บทสะท้อนเชิงหลักการต่อรัฐไทยในความขัดแย้งไทย–กัมพูชา

บทสะท้อนเชิงหลักการต่อรัฐไทยในความขัดแย้งไทยกัมพูชา




บทนำ: การเลือกข้างที่ไม่ละทิ้งหลักการ

ในความขัดแย้งระหว่างรัฐ การไม่เลือกข้างมิได้เป็นคุณธรรมโดยอัตโนมัติ หากการเลือกข้างนั้นตั้งอยู่บนการประเมินหลักฐาน ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานสากลอย่างรอบคอบ การยืนอยู่ข้างประเทศไทยในสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดกับกัมพูชา จึงมิใช่ผลของอคติชาตินิยม หากเป็นข้อสรุปเชิงเหตุผลที่ผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนตามหลักกาลามสูตรเชื่อเมื่อเห็นเหตุ เห็นผล และตรวจสอบได้

บทความนี้ผู้เขียนตั้งใจเลือกข้างประเทศไทยอย่างเปิดเผย แต่เลือกเพราะเคารพศักดิ์ศรีและอธิปไตยของรัฐไทย ไม่ด้อยค่ามนุษย์อีกฝ่ายหนึ่ง และไม่ทำให้หลักการที่ไทยพยายามยืนหยัดต้องพังลงไปพร้อมกับอารมณ์ความสะใจระยะสั้น ที่เรียกกันว่าความคลั่งชาติ


การลงลึกเชิงประจักษ์: ตัวอย่างพฤติกรรมและฐานหลักฐานจากการรายงานข่าว

การเลือกข้างของผู้เขียนในกรณีนี้ตั้งอยู่บนการติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องจากทั้งแหล่งข่าวไทยและสื่อภาษาอังกฤษที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นรายงานของรัฐไทย การแถลงอย่างเป็นทางการของกองทัพ การรายงานของสื่อระหว่างประเทศ ตลอดจนการประเมินของนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อพิจารณาร่วมกันแล้ว รูปแบบพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างเชิงคุณภาพ ไม่ใช่เพียงเชิงปริมาณของกำลังที่ใช้

1. การใช้พื้นที่พลเรือนเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธี

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับการรายงานซ้ำจากหลายแหล่ง คือ การตั้งฐานยิงหรือจุดซุกซ่อนอาวุธในหรือใกล้กับบ้านเรือนประชาชนฝั่งกัมพูชา รวมถึงการวางกำลังในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่จริง รายงานลักษณะนี้ปรากฏทั้งในคำชี้แจงของฝ่ายไทยและในการวิเคราะห์ของผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ลงพื้นที่หรืออ้างอิงภาพถ่ายดาวเทียม

ในเชิงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดหลักการแยกแยะ (distinction) อย่างชัดเจน เพราะทำให้พื้นที่พลเรือนถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสนามรบโดยปริยาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ

2. การนำพลเรือนและสมาชิกครอบครัวเข้าไปอยู่ในพื้นที่การรบ

มีรายงานที่สร้างความกังวลอย่างมากในสายตานานาชาติ คือ การปรากฏตัวของผู้หญิงและสมาชิกครอบครัวของกำลังติดอาวุธในพื้นที่แนวหน้า การกระทำลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรม แต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างของวิธีคิดด้านความมั่นคงที่ใช้พลเรือนเป็นเกราะกำบังโดยพฤตินัย

สื่อภาษาอังกฤษหลายสำนักตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของกองทัพอาชีพในรัฐสมัยใหม่ และยิ่งทำให้ข้ออ้างเรื่องการคุ้มครองประชาชนของฝ่ายกัมพูชาขาดน้ำหนัก

3. การวางระเบิดและการก่อกวนในพื้นที่ไม่ใช่สนามรบ

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง คือ การแอบวางระเบิดหรือใช้อาวุธลักษณะก่อกวนในพื้นที่ที่ไม่สามารถจัดเป็นสนามรบได้อย่างชัดเจน พฤติกรรมเช่นนี้เข้าข่ายการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายประเทศและผู้สังเกตการณ์ภายนอกมองการกระทำของฝ่ายกัมพูชาด้วยความระแวง

แม้ฝ่ายกัมพูชาจะพยายามตอบโต้ด้วยการสร้างชุดข่าวหรือข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกันต่อไทย แต่หลายกรณีไม่สามารถยืนอยู่ได้เมื่อถูกตรวจสอบด้วยหลักฐานภาพถ่าย เวลา สถานที่ และคำให้การจากแหล่งข่าวหรือคณะอิสระ

4. การใช้พลเรือนเป็นเครื่องมือทางการเมืองในพื้นที่พิพาท

การส่งพลเรือนเข้าไปยั่วยุหรือแสดงตัวในพื้นที่พิพาท เพื่อสร้างภาพทางการเมืองหรือเตรียมการอ้างสิทธิในอนาคต เป็นอีกพฤติกรรมที่ถูกวิจารณ์ในวงวิเคราะห์ระหว่างประเทศ ยุทธวิธีเช่นนี้อาจไม่ผิดกฎหมายโดยตรงในทุกกรณี แต่เมื่อเกิดขึ้นควบคู่กับการวางกำลังติดอาวุธ ย่อมทำให้เส้นแบ่งระหว่างพลเรือนกับนักรบเลือนรางอย่างอันตราย

5. ฝ่ายไทยกับความพยายามรักษากรอบสากล

ในทางตรงกันข้าม การปฏิบัติการของฝ่ายไทยแม้มีการใช้กำลังทางอากาศซึ่งกัมพูชาไม่มีถูกอธิบายและรายงานว่าเน้นเป้าหมายทางทหารที่อ้างว่ามีการซุกซ่อนอาวุธหรือเป็นแหล่งกำลัง การสื่อสารของรัฐไทยพยายามย้ำถึงการป้องกันตนเอง ความจำเป็น และการลดผลกระทบต่อพลเรือน

สื่อภาษาอังกฤษจำนวนหนึ่งสะท้อนท่าทีว่า ไทยมีแรงจูงใจสูงที่จะต้องทำให้ถูกต้องตามกติกาเพราะต้นทุนทางการทูต เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ในเวทีโลกของไทยสูงกว่าคู่ขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ

การประเมินความน่าเชื่อถือของคู่ขัดแย้ง

ในเวทีระหว่างประเทศ ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดจากคำกล่าวอ้าง แต่สะสมจากพฤติกรรมในระยะยาว เมื่อพิจารณาประวัติการสื่อสาร การปฏิบัติตามกติกาสากล และความโปร่งใสในการให้ข้อมูล ไทยยังคงมีเครดิตที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่กัมพูชามักถูกตั้งคำถามเรื่องความสม่ำเสมอของข้อมูลและการใช้โฆษณาชวนเชื่อเชิงรัฐ

ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้ทำให้ไทยถูกเสมอแต่ทำให้การอธิบายของไทยได้รับการรับฟังมากกว่า และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนเลือกข้างไทยบนฐานของความน่าจะเป็นและหลักฐานเชิงประจักษ์ นอกเหนือจากการเป็นคนไทยโดยสายเลือด

บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์และศีลธรรม

การเผชิญหน้ากับคู่ขัดแย้งที่ไม่ยึดกติกาเดียวกัน คือบททดสอบความเป็นรัฐสมัยใหม่อย่างแท้จริง การตอบโต้แบบลดระดับตนเองอาจสะใจในระยะสั้น แต่ทำลายทุนทางศีลธรรมและการเมืองในระยะยาว

ดังนั้น การต่อยกับมวยวัดในที่นี้ มิได้หมายถึงการเหยียดหรือดูหมิ่น แต่เป็นคำเตือนให้ฝ่ายที่อยู่ในกรอบกติกา ต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกดึงออกนอกกรอบจนกลายเป็นลดค่าและความชอบธรรมของตน

การเลือกข้างอย่างมีความรับผิดชอบ

ผู้เขียนเลือกข้างไทย เพราะหลักฐานที่มีน้ำหนักจริงจากการรายงานข่าวและการประเมินของแหล่งอิสระสนับสนุนการตัดสินใจนั้น แต่การเลือกข้างนี้มาพร้อมเงื่อนไขสำคัญ คือ ไทยต้องยืนอยู่บนหลักการให้ได้ตลอดกระบวนการ

ความรักชาติที่มีวุฒิภาวะ ไม่ใช่การเชียร์โดยไม่ลืมหูลืมตา หากคือการสนับสนุนประเทศของตนให้ดีกว่า ไม่ใช่เพียงชนะกว่า และหากไทยสามารถรักษาเส้นนี้ได้ ความชอบธรรมจะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแรงยิ่งกว่าอาวุธใด


ลักษณะการกระทำที่อยู่นอกบรรทัดฐานของรัฐสมัยใหม่

จากข้อมูลที่เปิดเผยโดยฝ่ายไทยและการรายงานจากหลายแหล่งพ้องกัน การกระทำของฝ่ายกัมพูชาในความขัดแย้งครั้งนี้มีลักษณะบางประการที่ไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานของรัฐหรือกองทัพอาชีพในศตวรรษที่ 21 ได้แก่

ประการแรก การตั้งฐานยิงหรือซุกซ่อนอาวุธในพื้นที่พลเรือน เช่น บ้านเรือนประชาชน หรือการใช้โครงสร้างพลเรือนเป็นฉากกำบังทางทหาร ซึ่งเข้าข่ายการละเมิดหลักการแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือนอย่างชัดเจน

ประการที่สอง การนำผู้หญิงและพลเรือนเข้าไปอยู่ในพื้นที่การรบหรือแนวปะทะร่วมกับกำลังติดอาวุธ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ย่อมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตพลเรือน และสะท้อนแนวคิดที่ใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือทางยุทธวิธี มากกว่าการคุ้มครองชีวิตตามหลักมนุษยธรรม

ประการที่สาม การแอบวางระเบิดหรือใช้อาวุธลักษณะก่อกวนในพื้นที่ที่ไม่ใช่สนามรบชัดเจน เป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และลดทอนความชอบธรรมของข้ออ้างด้านการป้องกันตนเองอย่างมีนัยสำคัญ

ประการที่สี่ การใช้พลเรือนเป็นเครื่องมือยั่วยุในพื้นที่พิพาท เพื่อสร้างเงื่อนไขทางการเมืองหรือกฎหมายในภายหลัง เป็นกลยุทธ์ที่อาจได้ผลในระยะสั้น แต่บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐในระยะยาว

เมื่อพิจารณาภาพรวม พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้การอ้างความชอบธรรมของฝ่ายกัมพูชามีน้ำหนักลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฝ่ายไทย: ความได้เปรียบที่มาพร้อมภาระหนักกว่า

ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายไทยอยู่ในสถานะที่แตกต่าง ไทยเป็นรัฐที่มีความเชื่อมโยงกับประชาคมโลกสูงกว่า มีพันธกรณีระหว่างประเทศมากกว่า และมีสิ่งที่ต้องรักษาบนเวทีสากลมากกว่าคู่ขัดแย้งโดยเปรียบเทียบ

ความได้เปรียบด้านศักยภาพทางทหาร โดยเฉพาะอากาศยานรบ มิได้เป็นเพียงไพ่เหนือกว่าหากเป็นภาระทางศีลธรรมและการเมืองที่หนักกว่า ไทยไม่อาจใช้มาตรฐานเดียวกับคู่ขัดแย้งที่ไม่ยึดถือบรรทัดฐานเดียวกันได้ เพราะต้นทุนทางความชอบธรรมของไทยสูงกว่า และความเสียหายต่อภาพลักษณ์จะย้อนกลับมาหาไทยโดยตรง

จากการสังเกตเชิงหลักฐาน การปฏิบัติการของไทยพยายามอธิบายตนเองในกรอบการป้องกันตนเอง การเลือกเป้าหมายทางทหาร และการหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อพลเรือน แม้จะไม่อาจสมบูรณ์แบบ แต่ทิศทางโดยรวมสะท้อนความพยายามเล่นตามกติกามากกว่าการตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือการเอาคืนแบบไร้ขอบเขต


ต่อยกับมวยวัด”: อุปมาที่ต้องใช้ด้วยสติ

คำเปรียบว่าต่อยกับมวยวัด จงอย่าบุ่มบ่ามหากใช้โดยขาดการขัดเกลา ย่อมกลายเป็นการด้อยค่าอีกฝ่ายและเปิดช่องให้อคติครอบงำ แต่หากตีความอย่างมีสติ อุปมานี้มิได้หมายถึงการดูถูก หากหมายถึงความแตกต่างของกติกาและวัฒนธรรมการต่อสู้

มวยอาชีพถูกกำกับด้วยกติกา ผู้ตัดสิน และสายตาสาธารณะ ส่วนมวยวัดอาจไม่มีกรอบเดียวกัน เมื่อผู้เล่นอยู่ในสนามเดียวกัน ฝ่ายที่มีกติกามากกว่า ย่อมต้องระวังมากกว่า ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่เพราะมีสิ่งที่ต้องรักษามากกว่า

ในความหมายนี้ ไทยควรชนะโดยไม่ลดระดับตนเองและไม่ปล่อยให้การยั่วยุหรือพฤติกรรมที่อยู่นอกกติกา ดึงไทยออกจากหลักการที่ตนเองยึดถือ


ข้อคิดต่อรัฐบาล กองทัพ และพลเมืองไทย

ต่อรัฐบาลไทย การสื่อสารต้องหนักแน่นบนหลักฐาน ไม่ใช่อารมณ์ ยิ่งฝ่ายตรงข้ามละเมิดหลักการมากเท่าใด ไทยยิ่งต้องแสดงความเป็นรัฐที่รับผิดชอบมากเท่านั้น

ต่อกองทัพไทย ความได้เปรียบต้องถูกใช้เพื่อจำกัดความรุนแรง ไม่ใช่ขยายมัน ความสำเร็จที่แท้จริงคือการยุติภัยคุกคามโดยไม่สร้างบาดแผลใหม่ทางมนุษยธรรม

ต่อพลเมืองไทย การเข้าข้างประเทศของตนไม่จำเป็นต้องหลับตา การตั้งคำถาม ตรวจสอบ และเรียกร้องให้รัฐยืนอยู่บนหลักการ คือรูปแบบหนึ่งของความรักชาติที่มีวุฒิภาวะ


บทสรุป: จงชนะอย่างมีศักดิ์ศรี

การเลือกข้างไทยในความขัดแย้งครั้งนี้ เป็นการเลือกข้างบนฐานหลักฐาน มิใช่อารมณ์ และเป็นการเลือกที่มาพร้อมข้อเรียกร้องให้ไทยดีกว่าคู่ขัดแย้ง ไม่ใช่เหมือนกัน การชนะที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการได้เปรียบทางทหาร แต่คือการรักษาศักดิ์ศรี ความชอบธรรม และมนุษยธรรมไว้ได้พร้อมกันแม้ต้องต่อสู้กับฝ่ายที่ไม่เล่นตามกติกาเดียวกัน

นิสัยสิบหกประการของนักบริโภคข่าวสารชั้นปรมาจารย์

นิสัยสิบหกประการของนักบริโภคข่าวสารชั้นปรมาจารย์

Critical Consumers of News and Information

เรียบเรียงจากแนวคิดของ Paul, R. & Elder, L. (2003)
แต่ง แปล และเรียบเรียงโดย Snea Thinsan, Ph.D.

บทนำ: ความคิดของเรามาจากที่ใด

ก่อนที่มนุษย์จะตัดสินใจ เชื่อ หรือกระทำการใด ๆ ความคิดได้ทำหน้าที่ไปก่อนเสมอ คำถามพื้นฐานที่สำคัญในสังคมข่าวสารคือ ความคิดและความเห็นของเรามาจากการพิจารณาอย่างมีเหตุผล หรือมาจากการซึมซับสิ่งที่ผู้อื่นจัดวางไว้ให้โดยไม่รู้ตัว

สังคมไทยสอนให้ยอมรับธรรมเนียม ค่านิยม และวิถีปกติของสังคม สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากแหล่งที่มานั้นหวังดีและผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเอื้อต่อชีวิตร่วมกัน อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่เราตามหรือเชื่อเองก็เป็นผลผลิตของโครงสร้างอำนาจ ที่แฝงอคติและผลประโยชน์ การถ่ายทอดความคิดผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้

นิสัยสิบหกประการของนักบริโภคข่าวสารเชิงวิพากษ์

1) แสวงหามุมมองทางเลือกและมุมมองตรงข้าม

นักบริโภคข่าวสารชั้นปรมาจารย์ไม่พอใจกับการรับฟังเสียงเดียว พวกเขาเปรียบเทียบข่าวจากหลายแหล่ง หลายประเทศ และหลายอุดมการณ์ เพื่อป้องกันการตกอยู่ในกรอบความคิดที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า

2) เข้าถึงแก่นของสาร ไม่หยุดแค่พาดหัวข่าว

พาดหัวข่าวถูกออกแบบมาเพื่อดึงอารมณ์และความสนใจ นักคิดเชิงวิพากษ์จึงอ่านลึกไปกว่านั้น โดยถามว่า “ผู้เขียนต้องการสื่ออะไรจริง ๆ” และ “อะไรคือสาระที่ถูกลดทอนหรือขยายเกินจริง”

3) แยกเจตนาและความเห็นที่แฝงอยู่ในข่าว

ข่าวไม่ใช่เพียงการรายงานข้อเท็จจริง แต่เป็นการเลือกเล่า นักบริโภคข่าวสารที่มีวิจารณญาณจะมองเห็นเจตนา อคติ และกรอบการตีความที่ซ่อนอยู่ในเนื้อข่าว

4) เรียบเรียงเรื่องราวใหม่จากหลายมุมมอง

เหตุการณ์เดียวกันสามารถถูกเล่าได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง การฝึกมองจากมุมของทุกฝ่ายช่วยขยายขอบเขตความเข้าใจ และลดการตัดสินแบบขาว–ดำ

5) วิเคราะห์องค์ประกอบของข่าวอย่างเป็นระบบ

นักคิดเชิงวิพากษ์แยก “ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นไปตรวจสอบกับแหล่งอื่น เพราะรายละเอียดในข่าวอาจคลาดเคลื่อนหรือเลือกเสนอเฉพาะบางส่วน

6) ประเมินข่าวด้วยมาตรฐานทางปัญญา

พวกเขาตรวจสอบความชัดเจน ความถูกต้อง ความเกี่ยวโยง ความลึก ความกว้าง และนัยสำคัญของข่าว ไม่รับข้อมูลแบบผู้บริโภคเชิงรับ (passive consumer)

7) สังเกตความไม่สอดคล้องของผู้เขียนหรือแหล่งข่าว

ความขัดแย้งในคำอธิบายของผู้เขียนคนเดียวกัน หรือระหว่างหลายสำนักข่าว อาจบ่งชี้ถึงอคติ หรือการเปลี่ยนจุดยืนตามผลประโยชน์

8) อ่านกลและผลประโยชน์แอบแฝง

นักบริโภคข่าวสารชั้นปรมาจารย์เข้าใจโครงสร้างเจ้าของสื่อ และตระหนักว่าข่าวจำนวนมากสัมพันธ์กับอำนาจ การเมือง และทุน

9) มองเห็นข้อเท็จจริงที่ถูกละเว้น

สิ่งที่ไม่ถูกพูดถึงอาจสำคัญไม่แพ้สิ่งที่ถูกเน้น การตั้งคำถามกับ “ความเงียบ” ของข่าว เป็นทักษะสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อ

10) ไม่ยอมรับสถิติโดยอัตโนมัติ

ตัวเลขและสถิติอาจถูกออกแบบให้ชี้นำ นักคิดเชิงวิพากษ์ตรวจสอบวิธีการเก็บข้อมูล ขอบเขต และบริบทของตัวเลขเหล่านั้น

11) แยกสมมติฐานออกจากข้อเท็จจริง

ข่าวจำนวนมากแฝงการคาดเดาไว้ในรูปของข้อเท็จจริง การถอดรหัสสมมติฐานเหล่านี้ช่วยป้องกันการหลงเชื่อโดยไม่รู้ตัว

12) อ่านความหมายระหว่างบรรทัด

การสื่อสารจำนวนมากใช้ถ้อยคำอ้อม นักบริโภคข่าวสารเชิงวิพากษ์เข้าใจนัยแฝง และการชี้นำทางอารมณ์ที่ไม่ปรากฏตรงตัว

13) ตรวจสอบข้อสรุปย้อนกลับไปหาข้อมูล

พวกเขาไม่รับข้อสรุปก่อนตรวจสอบว่า ข้อมูลที่ใช้รองรับนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่

14) จับอคติเชิงบวกและเชิงลบอย่างเป็นระบบ

การเชียร์หรือการโจมตีซ้ำ ๆ มักสะท้อนอคติที่ฝังอยู่ในมุมมองของผู้เขียน

15) ไม่ตัดสินเรื่องผิดปกติอย่างฉับไว

เรื่องที่ดู “เว่อร์” หรือผิดปกติควรถูกตั้งคำถาม แต่ไม่ควรถูกปัดทิ้งหรือเชื่อทันที การปะติดปะต่อข้อมูลอย่างมีสติคือหัวใจสำคัญ

16) ตั้งคำถามต่อธรรมเนียมและข้อห้ามของสังคม

ธรรมเนียมและข้อห้ามอาจจำกัดกรอบความคิด นักคิดเชิงวิพากษ์กล้าถามว่า สิ่งที่ “ทำกันมา” ยังสอดคล้องกับความจริงและคุณธรรมอยู่หรือไม่

กาลามสูตร: รากฐานแห่งวิจารณญาณ

หลักการคิดเชิงวิพากษ์ไม่ใช่ของใหม่ พระพุทธองค์ทรงวางรากฐานนี้ไว้ในกาลามสูตร ซึ่งสอดคล้องกับหลัก critical thinking อย่างลึกซึ้ง

กาลามสูตร ศาสดาฝากว่าไว้............ จงจำ สหายเอย เลิกเชื่อเพียงเพราะคำ...... เล่าเลื้อย ประเพณีที่ถือนำ............. อาจผิด เสียงเล่าลือจวบเจื้อย....... เหล่านี้จงตรอง

บทสรุป
นักบริโภคข่าวสารชั้นปรมาจารย์ไม่ใช่ผู้ไม่เชื่ออะไรเลย แต่คือผู้ที่เชื่ออย่างมีวินัยทางปัญญา ในยุคที่ข่าวสารคืออำนาจ วิจารณญาณจึงเป็นทั้งทักษะชีวิต และความรับผิดชอบต่อสังคม

โพสต์ล่าสุด

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวการอยู่แบบเดิม

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวการอยู่แบบเดิม บทอ่านเตือนใจก่อนเลือกตั้ง อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จ...

Popular Posts