[?] จำนวนประชากรมุสลิมในแต่ละประเทศทั่วโลก :

󾁇 จำนวนประชากรมุสลิมในแต่ละประเทศทั่วโลก :


1. อัฟกานิสถาน 100%
2. อัลเบเนีย 75%
3. แอลจีเรีย 99%
4. แองโกลา 25%
5. อาเจนตินา 2%
6. ออสเตรเลีย 2.09%
7. อาเซอร์ไบจาน 93%
8. บาห์เรน 100%
9. บังกลาเทศ 85%
10. ปูตาน 5%
11. บราซิล 0.6%
12. พม่า 10%
13. แคนาดา 1.48%
14. แอฟริกา 55%
15. จีน 11%
16. อียิปต์ 94%
17. เอธิโอเปีย 65%
18. ฟิจิ 11%
19. ฝรั่งเศษ 7%
20. จอร์เจีย 11%
21. เยอรมัน 3.4%
22. กรีซ 1.5%
23. กีเนีย 95%
24. Guyana 15%
25. ฮ่องกง 1%
26. อินเดีย 21%
27. อินโดนีเซีย 95%
28. อิหร่าน 99%
29. อิรัก 97%
30. อิสราเอล 14%
31. อิตาลี 1%
32. ญี่ปุ่น 1%
33. จอร์แดน 95%
34. เคนย่า 30%
35. คูเวต 89%
36. เลบานอน 70%
37. ลิเบีย 100%
38. มัลดีฟ 100%
39. มาเลเซีย 52%
40. เมารีเทียส 19.5%
41. Mayotte 99%
42. โมร็อคโก 99%
43. ไรจีเรีย 75%
44. โอมาน 100%
45. ปากีสถาน 97%
46. ฟิลิปปินส์ 14%
47. การ์ตา 100%
48. โรมาเนีย20%
49. รัซเซีย 18%
50. ซาอุดิอาราเบีย 100%
51. สิงค์โปร์  17%
52. โซมาเลีย 100%
53. สวิตเซอร์แลนด์11%
54. ทาจีกิสถาน 95 %
55. ตูนีเซีย 96 %
56. ตุรกี 99 %
57. ประเทศไทย 5.8% 
      ประเทศไทยมีมุสลิม3,930,000 ล้านคน คิดเป็น 5.8% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ หรือ 0.3% ของประชากรมุสลิมทั่วโลก ตัวเลขจากสํานักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เมื่อปี 2553

    และข้อมูลที่น่าสนใจที่แอดมินไม่เคยทราบมาก่อนคือประเทศอิสราเอลมีประชากรมุสลิมเยอะพอสมควรคือ 14 เปอร์เซนต์

อ้างอิง Page - Chinese & Western Muslim

[?] จำนวนประชากรมุสลิมในแต่ละประเทศทั่วโลก :

󾁇 จำนวนประชากรมุสลิมในแต่ละประเทศทั่วโลก :


1. อัฟกานิสถาน 100%
2. อัลเบเนีย 75%
3. แอลจีเรีย 99%
4. แองโกลา 25%
5. อาเจนตินา 2%
6. ออสเตรเลีย 2.09%
7. อาเซอร์ไบจาน 93%
8. บาห์เรน 100%
9. บังกลาเทศ 85%
10. ปูตาน 5%
11. บราซิล 0.6%
12. พม่า 10%
13. แคนาดา 1.48%
14. แอฟริกา 55%
15. จีน 11%
16. อียิปต์ 94%
17. เอธิโอเปีย 65%
18. ฟิจิ 11%
19. ฝรั่งเศษ 7%
20. จอร์เจีย 11%
21. เยอรมัน 3.4%
22. กรีซ 1.5%
23. กีเนีย 95%
24. Guyana 15%
25. ฮ่องกง 1%
26. อินเดีย 21%
27. อินโดนีเซีย 95%
28. อิหร่าน 99%
29. อิรัก 97%
30. อิสราเอล 14%
31. อิตาลี 1%
32. ญี่ปุ่น 1%
33. จอร์แดน 95%
34. เคนย่า 30%
35. คูเวต 89%
36. เลบานอน 70%
37. ลิเบีย 100%
38. มัลดีฟ 100%
39. มาเลเซีย 52%
40. เมารีเทียส 19.5%
41. Mayotte 99%
42. โมร็อคโก 99%
43. ไรจีเรีย 75%
44. โอมาน 100%
45. ปากีสถาน 97%
46. ฟิลิปปินส์ 14%
47. การ์ตา 100%
48. โรมาเนีย20%
49. รัซเซีย 18%
50. ซาอุดิอาราเบีย 100%
51. สิงค์โปร์  17%
52. โซมาเลีย 100%
53. สวิตเซอร์แลนด์11%
54. ทาจีกิสถาน 95 %
55. ตูนีเซีย 96 %
56. ตุรกี 99 %
57. ประเทศไทย 5.8% 
      ประเทศไทยมีมุสลิม3,930,000 ล้านคน คิดเป็น 5.8% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ หรือ 0.3% ของประชากรมุสลิมทั่วโลก ตัวเลขจากสํานักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เมื่อปี 2553

    และข้อมูลที่น่าสนใจที่แอดมินไม่เคยทราบมาก่อนคือประเทศอิสราเอลมีประชากรมุสลิมเยอะพอสมควรคือ 14 เปอร์เซนต์

อ้างอิง Page - Chinese & Western Muslim

หัวใจสำคัญของแนวทางปฏิวัติมดแดงล้มช้าง

หัวใจสำคัญของแนวทางปฏิวัติมดแดงล้มช้าง

หัวใจสำคัญของแนวทางปฏิวัติมดแดงล้มช้าง


หนึ่ง การพัฒนาศักยภาพประชาชน คือหัวใจสำคัญที่สุดของกระบวนการปฏิวัติ (ปัจจัยสู่ชัยชนะ) และผลของการปฏิวัติ (ชัยชนะ) ที่ยั่งยืน โดยปัจจัยที่เอื้อให้การพัฒนาและการประสพชัยชนะได้อย่างแท้จริงและรวดเร็ว คือ ความไม่กลัว ความฉลาดเท่าทันเกมเผด็จการ และการใช้ความได้เปรียบทุกรูปแบบในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

สอง ต้องเน้นการใช้จุดแข็งสู้จุดอ่อนของเผด็จการ กล่าวคือ ต้องใช้ความได้เปรียบเช่น จำนวนอันมหาศาลของประชาชนผู้ถูกกดขี่ ความชอบธรรมของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง หลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก สันติวิธีที่จะทำให้อำนาจปืนและอำนาจเถื่อนเสื่อมสมรรถภาพ เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดที่ช่วยเผยแพร่ความรู้ ความจริง ข่าวสาร และการประสานงาน ตลอดจนความได้เปรียบทางชัยภูมิ

สาม ต้องยืนบนหลักการสากล อันได้แก่ หลักประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์ หลักสิทธิมนุษยชน สันติวิธี และความจริง คือสิ่งดีที่ปวงชนปฏิวัติต้องยึดถือและพัฒนาตัวเองให้สอดคล้อง ในขณะที่จะต้องต่อต้าน ขจัด หรือทำลายสิ่งที่ตรงข้ามในทุกมิติที่ทำได้ บนสติและความหยั่งรู้ว่า ปวงชนต้องทำตัวหรือยกระดับคุณภาพของตนให้สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการปฏิวัติด้วย (เทียบเคียงได้กับหัวใจของศาสนาพุทธ คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำใจให้ปราศจากกิเลส)

สี่ ประชาชนจะต้องเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง (ระบอบ) ที่ครอบงำ เอารัดเอาเปรียบ กดขี่ ข่มเหง และยัดเยียดความทุกข์ให้พวกเขาในทุกมิติ คือ การเมืองการปกครอง การทหาร เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา ศาสนา สาธารณสุข และการต่างประเทศ โดยต้องเข้าใจว่า ตัวบุคคล โครงสร้างองค์กรหรือสถาบันต่าง ๆ กลไกและเครื่องมือต่าง ๆ ความเชื่อและวิถีปฏิบัติที่ครอบงำ
(วัฒนธรรม) และจิตสำนึกที่ถูกสร้างขึ้นโดยชนชั้นที่ได้เปรียบหรือเอาเปรียบ และจะต้องช่วยกันยกระดับคนรอบข้าง ให้เป็นผู้รู้และเข้าใจอย่างเท่าทันต่อการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบเชิงโครงสร้างเหล่านั้น เพื่อเป็นฐานสำหรับการเคลื่อนไหวต่อสู้ในทุกมิติ

ห้า ความสำเร็จของการปฏิวัติประชาชนในยุคปัจจุบัน ต้องอยู่บนความพร้อมของปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่สานสอดกัน คือ มวลชนที่พร้อมทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ อุดมการณ์ร่วมและแนวทางที่เป็นเอกภาพ ขบวนนำที่มีความชอบธรรมและจริงจังต่อระบอบประชาธิปไตย กองทัพที่ต้องรับใช้ประชาชน และมหามิตรประเทศที่พร้อมช่วยเหลืออย่างจริงจัง

หก เป้าหมายของการปฏิวัติ เป็นไปตามยุทธศาสตร์รับ ยัน รุก และรุกฆาต ในแต่ละมิติตามภาววิสัยที่เป็นจริง แต่จะต้องมุ่งให้ประชาชนตาสว่างทั้งแผ่นดิน ต่อต้านขัดขืนสิ่งชั่วร้ายในทุกมิติ แล้วไม่ยอมรับให้ผู้ปกครองเถื่อนปกครองอีกต่อไป และเมื่อความพร้อมมาถึง ประชาชนจะยึดอำนาจคืนมา เพื่อจัดการสร้างชาติใหม่บนหลักการในข้อ สาม ข้างต้น (ล้มช้าง สร้างชาติ)

เจ็ด การปฏิวัติประชาชนมดแดงล้มช้าง ต้องยึดหลักการใช้พลังธรรมอันมหาศาลขับไล่อธรรม หรือเอาน้ำดีมหาศาลไล่น้ำเสีย เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียอย่างควบคุมไม่ได้และยืดเยื้อเกินไป เช่นการสังหารประชาชนมือเปล่าอย่างโหดร้าย หรือสงครามกลางเมือง หรือการแทรกแซงของต่างประเทศ บนความเสียหายของชาติอันใหญ่หลวง

แปด การปฏิวัติประชาชนมดแดงล้มช้าง ถือเป็นการแก้ปัญหาในบ้านของคนไทยทุกคน ที่เป็นพี่น้องร่วมชาติ ไม่ใช่ศัตรูต่างด้าวที่ต้องเข่นฆ่ากันให้อาสัญ ดังนั้น เป้าหมายจึงอยู่ที่การสร้างสภาวะที่ทำให้คนที่ทำผิดได้เกิดสำนึกแล้วกลับตัว เพื่อก้าวร่วมกันต่อไป ดังนั้น การคิดสร้างสรรค์ การปรับจิตสำนึก การให้ความเป็นธรรม การเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และการใช้อารยวิธี จึงเป็นสิ่งที่ขบวนปฏิวัติต้องยึดถือด้วยความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของบ้านเกิดเมืองนอนร่วมกันของประชาชนทุกคน

เก้า การลุกขึ้นประกาศจุดยืนไม่ยอมรับการปกครองอันมิชอบของเครือข่ายเผด็จการทรราชย์โดยคนไทยทั่วประเทศในทุกจังหวัด คือวันดีเดย์ของการรุกฆาตต่อระบอบเผด็จการ และวันนั้น จะถูกกำหนดด้วยความพร้อมของทั้งขบวนในข้อห้า และภาววิสัยที่เอื้อให้เกิดความสำเร็จที่ยั่งยืนบนความเสียหายที่น้อยที่สุด

สิบ ชัยชนะที่แท้จริงที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน คือการเปลี่ยนให้ประชาชนเป็นผู้รู้และเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วยกตนขึ้นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้วยวิถีปฏิวัติในแต่ละวันที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อประชาชนคือผู้ที่ทำตัวสอดคล้องกับหลักการการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนได้จนเป็นนิสัยประจำชาติแล้ว ความสำเร็จที่ยั่งยืนจึงจะได้รับการประกันในที่สุด

ดาวน์โหลด pdf เพื่อการเผยแพร่ http://tinyurl.com/jpsbcvn

ดร. เพียงดิน รักไทย
25 กุมภาพันธ์ 2559 (สรุปและพัฒนาจากความคิดเดิม เมื่อปี 2554)

แล้วผมจะขยายความในรายการเร็ว ๆ นี้ครับ

หัวใจสำคัญของแนวทางปฏิวัติมดแดงล้มช้าง
http://www.mediafire.com/download/080j7ywwjav1bw1/%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87+-+Google+Docs.pdf

หัวใจสำคัญของแนวทางปฏิวัติมดแดงล้มช้าง

หัวใจสำคัญของแนวทางปฏิวัติมดแดงล้มช้าง

หัวใจสำคัญของแนวทางปฏิวัติมดแดงล้มช้าง


หนึ่ง การพัฒนาศักยภาพประชาชน คือหัวใจสำคัญที่สุดของกระบวนการปฏิวัติ (ปัจจัยสู่ชัยชนะ) และผลของการปฏิวัติ (ชัยชนะ) ที่ยั่งยืน โดยปัจจัยที่เอื้อให้การพัฒนาและการประสพชัยชนะได้อย่างแท้จริงและรวดเร็ว คือ ความไม่กลัว ความฉลาดเท่าทันเกมเผด็จการ และการใช้ความได้เปรียบทุกรูปแบบในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

สอง ต้องเน้นการใช้จุดแข็งสู้จุดอ่อนของเผด็จการ กล่าวคือ ต้องใช้ความได้เปรียบเช่น จำนวนอันมหาศาลของประชาชนผู้ถูกกดขี่ ความชอบธรรมของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง หลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก สันติวิธีที่จะทำให้อำนาจปืนและอำนาจเถื่อนเสื่อมสมรรถภาพ เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดที่ช่วยเผยแพร่ความรู้ ความจริง ข่าวสาร และการประสานงาน ตลอดจนความได้เปรียบทางชัยภูมิ

สาม ต้องยืนบนหลักการสากล อันได้แก่ หลักประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์ หลักสิทธิมนุษยชน สันติวิธี และความจริง คือสิ่งดีที่ปวงชนปฏิวัติต้องยึดถือและพัฒนาตัวเองให้สอดคล้อง ในขณะที่จะต้องต่อต้าน ขจัด หรือทำลายสิ่งที่ตรงข้ามในทุกมิติที่ทำได้ บนสติและความหยั่งรู้ว่า ปวงชนต้องทำตัวหรือยกระดับคุณภาพของตนให้สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการปฏิวัติด้วย (เทียบเคียงได้กับหัวใจของศาสนาพุทธ คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำใจให้ปราศจากกิเลส)

สี่ ประชาชนจะต้องเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง (ระบอบ) ที่ครอบงำ เอารัดเอาเปรียบ กดขี่ ข่มเหง และยัดเยียดความทุกข์ให้พวกเขาในทุกมิติ คือ การเมืองการปกครอง การทหาร เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา ศาสนา สาธารณสุข และการต่างประเทศ โดยต้องเข้าใจว่า ตัวบุคคล โครงสร้างองค์กรหรือสถาบันต่าง ๆ กลไกและเครื่องมือต่าง ๆ ความเชื่อและวิถีปฏิบัติที่ครอบงำ
(วัฒนธรรม) และจิตสำนึกที่ถูกสร้างขึ้นโดยชนชั้นที่ได้เปรียบหรือเอาเปรียบ และจะต้องช่วยกันยกระดับคนรอบข้าง ให้เป็นผู้รู้และเข้าใจอย่างเท่าทันต่อการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบเชิงโครงสร้างเหล่านั้น เพื่อเป็นฐานสำหรับการเคลื่อนไหวต่อสู้ในทุกมิติ

ห้า ความสำเร็จของการปฏิวัติประชาชนในยุคปัจจุบัน ต้องอยู่บนความพร้อมของปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่สานสอดกัน คือ มวลชนที่พร้อมทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ อุดมการณ์ร่วมและแนวทางที่เป็นเอกภาพ ขบวนนำที่มีความชอบธรรมและจริงจังต่อระบอบประชาธิปไตย กองทัพที่ต้องรับใช้ประชาชน และมหามิตรประเทศที่พร้อมช่วยเหลืออย่างจริงจัง

หก เป้าหมายของการปฏิวัติ เป็นไปตามยุทธศาสตร์รับ ยัน รุก และรุกฆาต ในแต่ละมิติตามภาววิสัยที่เป็นจริง แต่จะต้องมุ่งให้ประชาชนตาสว่างทั้งแผ่นดิน ต่อต้านขัดขืนสิ่งชั่วร้ายในทุกมิติ แล้วไม่ยอมรับให้ผู้ปกครองเถื่อนปกครองอีกต่อไป และเมื่อความพร้อมมาถึง ประชาชนจะยึดอำนาจคืนมา เพื่อจัดการสร้างชาติใหม่บนหลักการในข้อ สาม ข้างต้น (ล้มช้าง สร้างชาติ)

เจ็ด การปฏิวัติประชาชนมดแดงล้มช้าง ต้องยึดหลักการใช้พลังธรรมอันมหาศาลขับไล่อธรรม หรือเอาน้ำดีมหาศาลไล่น้ำเสีย เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียอย่างควบคุมไม่ได้และยืดเยื้อเกินไป เช่นการสังหารประชาชนมือเปล่าอย่างโหดร้าย หรือสงครามกลางเมือง หรือการแทรกแซงของต่างประเทศ บนความเสียหายของชาติอันใหญ่หลวง

แปด การปฏิวัติประชาชนมดแดงล้มช้าง ถือเป็นการแก้ปัญหาในบ้านของคนไทยทุกคน ที่เป็นพี่น้องร่วมชาติ ไม่ใช่ศัตรูต่างด้าวที่ต้องเข่นฆ่ากันให้อาสัญ ดังนั้น เป้าหมายจึงอยู่ที่การสร้างสภาวะที่ทำให้คนที่ทำผิดได้เกิดสำนึกแล้วกลับตัว เพื่อก้าวร่วมกันต่อไป ดังนั้น การคิดสร้างสรรค์ การปรับจิตสำนึก การให้ความเป็นธรรม การเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และการใช้อารยวิธี จึงเป็นสิ่งที่ขบวนปฏิวัติต้องยึดถือด้วยความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของบ้านเกิดเมืองนอนร่วมกันของประชาชนทุกคน

เก้า การลุกขึ้นประกาศจุดยืนไม่ยอมรับการปกครองอันมิชอบของเครือข่ายเผด็จการทรราชย์โดยคนไทยทั่วประเทศในทุกจังหวัด คือวันดีเดย์ของการรุกฆาตต่อระบอบเผด็จการ และวันนั้น จะถูกกำหนดด้วยความพร้อมของทั้งขบวนในข้อห้า และภาววิสัยที่เอื้อให้เกิดความสำเร็จที่ยั่งยืนบนความเสียหายที่น้อยที่สุด

สิบ ชัยชนะที่แท้จริงที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน คือการเปลี่ยนให้ประชาชนเป็นผู้รู้และเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วยกตนขึ้นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้วยวิถีปฏิวัติในแต่ละวันที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อประชาชนคือผู้ที่ทำตัวสอดคล้องกับหลักการการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนได้จนเป็นนิสัยประจำชาติแล้ว ความสำเร็จที่ยั่งยืนจึงจะได้รับการประกันในที่สุด

ดาวน์โหลด pdf เพื่อการเผยแพร่ http://tinyurl.com/jpsbcvn

ดร. เพียงดิน รักไทย
25 กุมภาพันธ์ 2559 (สรุปและพัฒนาจากความคิดเดิม เมื่อปี 2554)

แล้วผมจะขยายความในรายการเร็ว ๆ นี้ครับ

หัวใจสำคัญของแนวทางปฏิวัติมดแดงล้มช้าง
http://www.mediafire.com/download/080j7ywwjav1bw1/%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87+-+Google+Docs.pdf

"เป้าหมายการปฏิวัติแบบ มดแดงล้มช้าง ราษฎรเสรีไทย"

"เป้าหมายการปฏิวัติแบบ มดแดงล้มช้าง ราษฎรเสรีไทย"

"เป้าหมายการปฏิวัติแบบ มดแดงล้มช้าง ราษฎรเสรีไทย"
โดย ดร. เพียงดิน รักไทย
First Draft (January 21, 2015)


ขอให้พี่น้องที่สนใจ ร่วมแต่งเติม วิพากษ์ และแสดงความเห็นได้เต็มที่ครับ
ขอนั่งคิดดัง ๆ เรื่องทิศทางข้างหน้านะครับ ขบวนปฏิวัติในใจผม จะมีเป้าหมายระดับต่าง ๆ ปน ๆ กันดังนี้ และเมื่อกรอบยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ เหล่านี้ เข้าที่เข้าทางแล้ว ก็จะมีการจัดการเพื่อให้เกิดผลทั้งในภาวะปัจจุบัน ระยะการเปลี่ยนอำนาจ ระยะเปลี่ยนผ่าน และการวางรากฐานถาวรต่อไป
หนึ่ง กำจัดอำนาจกษัตริย์ที่ยุ่งกับการเมืองการปกครองอย่างสิ้นเชิง หากยอมอยู่แบบอังกฤษหรือญี่ปุ่น (ควรจะน้อยกว่าด้วย) ไม่ได้ ก็ไม่ต้องมีสถาบันกษัตริย์ การปกครองจะไม่ใช่ Constitutional Monarchy แต่จะเป็น People's Democratic State หรือ Republic เท่านั้น ไม่มีสร้อย

สอง อำนาจกษัตริย์ที่มีอยู่ในเชิงเศรษฐกิจ การทหาร การปกครอง วัฒนธรรม การศึกษา ศาสนา และอื่น ๆ จะต้องถูกตัดออกให้สิ้น ยกตัวอย่าง เช่น ทรัพย์สินที่มีอยู่จะต้องตกเป็นของแผ่นดิน จะเอาไปเป็นของส่วนตัวไม่ได้ การลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ทุกระดับ จะต้องถูกดึงมาเป็นของหน่วยงานรัฐ ที่ให้ผลประโยชน์คืนกลับเป็นเงินภาษีอากรของประชาชให้หมด โดยการกินอยู่ จะมีการจัดการให้สมกับฐานะ และต้องตัดองคมนตรี และข้ารับใช้ที่รกรุงรังออกไปให้หมด โครงการหลวงต่าง ๆ จะต้องถูกถ่ายโอนไปให้ตัวแทนฝ่ายบริหารรับผิดชอบต่อไป ฯลฯ

สาม การรัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ และจะต้องไม่มีการนิรโทษกรรมได้อีก โทษของผู้ก่อการและสนับสนุน จะต้องสูงถึงขั้นประหารชีวิต และรัฐบาลเฉพาะกิจจะลงสัตยาบันรับธรรมนูญกรุงโรม เพื่อรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศโดยด่วนทันที

สี่ สัมปทานน้ำมันและทรัพยากรอื่น ๆ ที่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จะต้องถูกเรียกคืนและพิจารณาใหม่ทั้งหมด หากต้องจ่ายชดเชยคืนก็ทำไป เพื่อให้สัปทานต่าง ๆ ผ่านขั้นตอนโดยตัวแทนของประชาชน ที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรแห่งชาติจะเป็นผู้พิจารณาขั้น ตอนการดำเนินงานและการตัดสินผลประโยชน์เพื่อให้ประโยชน์สูงสุดเกิดขึ้นกับ ประชาชนและประเทศชาติ

ห้า จะต้องมีการปฏิวัติวัฒนธรรม ศาสนา และการศึกษาขนานใหญ่ เพื่อให้ความงมงายและความเป็นไทยที่เป็นพิษที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทยถูกถอนออก ไปให้หมด เพื่อให้พลเมืองไทยยกระดับเป็นอารยชน และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนให้สูงสุด เพื่อแข่งขันและอยู่ร่วมกับชาวโลกอย่างสันติสุขและก้าวหน้าอย่างดีที่สุด

หก ที่ดินและการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้าที่คนรวยทรัพย์สินเงินทอง จะต้องเสียภาษีให้มาก จะต้องถูกปฏิวัติใหม่ เพื่อให้เกิดการกระจายพื้นฐานการผลิตและโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งให้กับ ปัจเจกชนและชาติโดยรวม คนทั่วประเทศจะต้องอยู่ดีกินดี ให้สมกับการเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์บนชัยภูมิที่ได้เปรียบ

เจ็ด โครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลเผด็จการศักดินาราชาธิปไตยได้ทำไว้ จะถูกแขวนไว้ทั้งหมด แล้วจัดให้มีการเจรจาใหม่ทั้งหมด เพื่อหาทางแก้ไขการเสียเปรียบและดำเนินการใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประเทศชาติ

แปด จะพัฒนาการศึกษาไทย เพื่อเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาโลก โดยยกเอาความสำเร็จของประเทศที่ได้กำไรจากการเป็นศูนย์กลางการศึกษาเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย เป็นต้น เป้าหมายระยะสั้น ภายในห้าปี ประเทศไทยจะต้องมีดัชนีด้านการศึกษาเป็นสามอันดับต้นของอาเซี่ยน

เก้า สังคมไทยจะต้องถูกปฏิวัติให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมเปิดเพื่อการเข้าใจสังคมเพื่อบ้านและสังคมโลก การเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และการประยุกต์สังคมพุทธและจุดแข็งของสังคมไทย ให้เข้ากับหลักสากล โดยมีการศึกษาวิจัยแล้วกำหนดเป็นเป้าหมายเชิงคุณภาพของพลเมืองไทยอย่าง ชัดเจน เพื่อเป็นวาระแห่งชาติ แล้วใช้ทุกปัจจัยทุ่มพัฒนาให้เกิดผลที่จับต้องได้ในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

สิบ หลักการประชาธิปไตยแบบสากล จะต้องถูกนำมาเป็นเสาหลักของประเทศชาติ สืบทอดไปถึงลูกหลานอย่างสมบูรณ์แบบ การให้การศึกษาแก่พลเมืองทุกหมู่เหล่า ถึงผลดีของการเป็นสังคมประชาธิปไตยและหน้าที่ที่ประชาชนจักพึงมี และอื่น ๆ จะต้องทำอย่างเป็นระบบ สิ่งที่ผ่านมาจะต้องถูกนำมาสรุปเป็นบทเรียน เพื่อให้การปฏิวัติเกิดผลอย่างเด็ดขาด ไม่ให้วงจรอุบาทว์กลับมาทำร้ายประเทศไทยได้อีก

สิบเอ็ด การจัดการกับคอรัปชั่นจะต้องทำอย่างจริงจัง โดยประชาชนจะต้องมีบทบาทในการร่วกำกับอย่างเป็นแก่นสาร ระบบราชการทั้งพลเรือน ทหารตำรวจ และการเมือง จะต้องถูกปฏิวัติเพื่อตัดกลไกการคอรัปชั่นอย่างถึงรากถึงโคน

สิบสอง ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เน้นการค้าขายและร่วมมือกับทุกประเทศ การให้เกียรติและปกป้องมิตรประเทศให้ทำมาหากินอย่างมั่นใจจะถือเป็นภารกิจ สำคัญ โดยไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบใคร

สิบสาม ประเทศไทยจะต้องวางเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการค้าและบริการ การแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและส่งเสริมธรรมชาติ การเป็นครัวโลก การสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงวัย ฯลฯ โดยจะต้องทุ่มทุนให้กับการวิจัยและการวางแผนเพื่อความเป็นเลิศในทุกด้าน เพื่อต่อยอดจุดแข็งทุกจุดของชาติ

สิบสี่ จะต้องมีการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและการลงทุนด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ อย่างจริงจัง โดยเป้าหมายคือการเพิ่มมูลค่าจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้งบประมาณการบริหารประเทศไทยต้องเพิ่มเป็นสองเท่าของงบประจำปี ปัจจุบัน คืออย่างน้อย ต้องมีเงินบริหารประเทศปีละ 4 ล้านล้านบาทเป็นเบื้องต้น ในเวลาไม่เกินสองปี

สิบห้า เมื่อคณะปฏิวัติประชาชนได้อำนาจมาแล้ว จะต้องนิรโทษกรรมคนไทยทุกหมู่เหล่า โดยอาศัยประชามติของประชาชนไทย หลังจากที่มีการตัดสินอย่างเป็นธรรมแล้ว และผู้กระทำความผิดได้แสดงออกอย่างชัดเจนในที่สาธารณะแล้วว่า สำนึกผิดแล้ว..

สิบห้า เมื่อคณะปฏิวัติประชาชนได้อำนาจมาแล้ว จะต้องนิรโทษกรรมคนไทยทุกหมู่เหล่า โดยอาศัยประชามติของประชาชนไทย หลังจากที่มีการตัดสินอย่างเป็นธรรมแล้ว และผู้กระทำความผิดได้แสดงออกอย่างชัดเจนในที่สาธารณะแล้วว่า สำนึกผิดแล้ว และคณะปฏิวัติจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมและอนุมัติกรอบการบริหารประเทศร่วม กันโดยเร็วภายในไม่เกินสองปี และจะต้องให้ทุกเรื่องเข้าที่เข้าทางและมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนถาวรเพื่อ เป็นเสาหลักที่มั่นคงในที่สุด

นอกเหนือจากนี้ ควรให้ประชาชนที่เป็นแนวร่วมการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบ ได้มีส่วนร่วมรับรู้และปรับปรุงหรือแต่งเติมเป้าหมายการปฏิวัติข้างบนให้มาก ที่สุดนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

"เป้าหมายการปฏิวัติแบบ มดแดงล้มช้าง ราษฎรเสรีไทย"

"เป้าหมายการปฏิวัติแบบ มดแดงล้มช้าง ราษฎรเสรีไทย"

"เป้าหมายการปฏิวัติแบบ มดแดงล้มช้าง ราษฎรเสรีไทย"
โดย ดร. เพียงดิน รักไทย
First Draft (January 21, 2015)


ขอให้พี่น้องที่สนใจ ร่วมแต่งเติม วิพากษ์ และแสดงความเห็นได้เต็มที่ครับ
ขอนั่งคิดดัง ๆ เรื่องทิศทางข้างหน้านะครับ ขบวนปฏิวัติในใจผม จะมีเป้าหมายระดับต่าง ๆ ปน ๆ กันดังนี้ และเมื่อกรอบยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ เหล่านี้ เข้าที่เข้าทางแล้ว ก็จะมีการจัดการเพื่อให้เกิดผลทั้งในภาวะปัจจุบัน ระยะการเปลี่ยนอำนาจ ระยะเปลี่ยนผ่าน และการวางรากฐานถาวรต่อไป
หนึ่ง กำจัดอำนาจกษัตริย์ที่ยุ่งกับการเมืองการปกครองอย่างสิ้นเชิง หากยอมอยู่แบบอังกฤษหรือญี่ปุ่น (ควรจะน้อยกว่าด้วย) ไม่ได้ ก็ไม่ต้องมีสถาบันกษัตริย์ การปกครองจะไม่ใช่ Constitutional Monarchy แต่จะเป็น People's Democratic State หรือ Republic เท่านั้น ไม่มีสร้อย

สอง อำนาจกษัตริย์ที่มีอยู่ในเชิงเศรษฐกิจ การทหาร การปกครอง วัฒนธรรม การศึกษา ศาสนา และอื่น ๆ จะต้องถูกตัดออกให้สิ้น ยกตัวอย่าง เช่น ทรัพย์สินที่มีอยู่จะต้องตกเป็นของแผ่นดิน จะเอาไปเป็นของส่วนตัวไม่ได้ การลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ทุกระดับ จะต้องถูกดึงมาเป็นของหน่วยงานรัฐ ที่ให้ผลประโยชน์คืนกลับเป็นเงินภาษีอากรของประชาชให้หมด โดยการกินอยู่ จะมีการจัดการให้สมกับฐานะ และต้องตัดองคมนตรี และข้ารับใช้ที่รกรุงรังออกไปให้หมด โครงการหลวงต่าง ๆ จะต้องถูกถ่ายโอนไปให้ตัวแทนฝ่ายบริหารรับผิดชอบต่อไป ฯลฯ

สาม การรัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ และจะต้องไม่มีการนิรโทษกรรมได้อีก โทษของผู้ก่อการและสนับสนุน จะต้องสูงถึงขั้นประหารชีวิต และรัฐบาลเฉพาะกิจจะลงสัตยาบันรับธรรมนูญกรุงโรม เพื่อรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศโดยด่วนทันที

สี่ สัมปทานน้ำมันและทรัพยากรอื่น ๆ ที่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จะต้องถูกเรียกคืนและพิจารณาใหม่ทั้งหมด หากต้องจ่ายชดเชยคืนก็ทำไป เพื่อให้สัปทานต่าง ๆ ผ่านขั้นตอนโดยตัวแทนของประชาชน ที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรแห่งชาติจะเป็นผู้พิจารณาขั้น ตอนการดำเนินงานและการตัดสินผลประโยชน์เพื่อให้ประโยชน์สูงสุดเกิดขึ้นกับ ประชาชนและประเทศชาติ

ห้า จะต้องมีการปฏิวัติวัฒนธรรม ศาสนา และการศึกษาขนานใหญ่ เพื่อให้ความงมงายและความเป็นไทยที่เป็นพิษที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทยถูกถอนออก ไปให้หมด เพื่อให้พลเมืองไทยยกระดับเป็นอารยชน และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนให้สูงสุด เพื่อแข่งขันและอยู่ร่วมกับชาวโลกอย่างสันติสุขและก้าวหน้าอย่างดีที่สุด

หก ที่ดินและการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้าที่คนรวยทรัพย์สินเงินทอง จะต้องเสียภาษีให้มาก จะต้องถูกปฏิวัติใหม่ เพื่อให้เกิดการกระจายพื้นฐานการผลิตและโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งให้กับ ปัจเจกชนและชาติโดยรวม คนทั่วประเทศจะต้องอยู่ดีกินดี ให้สมกับการเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์บนชัยภูมิที่ได้เปรียบ

เจ็ด โครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลเผด็จการศักดินาราชาธิปไตยได้ทำไว้ จะถูกแขวนไว้ทั้งหมด แล้วจัดให้มีการเจรจาใหม่ทั้งหมด เพื่อหาทางแก้ไขการเสียเปรียบและดำเนินการใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประเทศชาติ

แปด จะพัฒนาการศึกษาไทย เพื่อเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาโลก โดยยกเอาความสำเร็จของประเทศที่ได้กำไรจากการเป็นศูนย์กลางการศึกษาเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย เป็นต้น เป้าหมายระยะสั้น ภายในห้าปี ประเทศไทยจะต้องมีดัชนีด้านการศึกษาเป็นสามอันดับต้นของอาเซี่ยน

เก้า สังคมไทยจะต้องถูกปฏิวัติให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมเปิดเพื่อการเข้าใจสังคมเพื่อบ้านและสังคมโลก การเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และการประยุกต์สังคมพุทธและจุดแข็งของสังคมไทย ให้เข้ากับหลักสากล โดยมีการศึกษาวิจัยแล้วกำหนดเป็นเป้าหมายเชิงคุณภาพของพลเมืองไทยอย่าง ชัดเจน เพื่อเป็นวาระแห่งชาติ แล้วใช้ทุกปัจจัยทุ่มพัฒนาให้เกิดผลที่จับต้องได้ในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

สิบ หลักการประชาธิปไตยแบบสากล จะต้องถูกนำมาเป็นเสาหลักของประเทศชาติ สืบทอดไปถึงลูกหลานอย่างสมบูรณ์แบบ การให้การศึกษาแก่พลเมืองทุกหมู่เหล่า ถึงผลดีของการเป็นสังคมประชาธิปไตยและหน้าที่ที่ประชาชนจักพึงมี และอื่น ๆ จะต้องทำอย่างเป็นระบบ สิ่งที่ผ่านมาจะต้องถูกนำมาสรุปเป็นบทเรียน เพื่อให้การปฏิวัติเกิดผลอย่างเด็ดขาด ไม่ให้วงจรอุบาทว์กลับมาทำร้ายประเทศไทยได้อีก

สิบเอ็ด การจัดการกับคอรัปชั่นจะต้องทำอย่างจริงจัง โดยประชาชนจะต้องมีบทบาทในการร่วกำกับอย่างเป็นแก่นสาร ระบบราชการทั้งพลเรือน ทหารตำรวจ และการเมือง จะต้องถูกปฏิวัติเพื่อตัดกลไกการคอรัปชั่นอย่างถึงรากถึงโคน

สิบสอง ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เน้นการค้าขายและร่วมมือกับทุกประเทศ การให้เกียรติและปกป้องมิตรประเทศให้ทำมาหากินอย่างมั่นใจจะถือเป็นภารกิจ สำคัญ โดยไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบใคร

สิบสาม ประเทศไทยจะต้องวางเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการค้าและบริการ การแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและส่งเสริมธรรมชาติ การเป็นครัวโลก การสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงวัย ฯลฯ โดยจะต้องทุ่มทุนให้กับการวิจัยและการวางแผนเพื่อความเป็นเลิศในทุกด้าน เพื่อต่อยอดจุดแข็งทุกจุดของชาติ

สิบสี่ จะต้องมีการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและการลงทุนด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ อย่างจริงจัง โดยเป้าหมายคือการเพิ่มมูลค่าจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้งบประมาณการบริหารประเทศไทยต้องเพิ่มเป็นสองเท่าของงบประจำปี ปัจจุบัน คืออย่างน้อย ต้องมีเงินบริหารประเทศปีละ 4 ล้านล้านบาทเป็นเบื้องต้น ในเวลาไม่เกินสองปี

สิบห้า เมื่อคณะปฏิวัติประชาชนได้อำนาจมาแล้ว จะต้องนิรโทษกรรมคนไทยทุกหมู่เหล่า โดยอาศัยประชามติของประชาชนไทย หลังจากที่มีการตัดสินอย่างเป็นธรรมแล้ว และผู้กระทำความผิดได้แสดงออกอย่างชัดเจนในที่สาธารณะแล้วว่า สำนึกผิดแล้ว..

สิบห้า เมื่อคณะปฏิวัติประชาชนได้อำนาจมาแล้ว จะต้องนิรโทษกรรมคนไทยทุกหมู่เหล่า โดยอาศัยประชามติของประชาชนไทย หลังจากที่มีการตัดสินอย่างเป็นธรรมแล้ว และผู้กระทำความผิดได้แสดงออกอย่างชัดเจนในที่สาธารณะแล้วว่า สำนึกผิดแล้ว และคณะปฏิวัติจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมและอนุมัติกรอบการบริหารประเทศร่วม กันโดยเร็วภายในไม่เกินสองปี และจะต้องให้ทุกเรื่องเข้าที่เข้าทางและมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนถาวรเพื่อ เป็นเสาหลักที่มั่นคงในที่สุด

นอกเหนือจากนี้ ควรให้ประชาชนที่เป็นแนวร่วมการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบ ได้มีส่วนร่วมรับรู้และปรับปรุงหรือแต่งเติมเป้าหมายการปฏิวัติข้างบนให้มาก ที่สุดนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ธงชัย ของ "ขบวนปฏิวัติมดแดงล้มช้าง”

ธงชัย ของ "ขบวนปฏิวัติมดแดงล้มช้าง"




  • อำนาจสูงสุดต้องเป็นของปวงชนชาวไทยโดยเบ็ดเสร็จ กษัตริย์ ทหาร นักการเมือง ตุลาการ ราชการ และกลไกทางการเมืองการปกครองและทางสังคมและวัฒนธรรม จะต้องตอบสนองหลักการดังกล่าวอย่างสมบูรณ์
  • การรัฐประหารอำนาจของปวงชนชาวไทย จะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ ไม่มีการนิรโทษกรรม และไม่มีอายุความ  ส่วนที่ผ่านมานั้น ผู้ก่อการจะต้องถูกพิจารณาโทษและลดหย่อนตามสมควร และผลพวงการรัฐประหาร 2549/2557 จะต้องเป็นโมฆะทั้งหมด อีกทั้งพันธกิจใด ๆ ที่ทำไว้กับเอกชนไทยและเทศ และกับรัฐบาลต่างประเทศ จะต้องถูกพิจารณาใหม่โดยตัวแทนที่มาจากประชาชนเท่านั้น
  • กระบวนการสร้างรัฐใหม่ จะต้องเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ เยี่ยงสากล ไม่ใช่ตามใจพวกอภิสิทธิชนในระบอบราชาธิปไตย
  • ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยและอำนาจรัฐทุกรูปแบบ ต้องผูกโยงกับประชาชน และต้องถูกคานอำนาจและตรวจสอบได้โดยตรงและโดยอ้อมโดยปวงชนชาวไทย
  • เราจะเน้นการแก้ไข ไม่ใช่แก้แค้น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานการตรวจสอบหาความจริงตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นสากล โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และมุ่งเป้าลดหย่อนโทษ หรือนิรโทษกรรม เพื่อเดินหน้าในกรอบใหม่ที่ปวงชนชาวไทยพอใจและมั่นใจได้ว่า จะเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย ที่พ้นจากวงจรอุบาทว์ของระบอบเผด็จการดังที่ผ่านมา
  • โรดแม็ปสำหรับการสร้างชาติใหม่นั้น จะต้องชัดเจนตามหลักการประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ และเป็นแบบประชาพาไปอย่างแท้จริง
  • ประโยชน์สุขโดยทั่วหน้ากันของประชาชนจะเป็นหัวใจของการใช้อำนาจรัฐและทรัพยากรทุกชนิดของแผ่นดิน
  • จะต้องมีการสร้างโรงเรียนดัดสันดานเพื่อปฏิวัตินิสัยคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีบันทึกวีรกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย  และการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้ทันโลกสมัยใหม่จะต้องเร่งทำอย่างหนักที่สุดในช่วงสร้างชาติใหม่ พร้อม ๆ กับเรื่องจำเป็นด้านอื่น
  • รัฐไทยจะต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือต่างชาติ ต้องเป็นกลางและเปิดกว้างสำหรับการร่วมมือเชิงสร้างสรรค์และเป็นธรรม
  • ระบบเศรษฐกิจที่มีการผูกขาดทุกชนิด จะต้องถูกรื้อและกำกับด้วยกฎกติกาใหม่ เพื่อให้เอื้อต่อการสร้างรัฐสวัสดิการ
  • กองทัพ จะต้องถูกลดขนาดและทำให้เป็นกองทัพที่มีเกียรติ เล็กลงแต่ศักยภาพพอตัว
  • การปฏิวัติทุกด้าน จะถูกนำเสนอและดำเนินการต่อไป โดยตัวแทนปวงชนชาวไทย ที่มีที่มาที่ไปและกระบวนการการทำงานอันสอดคล้องกับเจตน์จำนงค์ของการอภิวัฒน์ข้างต้นทุกประการ

ธงชัย ของ "ขบวนปฏิวัติมดแดงล้มช้าง”

ธงชัย ของ "ขบวนปฏิวัติมดแดงล้มช้าง"




  • อำนาจสูงสุดต้องเป็นของปวงชนชาวไทยโดยเบ็ดเสร็จ กษัตริย์ ทหาร นักการเมือง ตุลาการ ราชการ และกลไกทางการเมืองการปกครองและทางสังคมและวัฒนธรรม จะต้องตอบสนองหลักการดังกล่าวอย่างสมบูรณ์
  • การรัฐประหารอำนาจของปวงชนชาวไทย จะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ ไม่มีการนิรโทษกรรม และไม่มีอายุความ  ส่วนที่ผ่านมานั้น ผู้ก่อการจะต้องถูกพิจารณาโทษและลดหย่อนตามสมควร และผลพวงการรัฐประหาร 2549/2557 จะต้องเป็นโมฆะทั้งหมด อีกทั้งพันธกิจใด ๆ ที่ทำไว้กับเอกชนไทยและเทศ และกับรัฐบาลต่างประเทศ จะต้องถูกพิจารณาใหม่โดยตัวแทนที่มาจากประชาชนเท่านั้น
  • กระบวนการสร้างรัฐใหม่ จะต้องเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ เยี่ยงสากล ไม่ใช่ตามใจพวกอภิสิทธิชนในระบอบราชาธิปไตย
  • ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยและอำนาจรัฐทุกรูปแบบ ต้องผูกโยงกับประชาชน และต้องถูกคานอำนาจและตรวจสอบได้โดยตรงและโดยอ้อมโดยปวงชนชาวไทย
  • เราจะเน้นการแก้ไข ไม่ใช่แก้แค้น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานการตรวจสอบหาความจริงตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นสากล โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และมุ่งเป้าลดหย่อนโทษ หรือนิรโทษกรรม เพื่อเดินหน้าในกรอบใหม่ที่ปวงชนชาวไทยพอใจและมั่นใจได้ว่า จะเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย ที่พ้นจากวงจรอุบาทว์ของระบอบเผด็จการดังที่ผ่านมา
  • โรดแม็ปสำหรับการสร้างชาติใหม่นั้น จะต้องชัดเจนตามหลักการประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ และเป็นแบบประชาพาไปอย่างแท้จริง
  • ประโยชน์สุขโดยทั่วหน้ากันของประชาชนจะเป็นหัวใจของการใช้อำนาจรัฐและทรัพยากรทุกชนิดของแผ่นดิน
  • จะต้องมีการสร้างโรงเรียนดัดสันดานเพื่อปฏิวัตินิสัยคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีบันทึกวีรกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย  และการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้ทันโลกสมัยใหม่จะต้องเร่งทำอย่างหนักที่สุดในช่วงสร้างชาติใหม่ พร้อม ๆ กับเรื่องจำเป็นด้านอื่น
  • รัฐไทยจะต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือต่างชาติ ต้องเป็นกลางและเปิดกว้างสำหรับการร่วมมือเชิงสร้างสรรค์และเป็นธรรม
  • ระบบเศรษฐกิจที่มีการผูกขาดทุกชนิด จะต้องถูกรื้อและกำกับด้วยกฎกติกาใหม่ เพื่อให้เอื้อต่อการสร้างรัฐสวัสดิการ
  • กองทัพ จะต้องถูกลดขนาดและทำให้เป็นกองทัพที่มีเกียรติ เล็กลงแต่ศักยภาพพอตัว
  • การปฏิวัติทุกด้าน จะถูกนำเสนอและดำเนินการต่อไป โดยตัวแทนปวงชนชาวไทย ที่มีที่มาที่ไปและกระบวนการการทำงานอันสอดคล้องกับเจตน์จำนงค์ของการอภิวัฒน์ข้างต้นทุกประการ

ถาวร คุย สุรินทร์ เห็นพ้องรับรธน.ได้ ใช้ขจัดระบอบทักษิณ แม้ไม่เป็นปชต.สมบูรณ์




ถาวร คุย สุรินทร์ เห็นพ้องรับรธน.ได้ ใช้ขจัดระบอบทักษิณ แม้ไม่เป็นปชต.สมบูรณ์ http://www.matichon.co.th/news/179319

ถาวร คุย สุรินทร์ เห็นพ้องรับรธน.ได้ ใช้ขจัดระบอบทักษิณ แม้ไม่เป็นปชต.สมบูรณ์




ถาวร คุย สุรินทร์ เห็นพ้องรับรธน.ได้ ใช้ขจัดระบอบทักษิณ แม้ไม่เป็นปชต.สมบูรณ์ http://www.matichon.co.th/news/179319

กรณ์ จาติกฯ สนับสนุนนโยบายยาบ้า ของไอ้บ้าไพบูลย์



กรณ์ จาติกฯ สนับสนุนนโยบายยาบ้า ของไอ้บ้าไพบูลย์



บนทางแยกประวัติศาสตร์ของฝ่ายจารีต-ขวาไทย : ทักษิณอาจไม่ใช่ศัตรูหลักอย่างที่พวกเขาเข้าใจ

บนทางแยกประวัติศาสตร์ของฝ่ายจารีต-ขวาไทย : ทักษิณอาจไม่ใช่ศัตรูหลักอย่างที่พวกเขาเข้าใจ

——————



ทำไมทักษิณจึงยังมีอำนาจทางการเมืองยืนยาวมาได้อย่างยาวนานขนาดนี้ เรื่องนี้ผมได้เขียนไปมากแล้วแต่มีเรื่องหนึ่งที่เราต้องไปทำความเข้าใจเพิ่มอีก 

เป็นเรื่องเกี่ยวกับฝ่ายจารีต-ขวาไทย ที่กำลังเป็นปัญหาและเป็นตัวอันตรายต่อประเทศไทยในขณะนี้
------

หลังจากขึ้นครองอำนาจทางการเมืองของตัวทักษิณชินวัตร เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายมหาศาล ในความเปลี่ยนแปลงนั้นไปสะเทือนโครงสร้างเก่าที่กลุ่มเครือข่ายกลุ่มหนึ่งเคยได้เปรียบมานาน (เรื่องนี้มีคนเขียนเอาไว้เยอะแล้ว ผมขอข้ามไปละกัน)

เกษียร เตชะพีระ เคยให้ความเห็นมาประเด็นหนึ่งว่าอันที่จริงแล้วประเทศไทยอาจไม่ได้ประสบปัญหาสร้างประชาธิปไตยก็ได้ (democratization) โดยกลับกัน ตอนนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการย้อนกลับไปสู่ระบอบเก่าก่อนทักษิณมาต่างหาก

พูดง่ายๆ ตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามทำให้ประเทศไทยกลับไปเป็นระบอบเผด็จการอีกครั้งหนึ่ง (authoritarization) แต่ยังไม่สำเร็จเสียที ทำมาต่อเนื่องเป็นสิบปีแล้วก็ยังไม่สำเร็จ มันยังค้างๆคาๆอยู่

ผมเห็นด้วยกับการมองมุมกลับแบบนี้ เพราะเป็นการมองจากมุมของกลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ มองว่าประชาธิปไตยคือภัยคุกคามพวกเขา 

เมื่อย้อนประเทศไทยกลับไปเป็นเผด็จการไม่สำเร็จทั้งๆที่ลงมือทำไปแล้ว จึงเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติเป็นอันมาก

ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง เราก็เห็นด้วยตาของตัวเองใช่มั้ยครับ ?
------

การทำความเข้าใจฝ่ายจารีต-ขวาไทยในการเมืองไทยสมัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกระบวนการประชาธิปไตยเดินมาสู่คุณภาพหนึ่งเมื่อยุคไทยรักไทยเรืองอำนาจ ทำให้โครงสร้างเก่าๆที่เคยรู้จักมีความเปลี่ยนแปลงไป

ภายใต้โครงสร้างเก่า นักการเมืองและพรรคการเมืองไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ทางชนชั้นมากเท่าตัวทักษิณและพรรคไทยรักไทย 

โดยกลับกัน พรรคการเมืองและนักการเมืองก่อนปี 2544 มีลักษณะที่สามารถถูกควบคุมโดยโครงสร้างและกลไกบางอย่างได้ (เช่น ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นต้น) นักการเมืองจำเป็นต้องอยู่ใต้โครงสร้างอำนาจชนิดนั้นมานาน แม้ว่า 14 ตุลาฯ จะพังทลายอำนาจของข้าราชการประจำไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม  

ฝ่ายจารีต-ขวาไทย รู้สึก "ปลอดภัย" ภายใต้โครงสร้างชนิดนั้นเนื่องจากฝ่ายตนเองออกแบบมานาน สะสมมานานจนสามารถเปลี่ยนความคิดของคนในสังคมให้เห็นดีงามไปด้วยได้ 

นักการเมืองและพรรคการเมืองจึงไม่น่ากลัว ตราบใดที่พวกเขายังไม่เข้ามาทำลายโครงสร้างเดิมที่เคยเป็นมา ตราบนั้นนักการเมืองก็จะ "ได้รับอนุญาต" โลดแล่นบนเส้นทางอำนาจและผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
--------

การมาของทักษิณและพรรคไทยรักไทยได้ทำลายกำแพงเหล่านั้นลงไปหลายต่อหลายจุด 

แน่นอนว่าตัวทักษิณเองเติบโตมาจากระบบโครงสร้างแบบเก่า เป็นนักการเมืองที่ไม่ต่างอะไรจากนักการเมืองคนอื่นๆที่ต้องการเข้ามาแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง อำนาจและผลประโยชน์ เป็น cliche เรื่องเดิมๆที่รับรู้กันมาดีอยู่แล้ว

เพียงแต่วิธีคิดบางอย่างของทักษิณทำให้กำแพงเหล่านั้นพังลงอย่างไม่ตั้งใจ (ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ตั้งใจทำให้กระทบต่อโครงสร้างเก่าขนาดนั้นแต่แรกแล้ว แต่อาจยกเรื่องเศรษฐกิจเอาไว้เรื่องหนึ่งเพราะเป็นงานถนัดของเขา) 

การที่ทักษิณใช้แนวนโยบายประชานิยม เพียงเพราะทักษิณอยากได้ฐานคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งวาระต่อวาระเท่านั้นเอง มันง่าย เร็ว ลงทุนไม่มาก ลูกค้าชอบ ตอบโจทย์ได้ ทำไมจะไม่ทำล่ะ ?

สิ่งนี้แหละคือจุดเปลี่ยนของเนื้อเรื่องทางการเมืองขนาดยาวของไทย เพราะสิ่งที่ทักษิณทำเพียงแค่หวังคะแนนเสียงเฉพาะหน้า มันกลับกลายเป็นว่าได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระดับฐานราก (radical) หลายตัว
----------

จึงทำให้เกิดสิ่งสำคัญขึ้นมา...

1. ตัวทักษิณกลายเป็นนายทุนนักการเมือง "ฮีโร่ของชาวบ้าน" บารมีของทักษิณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว ทักษิณจึงกลายเป็นบุคคลที่ทรงพลังทางการเมืองสูงยิ่งแปรผันตามบารมีของตนเอง

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งมีบารมีสูงเทียบเท่าทักษิณมากก่อน และไม่ใช่แค่มีบารมีแค่ระยะแรกๆหลังเลือกตั้งเท่านั้น แต่หากได้รับเลือกตั้งถึงสองครั้งติดด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 19 ล้านเสียง และ 14 ล้านเสียงตามลำดับ

หาก "การเมืองแบบบารมี" มีความสำคัญต่อการเมืองไทย ทักษิณก็คือผู้มีบารมีระดับสูงในระดับประเทศ 

"การวัดบารมี" จึงเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจแต่เป็นแรงจูงใจสำคัญของฝ่ายจารีต-ขวาไทย และจูงใจมากพอที่จะต้องโค่นล้มทักษิณลงไปให้ได้

การเมืองแบบบารมี ถือว่าเป็นพื้นที่อำนาจสำคัญของฝ่ายจารีต-ขวาไทยนั่นเอง ทักษิณ "ก้าวล่วงพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์" นี้ไปเสียแล้ว...

2. แนวนโยบายของไทยรักไทย ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนโฉมไปมาก สิ่งต่างๆที่เคยเป็นมากลายเป็นอดีตให้จดจำ

เพราะสังคมกำลัง "ดื่มด่ำ" กับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่พัดพามาพร้อมๆกับสิ่งที่เรียกว่าประชานิยม

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 ไม่นานนัก ขบวนการเสื้อแดงโผล่ขึ้นมาแทบจะในทันที

ถามว่าพวกเขามาจากไหน ? พวกเขาก็มาจากความเปลี่ยนแปลงนี้แทบทั้งสิ้น (ผมเขียนบทความพูดถึงเรื่องนี้เอาไว้แล้วอย่างละเอียด ใน "คนเสื้อแดง "Agent of Change ?": บทสำรวจบางประการ") 

พลังทางการเมืองขนาดใหญ่โตที่ดูเหมือนว่า "ไร้ประสบการณ์ ถูกชักจูงโดยนักการเมือง โง่ จน เจ็บ" ไม่ใช่ของเก๊ในทางโครงสร้างอย่างแน่นอน

การตื่นขึ้นมาของประชาชนฝ่ายนี้ไม่ได้ตื่นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ 

สาเหตุแรก แน่นอนว่าตัวทักษิณเป็นบุคคลสำคัญของฝ่ายเสื้อแดง เพราะเขาได้เชื่อมตัวเองเข้ากับมวลชนในวงกว้างมาแต่แรก ดังนั้น ตัวทักษิณจึงมีสองสถานะในเสื้อแดง

1. สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (ตลกร้ายก็คือทักษิณไม่ได้เป็นนักประชาธิปไตยอะไรขนาดนั้น) 

2. เป็นนักการเมืองที่มีนโยบายดีๆสำหรับประชาชนและทำได้จริงๆ แต่ถูกรังแก ต้องช่วยทักษิณ

ทักษิณจึงเป็นผู้ที่มีบารมีอย่างมากในหมู่เสื้อแดงและผู้สนับสนุนทักษิณ 

ทักษิณก็พร้อมที่จะสนับสนุนทรัพยากรต่างๆให้แก่มวลชน เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยใช้ปีกมวลชนของพรรค คือ นปช. นั่นเอง

สาเหตุที่สอง "สำนึกทางการเมือง" ของผู้สนับสนุนทักษิณได้ก่อตัวขึ้นมาพร้อมๆกับประสบการณ์จริงๆในสังคมที่พวกเขาเผชิญอยู่ทุกวัน 

คำว่า "ประชาธิปไตยกินได้" ไม่ใช่คำสวยหรูในตำราเพ้อฝันของนักวิชาการประชาธิปไตยโลกสวยอีกต่อไป หากแต่เป็นคำที่เกิดขึ้นจริงๆในชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้สนับสนุนทักษิณ

เมื่อประชาธิปไตยมันกินได้มันจึงเป็นประชาธิปไตยที่ดี 

"นักการเมืองจ่ายเงินซื้อเสียงบ้างก็ไม่เป็นไร คอรับชั่นบ้างก็รับได้ แต่เวลาฉันป่วยฉันก็เข้าโรงบาลได้เลย เวลาฉันไม่มีเงินก็มีโครงการดีๆมาให้ฉัน เมื่อยามฉันทำงานเหนื่อยแทบตาย ก็มีคนที่ชื่อทักษิณมาบอกว่าเอาค่าแรงที่ยุติธรรมไป เมื่อลูกหลานของฉันอยากเรียนหนังสือ ก็ได้เรียน เมื่อลูกหลานฉันเรียนจบ ก็ได้หมื่นห้า ฯลฯ

จู่ๆวันหนึ่งมีคนออกมาไล่นายกของฉัน สุดท้ายก็มีทหารเข้ามาพรากประชาธิปไตยไปจากฉัน ฉันจะยอมหรือ ?"

เรื่องเล่าเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องเล่าอันหนักหน่วงสำหรับฝ่ายจารีตต-ขวาจัดไทย 

เพราะเขาไม่ได้ต่อสู้กับตัวทักษิณเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว...

ศัตรูของฝ่ายจารีต-ขวาไทย จึงขยายวงกว้างไม่ได้จำกัดเพียงแค่ทักษิณและเครือข่ายทักษิณ

แต่พวกเขากำลังสู้กับจิตสำนึกที่เปลี่ยนไปแล้วของประชาชนต่างหาก

เมื่อจิตสำนึกของผู้คนเปลี่ยนแปลง การเอาปืนมายิงให้ตาย เอาทหารมาล้อมฆ่า ก็ทำได้เพียงแค่พรากชีวิตไปเท่านั้น

แต่กระสุนปืนยิงอุดมการณ์และจิตสำนึกทางการเมืองไม่ได้ มันเอาปืนฆ่าไม่ได้...
-------

วันเวลาผ่านไป หลังล้อมฆ่า 2553 ทำให้ฝ่ายถูกฆ่าเริ่มยกระดับจิตสำนึกตัวเองขึ้นมาใหม่

พวกเขารู้ว่ากำลังสู้กับอะไร การต่อสู้อาจจะไม่ใช่การต่อสู้เพื่อทักษิณต่อไปอีกแล้วก็ได้

แน่นอนว่าจิตสำนึกที่ถูกยกระดับของมวลชนอาจจะไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นท์เท่ากันหมด มันย่อมต้องใช้เวลาสะสมทั้งความคิดและประสบการณ์ตามวันและเวลา

หลายครั้งเสื้อแดงเองก็หลับหูหลับตาเชียร์อย่างไม่สนใจปรากฎการณ์ใดๆ ราวกับว่าทักษิณและพรรคของทักษิณไม่เคยผิดพลาดเลย ไม่เคย "เหยียบหัวประชาชนเพื่อผลประโยชน์ตนเอง" เลยแม้แต่ครั้งเดียว

เวลาและประสบการณ์ที่มากขึ้นเท่านั้นจะเป็นคำตอบ
---------

โดยกลับกัน ฝ่ายจารีต-ขวาไทย กลับพยายามรั้งอดีตเอาไว้กับตัวเอง ยังเชื่อมั่นในวิธีการเก่าๆที่จะรักษาระบอบโครงสร้างเดิมเอาไว้ให้ได้ 

ความผิดพลาดอย่างมหันต์ก็คือการไม่ยอมปรับตัวเองเข้าสู่โครงสร้างใหม่ ยังยึดติดกับความเคยชินเดิมๆ ยังคงใช้วิธีคิดเดิมที่เคยได้ผล 

แน่นอนครับ การรัฐประหารคือ practical ทางการเมืองที่จับต้องได้และทำได้สำเร็จด้วย 

แต่ปัญหาคือ การรัฐประหาร การล้อมปราบ การกดขี่ การทำลายสิทธิเสรีภาพ ยิ่งทำให้สถานภาพทางการเมืองของพวกเขาแย่ลงในระยะยาว และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดทางการเมืองใดๆได้อีกด้วย

เขาโค่นล้มล้มทักษิณได้ใช่หรือไม่ ? ใช่, เขาสามารถกลับเข้าไปยึดอำนาจรัฐได้หรือไม่ ? ใช่

แต่ที่เขายังทำไม่ได้และจะไม่มีวันทำได้ คือ "การครองใจคนหมู่มาก"

ทักษิณมีอาวุธมหาประลัยในมือ คือ การครองใจคนหมู่มากเอาไว้ได้ และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขึ้นมาได้ (แม้ว่าแดงหลายกลุ่มจะไม่ยอมรับตรงนี้ แต่เชื่อผมเถอะ ทักษิณขยับทำอะไร เขาก็ยังต้องตามทักษิณไปก่อนอยู่ดี)

หากการเมืองเป็นเรื่องของการครองใจคนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายจารีต-ขวาไทยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง....
------

ทางแยกสำคัญของฝ่ายจารีต-ขวาไทย มีเพียงไม่กี่ทางเท่านั้น

1. พร้อมปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างและสถานการณ์อำนาจแบบใหม่ เพื่อรักษา status quo ของตัวเองเอาไว้ให้ได้ ยินยอมที่จะประนีประนอมกับพลังทางการเมืองใหม่ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ

2. เลือกทางแตกหัก ยอมหักไม่ยอมงอ หากกูไม่ได้เป็นผู้กุมเกม ก็จงทำลายล้างกันไปให้สิ้นซาก

ทักษิณอาจเป็นตัวแปรสำคัญก็จริงแต่ทักษิณเองก็คุมไม่ได้ทั้งหมดอย่างที่หลายคนเข้าใจ

"ซุบเปอร์ดีล" ไม่เคยจบลงอย่างสวยงามหากปราศจากประชาชนในนั้น...

เครดิต LINE Unknown

บนทางแยกประวัติศาสตร์ของฝ่ายจารีต-ขวาไทย : ทักษิณอาจไม่ใช่ศัตรูหลักอย่างที่พวกเขาเข้าใจ

บนทางแยกประวัติศาสตร์ของฝ่ายจารีต-ขวาไทย : ทักษิณอาจไม่ใช่ศัตรูหลักอย่างที่พวกเขาเข้าใจ

——————



ทำไมทักษิณจึงยังมีอำนาจทางการเมืองยืนยาวมาได้อย่างยาวนานขนาดนี้ เรื่องนี้ผมได้เขียนไปมากแล้วแต่มีเรื่องหนึ่งที่เราต้องไปทำความเข้าใจเพิ่มอีก 

เป็นเรื่องเกี่ยวกับฝ่ายจารีต-ขวาไทย ที่กำลังเป็นปัญหาและเป็นตัวอันตรายต่อประเทศไทยในขณะนี้
------

หลังจากขึ้นครองอำนาจทางการเมืองของตัวทักษิณชินวัตร เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายมหาศาล ในความเปลี่ยนแปลงนั้นไปสะเทือนโครงสร้างเก่าที่กลุ่มเครือข่ายกลุ่มหนึ่งเคยได้เปรียบมานาน (เรื่องนี้มีคนเขียนเอาไว้เยอะแล้ว ผมขอข้ามไปละกัน)

เกษียร เตชะพีระ เคยให้ความเห็นมาประเด็นหนึ่งว่าอันที่จริงแล้วประเทศไทยอาจไม่ได้ประสบปัญหาสร้างประชาธิปไตยก็ได้ (democratization) โดยกลับกัน ตอนนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการย้อนกลับไปสู่ระบอบเก่าก่อนทักษิณมาต่างหาก

พูดง่ายๆ ตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามทำให้ประเทศไทยกลับไปเป็นระบอบเผด็จการอีกครั้งหนึ่ง (authoritarization) แต่ยังไม่สำเร็จเสียที ทำมาต่อเนื่องเป็นสิบปีแล้วก็ยังไม่สำเร็จ มันยังค้างๆคาๆอยู่

ผมเห็นด้วยกับการมองมุมกลับแบบนี้ เพราะเป็นการมองจากมุมของกลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ มองว่าประชาธิปไตยคือภัยคุกคามพวกเขา 

เมื่อย้อนประเทศไทยกลับไปเป็นเผด็จการไม่สำเร็จทั้งๆที่ลงมือทำไปแล้ว จึงเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติเป็นอันมาก

ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง เราก็เห็นด้วยตาของตัวเองใช่มั้ยครับ ?
------

การทำความเข้าใจฝ่ายจารีต-ขวาไทยในการเมืองไทยสมัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกระบวนการประชาธิปไตยเดินมาสู่คุณภาพหนึ่งเมื่อยุคไทยรักไทยเรืองอำนาจ ทำให้โครงสร้างเก่าๆที่เคยรู้จักมีความเปลี่ยนแปลงไป

ภายใต้โครงสร้างเก่า นักการเมืองและพรรคการเมืองไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ทางชนชั้นมากเท่าตัวทักษิณและพรรคไทยรักไทย 

โดยกลับกัน พรรคการเมืองและนักการเมืองก่อนปี 2544 มีลักษณะที่สามารถถูกควบคุมโดยโครงสร้างและกลไกบางอย่างได้ (เช่น ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นต้น) นักการเมืองจำเป็นต้องอยู่ใต้โครงสร้างอำนาจชนิดนั้นมานาน แม้ว่า 14 ตุลาฯ จะพังทลายอำนาจของข้าราชการประจำไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม  

ฝ่ายจารีต-ขวาไทย รู้สึก "ปลอดภัย" ภายใต้โครงสร้างชนิดนั้นเนื่องจากฝ่ายตนเองออกแบบมานาน สะสมมานานจนสามารถเปลี่ยนความคิดของคนในสังคมให้เห็นดีงามไปด้วยได้ 

นักการเมืองและพรรคการเมืองจึงไม่น่ากลัว ตราบใดที่พวกเขายังไม่เข้ามาทำลายโครงสร้างเดิมที่เคยเป็นมา ตราบนั้นนักการเมืองก็จะ "ได้รับอนุญาต" โลดแล่นบนเส้นทางอำนาจและผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
--------

การมาของทักษิณและพรรคไทยรักไทยได้ทำลายกำแพงเหล่านั้นลงไปหลายต่อหลายจุด 

แน่นอนว่าตัวทักษิณเองเติบโตมาจากระบบโครงสร้างแบบเก่า เป็นนักการเมืองที่ไม่ต่างอะไรจากนักการเมืองคนอื่นๆที่ต้องการเข้ามาแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง อำนาจและผลประโยชน์ เป็น cliche เรื่องเดิมๆที่รับรู้กันมาดีอยู่แล้ว

เพียงแต่วิธีคิดบางอย่างของทักษิณทำให้กำแพงเหล่านั้นพังลงอย่างไม่ตั้งใจ (ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ตั้งใจทำให้กระทบต่อโครงสร้างเก่าขนาดนั้นแต่แรกแล้ว แต่อาจยกเรื่องเศรษฐกิจเอาไว้เรื่องหนึ่งเพราะเป็นงานถนัดของเขา) 

การที่ทักษิณใช้แนวนโยบายประชานิยม เพียงเพราะทักษิณอยากได้ฐานคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งวาระต่อวาระเท่านั้นเอง มันง่าย เร็ว ลงทุนไม่มาก ลูกค้าชอบ ตอบโจทย์ได้ ทำไมจะไม่ทำล่ะ ?

สิ่งนี้แหละคือจุดเปลี่ยนของเนื้อเรื่องทางการเมืองขนาดยาวของไทย เพราะสิ่งที่ทักษิณทำเพียงแค่หวังคะแนนเสียงเฉพาะหน้า มันกลับกลายเป็นว่าได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระดับฐานราก (radical) หลายตัว
----------

จึงทำให้เกิดสิ่งสำคัญขึ้นมา...

1. ตัวทักษิณกลายเป็นนายทุนนักการเมือง "ฮีโร่ของชาวบ้าน" บารมีของทักษิณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว ทักษิณจึงกลายเป็นบุคคลที่ทรงพลังทางการเมืองสูงยิ่งแปรผันตามบารมีของตนเอง

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งมีบารมีสูงเทียบเท่าทักษิณมากก่อน และไม่ใช่แค่มีบารมีแค่ระยะแรกๆหลังเลือกตั้งเท่านั้น แต่หากได้รับเลือกตั้งถึงสองครั้งติดด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 19 ล้านเสียง และ 14 ล้านเสียงตามลำดับ

หาก "การเมืองแบบบารมี" มีความสำคัญต่อการเมืองไทย ทักษิณก็คือผู้มีบารมีระดับสูงในระดับประเทศ 

"การวัดบารมี" จึงเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจแต่เป็นแรงจูงใจสำคัญของฝ่ายจารีต-ขวาไทย และจูงใจมากพอที่จะต้องโค่นล้มทักษิณลงไปให้ได้

การเมืองแบบบารมี ถือว่าเป็นพื้นที่อำนาจสำคัญของฝ่ายจารีต-ขวาไทยนั่นเอง ทักษิณ "ก้าวล่วงพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์" นี้ไปเสียแล้ว...

2. แนวนโยบายของไทยรักไทย ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนโฉมไปมาก สิ่งต่างๆที่เคยเป็นมากลายเป็นอดีตให้จดจำ

เพราะสังคมกำลัง "ดื่มด่ำ" กับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่พัดพามาพร้อมๆกับสิ่งที่เรียกว่าประชานิยม

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 ไม่นานนัก ขบวนการเสื้อแดงโผล่ขึ้นมาแทบจะในทันที

ถามว่าพวกเขามาจากไหน ? พวกเขาก็มาจากความเปลี่ยนแปลงนี้แทบทั้งสิ้น (ผมเขียนบทความพูดถึงเรื่องนี้เอาไว้แล้วอย่างละเอียด ใน "คนเสื้อแดง "Agent of Change ?": บทสำรวจบางประการ") 

พลังทางการเมืองขนาดใหญ่โตที่ดูเหมือนว่า "ไร้ประสบการณ์ ถูกชักจูงโดยนักการเมือง โง่ จน เจ็บ" ไม่ใช่ของเก๊ในทางโครงสร้างอย่างแน่นอน

การตื่นขึ้นมาของประชาชนฝ่ายนี้ไม่ได้ตื่นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ 

สาเหตุแรก แน่นอนว่าตัวทักษิณเป็นบุคคลสำคัญของฝ่ายเสื้อแดง เพราะเขาได้เชื่อมตัวเองเข้ากับมวลชนในวงกว้างมาแต่แรก ดังนั้น ตัวทักษิณจึงมีสองสถานะในเสื้อแดง

1. สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (ตลกร้ายก็คือทักษิณไม่ได้เป็นนักประชาธิปไตยอะไรขนาดนั้น) 

2. เป็นนักการเมืองที่มีนโยบายดีๆสำหรับประชาชนและทำได้จริงๆ แต่ถูกรังแก ต้องช่วยทักษิณ

ทักษิณจึงเป็นผู้ที่มีบารมีอย่างมากในหมู่เสื้อแดงและผู้สนับสนุนทักษิณ 

ทักษิณก็พร้อมที่จะสนับสนุนทรัพยากรต่างๆให้แก่มวลชน เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยใช้ปีกมวลชนของพรรค คือ นปช. นั่นเอง

สาเหตุที่สอง "สำนึกทางการเมือง" ของผู้สนับสนุนทักษิณได้ก่อตัวขึ้นมาพร้อมๆกับประสบการณ์จริงๆในสังคมที่พวกเขาเผชิญอยู่ทุกวัน 

คำว่า "ประชาธิปไตยกินได้" ไม่ใช่คำสวยหรูในตำราเพ้อฝันของนักวิชาการประชาธิปไตยโลกสวยอีกต่อไป หากแต่เป็นคำที่เกิดขึ้นจริงๆในชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้สนับสนุนทักษิณ

เมื่อประชาธิปไตยมันกินได้มันจึงเป็นประชาธิปไตยที่ดี 

"นักการเมืองจ่ายเงินซื้อเสียงบ้างก็ไม่เป็นไร คอรับชั่นบ้างก็รับได้ แต่เวลาฉันป่วยฉันก็เข้าโรงบาลได้เลย เวลาฉันไม่มีเงินก็มีโครงการดีๆมาให้ฉัน เมื่อยามฉันทำงานเหนื่อยแทบตาย ก็มีคนที่ชื่อทักษิณมาบอกว่าเอาค่าแรงที่ยุติธรรมไป เมื่อลูกหลานของฉันอยากเรียนหนังสือ ก็ได้เรียน เมื่อลูกหลานฉันเรียนจบ ก็ได้หมื่นห้า ฯลฯ

จู่ๆวันหนึ่งมีคนออกมาไล่นายกของฉัน สุดท้ายก็มีทหารเข้ามาพรากประชาธิปไตยไปจากฉัน ฉันจะยอมหรือ ?"

เรื่องเล่าเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องเล่าอันหนักหน่วงสำหรับฝ่ายจารีตต-ขวาจัดไทย 

เพราะเขาไม่ได้ต่อสู้กับตัวทักษิณเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว...

ศัตรูของฝ่ายจารีต-ขวาไทย จึงขยายวงกว้างไม่ได้จำกัดเพียงแค่ทักษิณและเครือข่ายทักษิณ

แต่พวกเขากำลังสู้กับจิตสำนึกที่เปลี่ยนไปแล้วของประชาชนต่างหาก

เมื่อจิตสำนึกของผู้คนเปลี่ยนแปลง การเอาปืนมายิงให้ตาย เอาทหารมาล้อมฆ่า ก็ทำได้เพียงแค่พรากชีวิตไปเท่านั้น

แต่กระสุนปืนยิงอุดมการณ์และจิตสำนึกทางการเมืองไม่ได้ มันเอาปืนฆ่าไม่ได้...
-------

วันเวลาผ่านไป หลังล้อมฆ่า 2553 ทำให้ฝ่ายถูกฆ่าเริ่มยกระดับจิตสำนึกตัวเองขึ้นมาใหม่

พวกเขารู้ว่ากำลังสู้กับอะไร การต่อสู้อาจจะไม่ใช่การต่อสู้เพื่อทักษิณต่อไปอีกแล้วก็ได้

แน่นอนว่าจิตสำนึกที่ถูกยกระดับของมวลชนอาจจะไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นท์เท่ากันหมด มันย่อมต้องใช้เวลาสะสมทั้งความคิดและประสบการณ์ตามวันและเวลา

หลายครั้งเสื้อแดงเองก็หลับหูหลับตาเชียร์อย่างไม่สนใจปรากฎการณ์ใดๆ ราวกับว่าทักษิณและพรรคของทักษิณไม่เคยผิดพลาดเลย ไม่เคย "เหยียบหัวประชาชนเพื่อผลประโยชน์ตนเอง" เลยแม้แต่ครั้งเดียว

เวลาและประสบการณ์ที่มากขึ้นเท่านั้นจะเป็นคำตอบ
---------

โดยกลับกัน ฝ่ายจารีต-ขวาไทย กลับพยายามรั้งอดีตเอาไว้กับตัวเอง ยังเชื่อมั่นในวิธีการเก่าๆที่จะรักษาระบอบโครงสร้างเดิมเอาไว้ให้ได้ 

ความผิดพลาดอย่างมหันต์ก็คือการไม่ยอมปรับตัวเองเข้าสู่โครงสร้างใหม่ ยังยึดติดกับความเคยชินเดิมๆ ยังคงใช้วิธีคิดเดิมที่เคยได้ผล 

แน่นอนครับ การรัฐประหารคือ practical ทางการเมืองที่จับต้องได้และทำได้สำเร็จด้วย 

แต่ปัญหาคือ การรัฐประหาร การล้อมปราบ การกดขี่ การทำลายสิทธิเสรีภาพ ยิ่งทำให้สถานภาพทางการเมืองของพวกเขาแย่ลงในระยะยาว และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดทางการเมืองใดๆได้อีกด้วย

เขาโค่นล้มล้มทักษิณได้ใช่หรือไม่ ? ใช่, เขาสามารถกลับเข้าไปยึดอำนาจรัฐได้หรือไม่ ? ใช่

แต่ที่เขายังทำไม่ได้และจะไม่มีวันทำได้ คือ "การครองใจคนหมู่มาก"

ทักษิณมีอาวุธมหาประลัยในมือ คือ การครองใจคนหมู่มากเอาไว้ได้ และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขึ้นมาได้ (แม้ว่าแดงหลายกลุ่มจะไม่ยอมรับตรงนี้ แต่เชื่อผมเถอะ ทักษิณขยับทำอะไร เขาก็ยังต้องตามทักษิณไปก่อนอยู่ดี)

หากการเมืองเป็นเรื่องของการครองใจคนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายจารีต-ขวาไทยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง....
------

ทางแยกสำคัญของฝ่ายจารีต-ขวาไทย มีเพียงไม่กี่ทางเท่านั้น

1. พร้อมปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างและสถานการณ์อำนาจแบบใหม่ เพื่อรักษา status quo ของตัวเองเอาไว้ให้ได้ ยินยอมที่จะประนีประนอมกับพลังทางการเมืองใหม่ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ

2. เลือกทางแตกหัก ยอมหักไม่ยอมงอ หากกูไม่ได้เป็นผู้กุมเกม ก็จงทำลายล้างกันไปให้สิ้นซาก

ทักษิณอาจเป็นตัวแปรสำคัญก็จริงแต่ทักษิณเองก็คุมไม่ได้ทั้งหมดอย่างที่หลายคนเข้าใจ

"ซุบเปอร์ดีล" ไม่เคยจบลงอย่างสวยงามหากปราศจากประชาชนในนั้น...

เครดิต LINE Unknown

แผนร้ายเผด็จศึกธรรมกาย วันเสาร์ ที่ 18 และ อาทิตย์ ที่ 19 นี้

ได้รับแจ้งข่าว ว่า

วันเสาร์ ที่ 18 และ อาทิตย์ ที่ 19 นี้
ทาง DSI ได้ขอหมายค้น ให้ตำรวจ
ดำเนินการเข้า ตรวจค้น ตั้งแต่เวลา
06:00 น. หรือ อาจจะ ก่อนเวลา
เพื่อ ทำการสร้างสถานการณ์ ว่า
ทางวัดธรรมกาย มียาเสพติด ซุกซ่อนไว้




วันแรก อาจจะมีการดำเนินการ แบบนุ่มนวล
เพื่อให้มวลชน เห็นว่า ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรง เกิดขึ้น และ เจ้าหน้าที่ก็จะกลับ ไป ซึ่งมวลชนบางส่วน ก็อาจจะ กลับ เช่นกัน

แต่ทุกอย่าง ได้ถูกสั่งมาแล้วว่า ต้องสำเร็จภายใน
วันอาทิตย์นี้ โดยให้ตำรวจ ออกหน้า เพื่อไม่ให้มีผลกระทบ กับ การลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ และ ภารกิจของทหาร

ขณะนี้ รถของหน่วยงาน ทุกคัน ได้ถูกเรียก 
กลับเข้าประจำการ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ระดับ นายพล หลายราย และ ทุกชั้น ยศ
จาก กองบัญชาการ ตำรวจ ภาค 1
และ ภาค 7 ...ขอให้ศิษย์ธรรมกาย ทุกท่าน
ระวัง เรื่อง ข้อหาการกระทำผิด ในทุกกรณีย์
ที่เค้าจะ ยัดเยียดให้ ด้วย ประเด็นสำคัญ คือ 
เรื่อง ยาเสพติด ที่เค้า วางแผนกันมาแล้ว
จึงแจ้งเตือน ขอให้ทุกท่านช่วยกันพิจารณา และ
ป้องกัน การเข้า ออก ของเจ้าหน้าที่ และ บุคคล
ต่าง ๆ ด้วย

ขอให้เพิ่มความระมัด ระวัง จากการโยนสิ่งของแปลกปลอม
เข้าไปตามจุดต่าง ๆ ซี่งเป็นพื้นที่กว้างขวาง ยากต่อการดูแล
และ ขอให้ศิษย์ที่ประจำจุดในแต่ละจุด อยู่ประจำจุดที่มีเจ้าหน้าที่
เข้าไปตรวจค้น อย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องมีการเคลื่อนย้ายกำลัง
ในแต่ละจุด ให้มีการเฝ้าระวัง การเข้าตรวจค้นอย่างเคร่งครัด
เป็นคำแนะนำ จากเจ้าหน้าที่ ที่บอกฝากมา ค่ะ

โพสต์ล่าสุด

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวการอยู่แบบเดิม

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวการอยู่แบบเดิม บทอ่านเตือนใจก่อนเลือกตั้ง อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จ...

Popular Posts