ผลกระทบของการปิดประเทศ Dhanatchai Chatchai

ผลกระทบของการปิดประเทศ

Dhanatchai Chatchai


1.จะทำให้ขนาดของรายได้ประชาชาติลดลง โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศในภาคของการส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการขยายหรือเพิ่มขนาดรายได้ประชาชาติ ส่งผลไปยังรายได้ประชาชาติต่อบุคคลต่ำ และส่งต่อไปยังระบบเศรษฐกิจคือความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจถดถอยจนถึงระดับตกต่ำ


2.จะทำให้การเคลื่อนย้ายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่ และนวัตกรรม จากต่างประเทศ มาที่ประเทศลดลงหรือขาดตอนออกไป ส่งผลให้เกิดความล้าหลังในความเจริญก้าวหน้าในทุกๆด้านทุกๆส่วนของสังคมและประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งผลให้เกิดความด้อยปัญญาและความรู้


3.จะทำให้ทุนและเงินทุนที่มีส่วนในการพัฒนาประเทศลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเคลื่อนย้ายทุน/เงินทุนระหว่างประเทศ จะมีการเคลื่อนย้ายทุน/เงินทุนจากภายในประเทศไปยังต่างประเทศ ส่งผลต่อตลาดเงินของประเทศ(โดยเฉพาะตลาดหุ้น) และการเคลื่อนย้ายทุน/เงินทุนจากต่างประเทศหดหายไป ส่งผลให้การลงทุนภายในประเทศทุกด้านเกิดความชะงักงัน


4.จะทำให้เกิดการอพยพของประชากรออกไปหรือลี้ภัยสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะจะทำให้เกิดภาวะสมองไหล คือทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพหรือขีดความสามารถสูงออกไปนอกประเทศหรือพำนักในต่างประเทศ


5.จะทำให้ต่างประเทศขาดความมั่นใจและไม่เชื่อถือประเทศ  รัฐบาลที่ทำการบริหารปกครองประเทศ  เนื่องจากการปิดประเทศบ่งบอกถึงเป็นรัฐเผด็จการโดยตรง นานาประเทศไม่ยอมรับ โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ต่างประเทศให้ความสำคัญ


6.จะส่งผลในทางอ้อมอย่างหนึ่งคือ เกิดอาชญากรรมไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน เพราะผลมาจากการจ้างงานลดลงหรือไม่มีการจ้างงานเกิดขึ้น เนื่องมาจากไม่มีการลงทุนในภาคการผลิตคือ real sector และในภาคบริการ เป็นผลมาจากการขาดแคลนทุน/เงินทุนที่จะลงทุน ซึ่งเป็นส่วนทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบ ขาดผู้มีปัญญาในการสร้างโครงการต่างๆที่จะบริหารการพัฒนาประเทศ และการปิดประเทศไม่ได้เป็นสิ่งที่รับประกันว่าหลังจากปิดประเทศแล้วจะไม่มีเรื่องของฉ้อราษฎร์บังหลวง


พุทธศาสนา…เป็นศาสนาประจำชาติอิตาลี...แล้วครับ (รายงานจากสยาม)

พุทธศาสนา…เป็นศาสนาประจำชาติอิตาลี...แล้วครับ (รายงานจากสยาม)


ที่มา : ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.siamrath.co.th/Education.asp?ReviewID=89725

http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=buddhiststudies&id=61

ราวสิบกว่าปีมาแล้ว สื่อมวลชนในยุโรปได้แถลงกันยกใหญ่ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่จะเติบโตเร็วที่สุดในสมัยศตวรรษที่ 21 เพราะเห็นว่ากระแสผู้นับถือเติบโตเร็วมากทั้งในทวีปยุโรป, ออสเตรเลีย และอเมริกาเหนือ ไม่ว่าฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, อังกฤษ, สเปน, ออสเตรเลีย ฯลฯ วัดวาอารามผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง คนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการนำพระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศฝรั่งเหล่านี้แต่ไหน แต่ไรมาส่วนมากแล้วนับถือศาสนาคริสต์มาก่อน และกระแสชาวคริสต์หันมานับถือพระพุทธศาสนานี้ก็ก่อตัวอย่างต่อเนื่องมา ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19

ประเทศยุโรปบางแห่ง เช่น อิตาลีได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ยกพระพุทธศาสนาให้เป็นหนึ่งในศาสนาสำคัญของชาติ ไม่ต่างอะไรกับศาสนาคริสต์ 


สมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่สองซึ่งเป็นประมุขของคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิก

ทรงมองเห็นกระแสดังกล่าว ครั้งได้ประทานสัมภาษณ์แก่วิตโดริโอ เมสซุรี่ นักเขียนและนักสื่อมวลชนที่มีชื่อของอิตาลี เมื่อ ค.ศ. 2536 อันเป็นช่วงที่มีการเฉลิมฉลองครบ 15 นับแต่ที่พระองค์ได้ ทรงรับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตปาปา จึงทรงตั้งพระทัยวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาพระพุทธศาสนาอย่างตรงๆ ต่อมาบทประทานสัมภาษณ์ซึ่งมีหลายตอนนี้มาพิมพ์รวมเล่มในรูปหนังสือชื่อ Crossing the Threshhold of Hope (London, Jonathan Cape, 1994) มีทั้งหมด 244 หน้า (รวมดรรชนีคำศัพท์)

ตอนที่ทรงวิพากษ์วิจารณ์คำสอนพระพุทธเจ้า (ซึ่งทรงเข้าพระทัยผิดๆ อยู่มาก) อยู่ในบทที่ 12 มีทั้งหมด 7 หน้า (ตั้งแต่หน้า 84-90) 

สาเหตุที่ทรงวิจารณ์พระพุทธศาสนา มีกล่าวชัดในบทประทานสัมภาษณ์ กล่าวคือทรงต้อง การเตือนสติชาวคริสต์ทำนองว่าไม่ควรด่วนเข้าไปนับถือคำสอนพระพุทธศาสนา แต่ควรใช้วิจารณญาณ (For this reason, it is not inappropriate to caution those Christians who enthusiastically welcome certain ideas originating in the religious traditions of the Far East, pp.89-90) ที่เป็นดังนี้ เพราะกระแสคนหันมานับถือพระพุทธศาสนา และช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างแข็งขันในยุโรป ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมักเป็นชาวคริสต์มาก่อน หลายคนเคยเป็นบาทหลวงระดับสูง ต่อมาก็มีฝรั่งนักวิชาการชาวพุทธหลายคนทั้งพระ ทั้งฆราวาส ซึ่งเคยเป็นชาวคริสต์มาก่อน ได้เขียนตอบโต้พระองค์ลงวารสารต่างๆ มากมาย ที่โดดเด่นก็ คือ กลุ่มพระสงฆ์ชาวอิตาเลี่ยนในอิตาลี นำโดย พระฐานวโร ได้เข้าเฝ้าเพื่อทูลชี้แจงให้สมเด็จพระสันตปาปาทรงทราบด้วยซ้ำว่าทรงอธิบาย พระพุทธศาสนาผิดๆ 


ยุโรปตอนนี้จึงเหมือนอินเดียครั้งพุทธกาล ศาสนาเดิมที่ผู้คนนับถือคือศาสนาพราหมณ์ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาก็มีผู้เคยนับถือศาสนาพราหมณ์มานับถือ และขวนขวายเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นการใหญ่ 

ที่จริงแล้ว พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงเดือดเนื้อร้อนพระทัยว่าใครจะหันมานับถือศาสนาของ พระองค์หรือไม่ ทรงสอนให้ผู้ฟังเทศน์ของพระองค์รู้จักไตร่ตรองหาเหตุผลให้รอบคอบก่อนถึงจะ เชื่อ หลายคนที่หันมานับถือคำสอนของพระองค์เคยให้ความอุปถัมภ์ศาสนาอื่นมาก่อนก็มี พระองค์ก็ทรงแนะให้คนเหล่านี้กลับไปคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ มิหนำซ้ำพระองค์ยังคงแนะให้บรรดาผู้หันมานับถือพระพุทธศาสนาเหล่านี้ยังคง อุปถัมภ์บำรุงศาสนาอื่นๆ ที่ตนเคยนับถือตามปกติไปด้วย

แต่เดิม ศาสนาคริสต์ถูกลัทธิมาร์กซ์โจมตีอย่างรุนแรงมาร์กซ์ได้ประณามศาสนาว่า คือยาเสพติด เพราะสอนให้ประชาชนศรัทธาแบบหัวปักหัวปำโดยไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรอง หลายอย่างขัดแย้งหลักวิทยาศาสตร์ เช่น โลกแบน, โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ฯลฯ นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความจริงใหม่ ๆ หลายคนถูกศาสนจักรลงโทษจนตายในคุก แต่เมื่อพระพุทธศาสนาเข้าสู่ยุโรป พระพุทธศาสนาได้สอนให้ปัญญาชนชาวยุโรปได้เข้าใจความหมายของ Religion เสียใหม่ว่า ศาสนาของพระพุทธเจ้าคือคำสอน ซึ่งทรงสอนให้ผู้ฟังใช้ปัญญาพิจารณาอย่างถ่องแท้ก่อนจะปลงใจเชื่อ ไม่ใช่เทวโองการ (Gospel)จากพระเจ้าซึ่งแย้งไม่ได้ พระสงฆ์หรือพุทธสาวกก็มิใช่มิชชันนารี ซึ่งมีภารกิจหลักคือจาริกไปชี้ชวนให้ใครต่อใครมานับถือพระศาสนา พระสงฆ์หรือพุทธสาวกมีหน้าที่เพียงอธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ คนที่สนใจฟังเท่านั้น ใครไม่สนใจฟัง ชาวพุทธก็ไม่เคยใช้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญบังคับให้นับถือ ไม่เคยตั้งกองทุนให้การศึกษาฟรี แล้วสร้างเงื่อนไขให้ผู้รับทุนเปลี่ยนมาเป็นชาวพุทธ ไม่เคยสร้างที่พักอาศัยให้หรือแจกทานให้อาหารฟรีๆ แล้ววางเงื่อนไขให้คนมาขออาศัยตนต้องหันมานับถือศาสนาในภาวะจำยอม ขณะที่ศาสนาคริสต์ต้องใช้ความพยายาม อย่างหนักเพื่อดึงศรัทธาชาวยุโรปให้นับถือเหมือนเดิม ในเวลาเดียวกัน ก็พยายามแสวงหาผู้นับถือใหม่ๆ ในประเทศเอเชียให้มากยิ่งขึ้น การเผยแพร่หนังสือ "พลังชีวิต" ซึ่งจัดพิมพ์โดยมูลนิธิอาร์เธอร์ เอส เดอมอส ในประเทศไทยคือหนึ่งในความพยายามดังกล่าวนี้ ความใจกว้างและมีหลักคำสอนที่เป็นสัจธรรม เชิญชวนให้มาพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติเองและเน้นให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนนับถือ ทำให้พระพุทธศาสนาได้รับการยอมรับจากวิญญูชนไปทั่วโลก นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ดัง ๆ ระดับโลกจำนวนมาก เช่น โซเพน ฮาวเออร์, ไอน์สไตน์ ต่างหันมานับถือพระพุทธศาสนา นับแต่พระพุทธศาสนาเข้ายุโรปสมัยศตวรรษที่ 19 ก็มีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงสถิติว่าคนยุโรปและอเมริกาชาติต่าง ๆ หันมาเข้าวัดในพระพุทธศาสนามากขึ้นบ้าง ประกาศตนเป็นพุทธมามกะมากขึ้นบ้าง สถานปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาซึ่งรวมทั้งวัดวาอารามเพิ่มขึ้นที่นั่นที่ นี่ประจำบ้าง เดือน ธ.ค. ที่ผ่านมาก็มีข่าวออกมาอีกว่า ดาราฮอลลี้วูดอังกฤษ ชื่อ ออร์นันโด บลูม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้แสดงนำในหนังเรื่อง The Lord of the Rings ได้ทำพิธีประกาศตนเป็นพุทธมามกะต่อหน้าสาธารณชนอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อย แล้ว ระหว่างทหารอเมริกันพยายามไล่บี้ทหารอิรักอย่างเมามันตามคำสั่งของ ประธานาธิบดีบุชไม่นานมานี้ ทหารอเมริกันคนหนึ่งนามว่า เจเรมี่ ฮินซ์แมน วัย 26 ปี ได้ตัดสินใจหนีทัพอเมริกาในอิรักไปปักหลักลี้ภัยในแคนาดา เขาให้เหตุผลว่าสงครามที่อเมริกาทำกับชาวอิรักเป็นสงครามผิดกฎหมาย ประเด็นที่น่าสนใจก็คือเขาเป็นชาวพุทธที่สนใจปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง เขาให้สัมภาษณ์ว่าคำสอนพระพุทธศาสนาสอนให้เขาไม่อยากทำสงคราม เขาตั้งปฏิญาณว่าจะรับใช้ชาติหรือพิทักษ์ชาติจากการรุกรานของข้าศึกศัตรู แต่มิใช่ไปทำสงครามแบบก้าวร้าวต่อชาติอื่นดังที่ทหารอเมริกันกำลังทำอยู่ใน อิรักเวลานี้

ผมได้ข่าวจากหนังสือพิมพ์ Lanka Daily News ในลังกาตั้งแต่ 23 ต.ค. ที่แล้วว่าปัจจุบันพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เติบโตเร็วที่สุดในแคนาดา ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างที่สุดในอเมริกาเหนือ พระพุทธศาสนาเข้าแคนาดาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และมาบูมขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2503-2513 (1960s) เป็นต้นมา ช่วงนั้นมีการสำรวจพบว่าวัดชาวพุทธมีแค่ 18 วัด มีชาวแคนาดาปฏิบัติธรรมราวๆ 10,000 คน แต่เมื่อสำรวจผู้นับถือพระพุทธศาสนาอีกครั้งในพ.ศ. 2528 ชาวพุทธมีเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 คน หกปีหลังจากนั้นคือพ.ศ. 2534 รัฐบาลสำรวจคร่าวๆ อีกครั้งพบว่าผู้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะมีเพิ่มเป็น
163,415 คน รัฐมาสำรวจครั้งล่าสุดอีกครั้ง เมื่อพ.ศ. 2544 พบว่าพุทธมามกะแท้ ๆ มีไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน แซงหน้าจำนวนผู้นับถือศาสนาฮินดูและศาสนาซิกข์ ซึ่งเคยตามหลัง จำนวนผู้นับถือยังเติบโตแบบก้าวกระโดดเช่นนี้ทุกปี

ผลสำรวจยังบอกว่าวัด, สถานที่ปฏิบัติธรรม หรือศูนย์กลางของชาวพุทธในแคนาดาตอนนี้มีเกือบๆ จะถึงหนึ่งพันแห่งทั่วประเทศ เมืองที่มีชาวพุทธมากที่สุดคือ ออนตาริโอ, บริติชโคลัมเบีย และควิเบก ข่าวยังลงด้วยว่าแม้จำนวนคนนับถือจะยังอยู่เรือนแสน แต่จำนวนผู้แสดงความสนใจและเริ่มศึกษาพระพุทธศาสนาบ้างแล้วมีหลายล้านคนทั่ว ประเทศ

เมื่อ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา โฆษกประจำรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กระพือข่าวว่า
องค์ทะไลลามะจะได้รับอนุญาตให้เข้ารัสเซีย หลังจากถูกแบนเพราะเกรงจะกระทบความสัมพันธ์กับจีน หลังจากรัสเซียเซ็นสัญญามิตรภาพกับจีน เมื่อ พ.ศ. 2544 แต่ชาวรัสเซียก็แสดงจุดยืนชัดเจน
ว่าองค์ทะไลลามะจะมาเยือนด้วยภารกิจศาสนา เมื่อกระแสประชาชนเรียกร้องหนักขึ้น รัสเซียก็ยอมอนุญาตให้ท่านเข้ารัสเซียแต่โดยดี ปลาย พ.ย.ที่ผ่านมา ท่านทะไลลามะจึงมีโอกาสแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัทและประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ที่เมืองกัลมิเกีย ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมอสโกประมาณหนึ่งพันไมล์
ชาวรัสเซียหลายคนในเมืองนี้มีบรรพบุรุษเป็นชาวมองโกลซึ่งอพยพจากทางตะวันตก ของจีนเข้าสู่รัสเซียเมื่อราว 4 ร้อยกว่าปีมาแล้ว พระพุทธศาสนาที่นำเข้ามาจึงเป็น พระพุทธศาสนาแบบทิเบต ผลปรากฏว่า มีชาวพุทธและผู้สนใจทั่วๆ ไปชาวรัสเซียแห่กันมาฟังธรรมล้นหลามเป็นจำนวนหลายพันคน
ผู้สื่อข่าวรายงานลงใน Ireland Online ว่าจากจำนวนประชากรของเมืองนี้ ทั้งหมดราว 3 แสนคน ประมาณครึ่งหนึ่งนับถือพระพุทธศาสนา รัสเซียมีประชากรราว 144 ล้านคน ในจำนวนนี้มีราว 1 ล้านคน ที่ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ

ผมดูภาพรวมพระพุทธศาสนาจากข่าวสารต่างๆ แล้วก็รู้สึกได้ว่าวัฒนธรรมแบบพุทธกำลังเติบโตและเบ่งบานในหลาย ๆ ประเทศของทวีปยุโรป, ออสเตรเลีย และอเมริกาบางแห่ง เช่น รัสเซียแม้จะเติบโตช้า แต่ปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ก็เริ่มมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ผมคิดว่าปัญญาชนในประเทศทุนนิยมทั่วโลกเวลานี้คงเอือมระอากับ "ทุนนิยมเสรี" หรืออีกชื่อหนึ่งว่า กระแสโลกาภิวัตน์กันไม่น้อยและก็คงเห็นชัดเจนแล้วว่ามีแต่ศาสนาเท่านั้นที่ จะช่วยเปลี่ยนให้มนุษย์มีความเป็นผู้เป็นคน(ใจสูง) มากขึ้น ท่ามกลางกระแสสังคมที่มีแต่นายทุนจอมตะกละตะกรามแสวงหากำไรสูงสุดอยู่ทุก แห่ง ดังนั้น จึงเริ่มผ่อนปรนให้ผู้นำศาสนาทำงานได้สะดวกขึ้น


ดร.เพียงดิน ชวนคิดชวนลุย "ประชาชน จะชนะแก็งค์เผด็จการได้อย่างไร?" https://youtu.be/QzmLBmIqyHw

ดร.เพียงดิน ชวนคิดชวนลุย "ประชาชน จะชนะแก็งค์เผด็จการได้อย่างไร?" 

https://youtu.be/QzmLBmIqyHw

 

Download

...เริ่มสงสัยทักษิณ !...

...เริ่มสงสัยทักษิณ !...

กระทู้คำถาม


ผมเริ่มเชื่อโดยไม่มีเหตุผลและหลักฐานสนับสนุนว่าอดีตนายกฯทักษิณได้ทำการโกงชาติ ขายชาติ ทำลายชาติไปแล้วจริงๆ..เชื่ออย่างนั้น

ผมเองก็เป็นคนรักชาติอยู่บ้างเหมือนกัน แม้จะรักไม่เท่าสลิ่มนกหวีด หรือพวกท่านๆทั้งหลายรก็ตามที่รักชาติจนลิ้นห้อย  แต่ก็ถือว่ารักก็แล้ว กัน  ฉะนั้นจึงไม่อยากให้ใครก็ตามมาทำลายชาติที่ผมอยู่อาศัย ..เพราะกลัวไม่มีที่อยู่

แต่คงเพราะทักษิณโกงชาติ ทำลายชาติ ขายชาติได้แนบเนียนจริงๆ  จนผมไม่รู้สึกเลยว่าเขาทำอย่างนั้น กลับรู้สึกว่าเขาทำให้ชาติเจริญ พัฒนาขึ้นยิ่งกว่าไอ้พวกที่บอกว่ารักชาติจนน้ำลายฟูมปากเหล่านั้นหลายสิบ เท่า

ผมจะยอมปูผ้ากราบ และถวายตัวเป็นสาวก  พร้อมร่วมกินหญ้าและฟางเคียงบ่าเคียงไหล่ ถ้าบอกผมได้ว่าทักษิณมันโกงชาติ ..ขายชาติอย่างไร ?


ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินใช้หนี้ IMF จำนวนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาทได้ก่อนกำหนด! ทักษิณโกงยังไงหนอ แล้วเงินจำนวนนี้เขาไปได้มาจากไหนกัน

ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินสร้างสนามบินสุวรรณภูมิจนเสร็จภายใน 5 ปี ด้วยจำนวนเงินกว่าแสนล้านบาท โกงยังไงกันนี่ โกงแบบโง่ๆหรือเปล่า เอาเงินมาจากไหน

ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินให้กองทุนหมู่บ้านๆละหนึ่งล้านบาท จำนวนกว่าแปดหมื่นล้านบาท โกงชนิดไหน โกงแบบโง่ๆ หน่อมแน้มๆ เอาเงินที่ไหนมา

ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินให้พม่ากู้จำนวนสี่พันล้านบาท เขาโกงประสาอะไรกัน โกงแบบโง่ๆ ปัญญาอ่อนมากที่ทำให้ประเทศที่เคยแต่จะกู้ชาวบ้านเขาเป็นประเทศที่ให้เขากู้ ได้บ้าง

ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินสร้างบ้านเอื้ออาทรให้คนจนอยู่อาศัย ไม่รู้จำนวนเงินเป็นตัวเลขเท่าใด เอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนี้ โกงอย่างไรทำให้คนจนมีที่อยู่อาศัย แนบเนียนมาก

ทักษิณโกงอย่างไร…ทักษิณโกงอย่างไร ถึงมีเงินส่งนักเรียนไปเรียนต่างประเทศ ในโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน โกงบ้าๆ โกงแบบไม่มีตำรา ทำให้เด็กบ้านนอกมีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ

ทักษิณโกงอย่างไร…ถึงมีเงินจ่ายในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ด้วยจำนวนเงินหลายพันล้านบาท โกงแบบไหนทำให้คนจนมีโอกาสเข้าถึงโรงพยาบาล เข้าถึงหมอ  


ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ผมถือว่าทักษิณโกงทั้งหมด  แต่ไม่รู้ว่าโกงอย่างไร ทำไมคนถูกโกงถึงรู้สึกว่าเป็นการช่วยเหลือ..แถมยังพูดอีกว่าเขาคือนายกฯที่ ดีที่สุดที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยเคยมีมาเสียด้วย

ผมเริ่มสงสัยทักษิณ..และพฤติกรรมของเขา เอาเงินมาจากไหนมากมายมากระทำการเหล่านี้ได้ เพราะตอนนั้นเงินในประเทศแถบไม่เหลือเลยมิใช่หรือ ..แล้วทะลึ่งเอาเงินมาจากไหน

สงสัยจริงๆ ไปโกงใครมาหรือเปล่า  ..ไปโกงใครมา !!!

91
สมาชิกหมายเลข 2627969
วันพุธ เวลา 16:13 น.

ไล่จัดการคนอื่น ..ดาบ 112 ก็กลับมาคืนสนอง สมุน คสช. ซะเอง

พลเอกประยุทธ์ปัดบอกปมนายทหารกองทัพบกติดแหเอี่ยวคดีม.112 ,ทั้งนี้มีกระแสข่าวมีนายทหารระดับสูงทั้งแต่ยศตั้งแต่พลเอกค่อนกองทัพ พลโท พลตรี ไล่ลงมาถึงนายทหารเด็กๆที่ล้วนได้ดิบได้ดีเพราะพลเอกประยุทธ์หยิบยื่นตำแหน่งให้ ถึงจะพลเอกลูกน้องสนิทของตนติดกลุ่มไปหาความร่ำรวย ยกตัวอย่าง พลเอกเทพพงศ์ ทิพยจันทร์พัวพันอยู่ในขั้นการโกงหลายโครงการ รวมไปถึงลูกน้องเลิฟของพลเอกประวิทย์ อย่างพลเอกพิสิทธิ สิทธิสารที่เป็นนายหัวโจกหาเงินให้บิ๊กป้อม โดยเป็นคนเก็บค่าบำรุงตำแหน่งของหน่วยต่างๆส่งพลเอกประวิตร ( ถ้าประวิตรไม่ยอมรับจะแฉชื่อหน่วยส่งส่วย) พลเอกประยุทธ์คิดว่าการสอบสวนคงไปไม่ถึงไหนตัวเขาและพลเอกประวิตร เพราะยุคนี้เป็นยุคทหารของตนขอกินบ้าง
ก็ขอให้คนเข้าใจ ทหารเสี่ยงภัยมามากแล้ว ก็ต้องมีรางวัลตนเชื่อว่า ได้พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็นผู้บัญชาการทหารบก คงไม่ปล่อยให้นายพลคนไหนถูกนำตัวไปดำเนินคดี พวกเขามีเงินมากมายแล้วก็ต้องหนีไปในที่ปลอดภัย" พลเอกประยุทธ์ไม่ได้กล่าว,แมร่งพวกนักข่าวพูดกันไป http://203.113.26.210/?v0.42t1 ส่วนรายชื่อนายพลเอกที่เข้าไปมีการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการแอบอ้างสถาบันหาผลประโยชน์มีดังนี้ 
พลเอกประยุทธ์ปัดบอกปมทหารเอี่ยวคดีม.112 ,ทั้งที่มีนายทหารระดับสูงทั้งแต่ยศตั้งแต่พลเอกค่อนกองทัพ พลโท พลตรี ไล่ลงมาถึงนายทหารเด็กๆ ล้วนได้ดิบได้ดีเพราะตนให้ตำแหน่ง แม้จะมีพลเอกพลพล มณีรินทร์ พลเอกยศนันท์ หร่ายเจริญ พลเอกเทพพงศ์ ทิพยจันทร์พัวพันอยู่ในขั้นการโกงหลายโครงการ รวมไปถึงลูกน้องเลิฟของพลเอกประวิทย์ มีนายทหารหลายรุ่นเป็นหัวโจก ตนคิดว่าการสอบสวนคงไปไม่ถึงไหน เพราะยุคนี้เป็นยุคที่ทหารขอกินบ้าง
ก็ขอให้คนเข้าใจ ทหารเสี่ยงภัยมามากแล้ว ก็ต้องมีรางวัลตนเชื่อว่า ได้พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็นผู้บัญชาการทหารบก คงไม่ปล่อยให้นายพลคนไหนถูกนำตัวไปดำเนินคดี พวกเขามีเงินมากมายแล้วก็ต้องหนีไปในที่ปลอดภัย" พลเอกประยุทธ์ไม่ได้กล่าว,แมร่งพวกนักข่าวพูดกันไป รายชื่อพอรวบรวมได้ รายชื่อนายพลเกี่ยวข้องการแอบอ้างเบื้องสูงหาผลประโยชน์ใน 3 โครงการ.                             1 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (ผ่านอมินี)2 พลเอกประวิทย์ วงศ์สุวรรณ (ผ่านนอมินี)3 พลเอกอุดมเดช สีตะบุตร (ผ่านผู้ใต้บังคับบัญชา)4พลเอกปรีชา จันทร์โอชา (ให้ความร่วมมือ)5 พลเอกอนุพงศ์ เผ่าจินดา (ผ่านบริษัทกันตะนา)6พลเอกสุรวัชร บุตรวงศ์ (ผ่านทีมผู้บริหารช่อง 5) และส่วนใหญเป็นนายทหารคนสนิทของพลเอกประยุทธ์ พลเอกประวิทย์และพลเอกอุดมเดช เช่น พลเอกตฤณ กาญจนานันท์ พลเอกอภิชาติ มีสมมนต์ พลเอกสุชาติ ผ่องพุฒิ ประสูตร รัศมีแพทย์ พลเอกพิสิทธ์ สิทธิสาร พลเอกยศนันท์ หร่ายเจริญ พลเอกเทพพงศ์ ทิพยจันทร์  พลเอกพอพล มณีรินทร์ http://203.113.26.210/?v0.42t1

เทปบันทึก งาน เสวนาสาธรณะ ถอบทบเรียน "ตากใบ" กับความลักลั่นบนเส้นทางกระบวนการสันติภาพ

Published on Oct 30, 2015
เทปบันทึก งาน เสวนาสาธรณะ ถอบทบเรียน "ตากใบ" กับความลักลั่นบนเส้นทางกระบวนการสันติภาพ

­ปาตานี/ชายแดนใต้
ณ หอประชุมสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
จัดโดย เครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.)

https://youtu.be/2HG0yu1wSw0


Download

Bill Maher New Rules | Best of Religion Collection

https://youtu.be/8L-2uYVleKI

Bill Maher New Rules | Best of Religion Collection


ปฎิรูปกองทัพไทย หยุด"มาเฟีย"คุมประเทศ (ตอนที่ 1)

Published on Nov 1, 2015

https://youtu.be/M4Ih4M6Jkg4

Download

คุณ ภัควดี วีระภาสพงษ์ ประชาชนผู้นำเสนอแนวทางการปฎิรูปกองทัพไทย ฉบับประชาชน เนื่องในโอกาสรำลึกครบ 9 ปี การพลีชีพเพื่อประชาธิปไตยของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เมื่อ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเสนอแนวทางการปฎิรูปใน 3 หลักการสำคัญคือ กองทัพต้องยึดโยงกับประชาชน กองทัพต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ และ กองทัพต้องมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีในความร­ู้สึกของประชาชน 

คุณ ภัควดี ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia ถึงแนวทางการปฎิรูปกองทัพ ฉบับประชาชน ( ตอนที่ 1) ว่า ต้องเปลี่ยวิสัยทัศน์ของกองทัพให้ยอมรับแล­ะอยู่ใต้การ บังคับบัญชาของ รัฐบาลพลเรือน ต้องไม่ให้กองทัพต้องทำรัฐประหารบ่อยครั้ง โดยการกำหนดไว้ในกฎหมายชัดเจน เพราะทุกวันนี้วิสัยทัศน์ หรือทัศนคติของกองทัพไทย ยังอยู่ในสมัยสงครามเย็น ที่มองประชาชน ประเทศเพื่อนบ้านเป็นศัตรู ไม่ไว้วางใจคนอื่น รวมทั้ง ไม่ให้กองทัพเข้าข้องกับการทำธุรกิจ ทั้งธุรกิจสื่อที่ครอบงำประชาชน นายทหารระดับหลายคนที่เข้าไปเป็นบอร์ด เป็นที่ปรึกษาบริษัทยักษ์ใหญ่ หรือรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือมีหุ้นส่วนในธุุรกิจเอกชน ต้องเปลี่ยนวิธีคิดกำลังพลในกองทัพ ไม่ใช่เพื่อที่จะออกมาควบคุมประชาชนหรือคว­บคุมประเทศแตต้องทำหน้าที่ป้องกันประชาชนแ­ละรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่า หยุดการคอรัปชั่นในกองทัพ ควบคุมกองทัพไม่ให้กินเงินภาษีของประชาชนอ­ย่าง สิ้นเปลืองโดยไม่ถูกตรวจสอบ ประเด็นเหล่านี้คนไทยต้องใจกว้าง และกล้าที่จะต้องหยิบขึ้นมา พุดคุย ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และร่วมกันเสนอแนวทางการปฎิรูปกองทัพ ไม่ใช่กลัวและยอมให้กองทัพครอบงำมีอิทธิพล­อยุ่เหนือกลไกทั้งอย่าง เช่นทุกวันนี้

เงินพันล้านบาท เอาไปสร้างภาพเทิดทูนคนเจ็ดคน... ขณะที่เด็กและคนชรา ขายตัวและตกทุกข์นับล้าน

Credit: http://travelwatthai.com/?p=1918

โครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ของกองทัพบกใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท




กรกฎาคม 27, 2015 | เปิดอ่าน 704 | คอมเม้น 0


12

อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์  เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และเพื่อเป็นการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์

 

เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร มหาราชถึงอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ ขณะที่ในวันนี้ (27 ก.ค.) ผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธานในพิธีบวงสรวงและอัญเชิญองค์สมเด็จพระบูรพ กษัตริย์แห่งสยาม สมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราชขึ้นประดิษฐานบนแท่นประทับ

โครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ของกองทัพบกใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาทโดยกองทัพบกระดมทุนจากเงินบริจาคทั้งหมด กองทัพบกระบุว่าอุทยานแห่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระ มหากษัตริย์ และเพื่อเป็นการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์ ได้แก่ พ่อขุนรามคำแหง สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระนารายณ์ สมเด็จพระเจ้าตากสิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

กองทัพบกเริ่มดำเนินการเคลื่อนย้ายพระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งแต่สัปดาห์ที่ แล้ว ขณะนี้พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงและพระนเรศวรถึงอุทยานฯ แล้ว ส่วนพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระนารายณ์เกิดการแตกร้าวระหว่างขนย้ายจึง ต้องนำกลับไปซ่อมที่โรงหล่อลพบุรี

วันนี้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. จะเป็นประธานในพิธีบวงสรวงและอัญเชิญองค์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม สมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราชขึ้นประดิษฐานบนแท่นประทับในเวลา 08.39 น. โดยสำนักช่างสิบหมู่กรมศิลปากร ได้กำหนดตำแหน่งที่ประดิษฐาน ให้สายพระเนตรมองไปยังศูนย์กลางของ อุทยานราชภักดิ์ในระยะ 250 เมตร

นายสมควร อุ่มตระกูล ผู้อำนวยการสำนักช่างสืบหมู่กล่าวว่า พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของช่างฝีมือดี ของประเทศ นับเป็นความภาคภูมิใจของกรมศิลปากร และสำนักช่างสิบหมู่ เพราะเป็นงานที่ละเอียดอ่อน ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

อุทยานราชภักดิ์ตั้งอยู่ในพื้นที่ 222 ไร่เศษ ภายในพื้นที่ของกองทัพบก มีโครงสร้างหลักที่สำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์ โดยพิจารณาเลือกพระมหากษัตรย์แต่ละยุคสมัยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ชึ่งพระนามแต่ละพระองค์เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รูปแบบของพระบรมราชานุสาวรีย์ จะจัดสร้างในลักษณะพระอิริยาบถทรงยืน ความสูงเฉลี่ยไม่เกิน 13.9 เมตร หล่อด้วยโลหะสำริดนอก

ส่วนที่ 2 เป็นลานอเนกประสงค์ เนื้อที่ประมาณ 91 ไร่ ใช้สำหรับกระทำพิธีที่สำคัญของกองทัพและรับรองบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ และส่วนที่ 3 เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์-ห้องจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ ใช้เวลาการก่อสร้างตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557-สิงหาคม 2558 รวมระยะเวลา 10 เดือน

 

———————————————————-

ขอขอบคุณแหล่งข่าว
ข้อมูล : กองบัญชาการกองทัพบก /  Sanook.com
ภาพถ่าย :  ข่าวข้น รับอรุณ

——————————————————

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กองทัพบกจัดสร้าง
"พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม" พร้อมจัดสร้างอุทยานประวัติศาสตร์

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อว่า "อุทยานราชภักดิ์" ซึ่งเป็นอุทยานที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และเพื่อเป็นการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งสยาม ๗ พระองค์ ได้แก่

๑.พ่อขุนรามคำแหง (สมัยกรุงสุโขทัย)
๒.สมเด็จพระนเรศวร (สมัยกรุงศรีอยุธยา)
๓.สมเด็จพระนารายณ์ (สมัยกรุงศรีอยุธยา)
๔.สมเด็จพระเจ้าตากสิน (สมัยกรุงธนบุรี)
๕.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
๖.พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
๗.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
ซึ่งทุกพระองค์ล้วนทรงสร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติ

เงินพันล้านบาท เอาไปสร้างภาพเทิดทูนคนเจ็ดคน... ขณะที่เด็กและคนชรา ขายตัวและตกทุกข์นับล้าน

Credit: http://travelwatthai.com/?p=1918

โครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ของกองทัพบกใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท




กรกฎาคม 27, 2015 | เปิดอ่าน 704 | คอมเม้น 0


12

อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์  เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และเพื่อเป็นการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์

 

เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร มหาราชถึงอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ ขณะที่ในวันนี้ (27 ก.ค.) ผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธานในพิธีบวงสรวงและอัญเชิญองค์สมเด็จพระบูรพ กษัตริย์แห่งสยาม สมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราชขึ้นประดิษฐานบนแท่นประทับ

โครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ของกองทัพบกใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาทโดยกองทัพบกระดมทุนจากเงินบริจาคทั้งหมด กองทัพบกระบุว่าอุทยานแห่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระ มหากษัตริย์ และเพื่อเป็นการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์ ได้แก่ พ่อขุนรามคำแหง สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระนารายณ์ สมเด็จพระเจ้าตากสิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

กองทัพบกเริ่มดำเนินการเคลื่อนย้ายพระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งแต่สัปดาห์ที่ แล้ว ขณะนี้พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงและพระนเรศวรถึงอุทยานฯ แล้ว ส่วนพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระนารายณ์เกิดการแตกร้าวระหว่างขนย้ายจึง ต้องนำกลับไปซ่อมที่โรงหล่อลพบุรี

วันนี้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. จะเป็นประธานในพิธีบวงสรวงและอัญเชิญองค์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม สมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราชขึ้นประดิษฐานบนแท่นประทับในเวลา 08.39 น. โดยสำนักช่างสิบหมู่กรมศิลปากร ได้กำหนดตำแหน่งที่ประดิษฐาน ให้สายพระเนตรมองไปยังศูนย์กลางของ อุทยานราชภักดิ์ในระยะ 250 เมตร

นายสมควร อุ่มตระกูล ผู้อำนวยการสำนักช่างสืบหมู่กล่าวว่า พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของช่างฝีมือดี ของประเทศ นับเป็นความภาคภูมิใจของกรมศิลปากร และสำนักช่างสิบหมู่ เพราะเป็นงานที่ละเอียดอ่อน ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

อุทยานราชภักดิ์ตั้งอยู่ในพื้นที่ 222 ไร่เศษ ภายในพื้นที่ของกองทัพบก มีโครงสร้างหลักที่สำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์ โดยพิจารณาเลือกพระมหากษัตรย์แต่ละยุคสมัยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ชึ่งพระนามแต่ละพระองค์เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รูปแบบของพระบรมราชานุสาวรีย์ จะจัดสร้างในลักษณะพระอิริยาบถทรงยืน ความสูงเฉลี่ยไม่เกิน 13.9 เมตร หล่อด้วยโลหะสำริดนอก

ส่วนที่ 2 เป็นลานอเนกประสงค์ เนื้อที่ประมาณ 91 ไร่ ใช้สำหรับกระทำพิธีที่สำคัญของกองทัพและรับรองบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ และส่วนที่ 3 เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์-ห้องจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ ใช้เวลาการก่อสร้างตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557-สิงหาคม 2558 รวมระยะเวลา 10 เดือน

 

———————————————————-

ขอขอบคุณแหล่งข่าว
ข้อมูล : กองบัญชาการกองทัพบก /  Sanook.com
ภาพถ่าย :  ข่าวข้น รับอรุณ

——————————————————

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กองทัพบกจัดสร้าง
"พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม" พร้อมจัดสร้างอุทยานประวัติศาสตร์

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อว่า "อุทยานราชภักดิ์" ซึ่งเป็นอุทยานที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และเพื่อเป็นการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งสยาม ๗ พระองค์ ได้แก่

๑.พ่อขุนรามคำแหง (สมัยกรุงสุโขทัย)
๒.สมเด็จพระนเรศวร (สมัยกรุงศรีอยุธยา)
๓.สมเด็จพระนารายณ์ (สมัยกรุงศรีอยุธยา)
๔.สมเด็จพระเจ้าตากสิน (สมัยกรุงธนบุรี)
๕.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
๖.พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
๗.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
ซึ่งทุกพระองค์ล้วนทรงสร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติ

The God Delusion: Richard Dawkins ศาสนาคือที่มาของความชั่วร้ายในสังคมมนุษย์!!!

The God Delusion: Richard Dawkins ศาสนาคือที่มาของความชั่วร้ายในสังคมมนุษย์!!!

https://youtu.be/9FiHRVb_uE0

The God Delusion: Richard Dawkins ศาสนาคือที่มาของความชั่วร้ายในสังคมมนุษย์!!!    Download

อย่าให้ไทยเหมือนซีเรีย The war in Syria explained in five minutes | Guardian Animations

อย่าให้ไทยเหมือนซีเรีย The war in Syria explained in five minutes | Guardian Animations 

 https://youtu.be/K5H5w3_QTG0

 

Download

บทเรียนจากซีเรีย...คนไทยควรศึกษา BBC Syrian Uprising Documentary

https://youtu.be/IF7sRdOJMD0

BBC Syrian Uprising   Documentary

Download

การบินไทย....ทำไมถึงเจ๊ง โดย มติชนทีวี

https://youtu.be/L4Lu75ZMgTE

 การบินไทย....ทำไมถึงเจ๊ง  โดย มติชนทีวี

Download

ส่งตัว"หยอง"กลับเรือนจำ ชี้หมอรักษาจนอาการดีขึ้น | เดลินิวส์

ส่งตัว"หยอง"กลับเรือนจำ ชี้หมอรักษาจนอาการดีขึ้น | เดลินิวส์
„ส่งตัว"หยอง"กลับเรือนจำ ชี้หมอรักษาจนอาการดีขึ้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผย แพทย์ได้วินิจฉัยให้ส่งตัว "หมอหยอง" ผู้ต้องขังคดีความผิด 112 กลับไปควบคุมในเรือนจำชั่วคราวภายใน มทบ.11 แล้ว หลังได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้น วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2558 เวลา 12:12 น."

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/crime/357870


ส่งตัว"หยอง"กลับเรือนจำ ชี้หมอรักษาจนอาการดีขึ้น | เดลินิวส์

ส่งตัว"หยอง"กลับเรือนจำ ชี้หมอรักษาจนอาการดีขึ้น | เดลินิวส์
„ส่งตัว"หยอง"กลับเรือนจำ ชี้หมอรักษาจนอาการดีขึ้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผย แพทย์ได้วินิจฉัยให้ส่งตัว "หมอหยอง" ผู้ต้องขังคดีความผิด 112 กลับไปควบคุมในเรือนจำชั่วคราวภายใน มทบ.11 แล้ว หลังได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้น วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2558 เวลา 12:12 น."

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/crime/357870


เครื่องบินรัสเซียตกที่อียิปต์ ผู้โดยสาร-ลูกเรือเสียชีวิตทั้งลำ224ศพ ญาติร่ำไห้ระงม

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558 เวลา 15:07:00 น.
เครื่องบินรัสเซียตกที่อียิปต์ ผู้โดยสาร-ลูกเรือเสียชีวิตทั้งลำ224ศพ ญาติร่ำไห้ระงม



มาแล้ว!!! 'เครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัย' ออกแถลงการณ์ 'มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร'

'เครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัย' ออกแถลงการณ์ 'มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร'

เครดิต ประชาไท

http://prachatai.org/journal/2015/10/62202

Sat, 2015-10-31 16:24


หลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการสอนในสถาบันอุดมศึกษาทำให้มีการต่อ ต้านรัฐบาล เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัยชี้ การที่จะนำพาสังคมไทยให้พ้นจากความขัดแย้งเพื่อไปสู่สังคมที่มีสันติภาพนั้น ไม่สามารถข่มขู่ด้วยการใช้อำนาจ
 
31 ต.ค. 2558 เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัย ได้ออกแถลงการณ์ "มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร" ระบุว่าหลังมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนในสถาบัน อุดมศึกษาว่าเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลซึ่งไม่ได้เป็น ประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวมนั้น เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัยชี้การที่จะนำพาสังคมไทยให้พ้นจากความขัดแย้ง เพื่อไปสู่สังคมที่มีสันติภาพไม่สามารถข่มขู่ด้วยการใช้อำนาจ โดยรายละเอียดทั้งหมดมีดังต่อไปนี้
 
แถลงการณ์เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัย
เรื่อง มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร
 
จากการที่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนใน สถาบันอุดมศึกษาว่าเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลซึ่งไม่ได้ เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวมนั้น ในฐานะคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ขอแสดงปฏิกิริยาต่อคำวิจารณ์ดังกล่าว ดังต่อไปนี้
 
ประการแรก "เสรีภาพ" เป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความงอกงามในทางความรู้  การแสดงความเห็นจากมุมมองหรือวิธีคิดที่แตกต่างบนพื้นฐานของการใช้เหตุผล และข้อเท็จจริง จะนำไปสู่ความเข้าใจใหม่ในเรื่องต่างๆ ซึ่งทำให้มนุษย์และสังคมมีความรู้และสติปัญญามากขึ้น สามารถจัดการปัญหาและเผชิญหน้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  การจัดการเรียนการสอนของคณาจารย์จำนวนมากในมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้เป็นการสอน ให้ท่องจำและยึดมั่นในวิธีคิดและอุดมการณ์แบบใดแบบหนึ่งโดยปราศจากการโต้ แย้ง เพราะบทเรียนจากประวัติศาสตร์ทั้งในสังคมไทยและสังคมอื่นๆ ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าการปลูกฝังอุดมการณ์หรือ "ความเชื่อ" หนึ่งๆ เพื่อครอบงำสังคมหมายถึงการทำให้คนในสังคมยอมรับโครงสร้างอำนาจแบบใดแบบ หนึ่งที่คนบางกลุ่มได้ประโยชน์ และอาจส่งผลให้มีการใช้ความรุนแรงหรือแม้กระทั่งการเข่นฆ่าผู้คนร่วมสังคม ที่ปฏิเสธโครงสร้างอำนาจดังกล่าว ดังนั้น คณาจารย์จำนวนมากจึงเห็นว่าการทำให้เกิดทัศนะวิพากษ์หรือมุมมองที่แตกต่าง เป็นเรื่องสำคัญยิ่งในสังคม เพื่อให้ผู้คนในสังคมสามารถคิดได้เอง และมีความเคารพตลอดจนความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจในผู้คนที่มีมุมมองแตก ต่างจากตนเองอย่างแท้จริง 
 
ประการที่สอง ในสังคมไทยยุคโลกาภิวัตน์ที่ชีวิตและความคิดของผู้คนมีความแตกต่างหลากหลาย การใช้อำนาจบังคับให้บุคคลต้องปฏิบัติไปในรูปแบบเดียวกันไม่ว่าจะโดยอำนาจ จากปากกระบอกปืนหรืออำนาจกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม อาจจะทำให้เกิดความสงบราบคาบขึ้นได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถนำพาสังคมไทยไปสู่ภาวะแห่งสันติสุขได้อย่างแท้จริง  การสร้างความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องต่างๆ รวมทั้งความชอบธรรมในการใช้อำนาจจำเป็นต้องมีรากฐานอยู่บนการถกเถียงกันด้วย ความรู้ เหตุผล และข้อเท็จจริง ในบรรยากาศของความเสมอภาคและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย 
 
พวกเราในฐานะคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาหลายสถาบัน มีความเห็นร่วมกันว่าการที่จะนำพาสังคมไทยให้พ้นจากความขัดแย้งเพื่อไปสู่ สังคมที่มีสันติภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในระยะยาวได้นั้น หลักการพื้นฐานคือต้องสร้างสังคมที่สามารถยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง มีกระบวนการในการจัดการกับปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ที่เป็นธรรมและโปร่งใส มีระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นกลางและตรวจสอบได้ ซึ่งสังคมในลักษณะดังกล่าวก็คือสังคมที่ปกครองในรูปแบบเสรีประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมและค้ำประกันสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาทุกระดับย่อมมีหน้าที่โดยตรงในการสร้างสังคมแบบประชาธิปไตย ดังกล่าวนี้  มิใช่ทำให้ยอมรับการข่มขู่ด้วยอำนาจซึ่งมีแต่จะนำพาสังคมไทยให้จมดิ่งลงไป สู่ความมืดมนทางปัญญาและไม่อาจปรับตัวได้ในโลกปัจจุบันและอนาคต
 
ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อสังคมไทย
เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัย

มาแล้ว!!! 'เครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัย' ออกแถลงการณ์ 'มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร'

'เครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัย' ออกแถลงการณ์ 'มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร'

เครดิต ประชาไท

http://prachatai.org/journal/2015/10/62202

Sat, 2015-10-31 16:24


หลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการสอนในสถาบันอุดมศึกษาทำให้มีการต่อ ต้านรัฐบาล เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัยชี้ การที่จะนำพาสังคมไทยให้พ้นจากความขัดแย้งเพื่อไปสู่สังคมที่มีสันติภาพนั้น ไม่สามารถข่มขู่ด้วยการใช้อำนาจ
 
31 ต.ค. 2558 เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัย ได้ออกแถลงการณ์ "มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร" ระบุว่าหลังมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนในสถาบัน อุดมศึกษาว่าเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลซึ่งไม่ได้เป็น ประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวมนั้น เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัยชี้การที่จะนำพาสังคมไทยให้พ้นจากความขัดแย้ง เพื่อไปสู่สังคมที่มีสันติภาพไม่สามารถข่มขู่ด้วยการใช้อำนาจ โดยรายละเอียดทั้งหมดมีดังต่อไปนี้
 
แถลงการณ์เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัย
เรื่อง มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร
 
จากการที่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนใน สถาบันอุดมศึกษาว่าเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลซึ่งไม่ได้ เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวมนั้น ในฐานะคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ขอแสดงปฏิกิริยาต่อคำวิจารณ์ดังกล่าว ดังต่อไปนี้
 
ประการแรก "เสรีภาพ" เป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความงอกงามในทางความรู้  การแสดงความเห็นจากมุมมองหรือวิธีคิดที่แตกต่างบนพื้นฐานของการใช้เหตุผล และข้อเท็จจริง จะนำไปสู่ความเข้าใจใหม่ในเรื่องต่างๆ ซึ่งทำให้มนุษย์และสังคมมีความรู้และสติปัญญามากขึ้น สามารถจัดการปัญหาและเผชิญหน้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  การจัดการเรียนการสอนของคณาจารย์จำนวนมากในมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้เป็นการสอน ให้ท่องจำและยึดมั่นในวิธีคิดและอุดมการณ์แบบใดแบบหนึ่งโดยปราศจากการโต้ แย้ง เพราะบทเรียนจากประวัติศาสตร์ทั้งในสังคมไทยและสังคมอื่นๆ ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าการปลูกฝังอุดมการณ์หรือ "ความเชื่อ" หนึ่งๆ เพื่อครอบงำสังคมหมายถึงการทำให้คนในสังคมยอมรับโครงสร้างอำนาจแบบใดแบบ หนึ่งที่คนบางกลุ่มได้ประโยชน์ และอาจส่งผลให้มีการใช้ความรุนแรงหรือแม้กระทั่งการเข่นฆ่าผู้คนร่วมสังคม ที่ปฏิเสธโครงสร้างอำนาจดังกล่าว ดังนั้น คณาจารย์จำนวนมากจึงเห็นว่าการทำให้เกิดทัศนะวิพากษ์หรือมุมมองที่แตกต่าง เป็นเรื่องสำคัญยิ่งในสังคม เพื่อให้ผู้คนในสังคมสามารถคิดได้เอง และมีความเคารพตลอดจนความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจในผู้คนที่มีมุมมองแตก ต่างจากตนเองอย่างแท้จริง 
 
ประการที่สอง ในสังคมไทยยุคโลกาภิวัตน์ที่ชีวิตและความคิดของผู้คนมีความแตกต่างหลากหลาย การใช้อำนาจบังคับให้บุคคลต้องปฏิบัติไปในรูปแบบเดียวกันไม่ว่าจะโดยอำนาจ จากปากกระบอกปืนหรืออำนาจกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม อาจจะทำให้เกิดความสงบราบคาบขึ้นได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถนำพาสังคมไทยไปสู่ภาวะแห่งสันติสุขได้อย่างแท้จริง  การสร้างความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องต่างๆ รวมทั้งความชอบธรรมในการใช้อำนาจจำเป็นต้องมีรากฐานอยู่บนการถกเถียงกันด้วย ความรู้ เหตุผล และข้อเท็จจริง ในบรรยากาศของความเสมอภาคและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย 
 
พวกเราในฐานะคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาหลายสถาบัน มีความเห็นร่วมกันว่าการที่จะนำพาสังคมไทยให้พ้นจากความขัดแย้งเพื่อไปสู่ สังคมที่มีสันติภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในระยะยาวได้นั้น หลักการพื้นฐานคือต้องสร้างสังคมที่สามารถยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง มีกระบวนการในการจัดการกับปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ที่เป็นธรรมและโปร่งใส มีระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นกลางและตรวจสอบได้ ซึ่งสังคมในลักษณะดังกล่าวก็คือสังคมที่ปกครองในรูปแบบเสรีประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรมและค้ำประกันสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาทุกระดับย่อมมีหน้าที่โดยตรงในการสร้างสังคมแบบประชาธิปไตย ดังกล่าวนี้  มิใช่ทำให้ยอมรับการข่มขู่ด้วยอำนาจซึ่งมีแต่จะนำพาสังคมไทยให้จมดิ่งลงไป สู่ความมืดมนทางปัญญาและไม่อาจปรับตัวได้ในโลกปัจจุบันและอนาคต
 
ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อสังคมไทย
เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัย

ข่าวลับกรองแล้ว 1 พฤศจิกายน 2558 "หมอหยอง:วังไทยเครื่องในเน่า ยังจะเอากันตายอีกหลายตลบ"

ข่าวลับกรองแล้ว 1 พฤศจิกายน 2558 

"หมอหยอง:วังไทยเครื่องในเน่ายังจะเอากันตายอีกหลายตลบ"


สืบความลับจับมาตีแผ่เผยแพร่เป็นประจำในขบวนการประชาธิปไตยไทยในสแกนดิเนียเวียโดยกลุ่มเสียงประชาชนไทย(สปท.)  http://thaiscandemo.blogspot.com/


*ทำไมหมอหยองและทีมงานจึงถูกกวาดล้างอย่างหฤโหด?ใครเป็นคนทำ?และทำไมจึงต้องทำอย่างนี้?...ไม่ต้องถามเพราะคนที่ทำไม่บอกและก็บอกแล้วว่าห้ามถาม!!เพราะเป็นเรื่องของมือที่มองไม่เห็นที่มีหลายมือ...คำตอบมีเพียงว่า"วังไทยเครื่องในเน่ายังจะเอากันตายอีกหลายตลบ"แต่ก่อนจะถึงมือที่มองไม่เห็นในฐานะคนสั่งการจะตายชาวบ้านทั้งเหลืองทั้งแดงจะต้องตายกันก่อนอย่างที่เห็น


*นามสกุล"วารุณประภา"ก็ไม่ใช่เล็กๆแต่ก็ต้องไปรับศพพ.ต.ต.ปรากรม คนในครอบครัวอย่างโศรกเศร้าและห้ามทุกคนในครอบครัวพูดในเงื่อนไขต้องรีบเอาไปเผาทันทีจึงจะรับไปได้,ส่วนศพพลตรีพิสิฐศักดิ์ เสนีวงศ์ ณ อยุทธยา ในฐานะราชองครักษณ์ใกล้ชิด,เห็นนามสกุลก็รู้เป็นสายพันธุ์เจ้าเหลืองก็ยิ่งหนักใหญ่,อ้างว่าฆ่าตัวตายเอง,อย่าว่าแต่ไม่มีใครในครอบครัวที่จะกล้าพูดแม้แต่ข่าวหนังสือพิมพ์ที่เป็นทางการก็ไม่ให้ลงทั้งๆที่ยศและตำแหน่ง,เครื่องราช,สายสกุลต้องได้รับพระราชทานเพลิงศพก็ต้องเผากันอย่างเงียบๆ


*ใกล้ครบรอบปีการกระโดดตึกตายในค่ายทหาร(ตามข่าว)ของพ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ยศสูงระดับผบก.1กองปราบสายตรงของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ เมื่อวันที่ 25พฤศจิกายน2557ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จับนายแต่ลูกน้องก็ต้องไปกระโดดตึกตายทันทีและก็นำไปเผาในวันนั้นทันทีสูตรเดียวกันกับพ.ต.ต.ปรากรมคือญาติๆไม่กล้าถามและไม่กล้าสงสัย


*ตาสว่างกันหรือยังเสื้อเหลืองเพื่อนหมอหยองและเพื่อนปรากรม?...ยังอยากจะตายตามไปรับใช้เจ้าในชาติหน้ากันอีกใหม?

*สำหรับเสื้อแดงชัดแล้วต้องเปลี่ยนระบอบเท่านั้นชีวิตคนไทยจึงจะดีขึ้น...เสื้อเหลืองส่วนหนึ่งคงตาสว่างแต่อีกส่วนยังแกล้งโง่แต่คงแกล้งโง่ได้อีกไม่นานก็ต้องเห็นความจริงว่าในครอบครัวอลเวงนี้เลวทุกคน"เห็นประชาชนผู้เสียภาษีเลี้ยงตัวเองเป็นข้าทาส"...เห็นข้าทาสที่รับใช้ใกล้ชิดเป็นมดปลวก...ใช้ให้ไปหาเงินมาถวายมีปัญหาก็ฆ่าทิ้ง...แม้แต่คนที่เข้ามาเป็นเมียเป็นผัวก็ไม่เว้นวันนี้ศพหมอเก้งผัวจุฬาภรณ์ยังหาทรากไม่เจอแต่ก็ช่วยกันตอแหลด้วยจงรักภักดีว่า"ยังไม่ตายบวชพระอยู่ที่นั่นอยู่ที่นี่!!"แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยมีข่าวจริงรอดมาให้เห็นเลย

*ถ้าไม่รู้ว่าเขาหาเงินกันอย่างไรให้พลิกไปอ่านข่าวลับกรองแล้วเมื่อ 1ธันวาคม2557 สปท.เคยจำแนกไว้แล้ว(กดลิ้งดูใหม่ยังทันสมัย)

-------------

ข่าวลับกรองแล้ว 1 ธันวาคม 2557


-------------


*สปท.บอกให้เอาบุญสำหรับทหารตำรวจเหลืองที่ยังหน้ามืดตาบอดต้องการจะรับใช้หาเงินถวายแล้วไม่ต้องตาย,แบบนี้ไม่มีอันตรายถึงชีวิตคือ(1)หาส่งส่วยตามระบบคือเก็บส่วยหวย,บ่อน,ซ่องกระหรี่จากสถานีตำรวจระดับอำเภอส่งขึ้นจังหวัด,ภาค,จนถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วผบ.ตร.,ผบ.ชน.นำขึ้นถวายทุกพระองค์(หากมีการโกงกันบ้างในเส้นสายข่าวรั่วบ้างแต่ไม่ถึงคนรับสูงสุดก็ไม่เป็นไร)และท่านทุกพระองค์ก็จะช่วยคุ้มครองให้ทุกคนที่ช่วยเก็บส่วยถวายได้มีอยู่มีกินอิ่มหนำสำราญแบ่งส่วนกันไปด้วยการไม่อนุญาติให้ทุกรัฐบาลนำหวยใต้ดินขึ้นบนดินและไม่อนุญาติให้เปิดบ่อนคาสิโนที่ถูกต้องตามกฎหมายเหมือนประเทศทั่วไปเพราะจะทำให้ทุกคนขาดรายได้(เจ้ามือหวยขนาดเล็กตามอำเภอต้องจ่ายมือละ30,000-50,000บาทต่อเดือน,ส่วนมือใหญ่ต้องแสนขึ้นอำเภอหนึ่งมีเจ้ามือ5-8ราย)/(2)จัดตีกอล์ฟ,จัดกีฬาต่างๆรายได้ถวายเป็นพระราชกุศล (3)พ่อค้านายทุนแบ่งกำไรที่ตราครุฑหน้าบริษัทช่วยให้เสียภาษีน้อยลงก็จะนำเงินไปถวายแล้วก็ได้ออกข่าวทีวีสองทุ่ม

*การหาเงินที่เป็นอันตรายและต้องระวังและตายมาหลายคนแล้วคือการจัดหาเงินเพียงต่อเดียวแล้วทูลเกล้าถวายเลยเพราะตรวจสอบการอมและเกิดการระแวงได้ง่าย,ก่อนหน้านี้ก็มีตายเซ่นสังเวยให้เห็นแล้วเช่นนายประเสริฐ วงศ์ลาวัลย์ ทั้งๆที่หนีไปบวชแล้วก็ถูกสังหารในผ้าเหลืองทิ้งศพไว้ที่จังหวัดชัยนาทเมื่อ 18 กันยายน 2552(ถามอากู๋เกิลดูได้)หรือล่าสุดการตายของ'เสี่ยอู๊ด'นายสิทธิกร บุญฉิม นักสร้างพระคนดังที่มีผลงานล่าสุดคือสร้าง'พระสมเด็จเหนือหัว'ขายทุกส่วนราชการและทุกรัฐวิสาหกิจ,ก็ต้องติดคุกสังเวยแบบเดียวกับหมอหยองเพราะอมหัวคิวมากไปแต่ถวายทูลเกล้าน้อยและสุดท้ายก็ต้องจบชีวิตอย่างมีปริศนา(หลังออกจากคุก)ในโรงแรมที่จังหวัดพิษณุโลก,หรือแม้แต่ท่านผู้หญิงวิริยา ที่จัดหาเงินถวายเป็นประจำตามสั่งก็ถูกขับไล่ไม่ให้เข้าวังเมื่อไม่พอพระทัยและระแวงตามคำเพ็ดทูลของขี้ข้าด้วยกันเป็นต้น,การหาเงินที่รับจากผู้จ่ายสายตรงต่อเดียวถึงผู้รับเลยนี้อันตรายมากถ้าพลาดหรือผิดอารมณ์เป็นตายหรือติดคุกมืดอย่างทรมานดังเช่นหมอหยองและพรรคพวกวันนี้(แต่สำหรับผู้ที่มีเกราะคุ้มกันชั้นท่านผู้หญิงหรือวรชายาก็อาจจะรอด)

*วิธีหาเงิน"แนวพระราชนิยม"ที่ทำกันทุกคนในครอบครัวอลเวงคือตั้งมูลนิธิสารพัดมูลนิธิเพื่อทำการค้าและรับเงิน(บีบ)บริจาคเพื่อการกุศล(บังหน้า)และการจัดโครงการกิจกรรมตามพระราชประสงค์ซึ่งลักษณะนี้กำลังเป็นที่นิยมของบรรดาไพร่,หมอดูและพวกทรงเจ้าเข้าผีที่เห็นช่องทางเพราะบรรดามรว.,มล.เชื้อพระวงศ์ทั้งหลายส่วนมากจะหน้าบางไม่กล้าเข้าพบเพื่อตบทรัพย์บรรดาเจ้าสัว,ดังนั้นวันนี้รอบๆทุกพระองค์แม้แต่เทพถ่างในส่วนงานหาเงินขึ้นทูลเกล้าก็จะมีพวกนามสกุลไพร่เปลี่ยนใหม่ดึงกันเป็นสายเข้ามารับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทเป็นแถวเป็นทิวซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้เล่นละครสมบทบาทตามแต่พระทัยประสงค์(สอพลอ)ถึงขนาดประทับทรงได้ทุกรัชกาล(รัชกาลที่9ถ้าไม่มีการกวาดล้างหมอผีความงมงายคงได้ประทับทรงเร็วๆนี้)


*ก่อนหมอหยองจะโด่งดังถึงขนาดเจ้าสัวซีพีและเบียร์ช้างต้องเอาเงินไปถวายผ่านพร้อมกราบไหว้หมอหยองต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่าที่รัชกาลที่10 ก็หากินรับงานประทับทรงตั้งศาลพระพรม,ดูฮวงจุ้ยทั้งในไทยและอาเซี่ยนแม้แต่บริษัทกาแฟดาวเรืองในลาวยังเคยพึ่งบารมี'เทพหยอง',เมื่อไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆถึงขั้นหมอบคลานปัดละอองธุรีที่พระเกือกฟ้าชายได้,มีหรือที่ตำรวจทหารจะไม่หวังพึ่งเทพหยองในการถวายเงินเพื่อเลื่อนยศ

*หมดหมอหยองยังมีอีกหลายหมอทั้งที่อยู่รอบตัวทุกพระองค์และพร้อมจะเดินเข้าไปตายใหม่ๆอีกเพราะความหอมของผลประโยชน์และอำนาจที่อบอวลอยู่ในวัง,และยิ่งได้นายกฯโง่ๆแบบประยุทธ์ที่พร้อมจะปิดประเทศเพื่อปกป้องครอบครัวอลเองก็ยิ่งเป็นหลักประกันในผลประโยชน์ของพวกไพร่ที่สอพลอเพราะหมายถึงเม็ดเงินงบประมาณจำนวนมากที่คสช.จะประเคนไปให้วังเพื่อทำโครงการเหลวไหลต่างๆซึ่งแม้จะเสี่ยงภัยแต่กำไรสูงจึงจูงใจมาก


*อำนาจมาก,ผลประโยชน์มาก,งมงายมากและห้ามตรวจสอบจากสาธารณะคือลักษณะพิเศษของวังไทยซึ่งเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งของแต่ละวังของทุกคนในครอบครัวอลเวงรวมทั้งขี้ข้าที่ต่างวังก็ทะเลาะกัน...รายงานข่าวจากชั้นในว่า..จะมีใบปลิวบัตรสนเท่ห์ของขี้ข้าที่ด่าแทนนายและด่ากันเองว่อนข้ามวังกันทุกวันดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดเหตุที่ผิดปกติเช่นการจับกุมและสังหารโหดในราชสำนักซึ่งได้กลายเป็นตัวเร่งให้ประชาชนต่าสว่างอย่างรวดเร็วและอย่างมีประสิทธิภาพ

*ทำไมต้องสังหาร?...เพราะรู้เรื่องเน่าๆในวังมากและเคยไว้วางใจให้ไปทำเรื่องเน่าๆนั้นด้วยเมื่อเกิดปัญหาเจ้าไม่พอใจจะต้องดำเนินคดีก็กลัวว่าพวกนี้จะปากสว่างแล้วไปทำให้ประชาชนตาสว่าง


*เกิดการรัฐประหารเพื่อราชสำนักไม่ถึง6เดือนก็เกิดการกวาดล้างในราชสำนักกรณีศรีรัศมิ์-พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ จนถึง นายบุญธรรม บุญเทพประทาน(ป๋าชื่นไพร่คนดังย่านพระราม9)ต้องติดคุกคดีบุกรุกอุทยานแห่งชาติเขาเทพประทานอ.ปากช่องและพ่วง112ด้วยคงจำกันได้,พอเริ่มขึ้นปีที่2ของคสช.ก็เกิดคดีไพร่หมอหยองและพวกขึ้นอีก...อย่างนี้คสช.จะตอบคำถามสังคมอย่างไรเพราะการรัฐประหารไม่ได้ทำให้ราชสำนักมั่นคงขึ้นเลย

*นับแต่นี้ไปเรื่องเน่าที่หลากหลายแนวจะปรากฎขึ้นเรื่อยๆเพราะการแตกร้าวในวังใกล้ถึงจุดแตกหักและยิ่งคสช.ใช้อำนาจเถื่อนโดยให้ทหารมือสังหารเข้าไปจัดการกับผู้ต้องหาตามความประสงค์ของราชสำนักโดยผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างป่าเถื่อนทั้งตำรวจ,ศาลและทหารร่วมมือกันหมดต่างประเทศก็ยิ่งต่อต้าน,ราชสำนักก็จะยิ่งพังทะลายเพราะกลายเป็นเป้าหมายการโจมตีของนานาชาติ,และเมื่อประธานใหญ่ใกล้สิ้นใจนับแต่นี้เหตุการณ์ต่างๆก็จะถาโถมมากยิ่งขึ้น...ภาวะอาการป่วยที่รักษาไม่ได้เช่นนี้หมอไทยแผนโบราณวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคน้ำเหลืองเสียเครื่องในเน่าจะมีอาการผุผองเกิดขึ้นตามร่างกายเรื่อยๆจนเน่าตายไป...แต่อีกไม่นานมันจะพุผองที่ตาทั้งสองข้างวันนั้นก็จะเห็นคนชั้นสูงสูงตายและติดตะรางกันแทนไพร่กันบ้างซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่มากับการรัฐประหารซ้อนในภาวะที่มีวิกฤติการตายของกษัตริย์ภูมิพล...อีกไม่นานอีกไม่นาน!!


*ข่าวหมอหยองนอกจากจะเป็นอันตรายต่อราชสำนักแต่ก็มีผลดีคือทำให้เปลี่ยนความสนใจลืมเรื่องของประธานคณะกรรมการงมงายแห่งชาติที่นอนหมดสภาพอยู่ที่ศิริราชชั้น16ไปได้ชั่วครู่ใหญ่ๆ...แต่สปท.ไม่เคยลืมเพราะหัวใจของวิกฤติอยู่ที่นั่นและทันทีที่เป่าแตรสังเพลงธรณีกรรแสงจะเห็นการเปลี่ยนฝักเปลี่ยนฝ่ายกันยุ่งเหยิงอินุงตุงนังกันในวันนั้น,การจัดขั้วอำนาจใหม่ใครจะฟัดใครจะหนักหน่วงกว่าที่ฟัดพงศ์พัฒน์กับหมอหยองและปรากรมกันในวันนี้

*ข่าวล่าสุดคุณลุงหมดสภาพแล้วความจำเหลือไม่ถึง10%การลงนามไม่ต้องพูดถึงทำไม่ได้มานานแล้ว,ปรับครม.รอบใหม่ยังจะจับลุงมาตั้งแล้วลืมตาได้หรือไม่ยังเป็นปัญหามาก,ประยุทธ์ประวิทรู้ดีจึงเกิดอาการหงุดหงิดในสภาโดยตีนักการเมืองในสภากระทบทักษิณถึงขั้นขู่จะปิดประเทศเพราะ คสช.ใกล้ชะตาขาดตามชะตาคิง,มีทางเดีที่คสช.จะรอดคือหาเหตุเพื่อจะสืบอำนาจต่อไปด้วยหวังว่าเผื่อจะเกิดช่องลอดทางสว่างที่หวังอย่างลมๆแร้งๆ

*สมคิดรองนายกคงสมประสงค์ที่จะไม่ถูกปลดออกแม้แก้วิกฤติเศรษฐกิจไม่ได้เพราะการโปรดเกล้าเข้าเฝ้าของครม.ใหม่ยากกว่าการแก้วิกฤติเศรษฐกิจเสียอีก


*วิกฤติอาการป่วยของคุณลุงทำให้คณะหมอผู้ถวายการรักษาแบ่งออกเป็น2ฝ่ายตามสายทายาท,สายหนึ่งเกาะนโยบายเทพถ่างบ่างเปรมด้วยพยามยามไม่ให้ออกแถลงการณ์อาการป่วยถ้าจำเป็นต้องมีแถลงการณ์ก็มีให้น้อยที่สุดเพื่อดึงไม่ให้เกิดการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินในเวลาอันใกล้นี้เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย/อีกสายหนึ่งเกาะนโยบายเสี่ยโดยต้องการให้มีแถลงการณ์รายงานอาการป่วยเป็นระยะตามปกติโดยไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการยื้อการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน

*สายแรกเป็นคณะแพทย์ที่ไม่ปรากฎตัวแต่สายหลังปรากฎตัวชอบเข็นรถและสายนี้จะรายงานสายตรงไปเยอรมัน

*พบกันใหม่ในสถานการณ์ที่วุ่นวายไม่หยุดหย่อนของวังที่คสช.ก็ต้องระวังและการแก้วิกฤติเศรษฐกิจของสมคิดก็ต้องพัง

---------จบ----------

ถึงเวลา ต้องล้างสันดานกองทัพไทย!! ภาพสยดสยอง การซ้อมทหารใหม่+!!

http://mr7thai.blogspot.com/2015/10/blog-post_708.html
ตามไปดูเถิดท่าน






โพสต์ล่าสุด

ธรรมนัส พรหมเผ่า: สัญลักษณ์แห่งการเมืองสีเทา

ธรรมนัส พรหมเผ่า: สัญลักษณ์แห่งการเมืองสีเทา ธรรมนัส พรหมเผ่า: สัญลักษณ์แห่งการเมืองสีเทาที่ระบบไทยหล่อเลี้ยง ระบบการเมืองไท...

Popular Posts