SR-010 · ธรรมาภิบาลการคลังสาธารณะ ว่าด้วยงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

SR-010 · ธรรมาภิบาลการคลังสาธารณะ — People's Research

People's Research · สถาบันวิจัยประชาชน · การคลังสาธารณะ

SR-010 · v1.0

ธรรมาภิบาลการคลังสาธารณะ

งบประมาณส่วนราชการในพระองค์ โครงสร้างการกำกับ และมาตรฐานความโปร่งใส — บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบตามหลักการตรวจสอบเงินแผ่นดิน

ประเภทเอกสารรายงานพิเศษ (งานอ้างอิงมีชีวิต)
ขอบเขตเวลาพ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๐
รุ่นเอกสารVersion 1.0 — กรกฎาคม ๒๕๖๙
เรียบเรียงเสน่ห์ ถิ่นแสน (เพียงดิน รักไทย)
ขอบเขตและวินัยของรายงาน: เอกสารนี้วิเคราะห์ "การคลังสาธารณะ" — เงินงบประมาณแผ่นดินที่ผ่านการอนุมัติของรัฐสภา และโครงสร้างกฎหมายที่กำกับดูแล — ตามหลักการเดียวกับที่ใช้ตรวจสอบทุกหน่วยรับงบประมาณ รายงานยึดเอกสารทางการ (พ.ร.บ.งบประมาณ ราชกิจจานุเบกษา รายงานรัฐสภา) เป็นหลัก แยกชัดระหว่างตัวเลขทางการกับการประเมินของแหล่งภายนอก และมุ่งที่ "กระบวนการและความโปร่งใส" ไม่ใช่การประเมินความมั่งคั่งส่วนบุคคล

บันทึกบรรณาธิการ

การตรวจสอบเงินแผ่นดินคือหน้าที่ปกติของพลเมือง ไม่ใช่การล่วงละเมิด

ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ มีหลักการพื้นฐานข้อหนึ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน นั่นคือ เงินที่มาจากภาษีของประชาชนและผ่านการอนุมัติของรัฐสภา ย่อมต้องตรวจสอบได้ ไม่ว่าเงินนั้นจะถูกจัดสรรให้หน่วยงานใด หลักการนี้ไม่ได้ตั้งคำถามกับสถานะหรือเกียรติของผู้รับ แต่ตั้งคำถามกับ "กระบวนการ" ที่เงินสาธารณะถูกใช้

รายงานฉบับนี้จึงเดินอยู่บนเส้นทางที่แคบและชัดเจน เราไม่วิเคราะห์ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ไม่ประเมินความมั่งคั่งรวม และไม่ตั้งข้อสงสัยเรื่องแรงจูงใจของบุคคลใด สิ่งที่เราทำคือสิ่งที่นักวิชาการด้านการคลัง องค์กรตรวจเงินแผ่นดิน และรัฐสภาของประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกทำเป็นปกติ นั่นคือ ติดตามว่างบประมาณแผ่นดินถูกจัดสรรอย่างไร แนวโน้มเป็นเช่นไร และระบบการตรวจสอบมีความโปร่งใสเพียงพอตามมาตรฐานสากลหรือไม่

คำถามหลักของรายงาน

เราไม่ถามว่า "สถาบันควรได้รับงบประมาณหรือไม่" เพราะทุกประมุขของรัฐย่อมมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เราถามคำถามเชิงกระบวนการที่ตรวจสอบได้ว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับส่วนราชการในพระองค์มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอยู่ภายใต้กลไกความรับผิดชอบ (accountability) ในระดับเดียวกับที่ประเทศประชาธิปไตยอื่นใช้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ของตนหรือไม่

เหตุผลที่คำถามนี้สำคัญ ไม่ใช่เพราะเราสงสัยในสิ่งใด แต่เพราะความโปร่งใสคือรากฐานของความไว้วางใจ ในประเทศที่ระบบตรวจสอบเข้มแข็ง การเปิดเผยข้อมูลการคลังของสถาบันกลับ เสริม ความชอบธรรมและความศรัทธา ไม่ได้บั่นทอน ดังที่เราจะเห็นจากกรณีของสหราชอาณาจักรในบทท้าย ๆ รายงานนี้จึงเสนอด้วยเจตนาที่สร้างสรรค์ คือเพื่อให้การอภิปรายสาธารณะเรื่องการคลังของรัฐ ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและมาตรฐานสากล มากกว่าความรู้สึกหรือการคาดเดา

โครงสร้างรายงาน

สารบัญ

มาตรฐานหลักฐาน

ระดับความเชื่อมั่นและการแยกประเภทข้อมูล

ทุกข้ออ้างในรายงานกำกับด้วยระดับความเชื่อมั่น เพื่อให้ผู้อ่านแยกได้ว่าสิ่งใดคือตัวเลขจากเอกสารทางการ สิ่งใดคือการรวบรวมของภาคประชาสังคม และสิ่งใดยังต้องตรวจสอบต่อ

ทางการ เอกสาร พ.ร.บ.งบประมาณ / ราชกิจจานุเบกษา / รายงานรัฐสภา รวบรวมแล้ว การประมวลของ iLaw / ประชาไท จากเอกสารทางการ อภิปราย คำอภิปรายในสภา / ยังไม่ยืนยันซ้ำ ต้องตรวจต่อ ประมาณการหรือข้อสังเกตที่ต้องวิจัยเพิ่ม
เส้นที่รายงานนี้ไม่ข้าม

รายงานนี้ ไม่ ประเมินมูลค่าทรัพย์สินส่วนบุคคล ไม่คำนวณ "ความมั่งคั่งรวม" และไม่ใช้ตัวเลขประเมินจากแหล่งที่ไม่เป็นทางการ เพราะข้อมูลประเภทนั้นตรวจสอบไม่ได้และอยู่นอกขอบเขตของการตรวจสอบการคลังสาธารณะ เราวิเคราะห์เฉพาะเงินงบประมาณแผ่นดินและโครงสร้างกฎหมายที่เป็นเอกสารเปิดเผย

ภาค ๑ · บทที่ ๑

เหตุใดการตรวจสอบการคลังจึงเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย

คำถามนำ: อำนาจในการตรวจสอบเงินแผ่นดินมีที่มาอย่างไร และเหตุใดจึงใช้กับทุกหน่วยงานโดยไม่มีข้อยกเว้น

หลักการที่ว่ารัฐสภาต้องควบคุมการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน เป็นหัวใจของระบอบรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่กำเนิด แนวคิด "ไม่มีการเก็บภาษีโดยปราศจากการมีผู้แทน" และหลักที่ว่าฝ่ายบริหารต้องขออนุมัติงบประมาณจากสภา คือกลไกที่แปลงอำนาจของประชาชนให้เป็นการควบคุมที่เป็นรูปธรรม เมื่อเงินก้อนใดผ่านกระบวนการงบประมาณแผ่นดิน เงินก้อนนั้นย่อมอยู่ภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อสาธารณะโดยอัตโนมัติ

ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญกำหนดให้การจ่ายเงินแผ่นดินต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณ และมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ หลักการนี้ไม่มีข้อยกเว้นตามสถานะของหน่วยรับงบ ทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ เมื่อรับเงินงบประมาณ ย่อมอยู่ในระบบเดียวกัน การตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสของงบประมาณจึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติหรือการจ้องโจมตี แต่คือการบังคับใช้หลักการเดียวกันอย่างเสมอภาค

  • เงินงบประมาณแผ่นดินทุกบาทมาจากภาษีและการกู้ยืมในนามของประชาชน จึงมีสถานะเป็น "เงินสาธารณะ" ที่ต้องรายงานต่อสาธารณะ หลักการ
  • การตรวจสอบงบประมาณไม่เท่ากับการไม่เห็นด้วยกับการมีอยู่ของหน่วยงาน — เป็นคนละเรื่องกัน หลักการ
  • มาตรฐานสากล (เช่น Open Budget Survey ของ IBP) วัด "ความโปร่งใสงบประมาณ" ของทุกประเทศด้วยเกณฑ์เดียว โดยไม่ยกเว้นหมวดใด อ้างอิงกรอบสากล

ภาค ๑ · บทที่ ๒

กรอบสามวงของการคลังที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน

คำถามนำ: เงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสถาบันแบ่งเป็นกี่ประเภท และแต่ละประเภทตรวจสอบได้ต่างกันอย่างไร

ความสับสนในการอภิปรายสาธารณะส่วนใหญ่ เกิดจากการเหมารวมเงินสามประเภทที่มีสถานะทางกฎหมายและระดับการตรวจสอบต่างกันโดยสิ้นเชิง รายงานนี้เสนอให้แยกออกเป็น "สามวง" เพื่อให้การวิเคราะห์แม่นยำและเป็นธรรม

งบประมาณโดยตรง

เงินที่จัดสรรให้ "ส่วนราชการในพระองค์" ผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี — เป็นเงินสาธารณะเต็มรูป ตรวจสอบได้ผ่านกระบวนการรัฐสภา

งบประมาณโดยอ้อม

เงินของหน่วยงานอื่น (กระทรวง กรม) ที่ใช้ในโครงการอันเกี่ยวเนื่องกับสถาบัน เช่น โครงการพระราชดำริ งานเฉลิมพระเกียรติ การถวายความปลอดภัย — เป็นเงินสาธารณะเช่นกัน แต่กระจายและติดตามยากกว่า

ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

ทรัพย์สินที่บริหารโดยสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ปัจจุบันคือสำนักงานพระคลังข้างที่) — ไม่ใช่เงินงบประมาณ อยู่นอกกระบวนการรัฐสภา รายงานนี้กล่าวถึงเฉพาะการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างกฎหมาย ที่กำกับ ไม่ประเมินมูลค่า

ประโยชน์ของกรอบนี้คือ มันบังคับให้เราชัดเจนว่ากำลังพูดถึงเงินประเภทใด วงที่ ๑ และ ๒ คือ "เงินแผ่นดิน" ที่การตรวจสอบเป็นสิทธิโดยชอบของประชาชน ส่วนวงที่ ๓ เป็นทรัพย์สินที่มีสถานะกฎหมายเฉพาะ ซึ่งรายงานนี้จำกัดการวิเคราะห์ไว้ที่ ตัวบทกฎหมายและกระบวนการนิติบัญญัติที่เปลี่ยนการกำกับดูแล เท่านั้น เพราะนั่นคือส่วนที่เป็นเอกสารสาธารณะและตรวจสอบได้จริง กรอบวิเคราะห์

ภาค ๒ · บทที่ ๓

งบส่วนราชการในพระองค์: แนวโน้ม ๒๕๖๑–๒๕๗๐

คำถามนำ: ตั้งแต่ก่อตั้งหน่วยงานในปี ๒๕๖๑ งบประมาณโดยตรงมีแนวโน้มอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์กับเหตุการณ์ใด

ส่วนราชการในพระองค์เริ่มได้รับการจัดสรรงบประมาณในฐานะหน่วยรับงบเอกเทศตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ตัวเลขต่อไปนี้มาจากเอกสาร พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยตรง และการประมวลของ iLaw กับประชาไทที่อ้างอิงเอกสารเดียวกัน

ตาราง ๓.๑ — งบประมาณส่วนราชการในพระองค์รายปี (หน่วย: ล้านบาท)
ปีงบประมาณวงเงินจัดสรรข้อสังเกตความเชื่อมั่น
๒๕๖๑ (2018)~๖,๓๙๑ปีแรกที่จัดตั้งเป็นหน่วยรับงบเอกเทศทางการ
๒๕๖๓ (2020)~๗,๖๘๕เพิ่มต่อเนื่องทางการ
๒๕๖๔ (2021)~๘,๙๘๐เพิ่ม ~๑,๒๙๕ ล้าน (~๑๗%) สำนักงบฯ ชี้แจงว่ามาจากการโอนอัตรากำลังจากหน่วยทหารทางการ
๒๕๖๗ (2024)~๘,๔๗๘อยู่ในช่วงที่ลดลงต่อเนื่องหลายปีทางการ
๒๕๖๙ (2026)เพิ่ม ~๗๙๗ปรับเพิ่มครั้งแรกหลังลดลง ๔ ปีติดต่อกันรวบรวมแล้ว
๒๕๗๐ (2027)ใกล้ ๑๐,๐๐๐เพิ่ม ~๖.๘% เป็นหน่วยที่ได้เพิ่มสูงอันดับ ๒ (หากไม่นับงบกลาง หนี้ กองทุนหมุนเวียน ประกันสังคม) รองจากกระทรวงดีอีอภิปราย

ภาพที่ปรากฏจากตัวเลขคือแนวโน้มที่ ไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรง แต่มีลักษณะขึ้นแรงในช่วงต้น (๒๕๖๑–๒๕๖๔) ตามด้วยการปรับลดหลายปี แล้วกลับมาเพิ่มอีกครั้งในงบ ๒๕๖๙–๒๕๗๐ ข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องบันทึกอย่างเป็นธรรมคือ การเพิ่มขึ้นก้าวใหญ่ในปี ๒๕๖๔ นั้น สำนักงบประมาณชี้แจงว่ามาจากการโอนอัตรากำลังพลและภารกิจจากหน่วยทหารเข้ามา ซึ่งหมายความว่าส่วนหนึ่งเป็นการ "ย้ายบัญชี" ค่าใช้จ่ายที่เดิมอยู่ในงบกลาโหม มากกว่าจะเป็นรายจ่ายใหม่ทั้งหมด ทางการ

ข้อสังเกตเชิงระเบียบวิธี

การเปรียบเทียบงบข้ามปีต้องระวังสองเรื่อง หนึ่ง — "วงเงินที่ตั้ง" (พ.ร.บ.) อาจต่างจาก "การเบิกจ่ายจริง" ซึ่งหน่วยงานไม่จำเป็นต้องเบิกครบ สอง — การโอนภารกิจระหว่างหน่วยทำให้ตัวเลขบางปีกระโดดโดยไม่ได้สะท้อนรายจ่ายใหม่ทั้งหมด รายงานเวอร์ชันถัดไปควรแยก "รายจ่ายประจำ–บุคลากร" ออกจาก "รายจ่ายที่โอนมา" เพื่อให้เปรียบเทียบได้แม่นยำ ต้องตรวจต่อ

ภาค ๒ · บทที่ ๔

งบประมาณโดยอ้อมที่กระจายตามหน่วยงาน

คำถามนำ: นอกจากงบโดยตรงแล้ว ยังมีเงินแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกระจายอยู่ในหน่วยงานใด และรวมแล้วมีขนาดเท่าใด

นอกเหนือจากงบโดยตรงของส่วนราชการในพระองค์ ยังมีรายจ่ายอีกจำนวนมากที่กระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ และมีจุดเกาะเกี่ยวกับสถาบัน เช่น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานเฉลิมพระเกียรติ การถวายความปลอดภัย และการเผยแพร่พระราชกรณียกิจ องค์กรภาคประชาสังคมอย่าง iLaw และประชาไทได้รวบรวมตัวเลขเหล่านี้จากเอกสารร่าง พ.ร.บ.งบประมาณในแต่ละปี

ตาราง ๔.๑ — งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันโดยรวม (การประมวลของภาคประชาสังคม)
ปีงบประมาณรวมโดยตรง+โดยอ้อมสัดส่วนต่องบแผ่นดินความเชื่อมั่น
๒๕๖๔ (2021)~๓๗,๒๒๘ ล้าน~๑.๑๒%รวบรวมแล้ว
๒๕๖๖ (2023)~๓๔,๗๕๒ ล้าน~๑.๐๙%รวบรวมแล้ว

ตัวเลขนี้ต้องตีความด้วยความระมัดระวังและเป็นธรรม การประมวลของ iLaw เองระบุชัดว่า งบโดยอ้อมจำนวนมาก มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ การเกษตร หรือสาธารณสุข เพียงแต่มีการอ้างอิงหรือจุดเกาะเกี่ยวกับสถาบัน ดังนั้นการนับรวมทั้งหมดเป็น "งบสถาบัน" อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ หากไม่แยกแยะว่าส่วนใดเป็นค่าใช้จ่ายของหน่วยงานโดยตรง และส่วนใดเป็นโครงการพัฒนาที่ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง

ความเป็นธรรมเชิงระเบียบวิธี

"งบโดยอ้อม" เป็นหมวดที่ถกเถียงได้มากที่สุดในเชิงระเบียบวิธี เพราะเส้นแบ่งระหว่าง "โครงการเพื่อประชาชนที่อ้างอิงสถาบัน" กับ "รายจ่ายเพื่อสถาบันโดยตรง" ไม่ชัดเจน รายงานนี้จึงเสนอตัวเลขนี้ในฐานะ "การประมาณขอบบน" (upper-bound estimate) ที่ต้องอ่านคู่กับคำเตือนเสมอ ไม่ควรนำไปอ้างเป็น "ค่าใช้จ่ายสุทธิของสถาบัน" โดยไม่มีบริบท

ภาค ๒ · บทที่ ๕

คำถามเรื่องความโปร่งใสและการชี้แจง

คำถามนำ: เอกสารชี้แจงงบประมาณของส่วนราชการในพระองค์มีรายละเอียดเพียงใด เทียบกับหน่วยงานอื่น

ประเด็นที่เป็นหัวใจของรายงานนี้ ไม่ใช่ "จำนวนเงิน" แต่คือ "ระดับรายละเอียดของการชี้แจง" ในการพิจารณางบประมาณแต่ละปี หน่วยงานรับงบทั่วไปต้องเสนอเอกสารชี้แจงที่แจกแจงรายการใช้จ่ายอย่างละเอียด แต่ในกรณีส่วนราชการในพระองค์ เอกสารชี้แจงในเล่มงบประมาณมีความยาวเพียงไม่กี่หน้า และมีการระบุแผนงานหลักเพียงแผนงานเดียว คือ "แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ"

  • เอกสารชี้แจงในเล่มงบประมาณของหน่วยงานนี้มีความยาวราว ๘–๙ หน้า ซึ่งสั้นกว่าหน่วยงานขนาดใกล้เคียงกันมาก รวบรวมแล้ว
  • ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ การของบใช้แผนงานหลักเพียงแผนงานเดียวภายใต้หัวข้อ "ความมั่นคง" โดยไม่แจกแจงผลผลิตย่อยแบบหน่วยงานอื่น รวบรวมแล้ว
  • ในชั้นกรรมาธิการปี ๒๕๖๖ มีพัฒนาการบางส่วน เช่น การแจกเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมและการมอบผู้แทนมาตอบคำถาม ซึ่งฝ่ายที่ติดตามมองว่าเป็นความก้าวหน้า แม้ยังจำกัด อภิปราย

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงการกระทำผิดใด ๆ แต่ชี้ให้เห็น ช่องว่างเชิงมาตรฐานความโปร่งใส เมื่อเทียบกับหลักปฏิบัติที่ใช้กับหน่วยรับงบอื่น และเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล การที่รัฐสภาสามารถพิจารณาและตั้งคำถามต่องบประมาณได้อย่างมีข้อมูลเพียงพอ คือเงื่อนไขพื้นฐานของการทำหน้าที่ตรวจสอบ ช่องว่างนี้จึงเป็นประเด็นเชิงกระบวนการที่ปรับปรุงได้ และการปรับปรุงย่อมเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ภาค ๓ · บทที่ ๖

การปฏิรูปโครงสร้างราชการในพระองค์ (๒๕๖๐)

คำถามนำ: พ.ร.บ.จัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ ๒๕๖๐ เปลี่ยนโครงสร้างและสายบังคับบัญชาของหน่วยงานเหล่านี้อย่างไร

ก่อนปี ๒๕๖๐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกระจายอยู่ในหลายสังกัด เช่น สำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง กรมราชองครักษ์ (สังกัดกลาโหม) หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยฯ (สังกัดกลาโหม) และสำนักงานนายตำรวจราชสำนัก (สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) พระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งออกในสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้รวมและจัดระเบียบหน่วยงานเหล่านี้ใหม่

ตาราง ๖.๑ — การเปลี่ยนโครงสร้าง (ข้อมูลจากเอกสารทางการ)
ประเด็นสาระความเชื่อมั่น
ฐานกฎหมายพ.ร.บ.จัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ (ออกโดย สนช.)ทางการ
โครงสร้างใหม่จัดเป็นส่วนราชการในพระองค์ ปัจจุบันประกอบด้วย สำนักงานองคมนตรี · สำนักพระราชวัง · หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ทางการ
การโอนกำลังพล (๒๕๖๒)พระราชกำหนดโอนกรมทหารราบที่ ๑ และกรมทหารราบที่ ๑๑ จากกองทัพบกไปเป็นหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยฯทางการ
สถานะการบริหารงานบุคคลการบริหารงานบุคคลเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย แยกจากระบบราชการพลเรือนทั่วไปทางการ

สาระสำคัญเชิงโครงสร้างคือ การรวมหน่วยงานที่เคยกระจายในหลายสังกัด (รวมถึงหน่วยที่เดิมอยู่ใต้กระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) มาไว้เป็นส่วนราชการในพระองค์ที่มีการบริหารเป็นเอกเทศ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาและมติสภา และมีนัยต่อการตรวจสอบ คือทำให้หน่วยงานเหล่านี้อยู่นอกระบบการกำกับแบบราชการปกติมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ศึกษาการคลังสาธารณะติดตาม ทางการ

ภาค ๓ · บทที่ ๗

การปฏิรูปกฎหมายทรัพย์สิน (๒๕๖๐–๒๕๖๘)

คำถามนำ: ชุดกฎหมายทรัพย์สินที่ออกในช่วง ๒๕๖๐–๒๕๖๘ เปลี่ยน "โครงสร้างการกำกับดูแล" อย่างไร (วิเคราะห์ตัวบท ไม่ประเมินมูลค่า)

ในช่วงเวลาไม่กี่ปี มีการออกและแก้ไขกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์หลายฉบับ รายงานนี้วิเคราะห์เฉพาะ การเปลี่ยนแปลงในตัวบทกฎหมายและกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นเอกสารสาธารณะในราชกิจจานุเบกษาและบันทึกการประชุมสภา โดยไม่แตะมูลค่าหรือรายละเอียดทรัพย์สิน

ตาราง ๗.๑ — ลำดับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายทรัพย์สิน (ตัวบทกฎหมาย)
ปีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างความเชื่อมั่น
ก่อน ๒๕๖๐พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๔๗๙/๒๔๘๔/๒๔๙๑ แบ่งทรัพย์สินเป็น ๓ ประเภท (ส่วนพระองค์ / สาธารณสมบัติของแผ่นดิน / ส่วนพระมหากษัตริย์) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการโดยตำแหน่งทางการ
๒๕๖๐พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๐ — รวมประเภททรัพย์สินและเปลี่ยนที่มาของประธานกรรมการจากรัฐมนตรีคลังโดยตำแหน่ง เป็นการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัยทางการ
๒๕๖๑ (มิ.ย.)สำนักงานทรัพย์สินฯ ประกาศเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นในบางบริษัท (รวมถึง SCG และธนาคารไทยพาณิชย์) จากชื่อสำนักงาน เป็นพระปรมาภิไธย — เป็นประกาศทางการของสำนักงานเองทางการ
๒๕๖๑ (พ.ย.)พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ ผ่าน สนช. (เห็นชอบ ๑๙๔ งดออกเสียง ๓) — ตัดคำว่า "ส่วน" ออกจากชื่อสำนักงานทางการ
๒๕๖๘พ.ร.บ. (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ — ปรับโครงสร้างเป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ และปรับชื่อเรียกประเภททรัพย์สินทางการ

เมื่ออ่านชุดกฎหมายนี้เป็น "ประวัติศาสตร์นิติบัญญัติ" (legislative history) แนวโน้มที่ปรากฏในตัวบทคือ การเปลี่ยนกลไกกำกับดูแลจากรูปแบบที่มีฝ่ายบริหาร (รัฐมนตรีคลัง) เชื่อมโยงโดยตำแหน่ง ไปสู่รูปแบบที่การแต่งตั้งและการจัดการเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยมากขึ้น นี่เป็นข้อสังเกตเชิงโครงสร้างที่อ้างอิงตัวบทกฎหมายโดยตรง ไม่ใช่การประเมินคุณค่า และเป็นประเด็นที่นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนได้วิเคราะห์ไว้ในพื้นที่สาธารณะ

ขอบเขตที่รายงานจำกัดตัวเอง

รายงานนี้ ไม่ ระบุมูลค่าหุ้น ไม่ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวม และไม่สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ "ดี" หรือ "ไม่ดี" เราบันทึกเพียงว่า ตัวบทกฎหมายเปลี่ยนอะไร ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา การตีความนัยทางการเมืองเป็นสิทธิของผู้อ่านที่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริงเหล่านี้เอง

ภาค ๔ · บทที่ ๘

บทเรียนจากราชวงศ์ประชาธิปไตย: กรณีสหราชอาณาจักร

คำถามนำ: ประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์และระบบตรวจสอบเข้มแข็ง ออกแบบกลไกความโปร่งใสทางการคลังอย่างไร

การเปรียบเทียบกับสหราชอาณาจักรมีประโยชน์เป็นพิเศษ เพราะเป็นระบอบที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกับไทย แต่มีระบบการเงินของราชสำนักที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสูง กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า ความโปร่งใสกับการธำรงสถาบัน ไม่ได้ขัดแย้งกัน — ในทางกลับกัน มันเสริมกัน

ตาราง ๘.๑ — กลไกการคลังราชสำนักสหราชอาณาจักร (Sovereign Grant)
องค์ประกอบสาระความเชื่อมั่น
วงเงินล่าสุด£๘๖.๓ ล้าน (2024-25) → £๑๓๒.๑ ล้าน (2025-26) → £๑๓๗.๙ ล้าน (2026-27) และจะถูก "รีเซ็ต" ลงเหลือ £๙๙.๙ ล้าน/ปี ในรอบ 2027–2032ทางการ
สูตรคำนวณผูกกับกำไรของ Crown Estate (ปัจจุบัน ๑๒% ลดจาก ๒๕% ตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์เอง เพื่อให้รายได้พลังงานลมนอกชายฝั่งตกแก่คลังหลวง)ทางการ
การตรวจสอบตรวจสอบโดย National Audit Office และรายงานต่อรัฐสภาทางการ
การเปิดเผยเผยแพร่รายงานประจำปีละเอียด ระบุแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายการเดินทางรายเที่ยวและค่าเฮลิคอปเตอร์ทางการ
ภาษีปี 2024-25 กษัตริย์เปิดเผยการชำระภาษีส่วนพระองค์เป็นครั้งแรก (~£๑๒.๙ ล้าน) โดยสมัครพระทัยทางการ

สิ่งที่โดดเด่นในกรณีสหราชอาณาจักรมีสามประการที่เป็นบทเรียนเชิงระบบ ประการแรก คือ การมีสูตรที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ — วงเงินไม่ได้ตั้งตามอำเภอใจ แต่ผูกกับผลประกอบการของทรัพย์สินที่มีการรายงานต่อสาธารณะ ประการที่สอง คือ การตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ ที่รายงานต่อรัฐสภาเช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐทั่วไป และประการที่สาม คือ วัฒนธรรมการเปิดเผยเชิงรุก ที่ราชสำนักเลือกจะเปิดข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงการลดสัดส่วนเงินที่ตนได้รับโดยสมัครใจ ซึ่งกลับเพิ่มความน่าเชื่อถือและความศรัทธา

ในระบบที่โปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลการคลังของสถาบันไม่ได้บั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับเป็นเครื่องยืนยันว่าสถาบันดำรงอยู่อย่างมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ข้อควรระวังในการเปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบข้ามประเทศต้องระวังบริบทที่ต่างกัน โครงสร้างทรัพย์สิน ประวัติศาสตร์ และระบบกฎหมายของสองประเทศไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถนำตัวเลขมาเทียบตรง ๆ ได้ ประโยชน์ของการเปรียบเทียบอยู่ที่ หลักการออกแบบระบบ (สูตรชัดเจน องค์กรตรวจสอบอิสระ การเปิดเผยเชิงรุก) มากกว่าตัวเลข และหลักการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ปรับใช้ได้โดยไม่กระทบสถานะของสถาบัน

ภาค ๔ · บทที่ ๙

ข้อเสนอเชิงธรรมาภิบาล

คำถามนำ: หากเป้าหมายคือความโปร่งใสที่เสริมความชอบธรรม ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมและสร้างสรรค์ควรเป็นอย่างไร

ข้อเสนอต่อไปนี้เสนอในฐานะ "ทางเลือกเชิงกระบวนการ" ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสของการคลังสาธารณะ โดยไม่แตะสถานะ เกียรติ หรือความมั่นคงของสถาบัน ทุกข้อยึดหลักว่าความโปร่งใสที่มากขึ้นเป็นประโยชน์ต่อทั้งประชาชนและตัวสถาบันเอง

  • ยกระดับรายละเอียดเอกสารชี้แจงงบประมาณ — ให้ส่วนราชการในพระองค์แจกแจงผลผลิตย่อยในระดับเดียวกับหน่วยรับงบอื่น เพื่อให้รัฐสภาทำหน้าที่พิจารณาได้อย่างมีข้อมูล
  • จัดทำแผนบูรณาการงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน — ตามที่เคยมีการเสนอในชั้นกรรมาธิการ เพื่อให้เห็นภาพรวมของงบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมในที่เดียว และแยกโครงการเพื่อประชาชนออกจากรายจ่ายหน่วยงานอย่างชัดเจน
  • เปิดเผยรายงานการเบิกจ่ายจริง — เพิ่มเติมจากวงเงินที่ตั้ง เพื่อให้เห็นการใช้จ่ายจริงเทียบกับที่อนุมัติ
  • ศึกษาการนำหลักการตรวจสอบแบบสากลมาปรับใช้ — เช่น การมีสูตรจัดสรรที่ชัดเจนและการรายงานเชิงรุกตามแบบ Sovereign Grant โดยปรับให้เข้ากับบริบทไทย
  • รักษาน้ำเสียงการอภิปรายสาธารณะให้อยู่บนข้อเท็จจริง — ทั้งฝ่ายที่ตรวจสอบและฝ่ายที่ปกป้อง ควรอภิปรายบนฐานเอกสารทางการ เพื่อยกระดับคุณภาพของการถกเถียงเรื่องการคลังของรัฐ
บทสรุปของรายงาน

หลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่ข้อสรุปเชิงกระบวนการข้อเดียว คือ ประเด็นที่แท้จริงไม่ใช่ "จำนวนเงิน" แต่คือ "มาตรฐานความโปร่งใสและการตรวจสอบได้" ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้โดยไม่กระทบสถานะของสถาบัน ในประเทศที่ระบบตรวจสอบเข้มแข็ง ความโปร่งใสของการคลังราชสำนักเป็นเครื่องเสริมความศรัทธา ไม่ใช่เครื่องบั่นทอน บทเรียนนี้คือทั้งข้อเสนอและความหวัง — เพราะการยกระดับความโปร่งใสเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ฐานหลักฐาน

บรรณานุกรมตั้งต้น (Master Bibliography v1.0)

  1. สำนักงบประมาณ. พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑–๒๕๗๐. bb.go.th
  2. iLaw. (2568). เปิดงบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์ ๑๐ ปีย้อนหลัง (บางส่วน). ilaw.or.th/articles/4516
  3. iLaw. (2567). เทียบ "พ.ร.บ.ทรัพย์สินฯ ๔ ฉบับ" พระราชอำนาจเปลี่ยนอย่างไร. ilaw.or.th/articles/5278
  4. ประชาไท. (2565). เปิดงบเกี่ยวกับสถาบันฯ ปี ๖๖ ราว ๓.๔๗ หมื่นล้าน. prachatai.com/journal/2022/08/99977
  5. ประชาไท. (2563). เปิดงบเกี่ยวกับสถาบันฯ ปี ๒๕๖๔. prachatai.com/journal/2020/08/89306
  6. ประชาไท. (2568). ส่วนราชการในพระองค์ปีล่าสุดตั้งงบเพิ่ม ๗๙๗ ล้านหลังลด ๔ ปี. prachatai.com/journal/2025/05/113067
  7. The Standard. (2569, มิถุนายน). ณัฐพงษ์ส่งท้ายอภิปรายงบฯ ๗๐: หน่วยที่ได้เพิ่มสูง — ดีอีและส่วนราชการในพระองค์. thestandard.co
  8. Thai PBS. (2569). เทียบ กม.จัดระเบียบทรัพย์สินฯ ๒๔๙๑ และ ๒๕๖๑. thaipbs.or.th/news/content/298757
  9. ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๘.
  10. The Royal Household. (2025–2026). Sovereign Grant Annual Report 2024-25 & 2025-26. royal.uk
  11. House of Commons Library. (2026). Finances of the Monarchy (CBP-9807). commonslibrary.parliament.uk

งานอ้างอิงมีชีวิต

บันทึกการเปลี่ยนแปลงและแผนพัฒนา

เอกสารนี้เป็นงานอ้างอิงมีชีวิต จะปรับปรุงเมื่อมีเอกสารงบประมาณปีใหม่และคำวินิจฉัยเพิ่มเติม

  • v1.0 (ก.ค. ๒๕๖๙) — วางกรอบสามวงของการคลัง, รวบรวมแนวโน้มงบ ๒๕๖๑–๒๕๗๐, วิเคราะห์การปฏิรูปกฎหมาย ๒๕๖๐–๒๕๖๘ เชิงตัวบท, เปรียบเทียบกรณีสหราชอาณาจักร, ข้อเสนอเชิงธรรมาภิบาล
  • v2.0 (แผน) — เพิ่มข้อมูลการเบิกจ่ายจริงเทียบวงเงินตั้ง, แยกรายจ่ายบุคลากรออกจากงบที่โอนมา, เพิ่มการเปรียบเทียบญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สเปน, ติดตามผลงบ ๒๕๗๐ ในชั้นกรรมาธิการ
  • v3.0 (แผน) — จัดทำชุดข้อมูลงบย้อนหลังแบบเปิด, สร้างดัชนีความโปร่งใสทางการคลังเทียบสากล, แตกเป็น Fact Sheet และสไลด์เพื่อการศึกษาสาธารณะ

People's Research · สถาบันวิจัยประชาชน — SR-010 "ธรรมาภิบาลการคลังสาธารณะ" Version 1.0
เอกสารนี้วิเคราะห์การคลังสาธารณะและโครงสร้างกฎหมายจากเอกสารเปิดเผย มุ่งที่กระบวนการและความโปร่งใส ยึดหลักการตรวจสอบเงินแผ่นดินที่ใช้กับทุกหน่วยงานอย่างเสมอภาค และเปิดรับการตรวจสอบและโต้แย้งด้วยหลักฐานที่ดีกว่า

โพสต์ล่าสุด

SR-010 · ธรรมาภิบาลการคลังสาธารณะ ว่าด้วยงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

SR-010 · ธรรมาภิบาลการคลังสาธารณะ — People's Research People's Research · สถาบันวิจัยประชาชน · การคลังสาธารณะ ...

Popular Posts