อยากออกมามั้ย ก็อยากจะออกมา แต่ยังมีกฎอัยการศึก บางคนเมื่อออกมาแล้วก็ถูกจับกุม หรือโดนติดตามตัว มากๆ เข้าก็จะฝ่อไป หรือท้อไปกันเยอะ บางคนคิดว่า สู้ไปก็ไม่ชนะ ที่สำคัญขณะนี้ เราขาดแกนนำที่จะออกมาสู้ ถ้ามีแกนนำ จะทำให้เกิดเป็นกำลังใจให้กับคนอื่นๆ ได้มาก" คุณรัฐกล่าว

การพูดคุยกันของกลุ่มบุคคลที่ลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ ที่เข้าร่วมเครือข่ายเสรีไทย และกลุ่มเคลื่อนไหวจากประเทศไทย หลายคน ไม่เคยร่วมขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มคนเสื้อแดง หรือ นปช.มาก่อน เพียงแต่เป็นผู้ติดตาม บางประเด็นก็เห็นด้วย และบางประเด็นก็ไม่เห็นด้วยกับ นปช. บางคนระบุชัดเจนว่าไม่ชอบ และไม่พอใจ พรรคเพื่อไทย พ.ต.ท.ทักษิณ และ กลุ่ม นปช. อยู่หลายเรื่อง

สิ่งที่คนกลุ่มนี้รู้สึกร่วมกันคือ การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ให้กับแผ่นดินแม่ของตัวเอง ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อ นปช. ไม่ได้รับใช้พรรคเพื่อไทย และไม่ได้เป็นทาส พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างที่ถูกกล่าวหาจากคนไทยบางกลุ่ม และรัฐบาลเผด็จการทหารในประเทศไทย นี่เป็นประเด็นสำคัญ

ส่วนวิธีการและรูปแบบการเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มนั้น ก็จะเป็นอิสระจากกัน ไม่ติดยึดอยู่กับองค์การเสรีไทยฯ แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือ การจะปลดแอกประเทศไทย ให้หลุดพ้นจากพันธนาการที่กดหัว หรือ กดทับคนไทยอยู่ในขณะนี้

วสิษฐ์ ออกโรงเอง... ระดมคนแอลเอ ให้กำลังใจโจรกบฏ

วสิษฐ์ ออกโรงเอง... ระดมคนแอลเอ ให้กำลังใจโจรกบฏ

การฟ้องคดีในสไตล์ อเมริกา มีลักษณะเช่นใด?

การฟ้องคดีในสไตล์ อเมริกา มีลักษณะเช่นใด?

๑. การฟ้องคดีในสไตล์อเมริกา จะถือว่า เป็นความลับสุดยอดในระหว่าง โจทก์ ผู้ฟ้องคดี กับ ศาลผู้รับคำฟ้อง (การฟ้องคดีแพ่ง) ในเรื่องฐานความผิด ที่ผู้เป็นโจทก์ นำมากล่าวอ้าง เพื่อฟ้องคดี

๒. เมื่อผู้เป็นโจทก์ ฟ้องคดี (ทางแพ่ง) เข้ามา เมื่อศาล (ผู้พิพากษา)ได้ตรวจดูคำฟ้องที่รับมาจาก เจ้าหน้าที่ศาล ผู้รับฟ้องแล้ว (Registration Officer) เมื่อเห็นว่า คำฟ้อง ได้อ้างอิง หลักการ ในฐานความผิด ที่ได้ฟ้องอย่างถูกต้อง สมบูรณ์แล้ว และ มีข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นหลักแหล่งอ้างอิง ในการฟ้องคดีของโจทก์ ครบถ้วนสมบูรณ์ ตามข้อหาที่ฟ้อง

๓. ผู้พิพากษา หรือ ศาล ก็จะรับฟ้องนั้นไว้เพื่อพิจารณาต่อไป โดยศาลจะนำคำฟ้องนั้น ใส่ลงในซอง แล้วปิดผนึก พร้อมกับบันทึกเลขรับคดี (Docket Number) ลงบนหน้าซองที่ใส่คำฟ้องนั้น ที่ปิดผนึกแล้ว ส่งให้กับเจ้าหน้าที่ศาลผู้รับฟ้องเพื่อ (Registration Officer) ให้นำไปบันทึกเลขฟ้องคดี ทั้งนี้เพื่อจะเตรียมจัดส่งหมายแก้คดี แก่จำเลย และเอกสารอื่นที่จำเป็นสำหรับ U.S. Marshal หรือตัวแทน เพื่อส่งสำเนาคำฟ้อง และหมายแก้คดีแก่จำเลย ต่อไป

๔. เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลผู้รับฟ้อง (Registration Officer) ได้ไปดำเนินการตามข้อที่ ๓ แล้ว ก็จะนำซองใส่คำฟ้อง ที่ปิดผนึก นำส่งคืนแก่ผู้พิพากษา หรือศาล เพื่อนำไปใส่ซองพลาสติค ที่มีซิป (Zip) แล้วใส่ซองนั้นลงในซองพลาสติค แล้วรูดปิดซิป แล้วจึงนำไปใส่ในไฟล์ที่มี ขอเพื่อเกี่ยวห้อยในตู้นิรภัย หรือ ตู้เซฟของศาล

๕. แล้วก็นำเข้าเก็บในตู้เซฟ หรือ ตู้นิรภัย แล้วผู้พิพากษา หรือศาล ก็จะหมุนระหัสเพื่อปิดตู้เซฟ หรือ ตู้นิรภัยนั้น ในชั้นฟ้องคดี จึงเป็นเรื่อง ที่เป็นความลับในระหว่างโจทก์ผู้ฟ้องคดี กับศาลเท่านั้น ไม่มีใครที่จะล่วงรู้ได้ว่า คำฟ้องของผู้เป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยในข้อหาใด? มีพยานหลักฐานใด? และฟ้องอาศัยหลักแหล่งแห่งหนใดในข้อหา? มีกฏหมายใดสนับสนุน

๖. เมื่อโจทก์ และ/หรือทนายของโจทก์ มาแจ้งแก่ศาลว่า จำเลยที่ฟ้องคดีไว้ ในขณะนี้อยู่ที่ใด? มีภูมิลำเนาตรงตามคำฟ้องหรือไม่? จึงเป็นเรื่องของโจทก์ผู้ฟ้องคดี และทนายจะต้องเป็นผู้แจ้งแก่ศาล เพื่อจะจัดส่งคำฟ้อง และคำแก้คดีแก่ฝ่ายจำเลย โดยผู้เป็นโจทก์ต้องกรอกแบบฟอร์มแจ้งแก่ศาล ผ่าน เจ้าหน้าที่ศาลผู้รับฟ้อง (Registration Officer)

๗. เมื่อศาลได้รับแจ้งจาก เจ้าหน้าที่ศาลผู้รับฟ้อง (Registration Officer) คดี ศาลก็จะเรียก U.S. Marshal หรือผู้แทน มาพบเพื่อนำสำเนาคำฟ้อง และหมายแก้คดี ไปส่งแก่จำเลยยังถิ่นฐาน ที่มีตัวจำเลยอยู่ในเขตอำนาจของศาล พร้อมกับโจทก์ผู้ฟ้องคดี

๘. เมื่อ U.S. Marshal หรือ ผู้แทน ไปกับโจทก์ เพื่อส่งสำเนาคำฟ้อง และหมายแก้คดีแก่จำเลยแล้ว ก็จะกลับมากรอกแบบฟอร์ม เพื่อแจ้งแก่ศาลถึง ผลการส่งสำเนาคำฟ้อง และ หมายแก้คดี แก่จำเลย ที่ได้จัดส่งไปให้แก่จำเลย จนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

๙. เมื่อได้จัดส่งสำเนาคำฟ้อง และ หมายแก้คดีแก่จำเลยแล้ว ตรงนี้เอง ที่คำฟ้องคดีของโจทก์ ผู้ฟ้องคดี จะไม่เป็นความลับ อีกต่อไป เพราะจำเลยได้รับทราบคำฟ้อง และข้อหา และข้อเท็จจริงในคำฟ้องทั้งหมดแล้ว จำเลย จึงมีหน้าที่ต้องมาแก้ต่างในคดี โดยปกติ จำเลย ต้องแต่งตั้งทนายเข้ามา เพื่อต่อสู้คดีภายใน ๒๔ – ๔๘ ชั่วโมงนับแต่รับคำฟ้อง

๑๐. ส่วนคู่ความทั้งสองฝ่าย จะมากำหนดวัน เพื่อทำการสืบพยาน ในระบบไต่สวน กับศาล หรือ ผู้พิพากษาเจ้าของคดี โดยคู่ความทั้งสองฝ่าย มีเวลาเตรียมคดี และพยานหลักฐานในคดี อย่างช้าภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน ในชั้นแรก และต้องให้โอกาศคู่ความฝ่ายตรงกันข้าม มีโอกาศได้ตรวจดูพยานหลักฐานในคดี และยื่นคำคัดค้านพยานหลักฐานได้ในเวลา อันพอสมควร

ดร.เพียงดิน รักไทย 2014-10-28 ตอน สู่เส้นทางปฏิวัติ (ของจริง) สรุปบทเรียนและกำหนดเส้นทาง

ดร.เพียงดิน รักไทย 2014-10-28 ตอน สู่เส้นทางปฏิวัติ (ของจริง) สรุปบทเรียนและกำหนดเส้นทาง




*************************
มหาวิทยาลัยประชาชน และเครือข่าย
สนับสนุนการเผยแพร่ เพื่อให้ความรู้และตีแผ่ความจริง
เพื่อสร้างสำนึกการปฏิวัติสู่การเป็นประชาธิปไตย ด้วยสันติวิธี
Truth, Peace, Revolution, Universal Human Rights, Democracy
-------------------------------------------------------------------------------------
เครือข่ายภาคี: นปช.ยูเอสเอ สถานีวิทยุชุมชนโล่เงิน เรดเรดิโอ และเครือข่ายอื่น ๆ ทั่วโลก
-------------------------------

สามสิบคำถามสำหรับคนรักเจ้า
_
_
ความรักสถาบันกษัตริย์ไทย ผมยอมรับว่า เกินปฏิเสธครับ 
มีหลักฐานที่พี่น้องร่วมชาติได้รวบรวมมา เกี่ยวกับการจัดงบประมาณเชิดชูสถาบันฯ ดังนี้ครับ  (รักมากจริงนะ จุ๊บ ๆ เด็กโง่คนดีของฉาาานน)

"งบประมาณสำหรับรักษาเกียรติสถาบันกษัตริย์" (ตามร่าง พรบ.งบประมาณ ๒๕๕๗ จำนวน ๑.๓ หมื่นล้านบาท) ซอยให้เห็นภาพพจน์ ก็คิดเป็นค่ารักษาเกียรติสถาบันกษัตริย์ :
- เดือนละ ๑,๑๕๕,๘๐๕,๐๑๗ บาท (หนึ่งพันหนึ่งร้อยห้าสิบห้าล้านแปดแสนห้าพันสิบเจ็ดบาท)
- วันละ ๓๗,๙๙๙,๐๖๙ บาท
- ชั่วโมงละ ๑,๕๘๓,๒๙๔ บาท
- นาทีละ ๒๖,๓๘๘ บาท
- วินาทีละ ๔๔๐ บาท

(Credit: Phuttipong Ponganekgul)
___

สงกรานต์ กระจ่างเนตร แนะนำประยุทธ์ เรื่องไปอยู่ที่ยูเอ็น

สงกรานต์ กระจ่างเนตร อาจจะเป็นที่รู้จักในนามของสามีอดีตดาราดัง คัทลียา กระจ่างเนตร แต่นักธุรกิจหนุ่มคนนี้มีแนวคิดทางการเมืองชัดเจน และแสดงออกผ่านการเขียนบทความอยู่เนืองๆ ล่าสุดคุณสงกรานต์ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ แนะนำพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวาระที่นายกฯและคณะจะเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก 

คุณสงกรานต์เริ่มต้นด้วยการอวยพรให้นายกฯและคณะโชคดี ก่อนที่จะบอกว่านายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ต้องเตรียมพร้อมพลเอกประยุทธ์อย่างรัดกุม ว่าควรจะต้องปรับทัศนคติของตัวเองให้มีเหตุมีผลมากขึ้น ในการพูดจาในประเทศเสรีประชาธิปไตย ที่นักข่าวถูกฝึกมาเหมือนกับสุนัขตำรวจให้พร้อมจะกัดไม่ปล่อย หากเจอวาทะปกปิดหลอกลวง หรือไม่มีเหตุมีผลเพียงพอ

คุณสงกรานต์ยังให้คำแนะนำแก่พลเอกประยุทธ์ถึง 3 ข้อ ในการเอาตัวรอดจากการปรากฏตัวในเวทียูเอ็นครั้งนี้ นั่นก็คือ 

1. ไม่ควรปฏิเสธว่าไทยไม่ได้ปกครองด้วยเผด็จการทหารอย่างที่รัฐมนตรีดอนทำในการสัมภาษณ์หลายครั้งที่ผ่านมา เพราะการจับกุมนักศึกษาที่เดินขบวนอย่างสงบ และการคุมขังนักข่าวที่แสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ บ่งบอกว่าไทยไม่ได้แค่ไม่มีประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังปราศจากหลักนิติรัฐด้วย

2. การที่นายกฯระเบิดอารมณ์หรือแสดงกิริยาไม่เหมาะสมใส่สื่อต่างประเทศ จะไม่ถูกมองเป็นเรื่องตลกขำขันเหมือนที่ทำกับสื่อไทยแน่นอน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในกรณีที่รัฐมนตรีต่างประเทศคนก่อน พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ไปเล่นมุขสารภาพรักกับรัฐมนตรีต่างประเทศจีน จนเป็นเรื่องฮือฮากันทั้งโลก คุณสงกรานต์แนะนำว่าถ้านายกฯหรือรัฐมนตรีดอนจะสารภาพรักก็ขอให้บอกรักประเทศชาติและในหลวงจะดีกว่า

3. เมื่อนายกฯได้มีโอกาสไปนิวยอร์กแล้ว ก็ควรไปเยือนสถานที่ที่คุณสงกรานต์เคยมีโอกาสไปศึกษา นั่นก็คือมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เพื่อซึมซับบรรยากาศในที่ที่ไม่มีการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ และส่งเสริมความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อการแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ และลองเรียกหนึ่งในศาสตราจารย์ของโคลัมเบียมา "ปรับทัศนคติ" ดู จะได้รู้ว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

คุณสงกรานต์ปิดท้ายว่าตนเองรักชาติ และเชื่อว่าพลเอกประยุทธ์ก็รักชาติเช่นเดียวกัน แม้จะมีความเห็นสวนทางกันว่าประเทศควรเดินหน้าไปในทิศทางใด โดยคุณสงกรานต์มองว่าประเทศจะต้องเดินหน้าไปภายใต้การรับฟังความเห็นของประชาชน ไม่ใช่ปราบปรามกดขี่ และต้องปฏิรูปทัศนคติแบบไทยๆ สร้างสังคมที่เปิดกว้าง ให้โอกาสคนเก่งขึ้นมาสู่ระดับบนของสังคมได้ด้วยศักยภาพของตนเอง ไม่ใช่เส้นสาย มิฉะนั้นสิ่งที่จะขึ้นมาอยู่ในระดับบนของประเทศ จะไม่ช่หัวกะทิ แต่เป็นอย่างอื่นแทน

อย่ากินปลา Dory กันนะ มันเป็นปลาเลี้ยงของเวียดนาม

พี่สาวเพื่อน ทำเกี่ยวกับ seafood เค้าบอกว่า อย่ากินปลา Dory กันนะ ป มันเป็นปลาเลี้ยงของเวียดนาม ใช้สารเคมีในการเลี้ยงเยอะมาก ก่อนที่จะ freeze มา เค้าจะแช่เนื้อปลาในผงซักฟอก (ซึ่งเป็นฟอสเฟต) สิ่งสกปรกในเนื้อปลาก็จะออกมา  เสร็จแล้วเค้าก็จะ freeze ส่งมาขายเลย  เพราะฉะนั้นสิ่งที่ลูกเรากินเข้าไปก็คือ ปลาชุ่มด้วยผงซักฟอกนั่นเอง  ปลาดอรี่ ความลับที่ไม่เคยเปิดเผย โดย Chokchai9x9x  http://www.youtube.com/watch?v=wf4WrFzeuZ4&sns=em

อุ๊ยตาย..อกอีแป้นจะแตก..รู้ป่าว..รางวัลที่ “ปายุด” จะไปรับเนี่ยมันเป็นผลงานของ “อีปูร์ “ นะ..

อุ๊ยตาย..อกอีแป้นจะแตก..รู้ป่าว..รางวัลที่ "ปายุด" จะไปรับเนี่ยมันเป็นผลงานของ "อีปูร์ " นะ..

ไม่รู้ว่าปายุดจะรู้ว่ารางวัลที่ว่านี้เตงได้รับมายังไง...ทำไมถึงได้รับ....

ไม่มีสาวกตัวไหนรู้เรื่องนี้เลยเร๊อะ...แถมประโคมข่าวด้านเดียว.."ปายุด รับรางวัล" ๆๆๆๆๆๆ

เผด็จการนี่....ถึงมันจะเกลียดปลาไหลแต่มันก็กินน้ำแกงนะ...

 

เชิญอ่านข่าวที่เขาส่งมาให้ผมจากอเมริกาครับ:

 

 

ประยุทธ์ จันทร์โอชา......จะเหนียมหรือละอายใจบ้างไหมเนี่ย

ถ้าคนทั้งโลกรู้ว่ารางวัลที่ประยุทธ์ จันทร์โอชาจะไปรับที่ยูเอ็น
เป็น ส้มหล่นมาจากผลงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเหมือนกับที่ธนศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์อดีต รมต. ต่างประเทศของไทยไปเอาหน้าที่ยูเอ็นเมื่อปีก่อนเรื่องการรักษาสุขภาพถ้วน หน้าซึ่งเป็นผลงานของทักษิณ

บรรดาผู้ยกย่องบูชาท่านผู้นำหัวหน้าเผด็จการไทยต่างกระตู้วู้ ดีใจช่วยกันกระจายข่าวนี้กันอย่างเอิกเกริกว่าประยุทธ์ จันทร์โอชาได้รับเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล ICTs In Sustainable Develpment Award (หรือรางวัลการพัฒนาที่ยั่งยืนของ ICT) ที่ยูเอ็น แต่หารู้ไม่ว่านั่นมันเป็นผลงาน "อีปูร์"

รางวัลนี้มอบในนามของสหภาพการโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (หรือ International Telecommunication Union) ในระหว่างงานเลี้ยง Gala Celebration ในตอนค่ำของวันเสาร์ที่ 26 กันยายน ที่ห้อง The Delegates Dining Room บนชั้น 4 ของตึก United Nations Headquarter ห้องอาหารนี้หันหน้าออกสู่แม่น้ำ Hudson มองเห็นวิวสวยๆและแสงสีของ Manhattan

ผู้ที่ได้รับรางวัลนี้มี 10 ท่าน ไม่ใช่มีเพียงประยุทธ์ จันทร์โอชาเพียงคนเดียวอย่างที่สลิ่มไทยเข้า มีใครที่ได้รับรางวัลบ้างตรวจสอบได้จากภาพที่แนบมา แต่อยากบอกให้โลกรู้ว่ารางวัลนี้มันเป็นผลงานของ "อีปูร์" ไม่ใช่ของประยุทธ์ จันทร์โอชาผู้ฉุนเฉียว

[Image: s1mm8gv.jpg]

ผลงานของประยุทธ์ จันทร์โอชาคือยกเลิกโครงการณ์แจกฟรี tablet ปี ละเป็นล้านเครื่องเพื่อการเรียนการสอนให้นักเรียน ไล่ปิดวิทยุชุมชน ไล่ปิดสถานีโทรทัศน์ของคนเสื้อแดง ไล่ปิดเวปไซ้ท์ ไล่ล่าคนเล่นเฟสบุ๊คด้วยข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ไล่ล่าคนเล่นเนตด้วยข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ...ผลงานที่ร่ายมาอย่างคร่าวๆข้างต้น ICT คงไม่มอบรางวัลให้แน่นอน

 

http://nanasara.org/forum/showthread.php?tid=1998

- See more at: http://www.prachatalk.com/webboard/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E2%80%9C%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E2%80%9D-%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-#sthash.h9rYzlRI.dpuf

อย่าเข้าใจผิดว่าสิงคโปร์เป็นรัฐเผด็จการ ดร.โสภณ พรโชคชัย

อย่าเข้าใจผิดว่าสิงคโปร์เป็นรัฐเผด็จการ

ดร.โสภณ พรโชคชัย

            เมื่อก่อน ผมก็เข้าใจว่าสิงคโปร์เป็นรัฐเผด็จการ  แต่นั่นเป็นความคิดที่คับแคบ  ในความเป็นจริง สิงคโปร์เป็นประเทศประชาธิปไตยที่แท้

            บางคนถามสิงคโปร์เป็นประชาธิปไตยได้ไง ยังมีการลงโทษป่าเถื่อนเช่นการเฆี่ยนผู้กระทำผิดอยู่เลย  การลงโทษวิธีนี้เขาใช้กันมาตั้งแต่สมัยอังกฤษเข้าปกครองเมื่อ 200 ปีก่อน  ในมาเลเซียก็ใช้เช่นกัน  ไม้เรียวสำหรับตีเด็กมีขายทั่วไปในสิงคโปร์  ในโรงเรียนที่มีชื่อของอังกฤษเองก็มีใช้การลงโทษเช่นกัน  อย่างไรก็ตามสิงคโปร์ไม่ได้มีชื่อในการซ้อมหรือทรมานผู้ต้องหา หรือจับคนโดยใช้อำนาจพิเศษ

            แล้วทำไมลีกวนยูเคยพูดว่าคนไม่เท่ากัน แม้แต่นิ้วมือยังไม่เท่ากัน  จริงครับคนเรามีสูงต่ำดำขาว ฐานะต่างกัน  แต่ต่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มี 1 สิทธิ 1 เสียงเหมือนกัน  สิงคโปร์มีประชาธิปไตยเพราะมีการเลือกตั้งอย่างเสรีมาโดยตลอดโดยไม่มีข่าว การซื้อเสียงหรือบังคับลงคะแนนแต่อย่างใด  ถ้าลีกวนยูทำรัฐประหาร เป็นทรราช คนสิงคโปร์จะยอมทนอยู่ใต้แทบเท้าหรือ

            บ้างก็ว่าสิงคโปร์เป็นรัฐเผด็จการเพราะถูกจัดอยู่ในอันดับท้ายๆ ของโลกในด้านเสรีภาพสื่อ  แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ให้สื่อมีอภิสิทธิ์ในการละเมิดคนอื่นต่างหาก  สื่อไม่อาจลงข่าวยั่วยุสร้างความแตกแยก ไม่อาจลงภาพวับๆ แวมๆ เช่นหนังสือพิมพ์ไทย หรือไม่อาจด่าทอ "อีปูว์" อย่างหยาบคาย  สื่อไม่ได้ถูกสั่งให้เชียร์รัฐบาลหรือห้ามลงข่าวฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเช่นในบาง ประเทศ

            แต่เสรีภาพที่สำคัญที่สุดของสื่อก็ดำรงอยู่ นั่นคือเสรีภาพในการแฉสิ่งผิด เช่น ครั้งหนึ่งแค่ลีกวนยูและครอบครัวซื้อห้องชุดหรูโดยได้ส่วนลด 5-12% (http://bit.ly/1G44DzR) ก็ถูกสื่อถล่มหนัก  สิงคโปร์เป็นดินแดนที่แทบไร้ทุจริต โปร่งใสอันดับต้นๆ ของโลก  ความสุจริตเกิดขึ้นต่อเมื่อมีบรรยากาศประชาธิปไตยเท่านั้น  ไม่อาจเกิดในยุคเผด็จการทรราช เช่น สฤษดิ์ มากอส ซูฮาร์โต (เหล่า 'คนดี' ผู้รักชาติที่แอบโกงกินกันมหาศาล)

            บางคนบอกสิงคโปร์ไม่มีสิทธิกระทั่งเลือกที่อยู่ของตนเอง  ทางการกำหนดให้คนแต่ละเชื้อชาติ (จีน มาเลย์ อินเดีย และอื่นๆ) ต้องอยู่คละกันในแต่ละอาคาร  จะไม่ให้มีอาคารหรือชั้นใดที่อยู่เฉพาะคนเชื้อชาติหรือศาสนาเดียวกันอย่าง เด็ดขาดเพื่อป้องกันการแบ่งแยก มั่วสุมและก่อการร้าย  นี่คือมาตรการเพื่อความมั่นคงของชาติ  ไม่ใช่การอ้างความมั่นคงของชาติจนเปรอะ แต่แท้จริงเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตัวผู้ปกครองเอง

            รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ยอมให้มีการประพฤตินอกลู่นอกทางซึ่งดูประหนึ่งเป็นเผด็จ การ แต่ความจริงเขาเพียงรักษากฎกติกาของสังคมดังในประเทศตะวันตกที่มีเสรีภาพ เต็มที่ตราบที่ไม่ละเมิดต่อผู้อื่น เช่น หากเรานั่งดื่มเหล้า ตีเกราะเคาะไม้อยู่หน้าบ้านจนดึกดื่นเที่ยงคืน  ตำรวจก็จะมาจับในฐานที่ละเมิดต่อเพื่อนบ้าน  สิงคโปร์และประเทศตะวันตกจึงดูคล้าย Unhappy Paradise  ส่วนไทยอาจถือเป็น Happy Hell ที่มีเงินซะอย่าง ทำไรก็ได้

            การใช้กำปั้นเหล็กลงโทษอย่างเฉียบขาดโดย (แทบ) ไม่มีอภัยโทษ และจัดการกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเสมอหน้ากัน เป็นการรักษาสิทธิของคนส่วนใหญ่ตามหลักประชาธิปไตย ไม่ให้ถูกละเมิด  ใครจะมาชุมนุมทางการเมืองอย่างยืดเยื้อ ยึดทำเนียบ ทำลายความสงบสุขโดยอ้างตนมาปฏิรูป/กู้ชาติไม่ได้  อย่างไรก็ตามรัฐบาลจัดจุดชุมนุมทางการเมืองให้ คือ Speakers' Corner ไม่ใช่ชุมนุมกันสะเปะสะปะเช่นในประเทศไทย

            แต่ประชาธิปไตยในสิงคโปร์ก็ใช่จะบริสุทธิ์ 100% (ทองยังไม่ 100%) ย่อมมีรอยด่างบ้าง เช่น มีการคุมขังนาย Chia Thye Poh นานถึง 32 ปีโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม และยังมีผู้ถูกจับกุมคุมขังทำนองนี้อยู่อีกราว 36 คน  อย่างไรก็ตามสิงคโปร์ไม่มีข่าวการจับกุมหรือซ้อมผู้ต้องหาทางการเมือง ไม่มีการฆ่าถ่วงน้ำ ไม่มีการยิงทิ้งรัฐมนตรีข้างถนน ไม่มีการยิงระเบิดเข้าใส่ผู้ชุมนุม ไม่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ไม่มี ม.44 เป็นต้น

            เท่านี้คงพอเห็นได้ว่าสิงคโปร์เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบกำมะลอ

บทความจาก นิวยอร์คไทม์ น่าอ่านมาก


Narin Sanguansap is on Facebook. To connect with Narin, join Facebook today.
Join Log In

Narin Sanguansap
14 hrs · Marina del Rey, CA · 
บทความจาก นิวยอร์คไทม์ น่าอ่านมาก
หลังจากที่เกือบเจ็ดทศวรรษที่ผ่านมาบนบัลลังก์ของภููมิพล
สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ทางการแพทย์ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ 
สำหรับรายละเอียดโรคภัยไข้เจ็บ
และเมื่อวันก่อน ลูกสาวคนสุดท้อง นำประชุมสวดมนต์พิธีทางุศาสนา
โดยปกติจะใช้สำหรับผู้ป่วยที่ใกลตาย
ความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของกษัตริย์ สร้างความวิตกกังวลทั่วประเทศ
ทีมีเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในเอเชียและถูกปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการทหาร
ที่ยึดอำนาจเมื่อปีที่แล้ว
ทายาทของบัลลังก์ ก็มีชื่อเสียงในฐานะเป็นเพลย์บอย
และขณะนี้ ก็ต้องพยายามเข็นครกขึ้นภูเขา ที่จะชนะความไว้วางใจ
และได้รับความรักจากประชาชนเหมือนที่พ่อของเขาประสบความสำเร็จ 
คนไทยหลายคนหวังว่าพระเทพฯ น้องสาวที่ได้ความชื่นชมมากกว่า
แต่กฎมณเทียรบาลก็กีดกันผู้หญิงจากบัลลังก์
ความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนกษัตริย์ ทำให้มีการอภิปราย
ว่าสถาบันกษัตริย์ของไทยควรจะเป็นแบบไหน
แต่ก็เป็นการอภิปรายที่ไม่มีผลอันใด เพราะความรุนแรง
ของกฎหมายหมิ่น
กฎหมายถูกตีความอย่างกว้าง ๆ และปกติ ไม่เกินเดือนนึง 
ก็ตัดสินลงโทษส่งไปยังคุกนานถึง 15 ปี
แต่โชคดีที่มีอินเทอร์เน็ต กับความเห็นที่ไม่ระบุตัวตน
และยูทูปมีการเคลื่อนไหวของประชาชนหัวก้าวหน้าและเสรีนิยม
ที่เพิ่มมากขึ้น เป็นสิ่งที่ท้าทายสถาบัน
"การเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบปัจจุบัน เนื่องจากความจริงที่สถาบันกษัตริย์้
ทำตัวเป็นพระเจ้าผ้ยิ่งใหญ่ ห้ามวิจารณ์เด็ดขาด" ส. ศิวรักษ์กล่าว่
"ยิ่งคุณทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพนับถือมากขึ้น
ยิ่งกลายเป็นสถาบันที่ไร้การรับผิดชอบและคนจำนวนมากรับไม่ได้."
สิ่งที่สนับสนุนมุมมองดังกล่าว คือมกุฎราชกุมารที่มีการหย่าร้าง
จากสามภรรยาและในปีที่ผ่านมาใช้เวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตอยู่ในยุโรป
หรือที่ไหน่ไม่มีใครรู้ เพราะคุณไม่สามารถพูดถึงได้
แม้ความพยายามที่จะพูดคุยเกี่ยวกับการมีการสนทนาดังกล่าว
ได้ถูกถามในปี 2010 ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กษิต ภิรมย์
ที่ Johns Hopkins University ก็ยอมรับว่า คนไทยควรจะมีโอกาสพูดถึง
"เรื่องต้องห้าม." นี้อย่างเปิดเผย
"ผมคิดว่าเราต้องพูดคุยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์" เขากล่าว
"วิธีทีจะต้องปฏิรูปตัวเองไปยังโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ทันสมัย 
เหมือนที่อังกฤษหรือดัตช์หรือเดนมาร์กหรือลิคเคนสไตน์ ที่สถาบันกษัตริย์ 
ได้่ปรับตัวเองให้เข้าสู่โลกสมัยใหม่. "
กษิต ได้พูดต่ออย่างเร็วว่า นี่ไม่ใช่ความเห็นรัฐบาล แต่เป็นความคิดเห็น
"ส่วนบุคคล" และไม่นโยบายอย่างเป็นทางการ
ส่วนรัฐบาลเผด็จการทหาร ก็เลือกที่จะตอบโต้อย่างรุนแรงต่อผู้วิจารณ์
โดยอ้างความชอบธรรมจากการที่กษัตริย์ เซ้นต์รับรองตำแหน่งตัวเอง
ในฐานะผู้พิทักษ์ที่ดีที่สุดของสถาบัน
นายพลเผด็จการ ได้จำคุกผุ้ทีวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไปหลายสิบราย
และในปีนี้ มีการใช้จ่าย 540 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่างบประมาณทั้งหมด
ของกระทรวงการต่างประเทศเสียอีก ในแคมเปญ ปกป้องและรักษาสถาบันกษัตริย์."
แคมเปญโฆษณาทางโทรทัศน์รวมถึงการสัมมนาในโรงเรียนและในเรือนจำ, 
การแข่งขันการร้องเพลงและการแข่งเขียนนิยายเรื่องสั้นและทำหนังสั้น
ยกย่องกษัตริย์ ทหารยังสร้างรูปปั้นยักษ์ของกษัตริย์ในอดีตทีหัวหิน 
แต่ออกข่าวว่า เป็นเงินบริจาคทีใช้ในการสร้าง..
"นี่ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ" ประยุทธ ผู้นำของรัฐบาลเผด็จการทหาร่กล่าว
"เยาวชนต้องศึกษาในสิ่งที่พระมหากษัตริย์ได้ทำ."
ในเดือนที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องแปลก ที่เผด็จการทหารกระตือรือร้น
ที่จะโปรโมทชือเสียงของ วชิราลงกรณ์ นายประยุทธใช้เวลากับ
มกุฎราชกุมารขี่จักรยานท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ พร้อมกับถ่ายทอดสดทั่วประเทศ
เพื่อแสดงความเคารพต่อสิริกิติ์ มารดาผู้มีสุขภาพย่ำแย่เหมือนภูมิพล
สิริกิตต์ เคย ให้สัมภาษณ์ว่า วชิราลงกรณ์ เป้นเด็ก, แข็งแรงและเป็นพ่อที่ทุ่มเท, 
และเจ้าชู้เหมือน ดอนฮวน
นายกษิต กล่าวว่าการขี่จักรยานเป็น "จุดเปลี่ยน" สำหรับวชิราลงกรณ์
"ไม่มีข้อสงสัยเลยในหมู่ทหาร ว่าใครจะได้เป็นกษัตริย์คนต่อไปของไทย"
การสนับสนุนวชิราลงกรณ์ ของทหาร 
ซึ่งในเวลาปกติ ทหารก็เป็นพันธมิตรของกษัตริย์ เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน
เพราะกษัตริย์ เป็น จอมพล ของกองทัพ และเป็นผู้เซ็นต์รับรองรัฐประหาร
นักวิจารณ์กล่าวว่าทหารและเหล่าอีลิตในกรุงเทพฯ กอดกษัตริย์ไว้เพื่อ
ที่จะหนุนอำนาจของตัวเอง
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกยกเลิกในประเทศไทยในปี 1932 
แต่ ภูมิพล ได้รับการปฏิบัติเช่น เทพเจ้า
ตั้งแต่เขาขึ้นครองบัลลังก์ในปี 1946 สถาบันกษัตริย์ได้เติบโตขึ้นเป็น
ป้อมปราการของ อำนาจและความมั่งคั่ง สำหรับผู้แวดล้อม
พิธีกรรมที่เคยถูกยกเลิก ถูกนำกลับมาใหม่ หมอบกราบเหมือนสัตว์ไร้กระดูกสันหลัง
ต่อหน้ากษัตริย์ ถูกฟื้นขึ้นมาในช่วงสมัยของภูมิพล 
การที่ประชาชนต้องเรียกตัวเองว่าเป็น "ฝุ่นใต้ฝ่าเท้าของท่าน"
ถึงแม้ว่าจะไม่ปรากฏกายในที่สาธารณะเพราะุความเจ็บป่วยข
แต่ภาพของเขา มีติดอยู่ทั่วไปในประเทศ ไม่ว่าจะอาคารของรัฐบาล
ทางเข้าสนามบิน สำนักงานเอกชนและโรงเรียน
ในประเทศที่มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยน้อยกว่า $ 9,000 ต่อปี
แต่ภูมิพล กลับมีฐานะร่ำรวยชนิดว่า นับได้ไม่ครบ 
แค่ทรัพย์สิน ที่เปิดเผย ในการถือครองของสำนักงานทรัพย์สิน
ก็มีมากกว่า สามหมื่นเจ็ดพันล้านดอลล่าร์ 
หรือราว หนึ่งล้านสามแสนสามหมื่นสองพันล้านบาท 
(1,332,000,000,000 บาท)
ซึ่งมีผลประโยชน์ตอบแทนในแต่ละปี เป็นเงินหลายร้อยล้านดอลล่าร์ า
ตามกฎหมายไทย สามารถใช้เงินนี้้ได้ "ตามใจกษัตริย์ . "
ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจที่หันมาเป็นนักการเมือง ได้รับความนิยม
และมีอิทธิพล ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อ กษัตริย์ ในกรุงเทพฯ
ทหารได้ยึดอำนาจทักษิณในปี 2006 และล้มล้างรัฐบาลที่นำโดยน้องสาว
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง
อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ 
จนทำให้ กษัตริย์ ต้องหันไปยืนหลังทหารในการรัฐประหารทั้ง สองครั้ง
เผด็จการทหารไทย ได้ใช้วิธี จัดการยัดข้อหาให้ทักษิณ และยิ่งลักษณ์
ไล่ปิดปากคนวิจารณ์ จำคุกคนเห็นต่าง รวมถึง อดีตคณะรัฐมนตรีรัฐบาลที่แล้ว
แต่การทำให้ประเทศ เห็นเหมือน ๆ กัน ยังคงเป็นความท้าทายที่เร่งด่วนที่สุด
สำหรับทั้งรัฐบาลเผด็จการทหารและกษัตริย์ในอนาคต
การสืบต่อบัลลังก์ครั้งนี้ อาจจะเป็นจุดจบ หรืออาจจะเป็นโอกาสก็ได้
"สถานการณ์ของสถาบันกษัตริย์ไทยจะไม่อยู่เช่นนี้นานนัก"
ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ เรื่องสถาบันกษัตริย์เขียนไว้ในโพสต์ที่ Facebook 
เมื่อเดือนธันวาคม "มีสองตัวเลือกสำหรับอนาคต 
อย่างใดอย่างหนึ่งที่จะเปลี่ยนระบอบที่ทันสมัยเช่นในยุโรปหรือญี่ปุ่น
หรือไม่เปลี่ยนและกลายเป็นแตกหักจนกลายเป็นสาธารณรัฐ..
[9/22/15, 3:52:05 PM] superredheart: ไม่มีทางเลือกที่สาม. "
บางคนก็ยก เรื่องที่่ จุฬาลงกรณ์ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงลูกชาย
สรุปเรื่องที่จำเป็นสำหรับกษัตริย์
"จะต้องอ่อนน้อมถ่อมตนและหลีกเลี่ยงการแก้แค้น" เขาแนะนำ 
"การเป็นกษัตริย์ไม่ได้หมายถึงความร่ำรวย มันหมายถึงการไม่ได้กลั่นแกล้งคนอื่น ๆ . "
ความล้มเหลวที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ อาจนำไปสู่การที่
"ครอบครัวของเราจะหายไป." จุฬาลงกรณ์สรุป

มะเร็ง..หยุดได้ถ้าใจสู้.้

มะเร็ง..หยุดได้ถ้าใจสู้.้

ท่านผู้นี้ชื่อจริงไชยวรรณ พิมพนิช คนส่วนมากเรียกติดปากว่าพ่อเลี้ยงวรรณ เป็นคนแม่สอดจ.ตาก ปัจจุบันอายุก็หกสิบกว่าแล้ว ปกติจะเป็นคนชอบออกกำลังกาย สุขภาพก็แข็งแรงดี เพื่อนๆหรือคนรู้จักจะชมว่าทำไมอายุมากขนาดนี้ถึงแข็งแรงเดินเหินได้สบาย

อยู่มาไม่นานเกิดอาการปวดที่หลังและไม่หายประมาณ 2 เดือนกว่า รักษาหลายวิธีทั้งแช่น้ำอุ่นและให้หมอนวด ก็ไม่หาย วันหนึ่งไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯเพื่อนเป็นหมอ อาตมาเล่า(ขณะที่เล่า..บวชแล้ว)
ให้เพื่อนฟังว่าปวดหลังมา สองเดือนกว่าแล้วไม่หายสักที เพื่อนก็นิ่งแล้วมองหน้าไม่พูดอะไร สักพักเพื่อนก็พูดขึ้นมาว่าเอกซเรย์หน่อยดีไหม เพราะคนปกติปวดธรรมดาทั่วๆไป กล้ามเนื้ออักเสบเอ็นพลิก ใช้เวลาประมาณ 3 อาทิตย์ก็หายแล้ว แต่พ่อเลี้ยงวรรณ ปวดจากหลังลามมาถึงหน้าอก 2 เดือนแล้วไม่หายต้องเอกซเรย์หน่อย

พอเอกซ์เรย์เสร็จ ก็เห็นว่ามันมีรอยจุดด่างๆอยู่ 2 จุด หมอบอกว่ายังไม่แน่ใจนะต้องเข้าเครื่องสะแกน 
สะแกน 1 ชั่วโมง ก็ยังไม่ทราบผล พอออกมาจากเครื่องสะแกนก็กลับบ้าน หมอบอกว่า 10 โมงเช้าพรุ่งนี้ค่อยมาฟังผล เพราะ
ฟิมล์ผลตรวจจะออกมาวันพรุ่งนี้

รุ่งขึ้น 10 โมงเช้าก็ไปโรงพยาบาล มีหมอ 4-5 คนอยู่ในห้องคุณหมอที่เป็นเพื่อนสนิทกันพูดขึ้นมาว่า ไม่น่าจะเกิดกับเพื่อนเราเลย อีกประมาณ 20 นาทีก็ให้หมอผู้หญิง ที่เป็นหมออายุรกรรมมาบอกว่า พ่อเลี้ยงวรรณ ต้อง ( ATMID) แอดมิด แล้วละ หมายถึงต้องนอนที่โรงพยาบาล

ตกลงวันนั้นก็ต้องนอนโรงพยาบาล หมอก็เอาเลือดไปตรวจเข้าเครื่องอัลตร้าซาวด์ ตรวจคลื่นหัวใจ วันนั้นผลเลือด หมอส่วนใหญ่ก็จะรู้แล้วว่าเป็นมะเร็ง เพราะว่า PHA ค่าของเลือดอยู่ที่ 300.800 สำหรับคนปกติ จะอยู่ที่ 000.000-4.0000 ถัดไปประมาณ 2-3 วันหมอก็ตัดเนื้อเยื่อไปตรวจ แล้วลงมติว่าเป็นมะเร็ง

หลังจากทราบผลว่าเป็นมะเร็งที่กระดูกสันหลังขั้นสุดท้าย ก็ตกใจช็อกไปประมาณ 20 นาที 20 นาทีที่บอกไม่ถูก เป็น 20 นาทีที่ทรมานมาก ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตดี ความดันก็ขึ้นไป 180 จากปกติ 110

ถึงขั้นสุดท้ายแล้วจะทำยังไงดี หมอบอกว่าต้องให้คีโม 
( เคมีบำบัด ) ต้องฉายแสง ต้องฝังแร่ ก็เลยถามกลับไปว่า ถ้าฝังแร่แล้วอยู่ได้นานเท่าไหร่ หมอบอกว่าอยู่ได้ปีหนึ่งไม่รับรองมากกว่านี้ พอดีมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ที่อเมริกา เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง เขาบอกให้ไปที่นั่น เขาจะดูแลให้ ก็ถามเขาว่าไปแล้วจะให้ไปทำอะไร เขาบอกให้ไปฝังแร่ ผมก็ไม่ไป ยังไงหนึ่งปีก็ตายอยู่แล้วจะไปทำไมให้เสียเงิน

@ ตัดสินใจบวชหนีโรคร้าย @

ตัดสินใจเข้าวัดปฏิบัติธรรมอยู่ 1 อาทิตย์ ก็เลยนั่งคิดต่อว่าถ้าอยู่แต่ที่วัดจะรอดไหม น่าจะสู้กับมัน จะต้องสู้ให้ได้ จะต้องชนะ ชีวิตเกิดมาเพียงแค่ชีวิตเดียวอยู่ๆจะมายอมตายง่ายๆได้อย่างไร

ผมคิดขึ้นมาได้ว่ากษัตริย์สีหนุ ท่านเคยเป็นมะเร็ง เมื่ออายุ 40 กว่าปีก่อนไปรักษาที่ต่างประเทศเวลานี้อายุตั้ง 90 ปียังมีชีวิตอยู่ คิดถึงตรงนี้ เลยโทรศัพท์หาน้องที่เป็นกงสุลใหญ่อยู่ต่างประเทศ ตรวจสอบข้อมูลทราบว่าที่ประเทศที่สาม
( เกาหลีเหนือ ) มีสถานที่บำบัดมะเร็งจริงแต่การเดินทางไปลำบากมาก

@ หนีความตายไปประเทศที่สาม @

มะเร็งระยะสุดท้าย ฟังแล้วน่ากลัวจริงๆ หนทางรอดแทบไม่มี จึงตัดสินใจทำพินัยกรรมให้ลูกๆแล้วรวบรวมเงินทองที่หามาได้ตลอดชีวิตเดินทางไปประเทศที่สามเผชิญความตายด้วยใจสงบ ถ้าโชคดีคงได้กลับมาอีกมันเป็นภาวะจนตรอกที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต ถึงแม้ชีวิตของคนเราจะเกิดมาแล้วต้องตายกันทุกคน แต่ถึงวินาทีนั้นคนเราต่างก็กลัวความตายโดยสัญชาตญาณ อยากจะยืดชีวิตต่อลมหายใจออกไปอีก

นั่งเครื่องบินไปลงที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วจึงนั่งรถยนต์ไปอีก 8 ชั่วโมง แทบเอาตัวไม่รอดสุดทรมานโดยเฉพาะช่วงที่นั่งบนเครื่องบิน นั่งพิงเบาะไม่ได้ ปวดหลังอึดอัดทรมานมากนั่งเอามือเกาะเบาะด้านหน้าร้องโอดครวญตลอดการเดินทาง น้ำตาลูกผู้ชายมันหยดไหลอย่างไม่รู้ตัว นึกในใจว่าการเดินทางครั้งนี้คงไม่ได้กลับเมืองไทยอีกแล้ว ยิ่งช่วงการเดินทางโดยรถยนต์ไปยังประเทศที่สาม ลำบากมากทั้งเจ็บปวดสุดทรมานตลอดการเดินทาง 8 ชั่วโมงเต็ม

ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลแต่เป็นศูนย์บำบัดตั้งอยู่บนเขา ผู้ที่มาบำบัดรักษาส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป อเมริกา อาหรับ ญี่ปุ่น คนไทยมีอาตมาเพียงคนเดียว เน้นการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด ใช้แสงตะวัน ใช้สายน้ำ ใช้หิมะ อาหารทุกอย่างต้องสด

คนป่วย 1 คน จะมีพยาบาลประจำตัว 1 คนดูแลเราอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เช้า 05.00-20.00 น.ไปไหนไปด้วยกันนอนด้วยกัน ดูแลทุกย่างก้าว เข้าห้องน้ำก็ไปนั่งเฝ้า เป็นพี่เลี้ยงตลอด อาบน้ำก็ไปดูว่าน้ำได้อุณหภูมิไหม อุ่นพอไหมเย็นพอไหม อาหารการกินก็กินโอสถ เน้นธรรมชาติล้วนๆ อยู่ที่นี่ยาสักเม็ดก็ไม่มี

ศูนย์ธรรมชาติบำบัดแห่งนี้ จะมีคอร์สบำบัดรักษา 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน ของผม 30 วันอาการก็ดีขึ้นมาก ผิดกับตอนที่มาใหม่ๆ เจ็บปวดจนทนไม่ไหว คนที่มาที่นี่ป่วยเป็นมะเร็งทุกชนิดบางคนปฏิบัติตัวได้ตามที่เขาให้ทำให้กินก็ประสบความสำเร็จ

ในแต่ละวันตื่นเช้าขึ้นมาประมาณ 05.00น.ก็จะเอาน้ำโอสถมาให้ดื่ม 1 ลิตร รสชาดจืดชืดสีเขียวเข้ม เวลาประมาณ 06.30น. ก็จะพาไปเดินออกกำลังกาย แล้วพาไปรับแสงตะวัน เรียกว่าแสงตะวันบำบัด นั่งรถประมาณชั่วโมงครึ่ง ไปกลับวันละ 3 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะพาเดินบนหิมะประมาณ 1 ชั่วโมงทุกวัน เสร็จแล้วมาประคบน้ำอุ่นที่ฝ่าเท้า ถามเขาว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ เขาบอกว่าเพื่อสร้างภูมิภูมิต้านทานขึ้นมา บางคนก็ทำไม่ได้ ทำได้ประมาณ 20-30 % แต่ของอาตมาอาศัยเป็นนักกีฬาเก่า วันแรกก็ไม่ไหวเหมือนกันเย็นจัด วันที่สองวันที่สามก็เริ่มทำได้ และทำได้มาตลอด พอทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดีขึ้น ค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ

สำหรับโอสถสีเขียวเข้มจะดื่มช่วงเช้า 1 ลิตร บ่าย 1 ลิตร ตอนเย็นอีก 1 ลิตร และก่อนนอนอีก 1 ลิตร วันหนึ่งจะดื่มโอสถวันละ 4 ลิตร น้ำนี้น่าจะเข้าไปช่วยกำจัดอาจจะเป็นน้ำที่เชื้อมะเร็งไม่ชอบ เอาไปล้างพิษในร่างกายออกมา
เพราะเรากินเข้าไปวันละตั้ง 4 ลิตรก็ต้องมีการถ่ายเทออกมา แต่เป็นเรื่องที่แปลกนะ เวลาเรากินน้ำกินยาแคปซูลอะไรก็แล้วแต่ เวลาเราปัสสาวะออกมาจะเป็นสีเหลือง แต่เวลาเราดื่มโอสถพวกนี้เวลาปัสสาวะออกมาก็ยังใส แสดงว่ามันเอาไปใช้หมด เป็นเรื่องที่แปลก ใสกว่าปกติด้วยซ้ำไป

ช่วงไปอยู่ทีนั่นใหม่ๆนอนหงายไม่ได้ มันปวดหลังมากต้องนอนคว่ำเหมือนจระเข้ หลังมันปวดร้าวไปหมดเพราะถูกมะเร็งทำลายไปเยอะรวมไปถึงหัวเข่าด้านซ้ายด้วย เวลานั่งหลังก็พิงไม่ได้

เรื่องอาหารการกิน เขาจะให้ทานข้าวบาร์เลย์ กับข้าวก็เป็นกับข้าวพื้นๆไม่มีอะไรมากมายเน้นผักเป็นส่วนใหญ่ ผักที่นี่เขาปลูกเอง ปลูกในกระโจม ปรับอุณหภูมิและไร้สารพิษ ดินที่ใช้ปลูกเปลี่ยนทุก 3 เดือน

เขาบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดล้วนๆแต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก ค่าใช้จ่ายต่อวันเขาคิด 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ ผมอยู่ที่นี่ 30 วัน ปฏิบัตตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดมีระเบียบวินัย ถึงเวลาออกกำลังกายก็ต้องออก พักผ่อนก็ต้องพักผ่อน ถึงเวลากินก็ต้องกิน มั่นใจว่าดีขึ้นแน่ อาการป่วยของผมดีขึ้นตามลำดับ เพียง 10 วันแรกเราจะสัมผัสได้เลยว่าเรามาถูกทางแล้วอาการปวดเริ่มลดลงๆ ร่างกายแข็งแรงขึ้น ผิดกับวันแรกๆที่นอนร้องโอดโอยตลอดเวลา พอร่างกายแข็งแรงก็ขยับตัวเองไปเป็นพี่เลี้ยงช่วยคนอื่นต่อ ก็คิดว่าเราน่าจะนำวิชาความรู้เหล่านี้ไปช่วยเหลือเพื่อนคนไทยที่ต้องทุกข์ทรมานกับมะเร็งร้าย ถ้าจะให้ดีต้องบุกครัวเข้าไปช่วยในครัวจะได้จดจำโอสถยาให้ได้ แต่โชคร้ายเขาไม่อนุญาต

ผมจึงตัดสินใจว่าไหนๆก็เดินทางมาถึงที่สุดของชีวิตแล้ว จึงทรุดตัวลงคุกเข่าก้มกราบเขาจนกระทั่งเขาสงสาร จึงอนุญาตให้เข้าไปช่วยในครัว

ผมรู้สึกร่างกายเราแข็งแรงแล้วเราไม่ตายแล้ว คิดถึงบ้านก็เลยขอกลับ เขาก็มาตรวจร่างกาย เขาบอกร่างกายแข็งแรงดีเขาก็ให้กลับ

ระหว่างนั่งอยู่บนเครื่องบินก็คิดว่าเราน่าจะกลับไปช่วยคนที่เป็นมะเร็งได้ เพราะคนที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง
ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งตรงไหนก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่ 90 % จิตใจมันตายแล้ว มันเหลือแค่ 10 % เท่านั้นในร่างกาย จะมีสักกี่คนที่ใจสู้แล้วยอมหาวิธีรักษาตนเอง มีน้อยมาก ผมตั้งใจว่าถ้ากลับถึงเมืองไทยจะช่วยคนที่เป็นมะเร็ง ถึงช่วยได้ไม่ถึง 100 % ช่วยได้ 50 % ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้ว

หลังจากกลับจากต่างประเทศแล้วก็ไปตรวจร่างกายตรวจเลือดที่โรงพยาบาลที่เคยตรวจ ผลเลือดที่เรียกว่า PHA ( ช่วงที่ป่วยก่อนรักษาอยู่ที่ 311.800) หมอใช้เวลาตรวจ 6 ชั่วโมง วัดได้ 5.090 ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ไปตรวจอีกครั้งวัดได้ 0.268 หมอไม่แน่ใจส่งเลือดไปให้โรงพยาบาลอีก 2 แห่งตรวจอีก ผลการตรวจออกมาตรงกันหมด ถือว่าเยี่ยมแล้ว คนปกติทั่วไปที่ไม่มีเชื้อมะเร็ง จะอยู่ที่ 0.000-4.000 ของเราเลือดดีกว่าคนปกติอีก
หมอถามว่าไปทำอะไรมา อาตมาบอกไปรักษามา อาตมาไม่ยอมตาย คิดว่ามะเร็งยังหลบอยู่ในตัวเรา แต่ไม่รู้อยู่ที่ไหน เราก็ไม่ชะล่าใจ มะเร็งเกิดจากภูมิบกพร่องของชีวิต มันต้องการอาหาร อาหารโปรดของมันคือ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด ซึ่งเราก็ไม่ให้มันกินเลย
มะเร็งถ้าเราไม่ให้อาหารมัน มันก็จะฝ่อ และอ่อนแรง เราไม่ให้กินนานๆเข้ามันก็จะตายในที่สุด บ้านเราผู้ป่วยใหม่ที่เป็นมะเร็งมี 284 คน/วัน ตายชั่วโมงละ 11 คน เราต้องมาปรับเปลี่ยนวิธีกินอยู่กันใหม่
การเจริญเติบโตของมะเร็ง เขาจะก้าวกระโดด จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 จาก 8 เป็น 16 บวกขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคนที่ป่วยเป็นมะเร็งส่วนใหญ่ที่ตายเพราะโลเล ตัดสินใจไม่เด็ดขาด มะเร็งหยุดได้ถ้าใจสู้"
" เราต้องมีวินัยถ้ามีวินัยเราสามารถหยุดมะเร็งได้ ต้องยึดกฎเหล็กดูแลเรื่องอาหารการกิน การปฏิบัติตัว สิ่งแวดล้อมอากาศบริสุทธิ์ การออกกำลังกาย ผมอาจจะมีบุญเพราะเป็นมะเร็งแต่ไม่เคยคิดว่าเป็นมะเร็ง คิดอยู่อย่างเดียวว่าทำอย่างไรถึงจะชนะ ทำอย่างไรถึงจะมีชีวิตที่ยืนยาวดูแลลูกเต้าต่อไป ไม่เคยกังวลเลย
แล้วเรื่องพืชผักต้องไร้สารจริงๆไม่ใช่ปลอดสาร ไร้สารคือดูแลการปลูกตั้งแต่เริ่มต้นจนเก็บเกี่ยวจะไม่ใช้ยา แต่ถ้าปลอดสารคือใช้เคมีพอใกล้วันเก็บเกี่ยวประมาณ 15 วันก็จะหยุดใช้สารเคมีอันนี้ไม่ปลอดภัย จะมีสารตกค้างตามมา"
มะเร็งไม่น่ากลัวอย่างที่คิดถ้าเรารู้จักวิธีป้องกันดูแลสุขภาพเราก็สามารถชนะมันได้ขอเพียงอย่างเดียวจิตใจต้องเข้มแข็ง
บางรายเกิดวิตกจริตนอนไม่หลับเพราะญาติพี่น้องเสียชีวิตเพราะมะเร็งไม่รู้จะถึงตัวเองเมื่อไหร่ หลายรายทำตามคำแนะนำของพ่อเลี้ยงวรรณอาการดีขึ้นทันตาเห็น
ปัจจุบันพ่อเลี้ยงวรรณมีโครงการสร้างศูนย์ธรรมชาติบำบัดที่สวนเกษตรของพ่อเลี้ยงเองที่ อ.แม่สอด จ.ตาก
ในอนาคตเราคงได้เห็นศูนย์ธรรมชาติบำบัด ของมูลนิธิวรรณ ในเมืองไทย ที่ อ.แม่สอด จ.ตากอากาศดีมาก นอกจากได้สูดอากาศบริสุทธ์แล้วยังมีแปลงเกษตรไร้สารพิษอีกด้วย
พ่อเลี้ยงวรรณมีปณิธานว่าสำหรับผู้ยากไร้ มูลนิธิวรรณจะรักษาให้ฟรี สำหรับผู้มีอันจะกินให้สนับสนุนค่าโอสถเพียงวันละ 100 บาท ทางมูลนิธิจะจัดส่งโอสถไปให้ เรียกว่าคนมีฐานะช่วยคนด้อยโอกาสนะครับ ถ้าท่านอยากทราบรายละเอียดและขอคำ
ปรึกษาเรื่องการดูแลสุขภาพเพิ่มเติม ติดต่อมูลนิธิวรรณ(ปัจจุบันลูกชาย-ภรรยาดูแลอยู่) เลขที่ ๓/๖๘๑ ประชานิเวศน์ ถนนเทศบาลนิมิตรเหนือ ลาดยาวจตุจักร กรุงเทพฯ โทร. ๐-๒๑๕๘-๐๖๕๘
ช่วยกันเผยแพร่นะครับ ได้บุญ

เมียทั่นผู้นำ แค้นฝังหุ่น ดร.ปวิน หรือเนี่ย???

เรื่องของนราพร  กับคนเคยร่วมสถาบัน ฯ  

เรื่องเศร้าเช้านี้.. โปรดใช้พิจารณญาณในการรับฟัง.. ใจกว้างๆอ่านแล้วคิดไปด้วย ได้ติดตามเรื่องคุ้นๆ เมียประยุทธ์มักโทรจี้ผัวให้จัดการเสื้อแดงคนโน้นคนนี้หรือยัง ! คุณนายนราพรเมียใหญ่สั่งผัวจับใครด่ารัฐบาลในเฟส ด่าประยุทธ์ซุกเงินหมื่นล้าน ไปถึงระเบิดศาลก็ให้หาจับเสื้อแดงจากพยานมาเป็นแพะได้ แต่เล่ากันว่ามีเสื้อแดงสองคนที่นราพรเกลียดมากเป็นพิเศษกว่าใคร คืออาจารย์สุดา อดีตอาจารย์สอนอยู่จุฬาฯที่เดียวกันนราพรเคยสอน มาถึงประยุทธ์ออกปากพูดว่าไม่เคย ไม่เค้ยทำให้เสื้อแดงตาย จริงใช่ใหม? แต่ว่ามีคนขุดเรื่องไม้หนึ่งตายขึ้นมาแล้ว ขอถามประยุทธ์ว่า ใครสั่ง? นราพรเลยตกเป็นเป้า ใครรู้จักประยุทธ์ดีรู้ประยุทธ์ไม่มีจิตใจโหดร้าย ถ้าเมียไม่รบ มันคงปากจัด กัดตะคอกก็แค่ด่าๆลูกน้อง ใจไม่มีอะไร  ชอบพูดตลกโปกฮากับเพื่อนๆในสนามกอล์ฟ คนเข้าใกล้เมียประยุทธ์จะรู้จริง นราพรขึ้นชื่อเป็นขาโหด โหดหนักตั้งแต่ความแดงเรื่องประยุทธ์มีน้อยเป็นพยาบาลทหารอีกคน นราพร ทำอะไรไม่ได้ไปลงกับเสื้อแสงเสื้อแดงแรงๆตามเฟส ไม้หนึ่งสังเวยเพราะนราพรต้องการข่มอาจารย์หวานให้กลัว ไม้หนึ่งตายวิญญาณอย่างไม่สงบเพราะฆาตกรสั่งฆ่าเป็นถึงเมียใหญ่นายกแล้วตอนนี้  ไม่มีคนสั่งช่วยตามคดี มีแต่สั่งปกปิดความลับดำมืดเอาว่า อีกคนที่เมียกระดูกเดินได้ของประยุทธ์เกลียดเข้าขั้นถ้าอยู่เมืองไทยก็ตายไปแล้วเหมือนกัน อาจารย์ปวิณ นราพรเห็นปวิณแรงจัดเคยแค้นปวิณจัด คนเล่าต่อๆกันมาว่าสองคนนี้เคยอาจารย์ลูกศิษย์สอนภาษาอังกฤษตอนปวิณเรียนจุฬาฯปี 1 นราพรออกคำสั่งให้ล่าตัวปวิณรู้กันทั่วหน้าในสำนักงานประยุทธ์ ประยุทธ์มันถึงเครียด ถามหาปวิณเอาใจเมียทุกที่ จนคนเริ่มสงสัยประยุทธ์มันทำไมให้ความสำคัญกับปวิณนัก คงได้รู้ความจริงกันเสียที ที่แท้เป็นเรื่องความแค้นส่วนตัวของศิษย์กับอาจารย์ร่วมสถาบันจุฬาฯ นราพรอยากโชว์ฟอร์มให้ผัวเชือดปวิณให้ได้แบบไม้หนึ่งแฟนอาจารย์หวาน คนในจุฬาฯจะได้พากันหนาว กระตุ้นต่อมศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน พวกคณาจารย์อย่าได้หือ ริไปแรงเป็นเสื้อแดงเปิดหน้า นราพร มีส่งลิสท์รายชื่อคนเสื้อแดงในจุฬาฯใส่มือผัวประยุทธ์ล่าทุกคน นราพรสั่งทหารในโเซี่ยลพวกโพสท์ด่ารุนแรงจะถูกตามตัวยกระดับให้ ข้อหา 112 พ่วงทุกรายไปเช็คทุกคนที่ถูกจับมาได้ แล้วกรรมก็จะตามก้นนราพรไปหามันเข้าสักวัน ช้าหรือเร็ว อยู่ที่ความบ้าคลั่งที่นราพรสะสมไว้ เห็นกงจักรบนหัวผัวเป็นดอกบัวงามก็ตามเสพสุขบนตามทุกข์ของประชาชน.. ประชาชน.. ประชาชน จำใส่หัวไว้นราพร

Running Afoul of the Thai Monarchy

http://www.nytimes.com/interactive/2015/09/18/world/asia/thailand-king-lese-majeste.html?_r=0

Running Afoul of the Thai Monarchy

Thailand's strict lèse-majesté laws make it a crime to insult the monarchy, an offense that encompasses a surprising number of activities.

Under Thai law, it is illegal to defame, insult or threaten King Bhumibol Adulyadej, the queen or the crown prince.

But over the past decade, as the king has become infirm, the law has been used more extensively, leading to lengthy jail sentences for critics, and applied broadly to cover all sorts of speech, including graffiti, theater and private conversations.

Here are six recent cases that have ended in jail terms. 

เหลือเชื่อ! แค่เอาเท้าไปแช่ลงในเกลือ ผลที่ได้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถอธิบายได้

เหลือเชื่อ! แค่เอาเท้าไปแช่ลงในเกลือ ผลที่ได้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถอธิบายได้

สำหรับคนรักสุขภาพ!!! เทรนด์ยอดฮิตที่กำลังมาแรงในตอนนี้นอกจากการออกกำลังกายแล้วนั้นคือ "แช่เท้าด้วยเกลือ" ที่ใครก็สามารถทำได้แบบไม่ต้องเสียเงินเข้าสปาเลย แถมได้ประโยชน์มากมายเกิดคาด!!
 
"เท้า" เป็นอวัยวะที่เราใช้งานหนักมาก เพราะไหนจะต้องแบกรับน้ำหนักเราที่มีหลายสิบโลแล้ว เรายังต้องอาศัยเท้าในการเดินหรือทำกิจกรรมอีกมากมายในแต่ละวัน แน่นอนว่าต้องมความเหมื่อยล้าบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบสวมใส่รองเท้าที่มีส้นสูงๆ
 
วันนี้เราจึงขอหยิบยกวิธีการดูแลสุขภาพเท้ามาฝาก นั้นคือ การแช่เท้าด้วยเกลือ ที่สำคัญไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แถมไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมายเพื่อไปทำสปารเท้า การแช่เท้าในน้ำเกลือกลายเป็นอีกหนึ่งวิธีที่คนไทยกำลังพูดถึง และให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมากในขณะนี้ ว่าแต่ทำแล้วจะช่วยอะไรบ้าง และต้องทำอย่างไรนั้นไปชมกันเลย!!!
 
 
ประโยชน์ของการแช่เท้าด้วยเกลือ
 
1. ช่วยดึงสิ่งที่ตกค้างในร่างกายออก
 
2. ช่วยดึงพลังงานลบที่เกิดจากอารมณ์ออก
 
3. ช่วยดึงประจุพลังงานลบ ซึ่งเป็นพลังงานไม่ดี ออกจากร่างกาย
 
4. หลังจากที่ดึงพลังงานลบออกจากร่างกายแล้วเราก็ใช้วิธีการรักษาได้ตามปกติ ทั้งนี้วิธีการนี้จะเป็นการช่วยดึงพลังงานลบออกจากร่างกาย ก่อนการรักษา ทำให้รักษาได้ง่ายขึ้น
 
5. เมื่อแช่เท้าด้วยเกลือ บ่อยๆ ร่างกายจึงไม่มีพลังงานลบที่ก่อโรคหลงเหลืออยู่อีก และนี่เองจึงทำให้สุขภาพของเราดีขึ้น

 
วิธีการแช่เท้าด้วยเกลือ
 
1. นำกะละมังขนาดที่สามารถวางเท้าแช่ได้-ใส่น้ำลงไปให้ท่วมตาตุ่มจะเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาก็ได้
 
2. ใส่เกลือทะเล (ที่เป็นเกลือแบบเม็ด) ลงไปประมาณ 1 กำมือ
 
3. เอาเท้าเหยียบเกลือที่ยังไม่ละลาย
 
4. ทำจิตใจให้สงบ หรือเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ นั่งอยู่ประมาณ 15-20 นาที
 
5. หลังจากนั้นให้ล้างเท้าด้วยน้ำเปล่า
 
 
การแช่เท้าด้วยเกลือนั้นคนปกติ สามารถทำได้ทำอาทิตย์ละครั้ง ส่วนคนป่วย ทำได้ทุกวันก่อนนอน หากผู้ใดที่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล มีอาการหนาว สั่น ให้ใช้น้ำอุ่นในการแช่เท้า สำหรับคนที่ร้อนก็ให้ใช้น้ำเย็นแช่ค่ะ
 
 
การแช่เท้าเป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกถ่ายทอดกันมาอย่างยาวนาน ตามหลักทฤษฎีการแพทย์ทางเลือกสาขา Reflexology โดยมีความเชื่อกันว่าเท้า มีจุดสัมผัส ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย เพราะฉะนั้นวิธีกรการผ่อนคลาย ด้วยการแช่เท้าลงในน้ำร้อน จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยกระตุ้นจุดสัมผัสเหล่านี้ด้วยพลังงานความร้อน
 
 
ทางด้างผลงานการวิจัยของ นายแพทย์ วิลเลียม วินเทอร์วิตซ์ จากประเทศออสเตรีย มีความคิดเห็นว่า ประสาทรับสัมผัสที่ผิวหนังจะมีวงจรประสาทเชื่อมต่อกัน กับกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ภายในร่างกาย และเมื่อความร้อน มาสัมผัสกับผิวหนัง มันก็จะส่งสัญญาณไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะที่อยู่ห่างไกลได้
 
 
ทั้งนี้การแช่เท้า ไม่ว่าจะเป็นน้ำเกลือหรือน้ำอุ่นหรือไม่ก็ตาม ยังมีข้อดีอีกหลายอย่างดังนี้!
 
1. ลดอาการปวดบวมที่เท้าแล้ว
2. ลดอาการปวดท้อง
3. กระตุ้นความต้านทานของร่างกาย
4. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น
5. ป้องกันอาการมือเท้าเย็นโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
6. ลดอาการอักเสบของจมูกและลำคอ
7. ช่วยให้อาการปวดหัวหรือปวดประจำเดือนลดลง
8. ลดอาการคั่งของเลือดที่ส่วนอื่นๆ
9. ทำให้นอนหลับง่ายตลอดคืน เป็นต้น

 
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : เบ็ดเตล็ดไอเดีย
ชื่นชอบข่าวนี้ อยากแชร์ต่อให้เพื่อนๆ

รถไฟ จีน กรรมการร่วม ไทยกำลังตกเป็นเหยื่อจีน

รถไฟ จีน กรรมการร่วม   ไทยกำลังตกเป็นเหยื่อจีน
ไทยกำลังตกเป็นเหยื่อจีน
Last updated: 10 August 2015 | 07:32
"ลม เปลี่ยนทิศ" คอลัมนิสต์ของนสพ.ไทยรัฐว่าไว้อย่างน่าฟังเรื่องการสร้างรถไฟไทย-จีน ทำไมไทยจะต้องไปกู้เงิน 4 แสนล้านมาสร้างให้จีนได้ประโยชน์จากการขนสินค้าไปลงอ่าวไทย โดยไทยไม่ได้อะไรเลย เรื่องนี้คนไทยทุกคนต้องศึกษา อย่าให้ต้องเสีย "ค่าโง่"อยู่ร่ำไป

....ผมอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีคมนาคม ที่กำลังไปถก โครงการรถไฟไทยจีน ที่ เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 สิงหาคมแล้ว ก็รู้สึกทะแม่งๆโครงการนี้ฝ่ายจีนเป็นผู้ริเริ่ม ขอสร้างผ่านไทยเพื่อขนสินค้าไปลงทะเลอ่าวไทย แต่ไม่รู้ พล.อ.อ.ประจิน ไปเจรจากันท่าไหน กลายเป็นว่าไทยกำลังตกเป็นเบี้ยล่างจีน แถมยังต้อง เอาเงินภาษีคนไทย 4 แสนกว่าล้านบาทไปสร้างให้จีนด้วย

ลองอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อ.ประจิน ที่ผมลอกมาจาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ดูครับ อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

"ขณะนี้ได้รับการยืนยันจาก คณะกรรมการฝ่ายจีน ว่าจะมีการประชุมระหว่างฝ่ายไทยและจีนที่ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 6–8 สิงหาคมนี้ โดยจะมีการหารือถึงความคืบหน้าการสำรวจและออกแบบของ โครงการรถไฟไทยจีน ในการก่อสร้าง รถไฟทางคู่ขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร เส้นทาง กรุงเทพฯแก่งคอย มาบตาพุดแก่งคอย แก่งคอยนครราชสีมาหนองคาย ระยะทาง 867 กิโลเมตร โดยฝ่ายไทยจะนำข้อมูลการวางระบบราง และการวางรูปแบบสถานีแต่ละแห่ง ไปชี้แจงกับคณะกรรมการทางทั้งสองฝ่าย

ส่วนรูปแบบ การร่วมลงทุน การกู้เงิน ขณะนี้มีความก้าวหน้าพอสมควร การประชุมที่เฉิงตู จะขอคำตอบความคืบหน้าวงเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ฝ่ายไทยขอไป ก่อนหน้านี้ ฝ่ายจีนเคยให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับรัฐบาล 2% ส่วนอัตราดอกเบี้ยลักษณะเชิงพาณิชย์ 4% อยากให้ต่ำกว่านี้"

ผมอยากเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อ.ประจิน ว่า อัตราดอกเบี้ย 2–4% ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล มันก็เหมือนกับ "จีนคิดดอกเบี้ยนอกระบบกับไทย" เพราะเงิน 4 แสนล้านบาท กู้ในประเทศไทยถูกกว่าเยอะ ขนาดบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ออกหุ้นกู้ยังให้ดอกเบี้ยไม่ถึง 4% แต่จีนคิดกับรัฐบาลไทยโหดถึง 4% ยังแบกหน้าไปขอลดดอกเบี้ยเขาอีก คิดดอกเบี้ยอย่างนี้ต้องตัดหางปล่อยวัดแล้ว

ความจริง โครงการรถไฟไทยจีน สายนี้ จีนต้องเป็นฝ่ายลงทุนทั้งหมด เพราะ ได้ประโยชน์เกือบ 100% ฝ่ายไทยเสียอีกที่ "เสียค่าโง่" ไปทำโครงการนี้ร่วมกับจีน เพราะในเส้นทาง หนองคายนครราชสีมาแก่งคอยมาบตาพุดกรุงเทพฯ สายนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็มี โครงการรถไฟทางคู่มาตรฐาน 1 เมตร ที่ได้รับการอนุมัติก่อสร้างจาก ครม.แล้ว ค่าก่อสร้างก็ถูกกว่าหลายเท่า ทำไมต้องเสียเงินอีก 400,000 ล้านบาทไปลงทุนรถไฟทางคู่ 1.435 เมตรให้กับรถไฟจีน ซึ่ง วิ่งคู่ขนานกับรถไฟทางคู่ 1 เมตรของไทย อีก

โครงการรถไฟไทยจีน ไทยมีแต่เสียกับเสีย ผมยังมองไม่เห็นประโยชน์อะไรที่ไทยต้องเสียเงิน 4 แสนล้านบาทไปสร้างรถไฟให้จีน เพื่อให้จีนขนสินค้าผ่านดินแดนไทยไปลงทะเล โดยไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย หรือได้ก็น้อยมากๆ

ถ้า รัฐบาลบิ๊กตู่ จะฉลาดกว่านี้สักนิด ยื่นเงื่อนไขกับจีนว่า ถ้าจีนต้องการขนสินค้ามาลงทะเลอ่าวไทย ก็ต้อง ให้จีนสร้างรถไฟทางคู่ 1.435 เมตรมาสิ้นสุดที่หนองคาย และจาก หนองคาย ไป กรุงเทพฯ แก่งคอย มาบตาพุด แหลมฉบัง จีนต้อง ใช้รถไฟราง 1 เมตรของไทยอย่างเดียว เพื่อ สร้างรายได้ให้การรถไฟ ที่ยังขาดทุนบักโกรกมีหนี้เป็นแสนล้าน โดยมีจุดเปลี่ยนถ่ายตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ที่หนองคาย เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับหนองคาย

ถ้า รัฐบาลบิ๊กตู่ ทำอย่างนี้ ประเทศไทยจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล การรถไฟไทยที่ขาดทุนก็มีรายได้เพิ่มขึ้น หนองคายก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะกลายเป็น จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้ารถไฟไทยจีน และไทยก็ไม่ต้อง "เสียค่าโง่" ไปลงทุนสร้างทางคู่ 1.435 เมตร ให้จีนถึง 400,000 ล้านบาท ไม่ต้องไปจ่ายดอกโหดให้จีน 2–4% ไทยมีแต่ได้กับได้

โครงการนี้ผมค้านเต็มที่ เพราะไทยเสียประโยชน์เห็นๆ เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ก็เป็นเงินภาษีของผมและคนไทย 67 ล้านคน ไม่ใช่เงินของรัฐบาลที่จะเอาไปอวยใครๆฟรี

ที่สำคัญ รถไฟไทยจีนสายนี้ คือ ยุทธศาสตร์ One Belt One Road ของ จีน ในการ ขยายอิทธิพลในภูมิภาคนี้ และ ไทยกำลังตกเป็นเหยื่อจีน เสียทั้งตัว เสียทั้งเงิน แถมยังถูกมิตรเก่าอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป ขย้ำเสียเต็มเขี้ยว เลิกเสียวันนี้ก็ยังไม่สายครับ.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

ที่มาของบทความ

http://thairath.co.th/content/516257

First posted: 10 August 2015 | 07:31

เด็ดปีกลิ่วล้อ-จัดหนักหัวโจก ปฏิบัติการโค่น “จันทร์ส่องหล้า” จับตา “สุดารัตน์” สยายปีก

เด็ดปีกลิ่วล้อ-จัดหนักหัวโจก ปฏิบัติการโค่น "จันทร์ส่องหล้า" จับตา "สุดารัตน์" สยายปีก
โดย: ASTVผู้จัดการรายวัน

ผังล้มประชาชน: โดยยืนหยัดปรัชญา

คลิปสั้น:โดยยืนหยัดปรัชญา 

ตอน:ผังล้มประชาชน: 

ที่ประชุมสหภาพยุโรป ลงมติ คว่ำบาตร ประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย 13 ก.ค. 2558

แรงเสียดทานประชาธิปไตย

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
โดย หมัดเหล็ก
13 ก.ค. 2558

ที่ประชุมสหภาพยุโรป ลงมติ คว่ำบาตร ประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย ความตกลง ความร่วมมือความช่วยเหลือ แม้แต่การเดินทางมาเยือนประเทศไทย ถูกระงับทั้งหมด

บนเงื่อนไขจนกว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไปแล้วค่อยคุยกันใหม่ ตอนนี้ระงับความสัมพันธ์ชั่วคราว ซึ่งไม่เฉพาะ อียู เท่านั้น ทั้งสหรัฐฯ ทั้งประเทศมุสลิม หรือกรณี ประเทศตุรกี ที่ออกแถลงการณ์ ต่อกรณีที่ไทยส่ง ชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน และมีการกระทำที่ขัดต่อหลักการมนุษยชน ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยยิ่งถูกเพ่งเล็ง เข้าไปอีก

การเคลื่อนไหว ทางการเมืองในประเทศไทย แม้แต่เข็มหล่น ก็รู้กันไปทั่วโลก การจับกุมนักศึกษา และผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการเข้มงวดตรวจสอบการทำงานของสื่อ อียู หยิบมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ คว่ำบาตร ประเทศไทยเช่นกัน

ความสัมพันธ์ปัจจุบัน เป็นเพียงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบผิวเผิน ที่ประเทศเหล่านั้นจะได้ประโยชน์จากประเทศไทยมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคมนาคม หรือการกู้ยืมเงิน แต่ในหลักการประชาธิปไตย ประเทศเหล่านั้นก็ยังยืนหยัดจะเอารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ดี

ตั้งแต่ นี้เป็นต้นไป แรงเสียดทานจากระบอบประชาธิปไตย จะทวีความเข้มข้นขึ้น รัฐบาลจะใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามก็ยิ่งจะส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น เช่นกัน

นี่ไม่ใช่หมากเกมทางการเมือง ที่ คสช.หวาดระแวง แต่เป็นปรากฏการณ์ความจริงวันนี้ ที่ไม่ว่าประเทศไทย หรือประเทศไหนก็ตาม ที่ไม่ได้อยู่ในวิถีของระบอบประชาธิปไตยก็จะเจอกับมาตรการเหล่านี้

อยาก ให้ดูตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านที่จะมีการเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า มีความพยายามจากฝ่ายรัฐบาลทหาร ที่จะแก้รัฐธรรมนูญ จับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมัดมือมัดเท้ามัดปาก ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล

ทำทุกวิถีทางที่จะรักษาอำนาจเอาไว้ให้ได้

แต่ ในที่สุดแล้วความหมายของระบอบประชาธิปไตย คืออำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชน จะใช้ปลายกระบอกปืนชี้ไปทางไหน ก็ไม่ยั่งยืนถาวร เท่ากับอำนาจการตัดสินใจของประชาชน

จะจินตนาการให้พรรคการเมืองต้อง เป็นอย่างนั้น ให้นายกฯ ต้องมาจากคนนอก ให้พรรคนี้ต้องจับมือกับพรรคโน้น ให้คนนี้อยู่ให้คนนั้นไป แล้วการยึดอำนาจจะไม่สูญเปล่า ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีของประชาธิปไตยได้

เพราะระบอบ ประชาธิปไตยจะต้องไม่ถูกครอบงำทางความคิดจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ถูกลิขิตโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และไม่ละเมิดความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่

เพราะคนไทยไม่ได้กินแกลบกินรำ.

หมัดเหล็ก

ชูวิทย์ I'm No.5 แด่น้องตั๊น : ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา

ชูวิทย์ I'm No.5
ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา

เธอเป็นแกนนำการประท้วงร่วมกับสุเทพแห่ง กปปส.

เธอเป็นลูกคนรวยตระกูลดังน้ำเมาแห่งชาติ

เธอเป็นดาวเด่นเด็กปั้นของประชาธิปัตย์

เธอคิดจะสอยดาวมาประดับไว้บนบ่า เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ตัวเองและวงศ์ตระกูล

แต่เธอไม่สามารถเรียกความรักความศรัทธาจากบรรดาพี่น้องตำรวจได้

เพราะแม้แต่ผมเองที่เคยแฉความไม่ชอบมาพากลของวงการตำรวจมามากมาย ก็ไม่เคยยุยงส่งเสริมให้ใครไปรื้อทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะรู้อยู่ว่าท้ายสุด "เสือย่อมไม่กินเนื้อเสือ"

แต่เธอและเครือข่ายของสุเทพ สามารถทำอะไรก็ได้เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามลงจากอำนาจ ทั้งบุกสถานที่ราชการ ปิดถนนโดยไม่คิดถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน หรือแม้กระทั่งหยามศักดิ์ศรี ย่ำยีสัญลักษณ์ของตำรวจ

แล้วจนถึงบัดนี้ เธอยังจะมีความฝันที่จะเป็นส่วนหนึ่งของตำรวจอีกหรือ?

ผมว่าเธอสามารถมีแฟนเป็นตำรวจหรือแม้แต่แต่งงานกับตำรวจ สังคมไทยคงยอมรับได้

แต่การที่จะสมัครเป็นตำรวจเสียเองคงเหลือเกินจะรับไหว หรือนี่คือการปฏิรูปตำรวจอย่างที่ป่าวประกาศเสียงแจ้วๆบนเวที กปปส.?

โบราณเขาถึงมักบอกพวกที่ทำอะไรโดยไม่มองดูตัวเองว่า "ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา" เสียบ้าง ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร

สารคดี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ฉบับเต็ม

 สารคดี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ฉบับเต็ม https://www.youtube.com/watch?v=NoZdhZRxZwI
สารคดี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ฉบับเต็ม https://www.youtube.com/watch?v=NoZdhZRxZwI

2 คนไทยพุทธจากใต้ล่าง เดินเท้าถึงทำเนียบรัฐบาลแล้วเพื่อเรียกร้องหาความสงบสุขคืนคนไทยพุทธในภาคใต้

2 คนไทยพุทธจากใต้ล่าง เดินเท้าถึงทำเนียบรัฐบาลแล้วเพื่อเรียกร้องหาความสงบสุขคืนคนไทยพุทธในภาคใต้
ถ้ายังเป็นชาวพุทธ..รักพระพุทธศาสนาอยู่
ต้องช่วยกันแชร์ไปเยอะๆ 
ขณะที่สื่อโดนปิดหูปิดตา ไม่กล้านำเสนอข่าวเลย
น่าเสียดาย..

โพสต์ล่าสุด

โศกนาฏกรรมซ้ำซากกับโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว<br>บทเรียนจากเครนถล่มสู่จุดเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ

โศกนาฏกรรมซ้ำซากกับโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว โศกนาฏกรรมซ้ำซากกับโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว บทเรียนจ...