ประชาชนจะชนะได้อย่างไร: จะล้มช้าง สร้างชาติ ได้อย่างไร?

ประชาชนจะชนะได้อย่างไร: จะล้มช้าง สร้างชาติ ได้อย่างไร?
ประชาชนจะชนะได้อย่างไร
(เครดิต จากไลน์)

         เป็นคำถามใหญ่ในโลกโซเชียลหรือสังคมออนไลน์ ซึ่งคงมีคำตอบในหลายแง่มุม แต่ไม่ว่าแง่มุมไหน

จะเปลี่ยนระบอบได้ "อัตวิสัยต้องสอดคล้องกับภาววิสัย"

          การใช้ ม.44 เพื่อข่มขู่กำราบไม่ให้ประชาชนรวมตัวกันต่อสู้ เป็นเรื่องของภาววิสัยที่เรากำหนดควบคุมไม่ได้

โดยทั่วไป พวกเผด็จการใช้ ม.44 แล้วคนทั่วไปไม่ชอบแน่ ๆ ถือว่าเป็นภาววิสัยที่เป็นผลดีต่อการเปลี่ยนระบอบ

มองตามหลักแบบ SWOT (นำข้อดี จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคที่ขัดขวางมาวิเคราะห์) ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี

แต่โอกาสที่ดีจะผ่านเลยไป ถ้าเราไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ หรือทางด้านอัตวิสัยไม่พร้อม

เช่น คนไม่พร้อม ยังไม่ได้จัดตั้ง ยังไม่รู้หลักการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ฯลฯ เราก็จะได้แต่วิพากษ์วิจารณ์  พวกเผด็จการก็ทำเป็นหูทวนลม การเปลี่ยนระบอบก็ยังไม่เกิดขึ้น

           ด้วยเหตุนี้จึงต้องเร่งทำให้อัตวิสัยของเรามีความพร้อม  เพื่อจะใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนต่าง ๆ ของพวกเขา ซึ่งเป็นเรื่องของภาววิสัยได้อย่างมีพลัง แปรให้เป็นการจัดตั้งที่เข้มแข็งขึ้น ขยายตัวมากขึ้น และสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ ๆ ที่มีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากจัดตั้งตัวบุคคล แล้วรวมกันเป็นกลุ่ม จากนั้นขยายกลุ่มให้เป็นองค์กร

ดุลย์อำนาจของฝ่ายประชาธิปไตยก็จะค่อย ๆ สะสมกำลังเข้มแข็งขึ้นจนเอาชนะฝ่ายเผด็จการได้

          จะเปลี่ยนระบอบกันจริง ๆ สิ่งที่เราต้องทำก็คือ การทำให้อัตวิสัยสอดคล้องกับภาววิสัย (ภาวสัยที่ด้านหนึ่งมีคนตื่นตัวก้าวหน้าตาสว่างมากมาย  เห็นศัตรูได้ชัดเจน แต่ยังอยู่กันกระจัดกระจาย และอีกด้านหนึ่ง พวกเผด็จการราชาธิปไตยกำลังเพลี่ยงพล้ำบ้าอำนาจ  การงัด ม.44 อาวุธโบราณย้อนยุค ซึ่งเคยใช้สมัยเมื่อ 50 ปีก่อนกลับมาใช้ในยุคนี้อีก เป็นตัวอย่างที่ชี้ได้ชัดว่าพวกเผด็จการหมดมุข ไปไม่เป็นแล้ว)

          ภารกิจสำคัญนั้น ด้านหนึ่ง เปิดโปงศัตรู  แต่อีกด้านหนึ่งที่ชี้ขาดชัยชนะคือการจัดกำลังของประชาชน เอาแต่เปิดโปงศัตรู แม้จะทำได้ง่าย  แต่ไม่ชนะหรอก

          การจัดตั้งหรือจัดกำลังของเราให้พร้อมรบ (ทุกรูปแบบ) ต่างหากคือปัจจัยชี้ขาด นี่คือทฤษฎีการเปลี่ยนระบอบที่สรุปมาจากทั่วโลก

          นักสู้ที่อยู่ต่างประเทศ ควรเน้นบทบาทเปิดโปงผู้ที่อยู่เบื้องหลังสั่งการยุดเหล่อย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เผยโฉมหน้ามหาโจรให้โลกเห็น เคลื่อนไหว หนุนช่วย แปรข้อมูลข่าวสารภาษาไทยเป็นภาษาต่าง ๆ และกลับกัน แปรข้อมูลข่าวสารจากประเทศต่าง ๆ ให้เป็นภาษาไทย ประสานความร่วมมือกับบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร สื่อมวลชน กระทั่งถึงรัฐบาลและผู้นำรัฐบาลประเทศต่าง ๆ จัดตั้งองค์กรตัวแทนในประเทศต่าง ๆ กดดันรัฐบาลเผด็จการตัวแทนของทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ กระหน่ำฟาดทั้งขนดหางและกลางกบาลให้หน้าหงาย   ชี้ให้มวลชนเห็นเป้าหมายที่คนในประเทศมีข้อจำกัด พูดถึงไม่ได้

           นักสู้ในประเทศเขตเมือง เน้นงานมวลชน ผู้ใช้แรงงาน สหภาพแรงงาน นักศึกษา นักวิชาการ งานสตรี แม่บ้าน คนชั้นกลาง กลุ่มอาชีพอิสระ  ผู้นำทางความคิด กลุ่มอาชีพและชุมชนต่าง ๆ เป็นต้น เน้นต่อสู้ทางความคิด ให้ข้อมูล ทำงานด้านวัฒนธรรม เตรียมงานเศรษฐกิจรองรับ เตรียมสถานที่ฝึกอบรม ประชุม ฯลฯ

            นักสู้ในชนบท เน้นงานมวลชน จัดตั้งเกษตรกร เยาวชน สตรี ฯลฯ เริ่มจากครอบครัว ไปสู่ระดับหมู่บ้าน จนถึงจังหวัด เน้นการถ่ายทอด แปรข้อมูลข่าวสารและงานวัฒนธรม (ไปเป็นเอกสาร ซีดี ฯลฯ ) สู่คนรากหญ้า โดยเฉพาะในหมู่นักสู้เสื้อแดงตาสว่าง เตรียมสถานที่ เตรียมอาหาร ที่พักพิง ฯลฯ

             นักสู้ในโลกไซเบอร์ เน้นการต่อสู้ทางด้านความคิด ข้อมูล ข่าวสาร เผยแพร่งานวัฒนธรรม วิธีคิด วิธีทำงาน เพื่อการเปลี่ยนระบอบ รวบรวมเชื่อมร้อยนักสู้ทั้งในต่างประเทศ เขตเมือง และในชนบท ด้วยสมาร์ทโฟน (หรือเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย มีใช้ทั่วไป แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย)แล้วส่งต่อให้กับหน่วยงานด้านการจัดตั้ง

              นักรบทั้ง 4 เขตยุทธศาสตร์ ประสานเชื่อมร้อยด้วยระบบการจัดตั้งที่เข้มแข็ง ปิดลับ ไร้ร่องรอย มีตัวแทนประชุมหารือ ทำงานตามโครงการที่ร่วมกันกำหนด (มิใช่ต่างคนต่างคิด คิดอะไรได้ก็ทำตามใจที่อยากทำ) กำหนดขั้นตอนจังหวะก้าว ตอบโต้ รุกรบ ฯลฯ อย่างเป็นรูปธรรม

               ที่สำคัญ จะต้องประสานงานร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ให้กลายเป็นแนวร่วมที่กว้างใหญ่และทรงพลัง รวบรวมมวลชนที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นกองทัพอันเกรียงไกร (ไม่ได้หมายถึงกองทัพที่ใช้อาวุธนะ  แนวรบเรื่องใช้ความรุนแรง คงละไว้ก่อน)

                ศัตรูที่ทำท่าขึงขัง จะกลายเป็นเป็ดง่อย ตัวสั่นงันงกอยู่กลางวงล้อมของกองทัพประชาชนที่มองไม่เห็น หาไม่เจอ แต่สัมผัสได้ถึงพลังแห่งการเปลี่ยนระบอบที่เข้มแข็งคึกคักและดุดัน เกิดขึ้นที่โน่น ที่นี่ ที่นั่น ด้วยรูปแบบหลากหลายไม่ซ้ำมุข ปะทะตอบโต้โจมตีพวกเขาทุกหนแห่งราวกับพายุบุแคม โหมกระหน่ำทำลายแนวปิดกั้นของพวกเขาไม่ว่าข่าวสาร การสื่อสาร การจัดตั้ง การประสานงาน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม แล้วจึงพังทลายโครงสร้างสังคม ล้มล้างกลไกอำนาจรัฐที่ค้ำจุนบัลลังก์เลือด โค่นทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ ยึดทรัพย์สินฯ มาพัฒนาประเทศ ช่วยกันสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยใหม่ที่สดใสสวยงามและเจริญรุ่งเรือง

                 ปัจจุบัน ภาววิสัยเปลี่ยนไป เนื่องจากทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากหลอกลวงมาเป็นการปราบปราม ใช้บทกร้าวร้าว กดหัว กำราบประชาชน     ประชาชนก็ต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ให้ทัน

ต้องปรับอัตวิสัยของเราให้สอดคล้องกับภาววิสัยใหม่ จะใช้ความเคยชินเก่า ๆ  ใช้ประสบการณ์เดิม ๆ ใช้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่เคยสำเร็จในอดีต หรือกระทั่งโหยหาแต่อดีตมิได้อีกแล้ว แม้มันจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ต้องเริ่มต้นใหม่จากความเป็นจริง

                   การแบ่งเขตยุทธศาสตร์ภาคประชาชนออกเป็น 4 เขตยุทธศาสตร์ เป็นหนึ่งในการปรับตัวทางด้านอัตวิสัยของเราให้สอดคล้องกับภาววิสัยที่เป็นจริง    เพราะเราไม่สามารถระดมมวลชนเป็นแสนเป็นล้านได้อีก การเลือกตั้งก็มิใช่คำตอบทางยุทธศาสตร์อีกแล้ว  หากยังเปลี่ยนระบอบไม่ได้ เลือกตั้งไปก็ไร้ประโยชน์

                   ตามหลักคิดแบบ 4 เขตยุทธศาสตร์นี้ จะเกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงขึ้นในแต่ละส่วน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ผู้นำเดิม ๆ ที่มีข้อจำกัดในการต่อสู้ในเมืองแบบเปิดเผยในอดีต        

แต่ถ้าอดีตผู้นำทั้งหลายพร้อมจะก้าวไปข้างหน้า มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประชาชน  ขบวนประชาชนก็ยินดีต้อนรับ แต่ต้องพิสูจน์ตนเองท่ามกลางการต่อสู้ สรุปบทเรียนในอดีต ตั้งต้นกันใหม่ ปรับวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำงาน เสริมอุดมการณ์ และเพิ่มจิตใจรับใช้ประชาชน ท่านก็จะได้รับการยอมรับอย่างมิต้องสงสัย

                    ผู้นำที่เปิดเผยได้ ส่วนมากจะอยู่ในต่างประเทศ  ส่วนผู้นำในเขตเมืองและชนบทต้องปิดลับอย่างเข้มงวด ทั้งตัวบุคคล องค์กรจัดตั้ง และงานการจัดตั้งที่เป็นรูปธรรม

                    ปัจจุบัน ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเปลี่ยนระบอบคือ

1. รวบรวมมวลชนคนก้าวหน้าตาสว่าง ผู้รักประชาธิปไตย เกลียดชังเผด็จการราชาธิปไตยให้เป็นกลุ่มก้อน ด้วยรูปแบบต่าง ๆ เช่นการเปิดห้องต่าง ๆ ในไลน์ นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

2. คัดกรองนักสู้ตัวจริง แยกแยะสปายสายลับที่ปลอมปนเข้ามาอย่างรัดกุม

3. จัดตั้ง "หน่วยจัดตั้ง" ตามระดับความตื่นตัวทางการเมือง สร้างงานรูปธรรมตามสภาพความพร้อมที่เป็นจริง (แตกต่างกันในแต่ละหน่วย) ด้วยความคิดรวมหมู่ของสมาชิกในหน่วยซึ่งมีจำนวน 3-9 คน ถ้ามากกว่านี้ต้องแยกหน่วยเพื่อความคล่องตัว

                     ในหน่วยจัดตั้ง ต้องมีประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ ขบคิด อภิปราย แลกเปลี่ยน สอบถาม แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ แล้วสรุปเป็นมติของที่ประชุม มอบหมายให้สมาชิกไปปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งอาจรับไปแค่ 1 คน 3 คน หรือทั้งหมดก็ได้ สุดแท้แต่ความเหมาะสม

                     มีวาระการพบปะเป็นประจำ สม่ำเสมอ เพื่อสรุปสถานการณ์ ยกระดับความรับรู้ เชื่อมมิตรสัมพันธ์ สรุปงาน และกำหนดภารกิจใหม่ เป็นต้น แต่ควรเปลี่ยนแปลงสถานที่บ่อย ๆ ใช้ชื่อจัดตั้ง (แม้จะรู้จักชื่อจริง) ระมัดระวังมิให้เอกสารและความลับต่าง ๆ รั่วไหล ไม่ถ่ายรูป ไม่เขียนบันทึกตรง ๆ ควรใช้รหัสหรือสัญลักษณ์ให้มากที่สุด รวมทั้งเบอร์โทรศัพท์ต่าง ๆ ให้สร้างรหัส เช่น เลขตัวสุดท้ายบวก 3 ฯลฯ รักษาระเบียบวินัยโดยเฉพาะเรื่องกฎงานลับห้ามละเมิดเด็ดขาด เพราะถ้าศัตรูรู้ มันคงไม่ปล่อยเราเอาไว้แน่

                     ในหน่วย ต้องเลือกผู้ประสานงานหรือหัวหน้าหน่วยขึ้นไปประสานกับหน่วยอื่น ๆ  เน้นว่าเลือกนะ มิใช่ให้ใครตั้งขึ้นมา ต้องสร้างวัฒนธรรมการเลือกตั้ง การใช้สิทธิ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ด้วย กล่าวคือเมื่อแสดงความเห็นอย่างเต็มที่แล้ว ครั้นถึงวาระที่ต้องแบ่งงานกันทำ ก็ต้องอาสาหรือขานรับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างกระตือรือร้น เพราะถือว่าเป็นภารกิจที่มีเกียรติ

                       ขณะเดียวกัน ถ้าสมาชิกท่านใดขยายคนที่มาเข้าร่วมได้เพิ่มขึ้น 1 คน ก็ให้ไปสัมพันธ์ในลักษณะตัวต่อตัว จนกว่าจะหาสมาชิกมาเพิ่มได้อีก 1 คน จึงนำทั้ง 2 คนและตัวเราจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยใหม่ ไม่นำเข้ามาในหน่วยจัดตั้งที่เราสังกัดอยู่เดิม

                       หน่วยจัดตั้งลักษณะนี้ จะสื่อสารได้สองทาง มิใช่รับคำสั่งใคร ผู้ประสานงานหรือหัวหน้าหน่วยจะต้องเสียสละมากกว่า เหนื่อยมากกว่า ความรับผิดชอบสูงกว่า อันตรายมากกว่า ยิ่งมีหลายหน่วยก็ยิ่งหนักหน่อย

นี่เป็นภารกิจเพื่อการเปลี่ยนระบอบ ต้องอาศัยความเสียสละ ความกล้าหาญ ภาวะผู้นำ ฯลฯ

                     ทั้งหมดนี้ ต้องดำเนินการด้วยความลับ เพื่อความปลอดภัยของสมาชิกทุกคน มิใช่เพื่อความโก้เก๋ หวังคะแนนเสียง ชื่อเสียงส่วนตัว ลาภยศสรรเสริญ โอ้อวด หรืออวดสาว ๆ เพราะจะไม่มีใครรู้ว่าคุณหรือใครทำ และคุณอาจจะถูกศัตรูทำลายเมื่อไหร่ก็ได้ อีกทั้งไม่มีใครจ้างคุณมาทำด้วย

                     คุณจะเป็นนักสู้นิรนามที่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์และความเสียสละอย่างสูง เพื่อภารกิจทางประวัติศาสตร์  จะเป็นนักปฏิวัติที่มีความทรหดอดทนเป็นเลิศ ไม่ระย่อท้อถอย มีหัวใจที่มุ่งมั่น แม้จะต้องฝังศพเพื่อน เช็ดคราบเลือดที่เกรอะกรัง ก็จะก้าวต่อไปด้วยหัวใจที่กล้าแกร่ง ไปสร้างความฝันให้เป็นจริง โค่นล้มศัตรู เปลี่ยนระบอบ สร้างประชาธิปไตย สร้างประเทศขึ้นมาใหม่ให้เจริญก้าวหน้าและพัฒนารุ่งเรือง เพื่อลูกหลาน เพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติ และเพื่ออุดมการณ์อันสูงส่ง

                     เคยนั่งรถไปเที่ยวเมืองฮอยอัน เวียดนาม รถจะผ่านเมืองกวางตรี เมืองเว้ เมืองดานัง  ตลอดสองข้างทางจะมีสุสานวีรชนนิรนามเต็มไปหมด  ถ้าเขาเหล่านั้นไม่กล้าต่อสู้ไม่กล้าเสียสละไม่มีอุดมการณ์อันสูงส่ง คงจะไม่มีเวียดนามในวันนี้ และแน่นอนถ้ามองเข้าไปในจีน กว่าจะมีประเทศจีนในวันนี้ ก็ต้องผ่านช่วงประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวด มีวีรชนนิรนามจำนวนมากที่ยอมเสียสละเพื่อบ้านเมืองมาก่อน

                     ประวัติศาสตร์ของประเทศเรากำลังมาถึงจุดนี้ จุดที่ศัตรูของประชาชนกำลังบ้าคลั่งและพังทลาย  จุดที่พวกเขากำลังเปลี่ยนหัวขบวน กลไกแขนขาก็จ้องโกงกินกอบโกยเพราะรู้ว่านาทีทองมีไม่นานนัก หรือไม่ก็เกียร์ว่างวางเฉย รอเจ้านายใหม่เผยตัวให้ชัดเสียก่อน เป็นจุดอ่อนที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ยิ่งมีนายกตัวตลกหน้าม่านที่มือเปื้อนเลือดและขุดแต่อาวุธโบราณอย่าง ม.44 มาใช้เพื่อกดหัวปิดปากประชาชน บอกได้เลยว่า โอกาสของการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว  เร่งศึกษา เร่งจัดตั้งกันเถิดพี่น้อง

                      จัดวางกำลังคนของเราให้พร้อมในเขตยุทธศาสตร์ทั้ง 4     เชื่อมร้อยด้วยการจัดตั้งที่ปิดลับและเข้มแข็ง

ประสานกับองค์กรผู้รักประชาธิปไตยทั้งปวง แสวงหาความร่วมมือและใช้พลังทุกอย่างทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้นักรบไซเบอร์เป็นกองกำลังเผยแพร่ (ทั้งข้อมูล ข่าวสาร ความคิด และสติปัญญาต่าง ๆ ) ไปสู่หน่วยงานจัดตั้งอื่น ๆ ทั้งในเมืองและในชนบท     แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว

พวงทอง ภวัครพันธุ์ : มองกรณีสหรัฐฯ ตั้ง"กลิน เดวีส์"นั่งเอกอัครราชทูต

พวงทอง ภวัครพันธุ์ : มองกรณีสหรัฐฯ ตั้ง"กลิน เดวีส์"นั่งเอกอัครราชทูต
(ขอบคุณมติชนออนไลน์)
.
วันที่ 16 เม.ย. รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่สหรัฐฯ แต่งตั้งนายกลิน ทาวน์เซนด์ เดวีส์ นักการทูตอาชีพ และอดีตผู้แทนพิเศษด้านนโยบายเกาหลีเหนือ ระหว่างปี 2555-2557 มาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า
กรณีสหรัฐอเมริกาส่งนายกลิน เดวีส์ (Glyn Davies) นักการทูตที่มีประสบการณ์รับมือกับปัญหายากๆ แบบเกาหลีเหนือ มาประจำประเทศไทย ชี้ว่าสหรัฐฯให้ความสำคัญกับไทยอย่างแน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังจะหันมาเอาใจรัฐบาลทหารของไทยสักนิด
นายเดวี่ส์ เป็นนักการทูตที่มีประสบการณ์การทำงานในปัญหาด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญสูง เช่น ปัญหาการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ โดยเขาเคยเป็นผู้แทนพิเศษ (ฐานะเท่าเอกอัคราชทูต) ประจำสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ International Atomic Energy Agency (IAEA) จึงทำให้เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่าน และต่อมาได้เป็น “ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศว่าด้วยนโยบายเกาหลีเหนือ” ซึ่งพยายามคิดค้นอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน
(หมายเหตุ: เขาไม่ได้มีตำแหน่งทูตประจำเกาหลีเหนือ เพราะสหรัฐฯ ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับเกาหลีเหนือ จึงไม่มีทูตประจำ)
เป็นที่รู้กันว่าทั้งอิหร่านและเกาหลีเหนือเป็นเสมือนกระดูกชิ้นใหญ่ที่เคี้ยวยากสำหรับสหรัฐฯเป็นภัยคุกคามต่อนโยบายความมั่นคงของสหรัฐเสมอมาและมีปัญหาประชาธิปไตย ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่านายเดวีส์ เป็นนักการทูตที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานเรื่องสำคัญสำหรับสหรัฐฯ มีประสบการณ์ทำงานกับประเทศยากๆ มาแล้ว การที่สหรัฐฯ ส่งนายเดวีส์มาไทยจึงชี้ว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับไทยไม่น้อย แต่ก็ต้องไม่หลงละเมอเพ้อพกไปว่า ไทยสำคัญอยู่ประเทศเดียว หรือสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนทำให้สหรัฐฯกำลังจะโอนอ่อนผ่อนตามรัฐบาลทหารไทย เพราะกลัวอิทธิพลจีน
แน่นอนว่าสหรัฐฯ ย่อมไม่สบายใจที่เห็นรัฐบาล คสช. พยายามเล่นไพ่จีน (และรัสเซีย ซึ่งกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก) เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ กดดันเรียกร้องให้ไทยเคารพในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้หมายความว่า ความกังวลนี้จะทำให้สหรัฐฯ ละทิ้งแนวนโยบายของตนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างทันทีทันใด เพราะอะไร
หนึ่ง ในแง่เศรษฐกิจ นับแต่สงครามเย็นยุติลง ใครๆ ก็มองว่าประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการเติบโตสูงมากจนกลายเป็นสาวเนื้อหอมสำหรับนักลงทุนจากทั่วทุกภูมิภาค ความมั่นคงทางการเมืองของไทยจึงสำคัญต่อกระเป๋าเงินของทั้งภูมิภาคและนักลงทุนทั่วโลก
แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาจนเกือบจะครบทศวรรษและยังไม่มีท่าทีจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้แถมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนกลับถดถอยลงนับแต่การรัฐประหารโดย คสช. ทำให้นักลงทุนทั้งหลายเริ่มเห็นว่าการฝากความหวังให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยไม่มองหาช่องทางอื่นบ้าง คงไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาแน่ ฉะนั้น นับแต่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นบรรรษัทใหญ่ๆ เริ่มย้ายฐานการลงทุนอุตสาหกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นๆ
สอง ในแง่เศรษฐกิจ สหรัฐฯ สำคัญกับไทยมากกว่าที่ไทยสำคัญต่อสหรัฐฯ สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในสามตลาดที่ใหญ่ที่สุดของสินค้าไทย แค่สหรัฐฯ และอียูประกาศลดระดับสถานะประเทศที่ป้องกันการค้ามนุษย์ของไทย จากระดับ 2 ไปเป็นระดับ 3 ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยเต้นเป็นจ้าวเข้าได้
ไม่มีใครรับประกันได้ว่าหากปีหน้า ประเทศไทยยังไม่มีเลือกตั้งเสียที เราจะเจอกับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯด้วยหรือไม่ เพราะขณะนี้ทั่วโลกรู้ดีว่าเศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤติ และเชื่อว่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลทหาร ซึ่งที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญอเมริกัน เช่น Joshua Kurlantzick ก็ได้เสนอให้สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลทหารไทย เพราะเชื่อว่าจะทำให้แรงกดดันในประเทศเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน
สาม ในแง่การทหาร ไทยกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์แนบแน่นมาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ในปัจจุบันก็ยังมีข้อตกลงความร่วมมือด้านการทหารหลายฉบับ หนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญคือ คอบร้าโกลด์ อันเป็นการฝึกร่วมทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิค โดยไทยเป็นฐานสำหรับการฝึกซ้อมร่วม แต่พอรัฐประหารปุ๊บ สหรัฐฯก็ประกาศ “ลดระดับ” การฝึกซ้อมกับไทย ให้เหลือแค่การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยธรรมชาติ และยังส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาย้ายที่ฝึกซ้อมร่วมไปออสเตรเลียแทน
นอกจากนี้ สหรัฐมองว่าการแอบอิงจีนไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาวุธของกองทัพไทยได้อย่างน่าพึงพอใจ เพราะเทคโนโลยี่ด้านอาวุธของสหรัฐฯ นั้น มีเหนือกว่าจีนมาก แง่นี้แปลว่า เราต้องการสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯ ต้องการเรา
อันที่จริงในแง่การทหาร นับแต่สงครามเย็นยุติลง บทบาทของสิงคโปร์ด้านความร่วมมือด้านการทหาร ได้โดดเด่นขึ้นมาแทนที่ฟิลิปปินส์ นับแต่ปี 1992 สิงคโปร์เปิดและพัฒนาฐานทัพของตน เป็นฐานโลจิสติคส์ให้กับกองเรือรบที่ 7 (หน่วยรบนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ทำงานประสานกับฐานทัพทหารสหรัฐฯในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) และกองทัพอากาศของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าฟิลิปปินส์อาจเปิดฐานทัพของสหรัฐฯ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อคานอำนาจทางทหารกับจีน อันเนื่องมาจากข้อพิพาทเขตแดนในทะเลจีนใต้
สี่ นับแต่สงครามเย็นยุติลง ภัยคอมมิวนิสต์ยุติลง สหรัฐฯและยุโรปเริ่มใช้มาตรการสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย มาดำเนินความสัมพันธ์กับพันธมิตรทั้งเก่าและใหม่ของตนมากขึ้น เพื่อสถาปนาภาพลักษณ์ของผู้นำเสรีนิยม แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะต้องใช้หลักการนี้อย่างเท่าเทียมกับทุกประเทศ มันขึ้นกับการประเมินว่าแนวทางไหนกับประเทศใดที่จะทำให้เขาได้ประโยชน์สูงสุด ในกรณีของไทย ปัจจุบันยังไม่มีภัยคุกคามที่น่ากลัวจนทำให้สหรัฐฯต้องละทิ้งหลักการปชต.แล้วหันมาจูบปากกับรัฐบาลทหาร แบบที่เคยเกิดขึ้นในยุคคอมมิวนิสต์มาแล้ว
ห้า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อนับแต่รัฐประหารปี 2549 ดูเหมือนจะทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่เคยมีต่อชนชั้นนำ-กลุ่มอำนาจเก่าของไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ในอดีต ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ กระทำผ่านกลุ่มชนชั้นอนุรักษ์นิยมเป็นหลัก เพราะมีจุดยืนต่อต้านคอมมิวนิสต์ร่วมกัน และสหรัฐฯมองว่ากลุ่มนี้คือ ผู้กุมอำนาจและกำหนดทิศทางการเมืองไทยเป็นหลัก ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้อย่างน่าพอใจ แม้จะมีรัฐประหารบ่อย แต่เสถียรภาพทางการเมืองก็ไม่ได้ถูกสั่นคลอนจริงๆ การร่วมมือกับคนชนช้ำนำอนุรักษ์นิยม ไม่เพียงตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐฯอย่างราบรื่น แต่ยังรับได้ในเชิงหลักการด้วย (หลักการต่อต้านคอมฯ)
แต่ปัจจุบัน สหรัฐฯ เริ่มตระหนักว่ากลุ่มอำนาจเก่าของไทยคือ หนึ่งในสาเหตุของปัญหาที่ยืดเยื้อ นั่นคือ การปฏิเสธไม่ยอมรับกติกาการเมืองประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เหยียบย่ำหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชน เอาชนะฝ่ายทักษิณไม่ได้ ก็หันใช้ตุลาการภิวัตน์ ก่อม๊อบปิดหน่วยราชการเพื่อสร้างภาวะ failed state ไปจนถึงทำรัฐประหาร แม้จนกำลังจะกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ก็ยังไม่มีท่าทีว่ากลุ่มอำนาจเก่าจะยอมปรับเปลี่ยนหรือเรียนรู้ข้อผิดพลาดของตนแต่ประการใด ยังคงเดินหน้าใช้อำนาจกดปราบประชาชน ช่วยกัน เขียนรธน. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดเสียงส่วนใหญ่ของประเทศต่อไป โดยไม่ไยดีต่อความคับแค้นของประชาชนเสียงข้างมากของประเทศที่รอวันเอาคืนแต่ประการใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจากที่ได้เคยพูดคุยกับนักการทูตจากตะวันตกหลายประเทศดิฉันพบว่านี่คือมุมมองหลักที่พวกเขามีในปัจจุบัน
นอกจากนี้ สื่อมวลชนใหญ่ๆ ของโลกยังมีผลต่อมุมมองของรัฐบาลในประเด็นปัญหาสำคัญๆ ด้วย หากเรากลับไปอ่านสื่อใหญ่ๆ เช่น New York Times, BBC, the Economist, Wall Street Journal, CNN ฯลฯ เราจะพบข้อเขียนที่วิพากษ์กลุ่มอำนาจเก่าของไทยอย่างเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักปลอบใจตัวเองว่าสื่อพวกนี้ถูกทักษิณซื้อไปแล้วแต่ข้อเท็จจริงคือสื่อเหล่านี้รังเกียจทักษิณอย่างยิ่งเช่นกัน เขาอาจพูดถึงข้อดีของนโยบายต่างๆ ของทักษิณต่อคนจนและคนชนบท แต่เขามักบรรยายคุณสมบัติของทักษิณว่าเป็นพวกอำนาจนิยม คอรัปชั่นเชิงนโยบาย สงครามต่อต้านยาเสพติดทำให้คนบริสุทธิ์ตายจำนวนมาก ฯลฯ
หก เวลาสหรัฐฯ ต้องดีลกับประเทศยากๆ สหรัฐฯ ไม่ใช้วิธีโอ๋เอาใจ แต่จะใช้ทั้งไม้นวมและไม้แข็ง โดยอีกฝ่ายมักต้องแสดงท่าทียอมอ่อนให้ก่อน สหรัฐฯ จึงจะใช้ไม้นวมตาม เช่น กรณีเกาหลีเหนือ ยื่นเงื่อนไขการเจรจาว่าเกาหลีเหนือจะยกเลิกการวิจัยนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯและโลกตะวันตกยกเลิกการคว่ำบาตรทางการทูตและเศรษฐกิจและให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแก่เกาหลีเหนือแต่เมื่อเกาหลีเหนือปฏิเสธไม่ให้ผู้แทนภายนอกเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของตนตามการเงื่อนไขของสหรัฐฯ สหรัฐฯ ก็พร้อมจะยุติการเจรจาเช่นกัน
นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว เกาหลีเหนือยังเจรจาทำนองขู่ว่าตนจะยินดียกเลิกการทดลองนิวเคลียร์ หากสหรัฐฯกับเกาหลีใต้ยกเลิกการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน สหรัฐฯ บอกไม่สน เดินหน้าซ้อมรบกับเกาหลีใต้ต่อไป
สุดท้าย สิ่งที่สหรัฐฯ กังวลเกี่ยวกับไทยก็คือ คนป่วยคนนี้ยังมองหาสาเหตุความเจ็บป่วยของตนเองไม่เจอ แถมยังงมงายอยู่กับแนวทางเผด็จการปนไสยศาสตร์พ่อมดหมอผี หากเป็นที่แน่ชัดว่า ไทยจะไม่มีการเลือกตั้งภายในต้นปีหน้า มีการละเมิดสิทธิของประชาชนด้วยมาตรา 44 อย่างกว้างขวางมากขึ้น ก็อย่าหวังเลยว่าสหรัฐฯ ภายใต้นายเดวีส์ จะหันมาฮันนีมูนกับไทย การกดดันเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงจุดหมายที่สหรัฐฯใช้มากกว่าการโอ้โลมปฏิโลม
คนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้ยังหวังลมๆแล้งๆ ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเจอปัญหามามากมาย ก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยดี พระสยามเทวาธิราชจะยังช่วยเราต่อไปแน่ๆ ยังไงเราก็เอาตัวรอด ทะยานกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกเหมือนเดิม แต่คนที่เขามองมาจากข้างนอก เขาเชื่อว่า “โชค” ที่ว่านั้น หมดไปนานแล้ว



ดร.เพียงดิน รักไทย 2015-04-16 ตอน เปรมสั่งกองทัพเตรียมฆ่าประชาชน ปกป้องราชบัลลังก์?



 ดร.เพียงดิน รักไทย 2015-04-16 ตอน เปรมสั่งกองทัพเตรียมฆ่าประชาชน ปกป้องราชบัลลังก์? 


  


ไว้อาลัย โค้ชแต๊ก อรรถพล บุษปาคม

นี่เป็นคลิปเมื่อไม่นานมานี้ สองเดือนก่อนท่านเสียชีวิตในวันอันหนุ่มมาก แค่ 52 ปี จงใช้ชีวิตกันโดยอย่าประมาทนะครับ พี่น้องทุกท่าน แม้แต่คนที่อยู่ในแวดวงกีฬา ก็ยังติดโรคได้

ขอให้วิญญาณท่านสู่สุคติภพนะครับ ชอบฝีเท้าการเป็นกองกลางของท่านยิ่งครับ


 

มาดูแม็ตช์แห่งความทรงจำ สมัย ย.โย่ง ยังพากษ์อยู่นะครับ
ไม่ทราบใครทันบ้าง... ฮิ ๆ





ขอขมาลาโทษ รดน้ำดำหัว และให้พรปีใหม่ไทย โดย ดร.เพียงดิน รักไทย 15 เมษายน 2558

ขอขมาลาโทษ รดน้ำดำหัว และให้พรปีใหม่ไทย โดย ดร.เพียงดิน รักไทย

หลักฐานเสธแดงโดนยิง จากตึกเลอ กอร์ดอน ดุสิต






หลักฐานยืนยันว่า ร่มเกล้า และคณะ มุ่งสังหารประชาชน และสังหารประชาชนมือเปล่าจริง (ในยามมืด)

หลักฐานยืนยันว่า ร่มเกล้า และคณะ มุ่งสังหารประชาชน และได้สังหารประชาชนมือเปล่าจริง (ในยามวิกาล)

Uploaded on Apr 17, 2010 Eyewitness report, Thai devil government slander "Red shirt kill their own". But the truth is the devil Thai army kill 23 innocent




สิ่งที่คลิปนี้พิสูจน์ได้และชี้ให้เราเห็นคือ

  1. ทหารยิงเสื้อแดงจริง (และพยายามเอาศพไปซ่อน เหมือนปีก่อนหน้า)
  2. ทหารเข้าไปรุกล้ำบริเวณชุมนุมในยามวิกาล เป็นอันตราย สุ่มเสี่ยง และแฝงเจตนาร้าย ผิดกับหลักสากล
  3. ทหารได้มีสไนเปอร์อยู่บนยอดตึก ซุ่มยิงประชาชนจริง และมีคนตายเพราะสไนเปอร์จริง
  4. คนสั่งการ ย่อมปัดความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะต่อให้มีชายชุดดำ หรือผู้ที่ปนอยู่ในคนเสื้อแดงจริง ทหารก็ไม่มีสิทธิยิงประชาชนมือเปล่า โดยไม่ต้องรับผิด
  5. คดีนี้ ไม่คืบหน้า และวันนี้ทหารที่มีส่วนปฏิบัติงานได้รวบอำนาจไว้ แล้วจึงหาทางยัดทหารเข้าไปดูแลคดี เพื่อหาทางทำลายหลักฐาน หรือทำให้ตนได้เปรียบ รอดพ้นคดีฆาตกรรมหมู่อันน่าสยดสยองนี้

หลังการสังหารโหด ปี 2553 รายงานอย่างละเอียด โดยชาวต่างชาติ ที่คนไทยอาจจะไม่เคยได้ยิน

Red Shirts and the Old Order in Thailand (Two Parts) หลังการสังหารโหด ปี 2553 รายงานอย่างละเอียด โดยชาวต่างชาติ ที่คนไทยอาจจะไม่เคยได้ยิน










พระบิดาแห่งการปล้นประชาธิปไตย เครดิต สนามหลวง2008


พระบิดาแห่งการปล้นประชาธิปไตย by Piangdin Rakthai

สส.สุนัยอวยพรพี่น้องวันสงกรานต์ด้วยรักและห่วงใยในรายการสั้นๆทันสถานการณ์

สส.สุนัยอวยพรพี่น้องวันสงกรานต์ด้วยรักและห่วงใยในรายการสั้นๆทันสถานการณ์

•กรณีประยุทธ์ห้ามทำบุญ10เมษาเป็นการใช้อำนาจเผด็จการก้าวล่วงพิธีกรรมทางศาสนาถือเป็นความเลวร้ายที่สุด
•ปีใหม่ไทยขอให้พี่น้องที่กลับบ้านไปทำบุญให้ได้บุญปลอดภัยในการเดินทางส่วนประยุทธ์ทำบุญเท่าไรก็ล้างบาปมือเปื้อนเลือดประชาชนไม่ได้        
https://www.youtube.com/watch?v=9JV0IqJYHMI&feature=youtu.be



สำเร็จกับการส่งยานไปศึกษาดาวอังคารแล้ว อเมริกากำลังสำรวจจักรวาลต่อไป แล้วไทยล่ะ? อิ ๆ สนุกกับสงกรานต์ก่อน

สำเร็จกับการส่งยานไปศึกษาดาวอังคารแล้ว อเมริกากำลังสำรวจจักรวาลต่อไป แล้วไทยล่ะ? อิ ๆ สนุกกับสงกรานต์ก่อน

พูดถึงสงกรานต์ ห้ามพลาดดูแก๊งค์นี้!!! [14/4/58]
::--> พูดถึงสงกรานต์ ห้ามพลาดดูแก๊งค์นี้!!! [14/4/58] <--::ข้อความ(@ฟลุ๊ค' สเตอร์รูดส์): มาแล้ววววววคร๊าาาา!!!!!!!!!!คลิปเต้นวันนี้หลายที่หลายแห่งทั่วหล่มสัก พึ่งรวมทีมวันนี้ ซ้อม5นาทีเต้นจริงเลยคร๊าาาผิดพลาดประการใดขอโทษด้วยน่ะค่ะแล้วก็ที่สำคัญเลยวันนี้ขอบคุณ สถานที่และพี่ๆใจดีทั้งหลายที่ให้พวกหนูได้ใช้เครื่องเสียงตามสถานที่ต่างๆ ขอบคุณมากๆขอบคุณคุณจริงๆค่ะ รักหล่มสักที่สุดเลยย ^ ^CREDIT: www.facebook.com/zeefluk.ziiza , [@ณ๊อง ไผ่]*************************ขอบคุณคลิปแนะนำจาก –– @ณ๊อง ไผ่
Posted by YouLike (คลิปเด็ด) on Tuesday, April 14, 2015


ดูรายละเอียดเรื่องการสำรวจจักรวาล (เริ่มที่ทางช้างเผือกก่อนนะครับ) https://www.nasa.gov/jpl/nasas-spitzer-spots-planet-deep-within-our-galaxy/

สำเร็จกับการส่งยานไปศึกษาดาวอังคารแล้ว อเมริกากำลังสำรวจจักรวาลต่อไป แล้วไทยล่ะ? อิ ๆ สนุกกับสงกรานต์ก่อน

รัชกาลที่ 10 ของไทย มีดีไหม? เอาแบบญี่ปุ่นดีไหม?

รัชกาลที่ 10 ของไทย มีดีไหม? เอาแบบญี่ปุ่นดีไหม?

พฤติกรรมทำลายตัวเอง ของพลเมืองไทย ที่ยังด้อยพัฒนา

พฤติกรรมทำลายตัวเอง ของพลเมืองไทย ที่ยังด้อยพัฒนา
ขณะที่เด็กหนุ่มสาวทั่วอเมริกา เขามุ่งหน้าหาความรู้ หรือทำงานเลี้ยงตน มีความเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ เคารพกฎหมาย เสียภาษี  แต่ทีบ้านเรา ยังมีวัฒนธรรมทำลายตนเอง เช่น เป็นเด็กแว้น เป็นหนุ่มสาวร่านเซ็กส์  ขายตัว ขายยา และทะเลาะเบาะแว้งกัน  ส่วนที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ก็เห่อเหิมกับภาพลักษณ์ไฮโซ แต่งตัว วางตัวเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อซะเป็นส่วนใหญ่ ...

งานสร้างชาติใหม่ คือการมาแก้ตรงนี้

ดูภาพวิดีโอประกอบนะครับ นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย วันนี้ครับ


มันส์กว่ามวยเด็ด7สี ต้อง..#นาแกมิวสิค [12/4/58] ขอบคุณคลิปแนะนำจาก @รัชชานนท์ โชคณาพิทักษ์ชัยกุล

Posted by Isum69 on Monday, April 13, 2015

หลักการประชาธิปไตย มีอะไรบ้าง?

หลักการประชาธิปไตย 12 ประการ ที่นักการเมืองต้องเข้าใจและยึดถือ

โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน
26 เมษายน 2549 15:09 น.
        หลักการประชาธิปไตยมีมากมายแต่ที่ถือว่าสำคัญและนักการเมืองต้องยืดถึงเป็นสรณะมีดังต่อไปนี้ คือ
     
        1. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (popular sovereignty) ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยคือระบบที่ประชาชนมีอำนาจอธิปไตย และมอบหมายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่แทนตน การเลือกตั้งจึงเป็นการแสดงออกถึงสิทธิและอำนาจของประชาชน จนมีคำกล่าวว่า เสียงของประชาชนคือเสียงของสวรรค์ (vox populi, vox dei)
     
        2. สิทธิเสรีภาพ (rights and freedom) เป็นหัวใจสำคัญของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย สิทธิดังกล่าวต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญและการบังคับกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารและข้าราชการประจำที่มีอำนาจตามกฎหมาย จะต้องยึดถือตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะถ้ามีการกระทำดังกล่าวก็เท่ากับละเมิดเจ้าของอำนาจอธิปไตย
     
        3. ความเสมอภาค (equality) ความเสมอภาคภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยถือว่าทุกคนเสมอภาคเท่ากันหมด หนึ่งคนมีสิทธิลงคะแนนเสียงได้หนึ่งเสียง (one man one vote) ความเสมอภาคดังกล่าวนี้หมายถึงความเสมอภาคทางการเมือง และความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย (equality before the law) การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลอันใดก็ตามถือว่าขัดต่อหลักการประชาธิปไตย
     
        4. หลักนิติธรรม (the rule of law) ได้แก่ การใช้กฎหมายในการบริหารประเทศ โดยกฎหมายดังกล่าวนั้นต้องผ่านกระบวนการร่างกฎหมายอย่างถูกต้อง และหลักของกฎหมายนั้นต้องเป็นกฎหมายที่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและอำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยกระบวนการยุติธรรม (due process of law) จะต้องเป็นไปตามครรลอง หลักนิติธรรม (the rule of law) จึงต่างจาก the rule by law ซึ่งหมายถึงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศโดยไม่คำนึงถึงหลักการประชาธิปไตย และบ่อยครั้งก็กลายเป็นการบริหารงานโดยตัวบุคคล (the rule by men) มากกว่าหลักการ
     
        5. ค่านิยมและจิตวิญญาณความเป็นประชาธิปไตย (the democratic ethos) ซึ่งหมายถึงค่านิยมที่ได้รับการอบรมตั้งแต่ครอบครัว สถาบันการศึกษา และทางสังคม ให้มีความเชื่อและศรัทธาในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย มีพฤติกรรมที่เป็นประชาธิปไตย มองคนอื่นด้วยสายตาที่เสมอภาค ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นการพัฒนาจิตวิญญาณประชาธิปไตย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการพัฒนาและธำรงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตย
     
        6. ความอดทนอดกลั้น (tolerance) ความใจกว้าง (open-mindedness) และความมีน้ำใจนักกีฬา (sporting spirit) ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญของสังคมประชาธิปไตย เพราะในสังคมประชาธิปไตยนั้นจะต้องยอมรับความแตกต่างทั้งในเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี จุดยืนและความคิดเห็นทางการเมืองของคนในสังคม การรู้แพ้รู้ชนะ เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปราชญ์ราชบัณฑิตและผู้มีประสบการณ์ เพื่อนำมาประมวลใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทำงาน ที่สำคัญอะไรที่ตนไม่ชอบและไม่พอใจแต่ตราบเท่าที่ไม่กระทบต่อสิทธิของตนก็ต้องยอมให้สิ่งนั้นปรากฏอยู่ เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคลภายใต้ระบบที่มีความเสมอภาค
     
        7. ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยคือกรรมวิธี (means) เพื่อเป้าหมายทางการเมือง แต่ขณะเดียวกันระบบประชาธิปไตยก็เป็นเป้าหมายอันสูงส่ง (noble end) ในตัวของมันเอง การมองว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นเฉพาะกรรมวิธีหรือ means จึงไม่ถูกต้อง ถึงแม้ว่า end คือผลประโยชน์จะตกต่อสังคมก็ตาม เพราะถ้าทำลายกระบวนของความถูกต้องแม้จะส่งผลในทางบวกต่อสังคม แต่ถ้ามีผลกระทบในทางลบต่อระบบก็จะเป็นการทำลายเป้าหมายอันสูงส่งของระบบประชาธิปไตย อันเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง ประชาธิปไตยจึงเป็นทั้งกรรมวิธี (means) และเป้าหมาย (end) ในตัวของมันเอง ทั้งสองส่วนนี้ต้องไปด้วยกัน
     
        8. ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงทั้งในนิติบัญญัติ บริหาร และศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องตระหนักว่าตนเป็นผู้ซึ่งได้รับอาณัติจากประชาชน ดังนั้น ผลประโยชน์สูงสุดจะต้องเป็นผลประโยชน์ที่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ การกระทำอันใดขัดต่อผลประโยชน์ของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การนั้นย่อมไม่ถูกต้อง นอกจากนั้นยังต้องมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นเป็นการประกอบภารกิจศักดิ์สิทธิ์ (sacred mission) หรือหน้าที่อันสูงส่ง (noblesse oblige) เพื่อประชาชน เพื่อชาติและแผ่นดิน
     
        9. ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงทั้งในนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ จำเป็นอย่างยิ่งต้องยึดถือหลักจริยธรรมทางการเมือง รวมตลอดทั้งมารยาททางการเมือง โดยจะต้องกระทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดต่อประชาชน ชาติ และบ้านเมือง เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม เพราะงานการเมืองเป็นงานอาสาสมัครที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน
     
        10. ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย การกระทำอันใดก็ตามต้องคำนึงถึงหลักการใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้ คือ ความถูกต้องตามกฎหมาย (legality) ความชอบธรรมทางการเมือง (legitimacy) ความถูกต้องเหมาะสม (decency) ความน่าเชื่อถือ (credibility) ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวจะทำให้งานที่รับผิดชอบอยู่นั้นประสบความสำเร็จ การมุ่งเน้นไปที่ตัวบทกฎหมายตามลายลักษณ์อักษรแต่เพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ไม่พอเพียง การกระทำอันใดที่ไม่เหมาะสมแม้จะถูกต้องตามกฎหมายก็จะขาดความชอบธรรมทางการเมือง อันจะส่งผลถึงความน่าเชื่อถือของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในที่สุด
     
        11. การบริหารบ้านเมืองจะต้องอิงหลักธรรมรัฐาภิบาล (good governance) ซึ่งได้แก่ ความชอบธรรมทางการเมือง (legitimacy) ความโปร่งใส (transparency) การมีส่วนร่วมของประชาชน (participation) ความรับผิดชอบเปิดให้ไล่เบี้ยได้ (accountability) และความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (efficiency and effectiveness) ซึ่งหมายถึงการกระทำนั้นต้องส่งผลในทางบวกทั้งในแง่ผลได้ (output) และผลลัพธ์ (outcome)
     
        12. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารระดับสูง ซึ่งสามารถนำประเทศชาติและสังคมไปสู่ความเจริญ หรือไปสู่ความเสียหายในด้านต่างๆ ทั้งในแง่การเมือง สังคม เศรษฐกิจ อุดมการณ์ ศรัทธาและความเชื่อในระบบ ฯลฯ ต้องเป็นบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติอันได้แก่ การมีอุดมการณ์ทางการเมือง (political ideology) การมีจริยธรรมทางการเมือง (political ethics) การมีความรู้ทางการเมือง (political knowledge) การมีประสาทสัมผัสทางการเมือง (political sense) และการเข้าใจอารมณ์ทางการเมือง (political mood) ของประชาชนอย่างถูกต้อง นอกจากนั้นยังต้องบริหารประเทศโดยคำนึงถึงหลักนิติธรรมและคุณสมบัติอื่นๆ ที่กล่าวมา 11 ข้อเบื้องต้น เพื่อจะธำรงไว้ซึ่งความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งบริหารและการใช้อำนาจรัฐ (moral authority) ผู้ใดก็ตามที่ขาดหลักการข้อที่ 12 ดังกล่าวมานี้ย่อมจะเสียความชอบธรรมทางการเมืองในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขอบคุณ manager: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000055325

พาสปอร์ตประเทศไหน มีศักดิ์ศรีและพลังอำนาจในโลกนี้สุงสุด?

คำถามนี้ คนที่เดินทางด้วยพาสปอร์ตไทยบ่อยๆ คงทราบดีถึงความต่ำต้อยในเชิงศักดิ์ศรีและพลังอำนาจของเอกสารของรัฐไทย  ลองไปดูกันนะครับ ว่าเขาวัดกันอย่างเป็นหลักเป็นเกณฑ์แล้ว ชาติไหน มีเอกสารเดินทางที่ทรงพลังที่สุด

Credit: http://www.culturedcreatures.co/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88-%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95/


โพสต์ล่าสุด

สรุปข่าว: NATO ส่งสัญญาณหนุน “ลดภัยจากอิหร่าน” ผ่าน Operation Epic Fury (สหรัฐฯ นำ)

สรุปข่าว: NATO ส่งสัญญาณหนุน “ลดภัยจากอิหร่าน” ผ่าน Operation Epic Fury (สหรัฐฯ นำ) สรุปข่าว: NATO ส่งสัญญาณ...

Popular Posts