มดแดงล้มช้าง
ผู้อ่านที่สนใจประชาธิปไตย อำนาจประชาชน และการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
เสรีภาพไม่ใช่สินค้านำเข้า แต่เป็นผลจากการรวมตัวและการพึ่งตนของประชาชน
ร้อยแก้วกึ่งวิชาการ อ่านออนไลน์ เหมาะกับห้องความรู้สำหรับคนไทยและ Open Access
มดแดงล้มช้าง
ว่าด้วยอำนาจของประชาชน การพึ่งตน และเส้นทางสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
ทุกครั้งที่ประชาชนตกอยู่ภายใต้ระบอบกดขี่ มักเกิดความหวังรูปแบบหนึ่งขึ้นเสมอ คือความหวังว่าจะมี “ผู้ปลดปล่อย” จากภายนอกเดินทางมาช่วย ในห้วงความขัดแย้งของอิหร่านในระยะหลัง ชาวอิหร่านจำนวนไม่น้อยก็หวังเช่นกันว่า สหรัฐอเมริกาหรือมหาอำนาจตะวันตกจะเป็นผู้โค่นล้มระบอบมุลลาห์และมอบประชาธิปไตยให้แก่ประเทศของตน บทความนี้โต้แย้งว่าความหวังเช่นนั้น แม้เข้าใจได้ แต่คลาดเคลื่อนทั้งในเชิงประจักษ์และเชิงปรัชญา
ประวัติศาสตร์การเมืองโลกชี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า อำนาจภายนอกอาจเปลี่ยนดุลกำลังหรือโค่นล้มรัฐบาลเดิมได้ก็จริง แต่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนไม่เคยเกิดจากการ “นำเข้า” มันเกิดจากพลังทางการเมืองของประชาชนภายในประเทศเอง บทความเชื่อมข้อถกเถียงนี้เข้ากับ ทฤษฎีมดแดงล้มช้าง ซึ่งอธิบายว่าพลังที่แท้จริงของประชาชนไม่ได้อยู่ที่ความแข็งแกร่งรายบุคคล แต่อยู่ที่ความสามารถในการรวมตัว สร้างความชอบธรรม และถอนความร่วมมือจากผู้กดขี่ จนเปลี่ยนสมดุลอำนาจจากภายใน และเสนอกรอบ อริยสัจสี่แห่งการปลดปล่อย ซึ่งวางประชาชนไว้ในฐานะ “นิโรธ” คือเป็นทั้งหนทางดับทุกข์และผู้ลงมือดับทุกข์นั้นด้วยตนเอง
บทที่ ๑ความหวังที่เก่าแก่ที่สุดของผู้ถูกกดขี่
มีความหวังชนิดหนึ่งที่ปรากฏซ้ำในประวัติศาสตร์ของทุกชนชาติที่เคยตกอยู่ใต้แอกของอำนาจที่ตนไม่อาจต้านทาน นั่นคือความหวังว่าจะมีใครสักคนเดินทางมาช่วย บางยุคผู้คนรอจักรพรรดิผู้เมตตา บางยุครอกองทัพต่างชาติ บางยุครอมหาอำนาจ และในยุคของเรา หลายคนรอมติของประชาคมโลกหรือการแทรกแซงของชาติที่เข้มแข็งกว่า
ความหวังเช่นนี้มิใช่เรื่องไร้เหตุผล เมื่อมนุษย์รู้สึกว่าตนเล็กและอ่อนแอเมื่อเทียบกับโครงสร้างอำนาจที่กดทับอยู่ การมองหาพลังจากภายนอกย่อมเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของจิตใจที่เหนื่อยล้า ผู้คนภายใต้ระบอบเผด็จการมักรู้สึกว่าปัญหานั้นใหญ่เกินกำลังของตน ราวกับว่าระบอบที่ครอบงำพวกเขาเป็นภูเขาที่ไม่มีวันเคลื่อน และในความรู้สึกเช่นนั้น การฝากความหวังไว้กับผู้ที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าจึงกลายเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่จะนึกได้
ทว่าปัญหาก็คือ ประวัติศาสตร์แทบไม่เคยรับรองความหวังเช่นนี้ คำสัญญาของผู้ปลดปล่อยจากภายนอกมักจบลงด้วยภาพที่ต่างไปจากที่ฝันไว้ บางครั้งระบอบเก่าถูกโค่นจริง แต่สิ่งที่ตามมามิใช่เสรีภาพ หากเป็นความวุ่นวาย สงครามกลางเมือง หรือการพึ่งพารูปแบบใหม่ที่บางคราวหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม หนังสือเล่มเล็กนี้จึงเริ่มต้นจากคำถามที่เรียบง่ายแต่สะเทือนรากฐาน นั่นคือ หากประชาธิปไตยไม่อาจถูกมอบให้ได้ ใครเล่าคือผู้ที่ต้องสร้างมันขึ้นมา และเหตุใดผู้นั้นจึงต้องเป็นประชาชนเอง
ข้อเสนอหลักของหนังสือเล่มนี้มีสามชั้นซ้อนกัน ชั้นแรกเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่า มหาอำนาจไม่เคยเข้ามาเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยล้วน ๆ ชั้นที่สองเป็นข้อสรุปเชิงทฤษฎีว่า ระบอบหนึ่งอาจถูกโค่นจากภายนอกได้ แต่ประชาธิปไตยเติบโตได้จากภายในเท่านั้น และชั้นที่สามซึ่งลึกที่สุด เป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาว่า การปลดปล่อยที่แท้จริงเริ่มต้นจากการที่ประชาชนตระหนักว่าตนเองมิใช่เพียงเหยื่อของปัญหา แต่คือส่วนหนึ่งของทางออก หรือในภาษาธรรม คือเป็น นิโรธ เสียเอง
บทที่ ๒มายาคติของ “ผู้ปลดปล่อย”
มายาคติของผู้ปลดปล่อยมีพลังเพราะมันปลอบประโลมความเจ็บปวดของผู้ถูกกดขี่ได้ดี มันบอกว่าความทุกข์ของเราไม่ใช่ความผิดของเรา และวันหนึ่งจะมีพลังที่ยิ่งใหญ่กว่ามาจัดการแทน ความคิดเช่นนี้ปลดเปลื้องภาระทางใจชั่วคราว แต่ในระยะยาวมันกลับสร้างกับดักที่ร้ายแรง เพราะมันค่อย ๆ ฝึกให้ผู้คนเชื่อว่าชะตากรรมของตนอยู่ในมือของผู้อื่นเสมอ
นักจิตวิทยาเรียกภาวะทำนองนี้ว่า “ความสิ้นหวังที่เรียนรู้มา” (learned helplessness) อันเป็นสภาวะที่สิ่งมีชีวิตซึ่งเคยเผชิญความเจ็บปวดที่ควบคุมไม่ได้ซ้ำ ๆ จะเลิกพยายามหลีกหนี แม้ในภายหลังหนทางหลบเลี่ยงจะเปิดอยู่ตรงหน้า (Seligman, 1975) ในทางการเมือง ระบอบกดขี่ที่ยืนยาวมักผลิตภาวะเช่นนี้โดยเจตนา มันต้องการให้พลเมืองเชื่อว่าการต่อต้านไร้ประโยชน์ ว่าทุกการลุกขึ้นยืนจะจบลงด้วยการปราบปราม และว่าทางเลือกเดียวที่เหลือคือการก้มหน้ายอมรับหรือรอคอยปาฏิหาริย์จากภายนอก เมื่อใดที่ประชาชนเชื่อเช่นนั้น ระบอบก็ได้รับชัยชนะที่ลึกที่สุดแล้ว เพราะมันได้ครอบครองมิใช่เพียงร่างกาย แต่ครอบครองจินตนาการของผู้คนเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นไปได้
การรอผู้ปลดปล่อยจึงเป็นมากกว่ายุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด มันคืออาการของบาดแผลทางการเมืองที่ระบอบกดขี่จงใจสร้างขึ้น และตราบใดที่ประชาชนยังจินตนาการว่าอำนาจในการเปลี่ยนแปลงต้องมาจากที่อื่นเสมอ พวกเขาก็ยังคงมอบกุญแจแห่งอนาคตของตนไว้ในมือของผู้ที่ไม่เคยให้สัญญาอย่างจริงใจว่าจะใช้กุญแจนั้นเพื่อใคร
บทที่ ๓มหาอำนาจไม่เคยเดินทางมาด้วยอุดมคติเพียงลำพัง
เพื่อจะเข้าใจว่าเหตุใดผู้ปลดปล่อยจากภายนอกจึงไม่ใช่คำตอบ เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่ารัฐต่าง ๆ ในเวทีระหว่างประเทศประพฤติตนอย่างไร สำนักคิดสัจนิยม (realism) ในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศวางหลักไว้อย่างเย็นชาแต่ตรงไปตรงมาว่า รัฐดำเนินนโยบายตามผลประโยชน์แห่งชาติของตน มิใช่ตามอุดมคติทางศีลธรรม ฮันส์ มอร์เกินทาว (Morgenthau, 1948) เสนอว่าการเมืองระหว่างประเทศคือการต่อสู้เพื่ออำนาจ และผู้นำที่ฉลาดย่อมคิดในกรอบของผลประโยชน์ที่นิยามด้วยอำนาจเป็นสำคัญ ส่วนจอห์น เมียร์ไชเมอร์ (Mearsheimer, 2001) ขยายความว่าในระบบระหว่างประเทศที่ไร้องค์อธิปัตย์สูงสุด มหาอำนาจย่อมแสวงหาความมั่นคงด้วยการเพิ่มพูนอำนาจของตนอยู่เสมอ
หากกรอบเช่นนี้เป็นจริง ผลที่ตามมาก็ชัดเจน เมื่อมหาอำนาจเข้าไปแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนระบอบในประเทศใด เป้าหมายแรกของพวกเขามักมิใช่การสถาปนาประชาธิปไตย แต่คือการสร้างระเบียบทางการเมืองที่สอดคล้องกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของตน นี่อธิบายว่าเหตุใดสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อังกฤษ และฝรั่งเศส จึงล้วนเคยสนับสนุนทั้งรัฐบาลประชาธิปไตยและรัฐบาลเผด็จการในห้วงเวลาต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับว่าใครตอบสนองผลประโยชน์ของพวกเขาได้ดีกว่าในขณะนั้น ความสม่ำเสมอเพียงอย่างเดียวในนโยบายเหล่านี้มิใช่อุดมการณ์ แต่คือการคำนวณผลประโยชน์
กรณีของอิหร่านเองคือบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดในเรื่องนี้ ใน พ.ศ. ๒๔๙๖ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรีโมฮัมหมัด โมซัดเดก ถูกโค่นล้มด้วยรัฐประหารที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐและอังกฤษมีส่วนสนับสนุน เพราะเขาเดินหน้ายึดกิจการน้ำมันเป็นของชาติ ผลคือการคืนอำนาจเต็มแก่พระเจ้าชาห์ ปาห์ลาวี และระบอบเผด็จการที่ตามมายาวนานกว่าสองทศวรรษ ความขมขื่นจากการแทรกแซงครั้งนั้นเองที่กลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของการปฏิวัติอิสลามใน พ.ศ. ๒๕๒๒ ประวัติศาสตร์บทนี้สอนว่า มหาอำนาจที่เคยถูกเรียกร้องให้มาช่วย อาจเป็นมหาอำนาจเดียวกับที่เคยพรากประชาธิปไตยไปก่อนหน้า และความทรงจำเช่นนี้ไม่เคยจางหายไปจากจิตสำนึกของชาติ
ประเด็นในที่นี้มิใช่การประณามชาติใดชาติหนึ่งเป็นการเฉพาะ หากแต่เป็นการเตือนให้เห็นธรรมชาติของอำนาจระหว่างรัฐ ผู้ที่หวังพึ่งมหาอำนาจเพื่อปลดปล่อยประเทศของตนจึงต้องตอบคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เมื่อระบอบเก่าล้มแล้ว ใครจะเป็นผู้กำหนดว่าอะไรจะมาแทนที่ หากคำตอบคือผู้ที่เดินทางมาช่วย มิใช่ประชาชนเอง การปลดปล่อยนั้นก็เป็นเพียงการเปลี่ยนเจ้าของอำนาจ มิใช่การคืนอำนาจให้แก่ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง
บทที่ ๔ระบอบถูกโค่นได้จากภายนอก แต่ประชาธิปไตยเติบโตได้จากภายในเท่านั้น
หัวใจของข้อโต้แย้งในหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การแยกแยะสองสิ่งที่มักถูกสับสนปนเปกัน นั่นคือความแตกต่างระหว่าง “การล้มระบอบ” กับ “การสร้างประชาธิปไตย” การล้มระบอบเป็นเหตุการณ์ มันอาจเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่ชั่วโมง ส่วนการสร้างประชาธิปไตยเป็นกระบวนการ ที่อาจกินเวลาหลายทศวรรษและไม่เคยเสร็จสิ้นอย่างถาวร เมื่อเราสับสนระหว่างสองสิ่งนี้ เราจึงเข้าใจผิดว่าเพียงกำจัดผู้ปกครองคนเก่าได้ เสรีภาพก็จะผลิบานขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ความจริงตรงข้ามโดยสิ้นเชิง
ดังควาร์ต รุสโทว์ (Rustow, 1970) ในงานบุกเบิกว่าด้วยพลวัตของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ชี้ว่าประชาธิปไตยมิได้เกิดจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจหรือวัฒนธรรมที่ลงตัวล่วงหน้า แต่เกิดจากกระบวนการต่อรอง การปรับตัว และการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความขัดแย้งของกลุ่มพลังภายในสังคมเอง ขณะที่กิเยร์โม โอดอนเนลล์ และฟิลิปป์ ชมิตเทอร์ (O’Donnell & Schmitter, 1986) อธิบายว่าการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนนั้นขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายในระบอบเดิมกับฝ่ายต่อต้าน ซึ่งเป็นพลวัตภายในที่ผู้แทรกแซงจากภายนอกไม่อาจลอกเลียนหรือบังคับให้เกิดได้
ฮวน ลินซ์ และอัลเฟรด สเตปัน (Linz & Stepan, 1996) เสริมต่อด้วยแนวคิดเรื่อง “การลงหลักปักฐานของประชาธิปไตย” (democratic consolidation) ว่าประชาธิปไตยจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อมันกลายเป็น “กติกาเดียวที่ทุกฝ่ายยอมเล่นด้วย” อย่างฝังลึกทั้งในเชิงพฤติกรรม ทัศนคติ และรัฐธรรมนูญ สภาวะเช่นนี้ไม่อาจสถาปนาได้ด้วยกองกำลังต่างชาติหรือมติขององค์การระหว่างประเทศ เพราะมันต้องอาศัยการที่ผู้คนในสังคมนั้น ๆ เปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับอำนาจและการอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง
ในระดับที่ลึกกว่านั้น โรเบิร์ต พัตนัม (Putnam, 1993) แสดงให้เห็นจากการศึกษาเปรียบเทียบในอิตาลีว่า คุณภาพของประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับ “ทุนทางสังคม” อันได้แก่เครือข่ายความไว้วางใจ ความร่วมมือ และวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของพลเมือง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่สั่งสมจากภายในชุมชนเองตลอดหลายชั่วอายุคน เครือข่ายเช่นนี้ องค์กรภาคประชาชน สื่อที่เป็นอิสระ พรรคการเมืองที่หยั่งราก และผู้นำทางสังคมที่ได้รับความเชื่อถือ คือโครงสร้างพื้นฐานที่แท้จริงของประชาธิปไตย และไม่มีมหาอำนาจใดในโลกสร้างสิ่งเหล่านี้ให้แก่ชาติอื่นได้ หากประชาชนในชาตินั้นไม่ได้ลงมือสร้างมันขึ้นมาเอง
เสรีภาพมิได้เกิดในรัฐที่เข้มแข็งล้นเกินจนกดทับสังคม และก็มิได้เกิดในสังคมที่เข้มแข็งล้นเกินจนรัฐล่มสลาย หากเกิดในช่องแคบที่รัฐและสังคมถ่วงดุลกันและกัน — และช่องแคบนั้นต้องประคองด้วยมือของประชาชนเอง เรียบเรียงจากแนวคิดใน Acemoglu & Robinson (2019), The Narrow Corridor
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศหลังการแทรกแซงจากภายนอกสามารถโค่นล้มระบอบเดิมได้ แต่กลับไม่อาจสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงตามมา เพราะกองทัพต่างชาติเปลี่ยนผู้ครองอำนาจได้ แต่เปลี่ยนวัฒนธรรมการเมืองไม่ได้ มติระหว่างประเทศร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่ปลูกความไว้วางใจระหว่างพลเมืองไม่ได้ และเงินช่วยเหลือสร้างสถาบันบนกระดาษได้ แต่ทำให้ผู้คนเชื่อมั่นในสถาบันเหล่านั้นไม่ได้ สิ่งที่ขาดหายไปเสมอในการปลดปล่อยจากภายนอก คือสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด นั่นคือเจตจำนงและความสามารถของประชาชนที่ฝึกฝนมาแล้วในการปกครองตนเอง
บทที่ ๕ทฤษฎีมดแดงล้มช้าง: กายวิภาคของอำนาจที่กระจัดกระจาย
หากระบอบไม่อาจถูกล้มอย่างยั่งยืนจากภายนอก คำถามที่ตามมาคือ แล้วประชาชนซึ่งดูเล็กและอ่อนแอจะล้มมันได้อย่างไร คำตอบอยู่ในภาพเปรียบที่เป็นแกนกลางของหนังสือเล่มนี้ นั่นคือภาพของมดแดงกับช้าง
มดแดงตัวหนึ่งไม่มีทางต่อกรกับช้างได้เลย ช้างแข็งแรงกว่ามดแดงทุกตัวอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ช้างไม่อาจเอาชนะมดแดง “ทั้งรัง” ได้ ความลับของเรื่องนี้อยู่ที่ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับธรรมชาติของอำนาจ ทฤษฎีมดแดงล้มช้าง เสนอว่าอำนาจมิใช่คุณสมบัติที่ผู้ปกครองครอบครองไว้ในตัวเองดุจสมบัติที่เก็บในคลัง หากเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ถูกปกครองหล่อเลี้ยงอยู่ทุกขณะ อำนาจของช้างจึงมิได้อยู่ที่งวงหรือเท้าของมันโดยลำพัง แต่อยู่ที่การที่มดแดงทั้งหลายยังคงยอมหลีกทางให้มันเดินต่อไป
ข้อเสนอนี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับทฤษฎีอำนาจเชิงยินยอม (consent theory of power) ของยีน ชาร์ป (Sharp, 1973) ผู้วางรากฐานการศึกษาอารยะขัดขืนสมัยใหม่ ชาร์ปชี้ว่าอำนาจของผู้ปกครองทุกคน ไม่ว่าจะดูเด็ดขาดเพียงใด ล้วนพึ่งพิงแหล่งที่มาที่จับต้องได้ อันได้แก่ความชอบธรรม ความจงรักภักดีของข้าราชการและกองทัพ ทักษะและความรู้ของผู้ใต้บังคับบัญชา ทรัพยากร และความสามารถในการลงโทษ ทุกแหล่งเหล่านี้สุดท้ายแล้วต้องอาศัย “ความร่วมมือ” ของผู้คนจำนวนมากที่เลือกจะเชื่อฟัง เมื่อใดที่ความร่วมมือนั้นถูกถอนออกอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง ผู้ปกครองก็จะพบว่าอำนาจที่เคยดูไร้ขีดจำกัดนั้นเริ่มสลายจากภายใน ดังที่ชาร์ปเสนอไว้ในงานชิ้นสำคัญว่าด้วยเส้นทางจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย ว่าการถอนความยินยอมอย่างมียุทธศาสตร์ คือศาสตราที่ทรงพลังที่สุดของผู้ไร้อาวุธ (Sharp, 2010)
สิ่งที่เคยเป็นเพียงภาพเปรียบเชิงปรัชญา บัดนี้มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับอย่างหนักแน่น เอริกา เชโนเวธ และมาเรีย สเตฟาน (Chenoweth & Stephan, 2011) ศึกษาการรณรงค์ทางการเมืองกว่าสามร้อยกรณีทั่วโลกในช่วงกว่าศตวรรษ และพบข้อสรุปที่พลิกความเข้าใจเดิม นั่นคือการรณรงค์แบบสันติวิธีประสบความสำเร็จในอัตราที่สูงกว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธเกือบเท่าตัว เหตุผลสำคัญคือ ขบวนการสันติวิธีเปิดประตูให้ผู้คนหลากหลายเข้าร่วมได้ ทั้งคนชรา ผู้หญิง เด็ก และผู้ที่ไม่ประสงค์จะจับอาวุธ การมีส่วนร่วมที่กว้างขวางนี้เองที่ทำให้ขบวนการสามารถถอนเสาค้ำยันของระบอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาในเวลาต่อมา เชโนเวธ (Chenoweth, 2021) ยังเสนอข้อค้นพบที่ลือลั่นว่า ไม่มีการรณรงค์ใดในข้อมูลที่ล้มเหลว เมื่อสามารถระดมการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของประชากรได้ถึงร้อยละ ๓.๕ ตัวเลขนี้คือรูปธรรมของคำกล่าวที่ว่ามดแดงทั้งรังย่อมล้มช้างได้
จนกระทั่งวันที่ประชาชนจำนวนมากพอ หยุดให้ความร่วมมือ
ทฤษฎีมดแดงล้มช้างจึงมิได้บอกว่าประชาชนต้องกลายเป็นช้างเสียเองเพื่อจะสู้กับช้าง แต่บอกว่าประชาชนต้องเข้าใจธรรมชาติที่แท้ของตน ว่าพลังของมดแดงมิได้อยู่ที่ขนาดของแต่ละตัว แต่อยู่ที่จำนวน การประสานงาน ความชอบธรรม และความอดทนที่ยืนระยะได้ยาวนาน นี่คือเหตุผลที่ระบอบกดขี่กลัวการรวมตัวของประชาชนยิ่งกว่ากลัวอาวุธใด ๆ เพราะมันรู้ดีว่าเมื่อมดแดงรู้ตัวว่าตนเป็นรังเดียวกัน ช้างก็เริ่มสูญเสียพลังนับแต่บัดนั้น
บทที่ ๖อริยสัจสี่แห่งการปลดปล่อย: เมื่อประชาชนคือนิโรธ
ถึงจุดนี้ เราอาจวางข้อถกเถียงทั้งหมดลงบนฐานปรัชญาที่ลึกและใกล้ตัวคนไทยที่สุด นั่นคือหลักอริยสัจสี่ ซึ่งเป็นแก่นของการวิเคราะห์ทุกข์และการดับทุกข์ในพุทธธรรม น่าสนใจว่าเมื่อนำหลักนี้มาส่องการเมืองของการปลดปล่อย เราจะพบว่ามันให้กรอบที่คมชัดยิ่งกว่าทฤษฎีตะวันตกใด ๆ เพราะมันมิได้หยุดอยู่ที่การวิเคราะห์โครงสร้างภายนอก แต่ชี้ตรงไปที่ตำแหน่งของผู้ทุกข์เองในกระบวนการดับทุกข์นั้น
ในความหมายแรก ทุกข์ คือสภาพการอยู่ภายใต้ระบอบกดขี่ที่ต้องยอมรับอย่างซื่อตรงว่ามันเป็นความทุกข์จริง มิใช่สิ่งที่ควรทำใจให้ชินหรือมองข้าม การยอมรับทุกข์อย่างตรงไปตรงมานี้เองคือก้าวแรกที่ขาดไม่ได้ เพราะระบอบกดขี่มักอยู่รอดได้ด้วยการทำให้ผู้คนเชื่อว่าความทุกข์ของตนเป็นเรื่องปกติธรรมดา หรือเป็นความผิดของตนเองเสียด้วยซ้ำ
ในความหมายที่สอง สมุทัย คือเหตุแห่งทุกข์ และนี่คือจุดที่หลักธรรมเผยความคมที่สุด เพราะนอกจากความกดขี่ของผู้ปกครองซึ่งเป็นเหตุภายนอกที่เห็นได้ชัดแล้ว ยังมีเหตุภายในที่ละเอียดกว่า นั่นคือ ตัณหาชนิดหนึ่งของผู้ถูกกดขี่เอง อันได้แก่ความอยากให้มีผู้อื่นมาดับทุกข์ให้ ความปรารถนาที่จะได้เสรีภาพโดยมิต้องลงแรง และการมอบความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของตนไว้ในมือของผู้ปลดปล่อยจากภายนอก การชี้เช่นนี้มิใช่การกล่าวโทษเหยื่อ หากเป็นการคืนศักดิ์ศรีและอำนาจให้แก่เหยื่อ เพราะตราบใดที่เรายังเชื่อว่าเหตุแห่งทุกข์อยู่ที่ผู้อื่นทั้งหมด เราก็ยอมรับโดยปริยายว่าทางดับทุกข์ก็อยู่ในมือผู้อื่นเช่นกัน
ในความหมายที่สาม นิโรธ คือความดับทุกข์ และนี่คือหัวใจของข้อเสนอทั้งเล่ม เพราะในกรอบนี้ ประชาชนมิได้เป็นเพียงผู้รอรับนิโรธจากภายนอก หากประชาชน “คือ” นิโรธเสียเอง ความดับแห่งระบอบกดขี่มิได้อยู่ที่ใดที่หนึ่งไกลออกไป แต่อยู่ในการตัดสินใจร่วมกันของผู้คนที่จะถอนความร่วมมือ หยุดหล่อเลี้ยงอำนาจที่กดทับตน และลุกขึ้นปกครองตนเอง นี่คือความหมายที่ลึกที่สุดของคำว่ามดแดงล้มช้าง คือการที่ผู้ทุกข์ตระหนักว่าตนมิใช่เพียงผู้แบกทุกข์ แต่เป็นที่ตั้งของความดับทุกข์นั้นด้วย
และในความหมายที่สี่ มรรค คือหนทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับ ซึ่งสอนเราว่าการปลดปล่อยมิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการฝึกฝนที่ต้องอาศัยวินัย ความเพียร และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมรรคมีองค์แปดที่ครอบคลุมทั้งความเห็น ความคิด การกระทำ และการตั้งใจมั่น เส้นทางการปลดปล่อยก็ต้องอาศัยการสั่งสมทั้งความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอำนาจ การจัดตั้งองค์กร การสร้างความไว้วางใจ และความอดทนที่ยืนระยะ มรรคในความหมายนี้คือสิ่งเดียวกับ “กระบวนการ” ที่นักทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านพูดถึง เพียงแต่หลักธรรมเตือนเราเพิ่มเติมว่า ผู้ที่จะเดินบนมรรคได้ ต้องเป็นผู้เดินด้วยเท้าของตนเองเท่านั้น
| อริยสัจ | ในมิติของการปลดปล่อยตนเอง |
|---|---|
| ทุกข์ | สภาพการอยู่ใต้ระบอบกดขี่ ที่ต้องยอมรับอย่างซื่อตรงว่าเป็นทุกข์จริง มิใช่เรื่องปกติที่ต้องทำใจ |
| สมุทัย | เหตุแห่งทุกข์ ทั้งความกดขี่ภายนอก และตัณหาภายในที่อยากให้ผู้อื่นมาดับทุกข์แทน จนละทิ้งอำนาจของตน |
| นิโรธ | ความดับทุกข์ ซึ่งมิได้อยู่ที่อื่น หากอยู่ที่ประชาชนเอง ผู้เป็นทั้งที่ตั้งและผู้ลงมือดับทุกข์นั้น |
| มรรค | หนทางปฏิบัติ คือการพึ่งตน ฝึกฝน จัดตั้ง สร้างความไว้วางใจ และถอนความร่วมมือจากผู้กดขี่อย่างมีวินัยและต่อเนื่อง |
พุทธธรรมยังมอบประโยคหนึ่งที่อาจเป็นคำขวัญที่ดีที่สุดของขบวนการปลดปล่อยทุกยุค นั่นคือพุทธพจน์ที่ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” (ขุททกนิกาย ธรรมบท, อัตตวรรค) ประโยคนี้มิได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากผู้อื่นโดยสิ้นเชิง หากแต่จัดวางลำดับไว้อย่างชัดเจนว่า ที่พึ่งสุดท้ายและที่พึ่งแรกเริ่มของมนุษย์คือตัวเขาเอง เมื่อนำมาใช้กับการเมือง มันหมายความว่าความช่วยเหลือจากภายนอกอาจมาเสริม แต่ไม่อาจมาแทน และผู้ที่ยังไม่ได้เป็นที่พึ่งแห่งตน ย่อมไม่อาจรักษาเสรีภาพที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ไว้ได้นาน
เมื่อมองเช่นนี้ ข้อค้นพบเชิงประจักษ์ของรัฐศาสตร์ตะวันตกกับภูมิปัญญาของพุทธธรรมจึงบรรจบกันที่ความจริงเดียว เพียงแต่กล่าวคนละภาษา รัฐศาสตร์บอกว่าประชาธิปไตยต้องเกิดจากภายใน ส่วนธรรมบอกว่านิโรธอยู่ในตัวผู้ทุกข์เอง ทั้งสองกำลังชี้ไปยังสัจจะข้อเดียวกันว่า การปลดปล่อยที่แท้จริงคือการปลดปล่อยที่ผู้ถูกกดขี่ลงมือกระทำด้วยตนเอง
บทที่ ๗กับดักของผู้ช่วยเหลือ: เหตุใดมดแดงจึงต้องล้มช้างด้วยตนเอง
หากมดแดงเลือกที่จะเรียกสัตว์ตัวอื่นที่ใหญ่กว่ามาล้มช้างแทน ปัญหาใหม่จะเกิดขึ้นทันทีที่ช้างล้มลง นั่นคือผู้ที่มาช่วยอาจกลายเป็นผู้กำหนดอนาคตแทนประชาชนเสียเอง ตรรกะนี้เรียบง่ายแต่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะผู้ที่ลงทุนลงแรงในการเปลี่ยนแปลงย่อมคาดหวังผลตอบแทน และเมื่อผู้นั้นถือกำลังที่เหนือกว่าไว้ในมือ ความคาดหวังของเขาก็ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าเจตจำนงของประชาชนที่อ่อนแรงจากการพึ่งพา
ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยตัวอย่างของชาติที่หลุดพ้นจากการครอบงำรูปแบบหนึ่ง เพียงเพื่อจะเข้าสู่การพึ่งพาอีกรูปแบบหนึ่ง บางชาติเปลี่ยนเจ้าอาณานิคมเป็นเจ้าหนี้ บางชาติเปลี่ยนทรราชในประเทศเป็นผู้อุปถัมภ์จากต่างแดน และบางชาติพบว่าหลังการแทรกแซง อธิปไตยของตนกลายเป็นเพียงนามธรรมบนกระดาษ ขณะที่การตัดสินใจสำคัญ ๆ ถูกกำหนดจากเมืองหลวงอื่น ในทุกกรณีเหล่านี้ รูปแบบของการกดขี่เปลี่ยนไป แต่แก่นของปัญหายังคงอยู่ นั่นคือประชาชนยังมิได้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของตนอย่างแท้จริง
นี่คือเหตุผลที่การปลดปล่อยที่ยั่งยืนจึงมิใช่การเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง แต่คือการเปลี่ยน “เจ้าของ” อำนาจอธิปไตย จากคนกลุ่มเล็กกลับคืนสู่ประชาชน และการเปลี่ยนถ่ายเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนเป็นผู้ลงมือเอง เพราะอำนาจที่ได้มาจากการต่อสู้ของตน ย่อมเป็นอำนาจที่ตนรู้คุณค่าและพร้อมจะปกป้อง ส่วนอำนาจที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ ย่อมเป็นอำนาจที่ผู้นั้นอาจเรียกคืนได้ในวันใดวันหนึ่ง การที่มดแดงต้องล้มช้างด้วยตนเองจึงมิใช่เรื่องของศักดิ์ศรีเท่านั้น แต่เป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของเสรีภาพที่จะยืนยาว
บทที่ ๘บทเรียนเปรียบเทียบ: เมื่อประชาชนเป็นผู้ปลดปล่อยตนเอง
ข้อเสนอทั้งหมดนี้มิได้เป็นเพียงทฤษฎีในอุดมคติ หากมีหลักฐานรองรับจากประสบการณ์จริงของหลายชาติที่ปลดปล่อยตนเองสำเร็จด้วยพลังภายใน อินเดียได้เอกราชมิใช่เพราะมหาอำนาจใดมอบให้ แต่เพราะขบวนการอารยะขัดขืนภายใต้แนวทางสัตยาเคราะห์ของคานธี ที่ระดมผู้คนนับล้านให้ถอนความร่วมมือจากการปกครองของอังกฤษอย่างต่อเนื่องเป็นทศวรรษ จนทำให้ต้นทุนของการปกครองสูงเกินกว่าที่เจ้าอาณานิคมจะแบกรับได้
ในยุโรปตะวันออก ขบวนการโซลิดาริตีในโปแลนด์เริ่มต้นจากสหภาพแรงงานในอู่ต่อเรือ แล้วค่อย ๆ เติบโตเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่กว้างขวางจนกลายเป็นพลังที่ระบอบคอมมิวนิสต์ไม่อาจเพิกเฉยได้ การเปลี่ยนผ่านของโปแลนด์ใน พ.ศ. ๒๕๓๒ จึงเป็นผลจากการสั่งสมพลังภายในสังคมเอง มิใช่การหยิบยื่นจากภายนอก เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ ที่ประชาธิปไตยมิได้มาจากพันธมิตรทางทหาร แต่มาจากการลุกขึ้นของนักศึกษา แรงงาน และชนชั้นกลางในการประท้วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๐ ที่บีบให้ระบอบทหารต้องยอมเปิดทางสู่การเลือกตั้งโดยตรง
ไต้หวันสร้างประชาธิปไตยขึ้นจากกระบวนการเปลี่ยนผ่านภายในที่ค่อยเป็นค่อยไป ผ่านการเติบโตของขบวนการฝ่ายค้านและแรงกดดันของภาคประชาชน จนนำไปสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๕๓๙ และแอฟริกาใต้ก็โค่นระบบแบ่งแยกสีผิวลงได้ด้วยการผสานพลังของการต่อต้านภายใน การนัดหยุดงาน การรณรงค์ระหว่างประเทศ และการเจรจาที่นำโดยผู้นำของชาตินั้นเอง แม้แรงกดดันจากนานาชาติจะมีส่วนช่วย แต่หัวใจของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่เจตจำนงและการจัดตั้งของชาวแอฟริกาใต้
เส้นด้ายร่วมที่ร้อยกรณีทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันคือสิ่งเดียว ความช่วยเหลือจากภายนอกในบางกรณีเป็น “ตัวเร่ง” ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นหรือเจ็บปวดน้อยลง แต่ไม่เคยเป็น “ตัวแทน” ของพลังประชาชน ในทุกกรณีที่ประชาธิปไตยลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคง ผู้ที่ลงมือเปลี่ยนแปลงตัวจริงคือประชาชนของชาตินั้นเอง
บทที่ ๙บทเรียนสำหรับอิหร่านและทุกสังคมที่ยังรอคอย
เมื่อย้อนกลับมาที่อิหร่าน ข้อสรุปจึงปรากฏชัด หากชาวอิหร่านส่วนใหญ่ปรารถนาการเปลี่ยนแปลงระบอบอย่างแท้จริง พลังที่สำคัญที่สุดในการนั้นมิใช่กองเรือบรรทุกเครื่องบินของชาติใด มิใช่กองกำลังของพันธมิตรทางทหาร และมิใช่มติของที่ประชุมระหว่างประเทศ หากคือชาวอิหร่านเอง ผู้ที่เข้าใจสังคมของตน รู้จักรอยร้าวภายในระบอบ และสามารถสร้างความชอบธรรมให้แก่อนาคตที่พวกเขาเลือกได้ ในแบบที่ไม่มีผู้แทรกแซงจากภายนอกคนใดทำแทนได้
บทเรียนนี้มิได้จำกัดอยู่ที่อิหร่าน แต่เป็นจริงสำหรับทุกสังคมที่ยังรอคอยใครสักคนมาแก้ปัญหาที่ตนรู้สึกว่าใหญ่เกินกำลัง รวมถึงสังคมไทยเองด้วย ความรู้สึกว่าโครงสร้างอำนาจนั้นใหญ่เกินจะเปลี่ยนได้ คือบาดแผลทางการเมืองชนิดเดียวกับที่ปรากฏในทุกชาติที่ตกอยู่ใต้การกดขี่ และเช่นเดียวกัน ทางออกก็เป็นแบบเดียวกัน นั่นคือการที่ผู้คนตระหนักว่าตนมิใช่เพียงเหยื่อของปัญหา หากเป็นส่วนหนึ่งของทางแก้ เป็นนิโรธที่เดินได้ และเริ่มต้นจากการพึ่งตน ฝึกฝนตน ก่อนสิ่งอื่นใด
การพึ่งตนในที่นี้มิได้หมายถึงการปฏิเสธมิตรหรือการตัดขาดจากโลก หากหมายถึงการจัดลำดับให้ถูกต้องว่า รากฐานของการเปลี่ยนแปลงต้องหยั่งอยู่ในพลังภายในเสียก่อน แล้วจึงรับความช่วยเหลือจากภายนอกในฐานะส่วนเสริม มิใช่ส่วนแทน เมื่อรากฐานภายในมั่นคง ความช่วยเหลือใด ๆ ก็จะเสริมพลังของประชาชน แทนที่จะมาแทนที่และครอบงำในภายหลัง
บทที่ ๑๐บทสรุป: น้ำหนักของประชาชน
ประวัติศาสตร์การเมืองโลกสอนบทเรียนที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ประชาชนอาจได้รับอิสรภาพมาจากน้ำมือของผู้อื่นก็จริง แต่จะรักษาอิสรภาพนั้นไว้ไม่ได้เลย หากพวกเขาไม่ได้เป็นผู้ต่อสู้เพื่อมันด้วยตนเอง เพราะเสรีภาพที่ไม่ได้ผ่านการลงแรงสร้าง ย่อมเป็นเสรีภาพที่ไม่มีรากให้ยึดไว้ในยามพายุ
ประชาธิปไตยจึงมิใช่ของขวัญ มิใช่สินค้านำเข้า และมิใช่สิ่งที่มหาอำนาจส่งมอบให้ได้ หากเป็นผลลัพธ์ของการที่มดแดงนับล้านตัวค่อย ๆ เรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งเกี่ยวกับตนเอง นั่นคือพวกตนมีพลังมากกว่าที่เคยคิด และเมื่อถึงวันที่ความจริงนี้แผ่ซ่านไปทั่วทั้งรัง ช้างที่เคยดูยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็อาจล้มลงได้ มิใช่ด้วยกำลังของมหาอำนาจใด แต่ด้วยน้ำหนักของประชาชนเอง
นี่คือความหมายสุดท้ายของมดแดงล้มช้าง และเป็นความหมายเดียวกับที่พุทธธรรมได้กล่าวไว้นานแล้วว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน การปลดปล่อยมิได้รออยู่ที่ขอบฟ้าในรูปของผู้ช่วยเหลือ หากรออยู่ในการตัดสินใจของผู้คนธรรมดาที่จะหยุดให้ความร่วมมือกับสิ่งที่กดทับตน และลุกขึ้นเป็นเจ้าของอนาคตของตนเอง ในวันที่ผู้คนเหล่านั้นตื่นขึ้นพร้อมกัน ไม่มีช้างตัวใดในโลกที่ยืนอยู่ได้
บรรณานุกรม
Acemoglu, D., & Robinson, J. A. (2019). The narrow corridor: States, societies, and the fate of liberty. Penguin Press.
Chenoweth, E. (2021). Civil resistance: What everyone needs to know. Oxford University Press.
Chenoweth, E., & Stephan, M. J. (2011). Why civil resistance works: The strategic logic of nonviolent conflict. Columbia University Press.
Linz, J. J., & Stepan, A. (1996). Problems of democratic transition and consolidation: Southern Europe, South America, and post-communist Europe. Johns Hopkins University Press.
Mearsheimer, J. J. (2001). The tragedy of great power politics. W. W. Norton.
Morgenthau, H. J. (1948). Politics among nations: The struggle for power and peace. Alfred A. Knopf.
O’Donnell, G., & Schmitter, P. C. (1986). Transitions from authoritarian rule: Tentative conclusions about uncertain democracies. Johns Hopkins University Press.
Putnam, R. D. (1993). Making democracy work: Civic traditions in modern Italy. Princeton University Press.
Rustow, D. A. (1970). Transitions to democracy: Toward a dynamic model. Comparative Politics, 2(3), 337–363.
Seligman, M. E. P. (1975). Helplessness: On depression, development, and death. W. H. Freeman.
Sharp, G. (1973). The politics of nonviolent action. Porter Sargent.
Sharp, G. (2010). From dictatorship to democracy: A conceptual framework for liberation (4th U.S. ed.). The Albert Einstein Institution. (ต้นฉบับตีพิมพ์ พ.ศ. 2536)