ยินดีต้อนรับ

พลเมืองที่รอบรู้เท่าทัน คือ พลังประชาธิปไตยที่แท้จริง
Well-informed citizens are the true democratic forces.

Monday, December 31, 2012

ปตท. ปล้นชาติ และหลักการต่อสู้เพื่อชิงอำนาจของประชาชน


Video streaming by Ustream

Tuesday, December 25, 2012

รัฐธรรมนูญคณะปฎิวัติประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 2556 (ฉบับสมมุติ)



ผมนั่งสมมุติว่า หากมีประเทศ ๆ หนึ่ง มีกษัตริย์เป็นประมุข แล้วเกิดการปฎิวัติล้มล้างการปกครองแบบเผด็จการราชาธิปไตย ประชาชนคิดการสำเร็จแล้ว แต่กำลังหาคนช่วยร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แล้วก็มาขอให้ผมช่วยร่าง ผมจะทำยังไงดี? อิ ๆ พอเหลียวไปเหลียวมา ไปเจอรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) 2549 ที่ คมช. หรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ได้ให้นิติกรบริการร่างไว้อย่างดี จึงลองเอามาปรับแต่งเล่น ๆ เผื่อประชาชนประเทศตอแหลแลนด์ (สมมุติ) จะได้อำนาจมาแล้วสานต่อได้เลย ต้องขอบคุณ นักกฎหมายเก่ง ๆ ของไทยนะครับ ที่อำนวยความสะดวก (อิ ๆ)

ลองอ่านเล่น ๆ นะครับ

------------------------------------

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2556

คณะปฎิวัติประชาชนชาวตอแหลแลนด์เพื่อเสรีประชาธิปไตย
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
เป็นปีที่ ๑ ในยุคชาววิไล

สภาปฎิวัติประชาชนชาวตอแหลแลนด์ให้ประกาศว่า

โดยที่หัวหน้าคณะปฎิวัติล้มล้างระบบเผด็จการราชาธิปไตยอันมีหัวหน้าคณะปฎิวัติฯเป็นประมุข ในชื่อ คณะปฎิวัติประชาชนชาวตอแหลแลนด์เพื่อเสรีประชาธิปไตย ซึ่งได้กระทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายนพุทธศักราช ๒๕๕๖ได้มีมติร่วมกับตัวแทนประชาชนทุกหมู่เหล่าว่า เหตุที่ทำการยึดอำนาจและประกาศให้ยกเลิก

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรตอแหลแลนด์เสียนั้น ก็โดยปรารถนาจะแก้ไขความเสื่อมศรัทธาในระบอบการปกครองเดิม ที่ความไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ถูกครอบงำโดยมือที่มองไม่เห็น หรืออำนาจเหี้ย ๆ ของกษัตริย์และสมุนทั้งหลาย ทำให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยไม่อาจหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ เพราะกลไกต่าง ๆ ได้ถูกยึดไปเป็นของพรรคและเครือข่ายกษัตริย์เสียทั้งสิ้น จะเดินหน้าด้วยวิถีประชาธิปไตยแบบสันติวิธี ก็เป็นอันถูกขัดขวาง จนทำให้บ้านเมืองอึมครึม เสียหาย และนับวันแต่จะทวีความร้อนร้ายขึ้นทุกที ถือเป็นเป็นวิกฤติการณ์ร้ายแรงทางการเมืองการปกครองเพียงเพราะพวกอภิสิทธิชนหัวโบราณภายใต้ระบอบการปกครอแบบราชาธิปไตย และปัญหาความขัดแย้งในมวลหมู่ประชาชนที่ถูกปลุกปั่นให้แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายจนเสื่อมสลายความรู้รักสามัคคีของชนโดยกษัตริย์ไม่มีความเป็นกลาง ไม่มีทศพิธราชธรรม ใช้เครือข่ายหลอกลวง เป่าหัว และนำไปสู่การฆ่าฟันกันของประชาชน เพียงเพื่อหวังให้ตนเองและครอบครัวอยู่ต่อไปตลอดกาล โดยไม่สนใจว่า ประชาชนและประเทศชาติจะเสียหายปานใด ทำลายความสมดุลย์แห่งอำนาจอธิปไตยของประชาชน ก้าวล่วงจนระบบปกติไม่สามารถทำงานได้ แถมยังใช้ทหารและองค์กรอิสระ พร้อมกับพรรคการเมืองแห่งราชวงศ์ตอแหลปั่นป่วนบ้านเมือง พร้อมกับยุยงให้ประชาชนหลงผิด คิดจงรักภักดีกับตนอย่างไม่ละอาย และยุให้ประชาชนผู้หลงอย่างมืดบอดออกมาทำร้ายประชาชนและตัวแทนของประชาชนอย่างบ้าคลั่ง แม้หลายภาคส่วนที่มาจากประชาชนจริง ๆ ตามระบอบประชาธิปไตย จะได้ใช้ความพยายามแก้ไขวิกฤติการณ์ดังกล่าวแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล กลับมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนถึงขั้นใช้กำลังเข้าปะทะกัน
ซึ่งอาจมีการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อได้ นับว่าเป็นภยันตรายใหญ่หลวงต่อระบอบการปกครอง ระบบ
เศรษฐกิจ และความสงบเรียบร้อยของประเทศ จำเป็นต้องกำหนดกลไกทางปกครองที่เหมาะสมแก่
สถานการณ์เพื่อใช้ไปพลางก่อน โดยคำนึงถึงหลักประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ และไม่มีหัวหน้าคณะปฎิวัติฯเป็นประมุขหรือมาเกี่ยวข้องกับการปกครองอีกต่อไป

คณะปฎิวัติฯ จะให้คำมั่นในการการฟื้นฟูความรู้รักสามัคคี ดูแลระบบเศรษฐกิจและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เสริมสร้างระบบการตรวจสอบทุจริตที่เข้มแข็งและระบบจริยธรรมที่ดีงาม ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ พันธกรณีตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ การส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ การดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกันก็เร่งดำเนินการให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากประชาชนในทุกขั้นตอน โดยตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง และเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านขั้นตอนการร่างและลงประชามติตามกรอบที่คณะปฎิวัติกำหนดแล้ว จะมอบอำนาจโดยเบ็ดเสร็จให้กับรัฐบาลและรัฐสภาของประชาชนต่อไป
จึงขอประกาศให้ใช้บทบัญญัติต่อไปนี้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) จนกว่าจะได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรของประชาชน ภายใต้ระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยต่อไป

มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ใครจะทำตัวเหนือประชาชนหรือยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของประชาชนไม่ได้

มาตรา ๒ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผู้ใช้อำนาจนี้ จะต้องเป็นตัวแทนของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งทางตรงหรือทางอ้อมเท่านั้น

มาตรา ๓ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามหลักสากลที่ประเทศไทยเคยมีพันธกรณีมาก่อนและตามที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๔ ยกเลิกทุกมาตราที่เกี่ยวเนื่องด้วยอำนาจกษัตริย์และองคมนตรีทุกมาตรา และให้กษัตริย์ดำรงตำแหน่งประมุขทางสัญลักษณ์ ไม่มีอำนาจใด ๆ และไม่สามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินใด ๆ ทั้งสิ้น ให้ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของแผ่นดิน คือของประชาชนทุกคน แต่ให้รัฐสภากำหนดเงินเดือนแก่กษัตริย์และราชวงศ์ตามสมควร โดยรัฐสภาจะต้องควบคุมและอนุมัติก่อนในทุกรายละเอียด
มาตรา ๕ ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่แต่งตั้งโดยคณะปฎิวัติ ทำหน้าที่รักษาการจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และมีการเลือกตั้งตัวแทนด้านบริหารและนิติบัญญัติภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้ว และให้ประธานสภานิติบัตติแห่งชาติทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีหัวหน้าคณะปฎิวัติฯ หรือตัวแทน ทำหน้าที่ประธานาธิบดี ในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร ส่วนประมุขฝ่ายตุลาการนั้น ให้ประธานตุลาการแห่งชาติ ดำรงตำแหน่งในลักษณะเดียวกัน

สมาชิกภาพของสมาชิกสภานิติบัญญัติและผู้ปฎิบัติงานด้านบริหารและตุลาการแห่งชาติสิ้นสุดลง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ถูกปลดโดยหัวหน้าคณะปฎิวัติฯ
(๔) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
(๕) สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพ

มาตรา ๗ หัวหน้าคณะปฎิวัติแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นประธานสภา
คนหนึ่ง และเป็นรองประธานสภาคนหนึ่งหรือหลายคนตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
การพ้นจากตำแหน่งของประธานสภา และรองประธาน ให้เป็นไปตามคำสั่งของคณะปฎิวัติฯ

มาตรา ๘ ในกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้ใดกระทำการอันเป็นการเสื่อมเสีย
เกียรติศักดิ์ของการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือมีพฤติการณ์อันเป็นการขัดขวางต่อการปฏิบัติ
หน้าที่ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคน
มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้ผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพ
มติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้สมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพตามวรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียง
ไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในวันลงคะแนน

มาตรา ๙ การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีอำนาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของ
ประธานสภา รองประธานสภาและกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิจารณาร่างประชาบัญญัติ
การเสนอญัตติ การอภิปราย การลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และ
กิจการอื่นเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

มาตรา ๑๐ หัวหน้าคณะปฎิวัติตรากฎหมายประชาบัญญัติ ที่มีฐานะแทนประชาบัญญัติในการปกครองแบบเดิม โดยคำแนะนำและยินยอมของ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ภายใต้บังคับมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง ร่างกฎหมายประชาบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติร่วมกันจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าคน หรือคณะรัฐมนตรี แต่ร่างประชาบัญญัติเกี่ยวด้วย
การเงิน จะเสนอได้ก็แต่โดยคณะรัฐมนตรี
ร่างประชาบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินตามวรรคสอง หมายความถึงร่างประชาบัญญัติว่าด้วย
ข้อความดังต่อไปนี้ทั้งหมดหรือแต่อย่างหนึ่งอย่างใด กล่าวคือ การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง
แก้ไข ผ่อน หรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร การจัดสรร รับ รักษา จ่าย โอน
หรือก่อภาระผูกพันเงินแผ่นดิน การลดรายได้แผ่นดิน การกู้เงิน การค้ำประกัน หรือการใช้เงินกู้ หรือ
ร่างประชาบัญญัติว่าด้วยเงินตรา
ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าร่างประชาบัญญัติซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้เสนอจะเป็น
ร่างประชาบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่จะ
วินิจฉัย

มาตรา ๑๑ ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี
ในเรื่องใดอันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ได้ แต่รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบเมื่อเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควร
เปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน หรือเมื่อเห็นว่าเป็นกระทู้
ที่ต้องห้ามตามข้อบังคับ
ในกรณีมีปัญหาสำคัญ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนจะเข้าชื่อ
เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อซักถามข้อเท็จจริงจากคณะรัฐมนตรีก็ได้ แต่จะลงมติไว้วางใจหรือ
ไม่ไว้วางใจไม่ได้

มาตรา ๑๒ ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารภารกิจแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรี
เห็นสมควรจะรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานาธิบดีจะแจ้งไปยัง
ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้

มาตรา ๑๓ ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใด ๆ ในทางแถลง
ข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด จะนำไป
เป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวผู้นั้นในทางใดมิได้
เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ให้คุ้มครองถึงกรรมาธิการของสภา ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณารายงาน
การประชุมโดยคำสั่งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือคณะกรรมาธิการ บุคคลซึ่งประธานในที่ประชุม
อนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตลอดจน
ผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับ
อนุญาตจากประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย แต่ไม่คุ้มครองสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้กล่าว
ถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ หากถ้อยคำที่กล่าว
ในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณสภานิติบัญญัติแห่งชาติและการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็น
ความผิดอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ
ในกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติถูกควบคุมหรือขัง ให้สั่งปล่อยในเมื่อประธาน
สภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอ หรือในกรณีถูกฟ้องในคดีอาญา ให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปได้ เว้นแต่
ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอให้งดการพิจารณาคดี

มาตรา ๑๔ หัวหน้าคณะปฎิวัติแต่งตั้งประธานาธิบดีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกจำนวน
ไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่ประธานาธิบดีให้คำแนะนำ ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหาร
ภารกิจแผ่นดิน
หัวหน้าคณะปฎิวัติ มีอำนาจในการให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่งตามที่
คณะปฎิวัติให้คำแนะนำ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่
ประธานาธิบดีให้คำแนะนำ
การแต่งตั้งประธานาธิบดีและการให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้หัวหน้าคณะปฎิวัติฯ
แห่งชาติเป็นผู้ลงนาม
ประธานาธิบดีและรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาร่าง
รัฐธรรมนูญ หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกันมิได้
ประธานาธิบดีและรัฐมนตรีมีสิทธิเข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภา
นิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

มาตรา ๑๕ ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาแห่งอาณาจักร ความปลอดภัย
ของประเทศ ทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือเมื่อมีความจำเป็น
ต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยการภาษีอากรหรือเงินตราที่ต้องพิจารณาโดยด่วนและลับ หัวหน้าคณะปฎิวัติฯไว้ซึ่ง
ประชาอำนาจในการตราประชากำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นประชาบัญญัติ
เมื่อได้ประกาศใช้ประชากำหนดแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีเสนอประชากำหนดต่อสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติโดยไม่ชักช้า ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติอนุมัติแล้ว ให้ประชากำหนดนั้นมีผลใช้บังคับ
เป็นประชาบัญญัติต่อไป ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่อนุมัติ ให้ประชากำหนดนั้นตกไป แต่ทั้งนี้
ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้ประชากำหนดนั้น เว้นแต่ประชากำหนดนั้น
มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีอยู่ก่อน
การแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกมีผลใช้บังคับต่อไปตั้งแต่วันที่การไม่อนุมัติประชากำหนดนั้นมีผลบังคับ
การอนุมัติหรือไม่อนุมัติประชากำหนดให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในกรณีไม่อนุมัติให้มีผล
ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๑๖ หัวหน้าคณะปฎิวัติฯมีอำนาจในการตราประชากฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อ
กฎหมาย
มาตรา ๑๗ บรรดาบทกฎหมาย หัวหน้าคณะปฎิวัติฯ มีอำนาจสูงสุดในการอนุมัติหรือไม่ยอมรับตามมติเอกฉันท์ของคณะปฎิวัติฯ เว้นแต่
รัฐธรรมนูญนี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา ๑๘ ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีโดยมีการรับรองด้วยลายมือของหัวหน้าคณะปฎิวัติฯ ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๑๙ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิกซึ่งให้แต่งตั้งตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มีจำนวนหนึ่งร้อยคน
หัวหน้าคณะปฎิวัติฯ แต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง
และรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญอีกไม่เกินสองคน ตามมติของสภาร่างรัฐธรรมนูญ
หัวหน้าคณะปฎิวัติฯแห่งชาติเป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง
ประธานสภาและรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ
สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือดำรงตำแหน่งใด
ในพรรคการเมืองภายในเวลาสองปีก่อนวันได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
และต้องไม่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะเดียวกัน
ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการของสภา ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณารายงานการประชุม
โดยคำสั่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมาธิการ บุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้
แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ และผู้ดำเนินการถ่ายทอด
การประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาตจากประธาน
สภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓ เช่นเดียวกับสมาชิก
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ให้นำมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับแก่องค์ประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญและให้นำ
ข้อบังคับของสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาใช้บังคับแก่การประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๒๐ ให้มีสมัชชาแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งให้แต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด อายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี มีจำนวนไม่เกินสองพันคน
ให้หัวหน้าคณะปฎิวัติฯแต่งตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง
ให้นำความในมาตรา ๕ วรรคสามและวรรคสี่ มาใช้บังคับแก่การสรรหาบุคคลและการได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๒๑ ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติ ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่
ประธานสมัชชาแห่งชาติ และรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รองประธานสมัชชา
แห่งชาติ
การประชุมสมัชชาแห่งชาติและวิธีการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามที่
ผู้ทำหน้าที่ประธานสมัชชาแห่งชาติกำหนด

มาตรา ๒๒ ให้สมัชชาแห่งชาติมีหน้าที่คัดเลือกสมาชิกด้วยกันเองเพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อ
ผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสองร้อยคน
ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดวันนับแต่วันเปิดประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งแรก และเมื่อได้คัดเลือกสมาชิก
สภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หรือเมื่อครบกำหนดเวลาแล้วยังไม่อาจคัดเลือกได้ครบถ้วน ให้สมัชชาแห่งชาติ
เป็นอันสิ้นสุดลง

การคัดเลือกตามวรรคหนึ่ง ให้สมาชิกสมัชชาแห่งชาติมีสิทธิเลือกได้คนละไม่เกินสามรายชื่อ
และให้ผู้ได้คะแนนเสียงสูงสุดเรียงลงไปตามลำดับจนครบสองร้อยคนเป็นผู้ได้รับเลือก ในกรณีที่
มีคะแนนเสียงเท่ากันในลำดับใดอันจะทำให้มีผู้ได้รับเลือกเกินสองร้อยคน ให้ใช้วิธีจับสลาก
มาตรา ๒๓ เมื่อได้รับบัญชีรายชื่อที่ได้รับการคัดเลือกจากสมัชชาแห่งชาติแล้ว ให้คณะมนตรี
แห่งชาติคัดเลือกบุคคลตามบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้เหลือหนึ่งร้อยคน และนำความ
กราบบังคมทูลเพื่อแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่สมัชชาแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๒
วรรคหนึ่ง ให้คณะปฎิวัติเลือกสมาชิกสมัชชาแห่งชาติจำนวนหนึ่งร้อยคน
เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอแต่งตั้งต่อไป
ให้หัวหน้าคณะปฎิวัติฯแห่งชาติเป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง
สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ให้นำความในมาตรา ๕ วรรคสี่ มาใช้บังคับแก่การได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
และกรรมาธิการตามมาตรา ๒๕ ด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๒๔ ในระหว่างที่สภาร่างรัฐธรรมนูญยังปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ไม่แล้วเสร็จ
หากมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้หัวหน้าคณะปฎิวัติฯ
คัดเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๒๒ ที่เหลืออยู่ หรือจากบุคคลที่เคยเป็นสมาชิก
สมัชชาแห่งชาติ แล้วแต่กรณี เพื่อเสนอแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีตำแหน่งว่าง
ในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ
ประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่เหลืออยู่

มาตรา ๒๕ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ
ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้คุณวุฒิซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ที่ได้รับการคัดเลือกตามมติของสภาจำนวนยี่สิบห้าคน และผู้คุณวุฒิซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิก
สภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวนสิบคนตามคำแนะนำของหัวหน้าคณะปฎิวัติฯแห่งชาติ ทั้งนี้
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในประชากฤษฎีกา

มาตรา ๒๖ เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้จัดทำ
คำชี้แจงว่าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่นั้น มีความแตกต่างกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในเรื่องใดพร้อมด้วยเหตุผลในการแก้ไขไปยังสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ องค์กร
และบุคคลดังต่อไปนี้ (ซึ่งให้ปลดผู้อยู่ในตำแหน่งก่อนหน้านี้ให้หมด แล้วให้หัวหน้าคณะปฎิวัติฯ แต่งตั้งใหม่) เพื่อพิจารณาและเสนอความคิดเห็น
(๑) คณะปฎิวัติ
(๒) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(๓) คณะรัฐมนตรี
(๔) ศาลฎีกา
(๕) ศาลปกครองสูงสุด
(๖) คณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๗) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(๘) ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
(๙) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
(๑๐) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
(๑๑) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(๑๒) สถาบันอุดมศึกษา

ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารชี้แจงตามวรรคหนึ่ง
ให้ประชาชนทั่วไปทราบ ตลอดจนส่งเสริมและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนประกอบด้วย

มาตรา ๒๗ เมื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้รับร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารตามมาตรา ๒๖ แล้ว
หากประสงค์จะแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติม ให้กระทำได้เมื่อมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญลงชื่อรับรอง
ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีอยู่และต้องยื่นคำขอแปรญัตติพร้อมทั้ง
เหตุผลก่อนวันนัดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๘
สมาชิกที่ยื่นคำขอแปรญัตติหรือที่ให้คำรับรองคำแปรญัตติของสมาชิกอื่นแล้ว จะยื่นคำขอ
แปรญัตติหรือรับรองคำแปรญัตติของสมาชิกอื่นใดอีกไม่ได้

มาตรา ๒๘ เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ส่งเอกสารตามมาตรา ๒๖ ให้คณะกรรมาธิการ
ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาความเห็นที่ได้รับมาตามมาตรา ๒๖ และคำแปรญัตติตามมาตรา ๒๗
พร้อมทั้งจัดทำรายงานการแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่แก้ไขเพิ่มเติมพร้อมทั้งเหตุผล เผยแพร่ให้ทราบ
เป็นการทั่วไป แล้วนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา
การพิจารณาของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งเป็นการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบ
หรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับและเฉพาะมาตราที่สมาชิกยื่นคำขอแปรญัตติตามมาตรา ๒๗
หรือที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะแปรญัตติแก้ไข
เพิ่มเติมนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ มิได้ เว้นแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเห็นชอบ
ด้วยหรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนไม่น้อยกว่าสามในห้าเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น

มาตรา ๒๙ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและพิจารณาให้แล้วเสร็จตาม
มาตรา ๒๘ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเปิดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก
เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบและจัดให้มีการออกเสียง
ประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งต้องจัดทำไม่เร็วกว่าสิบห้าวัน
และไม่ช้ากว่าสามสิบวันนับแต่วันที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศกำหนด
การออกเสียงประชามติต้องกระทำภายในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

มาตรา ๓๐ เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมาธิการ
ยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการยกร่างประชาบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์
ในการจัดให้มีการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ
เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติดำเนินการต่อไปซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ
ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัคร
รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจาก
ตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๓๑ ในการออกเสียงประชามติ ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของ
ผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับแล้ว ให้ประธานสภานิติบัญญัติ
แห่งชาตินำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และเมื่อลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้

เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญและสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างประชาบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๓๐ เสร็จแล้ว หรือเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๓๐ สุดแต่เวลาใด
จะถึงก่อน ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสุดลง

มาตรา ๓๒ ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายใน
กำหนดเวลาตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ
ตามมาตรา ๒๘ วรรคสอง ก็ดี หรือในการออกเสียงประชามติตามมาตรา ๓๑ ประชาชนโดยเสียงข้างมาก
ของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ดี ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ
สิ้นสุดลง และให้คณะปฎิวัติประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทยที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน
สามสิบวันนับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อลง
พระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป
ในการประชุมร่วมกันตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าคณะปฎิวัติฯแห่งชาติทำหน้าที่
ประธานในที่ประชุม
การประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ ให้ประธานาธิบดีเป็นผู้ลงนาม

มาตรา ๓๓ เงินประจำ ตำ แหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานสภาและ
รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในคณะมนตรี
แห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
และผู้ดำรงตำแหน่งในคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในประชากฤษฎีกา

มาตรา ๓๔ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและแห่งชาติ ให้มี
คณะปฎิวัติ ประกอบด้วยบุคคลตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย อันมีหัวหน้าคณะปฎิวัติฯเป็นประมุข ฉบับที่ ๒๔ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช
๒๕๕๖
หัวหน้าคณะปฎิวัติฯแห่งชาติอาจแต่งตั้งสมาชิกคณะปฎิวัติ
เพิ่มขึ้นได้อีกไม่เกินสิบห้าคน
ให้หัวหน้า รองหัวหน้า สมาชิก เลขาธิการและผู้ช่วยเลขาธิการคณะปฏิรูปการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตย อันมีหัวหน้าคณะปฎิวัติฯเป็นประมุข เป็นประธาน รองประธาน สมาชิก
เลขาธิการและผู้ช่วยเลขาธิการคณะปฎิวัติ ตามลำดับ
ในกรณีที่หัวหน้าคณะปฎิวัติฯแห่งชาติไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธาน
คณะปฎิวัติตามลำดับที่หัวหน้าคณะปฎิวัติฯแห่งชาติกำหนดทำหน้าที่
หัวหน้าคณะปฎิวัติฯแห่งชาติ และในกรณีที่หัวหน้าคณะปฎิวัติฯแห่งชาติและ
รองหัวหน้าคณะปฎิวัติฯแห่งชาติไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สมาชิกคณะมนตรี
แห่งชาติเลือกสมาชิกคณะปฎิวัติคนหนึ่งทำหน้าที่หัวหน้าคณะปฎิวัติฯ
แห่งชาติ
ในกรณีที่เห็นสมควร หัวหน้าคณะปฎิวัติฯแห่งชาติหรือประธานาธิบดีอาจขอให้มี
การประชุมร่วมกันของคณะปฎิวัติและคณะรัฐมนตรี เพื่อร่วมพิจารณาและแก้ไข
ปัญหาใด ๆ อันเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและแห่งชาติ รวมตลอดทั้งการปรึกษา
หารือเป็นครั้งคราวในเรื่องอื่นใดก็ได้

มาตรา ๓๕ บรรดาการใดที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหรือเมื่อมี
ปัญหาว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบด้วย
ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นรองประธาน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรง
ตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ
จำนวนห้าคนเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ และตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่
ศาลปกครองสูงสุดโดยวิธีลงคะแนนลับจำนวนสองคน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ
ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญตามกฎหมายว่าด้วยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ธุรการ
และการอื่นใดตามที่ประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมอบหมาย
องค์คณะในการพิจารณาพิพากษา วิธีพิจารณา และการทำคำวินิจฉัย ให้เป็นไปตามที่คณะตุลาการ
รัฐธรรมนูญกำหนดโดยประกาศในประชากิจจานุเบกษา
บรรดาอรรถคดีหรือการใดที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญก่อนวันที่
๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๖ ให้โอนมาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบของคณะตุลาการ
รัฐธรรมนูญ

มาตรา ๓๖ บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฎิวัติฯ หรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฎิวัติฯ ที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๖ จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใดและไม่ว่าจะประกาศหรือ
สั่งให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไปและ
ให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศ
หรือคำสั่งนั้นจะกระทำก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นประกาศหรือคำสั่งหรือการปฏิบัติ
ที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๓๗ บรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจ
การปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๖ ของหัวหน้าและคณะปฎิวัติ รวมตลอดทั้งการกระทำของ
บุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะปฎิวัติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่ง
จากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไป เพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมา
ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ
รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ
ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลัง
วันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

มาตรา ๓๘ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้น
ไปตามวินิจฉัยและคำสั่งของคณะปฎิวัติฯ โดยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์
ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวแก่การวินิจฉัยกรณีใดตามความในวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวงงานของ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือเมื่อมีกรณีที่คณะรัฐมนตรีขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัย
ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัยชี้ขาด

มาตรา ๓๙ ก่อนคณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ ให้หัวหน้าคณะปฎิวัติฯ
ปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรี


ผู้ลงนาม
xxxxxxxxxxxx

หัวหน้าคณะปฎิวัติฯ



-->
-->

Tuesday, November 13, 2012

ประชาชน...... บุก?


ประชาชน...... บุก?
เวลาผมเตรียมจัดรายการแต่ละครั้ง จะทำหัวข้อเอาไว้ แล้วก็เติมรายละเอียดไปตามจังหวะการพูด บางทีก็ลืมดูหัวข้อไปเลย ยกโน๊ตนี้มา เผื่อพี่น้องจะอ่านแล้วคิดตามไปด้วย เผื่อเกิดความคิดสำหรับการปฎิบัติการในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อ ในเวลานี้ 
บุก ไม่ใช่การทำผิดกฎหมาย ศีลธรรม ไม่ใช่การก้าวร้าว ใจร้อนบุ่มบ่าม ไม่ใช่การไม่มียุทธศาสตร์ยุทธวิธี  แต่อยู่บนพื้นฐานการมองภาพใหญ่และเข้าใจรายละเอียดเล็ก ๆ
การบุก คือ การรุก  การรับที่ดี บางทีคือการรุก   สเปน คือตัวอย่างฟุตบอลที่เล่นเต็มสนามได้ดี บีบพื้นที่เล็กเก่ง เคลื่อนไหวเร็วเหมือนมดแดง มีเชิงสูงเหมือนนักรบชั้นยอด 

ทำไมต้องบุก
  • บทเรียนที่ผ่านมา เรายอมตลอด แต่เขาไม่มีทีท่าว่าจะยอม
  • ดาวพระศุกร์ ซื้อใจเหี้ยไม่ได้
  • ทางไปสู่การแก้ไขตามกรอบกฎหมายและอำนาจอธิปไตย ไม่มีทางเป็นไปได้ เจอทางตัน
  • เขาไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ศักดิ์ศรีของประชาชน และอำนาจบริหารและนิติบัญญัติท่ประชาชนเลือกเข้าไป
  • กลไกทุกอย่างของเขา ยังอยู่แม้อาจจะยังบุกไม่ได้ผลหรือถูกจังหวะย่างก้าวของประชาชนขึงพืดไว้
  • พวกเขาทำผิดไว้มากมาย แต่เราไม่เคยจัดการได้ เพราะเราไม่ได้จัดการกันอย่างจริงจัง คดีความถูกวางค้างคาขบวนการ คนผิดลอยนวล ฯลฯ
  • การผิดหลักการ แสดงว่าพวกเขาอ่อนแอเต็มที่แล้ว เพราะใช้กลไกอำนาจเปลืองเกินไป และสู้กับประชาชน

บุกอย่างไร?
  • กลยุทธการล้อมกระดาน เพื่อความง่ายในการรุกฆาตหรือล้มกระดาน
  • มดแดงหลายรัง ล้มช้างทั้งฝูง
  • มองการสู้เป็นกองทัพ... กองทัพ  เพื่อไทยคือทัพหน้า ประชาชนคือทัพปีกและทัพหลวง
  • แนวรบต่าง ๆ คือ กองทัพหรือการทหาร  ตุลาการ รัฐสภาและรัฐบาล สื่อและระบบการศึกษาและวัฒนธรรม  การแย่งมวลชน … การจัดตั้ง เป้าหมายและวิธีการ
  • ทุกคนเป็นนักปฎิวัติ...​ทำได้หลายอย่าง ต้องเรียนรู้ รวมตัว ริเริ่ม รุกรับ รู้รัก ร้องเรียน รุกราน รังควาน รุกฆาต... ภารกิจมีหลากหลาย เฉพาะหน้า ระยะกลางที่คาดเดาได้ และระยะยาว 
ระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง และระยะยาว
  • สานแนวร่วมทุกด้าน ด้วยอุดมการณ์ร่วมสูงสุดและการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง...
  • ร่างปฎิญญาประชาชน เพื่อเป็นอุดมการณ์ร่วมสูงสุด  
  • โต้และดับฝันประชาธิปัตย์
  • ให้บทเรียนและใช้งานสานช่องทางปฎิวัติกับนักการเมืองและแกนนำ
  • จัดตั้งกองทัพมดแดงหลากหลายรัง
  • เตรียมการต้านรัฐประหารอย่างเป็นระบบ เดินแผนใต้ดินและบนดิน
  • จัดการกับพี่น้องเสื้อแดงในคุกและจัดการคดีความของแก็งค์ทรราชย์ฆาตกร
  • จัดการกับตุลาการอุบาทว์
  • ตอบโต้สื่อและผลิตสื่อเชิงรุก เพื่อยึดมวลชนด้วยหลักการที่เราได้เปรียบ
  • หนุนการแก้มาตรา  112 และกฎหมายกบถต่าง ๆ
  • หนุนการริดรอนกลไกเถื่อนทุกองค์กร ทำอะไรได้ต้องทำ อย่างจริงจัง...ให้ได้ผล
  • หนุนและผลักดันการลงสัตยาบันกับ  ICC
  • หนุนการร่างรัฐนูญ จัดกรอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ สร้างฝัน และส่งคนของประชาชนเข้าไปมีอิทธิพลกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
  • สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยและวัฒนธรรมแห่งอารยะประเทศ (ระยะกลางและยาว)
  • การวิจัยและชี้แนะแนวทาง เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง  ต้องมีการสร้างวาระประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตั้งคณะศึกษา ติดตามผล และสร้างแนวปฎิบัติเพื่อการปฎิวัติประเทศ ด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ด้านทรัพยากร ด้านสังคม ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านส่งเสริมประชาธิปไตย  
  • ร่างแนวนโยบายพรรคการเมืองในฝัน กดดันเพื่อไทยให้รับ หรือกรุยทางสำหรับสร้างพรรคการเมืองประชาชน  หรือเพื่อให้เพื่อไทยให้คำมั่นสัญญา

Thursday, September 20, 2012

จะมอมเมาเอาเงินจนเกินหรือ?



จะมอมเมาเอาเงินจนเกินหรือ?
หลากเรื่องคือคาวต่ำระยำเรื่อง
คนสูงศักดิ์รักใครเราไม่เคือง
แต่ไยเปลืองการเปล่าเอาเรื่องย้อน

คนสูงศักดิ์มักสวยรวยทรัพย์สิน
อยู่นอนกินสิ้นสารงานสื่อสอน
ยกภาพดีมีสุขในทุกตอน
ไม่เคยย้อนทุกข์ยากจากโลกจริง

ย้ำชนชั้นปั้นแต่งแหล่งเพ้อฝัน
ใส่ความมันอันเน่าให้เข้าสิง
คนดูเคลิ้มเติมโง่โคควายลิง
ยอมให้ปลิงดูดเปล่าเหง้าโบราณ

จะกี่ปีกี่ชาติไม่พลาดย้อน
ทำละครเรื่องเก่าเมามัวซ่าน
โลกหมุนเวียนเปลี่ยนไปมาไกลนาน
ยังซาบซ่านผ่านเรื่องเปลืองเวลา

เรื่องความจริงสิ่งชั่วมั่วกิเลส
อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ทุกทั่วหน้า
ปัจจุบันทันคิดลิขิตพา
ไยไม่หามาป้อนสอนสังคม?

ทำไมผมเกลียดและทำลาย ดร. ทักษิณ ไม่ลง

ผมนั่งจิบไวน์แดง Cabernet Sauvignon 2009 จาก  Columbia Valley, Washington ซึ่งไม่แพงมาก แต่รสชาติกลมกล่อมและหวานอมนิ่ม  พร้อมกับชิ้นแฮมหลากรสย่างไฟพออุ่นและหอม  แล้วก็มานั่งดูถ่ายทอดย้อนหลัง บอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลึก ระหว่าง บาร์เซโลน่า และ สปาร์ตัคมอสโคว  แล้วก็นั่งคิดเล่น ๆ เรื่องการเมืองไทย คำถามหนึ่งที่น่าจะมีบางท่านสงสัย คือทำไมผมถึงไม่ค่อยจะวิพากษ์ดร. ทักษิณ แบบรุนแรง หรือเผ็ดร้อน แบบเมื่อก่อน โดยเฉพาะสมัยอยู่ Red UDD  และตอนตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ เมื่อต้นปีนี้

บางท่านอาจจะคิดกันแบบไร้เหตุผลและหลักฐานว่า ดร. เพียงดิน ได้เจอ ดร. ทักษิณ ครั้งแรก แล้วก็เลยถูกซื้อ เลยอ่อนเป็นเทียนลนไฟ  ทั้ง ๆ ที่เคยด่า เคยคาดหวัง และคาดโทษดร. ทักษิณ ไว้ว่า "หากไม่ลงสัตยาบันกับ ไอซีซี แล้วพี่น้องคนไทยถูกทหารออกมาฆ่าอีก คุณทักษิณ ก็เป็นศัตรูกับผม"!!!

วันนี้ ผมยังถือเช่นนั้นหรือไม่   ผมตอบได้ว่า ยังถือว่า ดร. ทักษิณ ต้องมีส่วนรับผิดชอบ แต่จะเป็นศัตรูเลยหรือไม่  ผมยังละเอาไว้ เพราะคำตอบตรงนั้น มันไม่ใช่อะไรที่เถรตรงอีกต่อไป    ผมเลยอยากบอกพี่น้องที่ชอบลีลาเด็ดขาดของผมไว้ตรงนี้ว่า  ผมเกลียดและทำลาย ดร. ทักษิณไม่ลง ด้วยเหตุที่สมผล ไม่ใช่เพราะถูกซื้อ หรือถูกคอกับ ดร. ทักษิณ หรือถูกอิทธิพลใด ๆ มาทำให้เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายสำคัญสูงสุดของอุดมการณ์ทางการเมือง       เหตุที่ผมเกลียดและโทษ ดร. ทักษิณไม่ลง มีดังนี้ครับ

หนึ่ง เหมือนที่ผมได้บอก ดร. ทักษิณ ไว้ คือ เมื่อผมมองดูคนในประเทศไทยทั้งหมด และแยกเป็นสองกอง คือ กองหนึ่งเป็นคนดี หรือพยายามคิดดี ทำดี พูดดี เพื่อสิ่งดี ๆ กับประชาชน และอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นฝ่ายที่คิด พูด และทำเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อย แล้วใช้เล่ห์กล อภิสิทธิ์ อำนาจ และมายาต่าง ๆ จนบ้านเมืองเสียหายมหาศาล ทำร้ายประชาชนอย่างใจโหดเหี้ยมเหมือนไม่เห็นประชาชนเป็นคนเหมือนพวกเขา แล้วผมจัด ดร. ทักษิณไว้ในกลุ่มแรก  ดังนั้น ผมจะยังไม่ถือว่าท่านเป็นศัตรูของประชาชนครับ ยิ่งเรามองจากกรรมที่ผ่านมา ผลงานที่ผ่านมา และกรรมปัจจุบัน  ผมยิ่งมั่นใจว่า ตัดสินไม่ผิดพลาดนัก
และเมื่อต้องมีทัพสองทัพ คือทัพเผด็จการและประชาธิปไตยมาเผชิญหน้ากัน ผมเชื่อว่า ดร. ทักษิณจะไม่ทิ้งทัพประชาธิปไตย จะไม่อยู่ข้างอำมาตย์แล้วหันมาทำร้ายประชาชน

สอง จากการสัมผัสแบบสั้น ๆ และไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมาก ผมพอจะรู้สึกได้ว่า ดร. ทักษิณ รักประชาชนมากกว่าฝ่ายอำมาตยาราชาธิปไตยแน่นอน  ผมได้ดูหน้าตา ฟังความคิด และได้ยินกับหูเห็นกับตา ตอนที่ ดร. ทักษิณย้ำว่า ท่านเป็นคนกตัญญู  ท่านอยากให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น และเมื่อดูจากสันดานและพฤติกรรมที่ผ่านมา ผมเชื่อว่า ท่านจะไม่ทิ้งประชาชนเมื่อวันสำคัญมาถึง หากท่านยังมีลมหายใจอยู่

สาม ดร. ทักษิณ เป็นเหยื่อของวงจรอุบาทว์ในระบอบราชาธิปไตย บ้านแตกสาแหรกขาด (แบบคนรวย)  กลับบ้านเกิดเมืองนอนไม่ได้ ถูกใส่ร้ายและปองร้ายแบบไม่หยุดหย่อน ถูกทำให้เสียศักดิ์ศรี  ซึ่งเมื่อดูแล้ว ใครก็ตามไม่น่าจะตายตาหลับได้ หากไม่ได้รับความยุติธรรม ดังนั้น ดร. ทักษิณ ไม่น่าจะกลายเป็นศัตรูประชาชนและขบวนปฎิวัติได้จริง และในใจลึก ๆ ท่านต้องมีสำนึกที่สมเหตุสมผลว่า ควรทำอะไรบ้าง

สี่ เราอาจจะมีหลักการต่าง ๆ และความคาดหวังให้ ดร. ทักษิณและน้องสาว ต้องทำตามหลักการเหล่านั้น แต่เราต้องไม่ลืมว่า สมุนและองคาพยพฝ่ายเผด็จการ เขาพร้อมทำลายขุมกำลังของ ดร. ทักษิณตลอดเวลา   ดูการทำงานของ ปชป. สื่อสามานย์ คณะกรรมการอิสระ (ตุลาการรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปปช. คอป. และแม้แต่ศาลอาญา) และองคาพยพของฝ่ายราชาธิปไตย เราจะเห็นได้ชัดว่า นิ่งก็ไม่ปลอดภัย ขยับยิ่งเป็นการเชื้อเชิญการแตกหัก และสิ่งที่เพื่อไทยและ ดร. ทักษิณ ทำได้ คือรักษาอำนาจ และค่อย ๆ ปรับดุลย์อำนาจให้ได้เปรียบ เพื่อผลในวันต้องแตกหัก ดังนั้น การคาดหวัง เราสร้างเป็นกระแสได้ แต่ผลของมันนั้น เราต้องเข้าใจความเป็นจริง แล้วเราจะทำลายคนที่อยู่ในสภาพอย่างนี้ ด้วยความคาดหวังที่ไม่สมเหตุผล และการจ้องทำลายแทนที่จะกดดันอย่างมิตร และแนะนำอย่างเพื่อนร่วมทางและหวังดีเล่า สำคัญที่สุด เราต้องถามตัวเองว่า เราอยากให้ใครทำอะไรนั้น แล้วตัวเราล่ะ ทำอะไรได้ ทำอะไรได้จริง ๆ แล้วควรจะทำอะไรเพิ่มขึ้นไปอีก?

ห้า ดร. ทักษิณ อาจจะมีอิทธิพลต่อพรรคเพื่อไทยและน้องปูบ้าง แต่เราต้องเข้าใจว่า น้องปูไม่ใช่คนเดิม น้องปูมั่นใจขึ้น รู้ช่องทางมากขึ้น และมีโลกของตัวเอง ที่มีกลุ่มผลประโยชน์ คนรู้ใจ คนไว้ใจ (?) และผลประโยชน์ส่วนตนที่มองเห็นและใช้ประโยชน์ได้ จากการวางตัวรับใช้ระบอบเผด็จการ และการรอมชอมอย่างที่เป็นอยู่ ดร. ทักษิณ สั่งได้แค่ระดับหนึ่ง และขอร้องได้แค่ในบางเรื่อง น้องปู ถูกบงการด้วยทั้งทิฎิฐิส่วนตัว และอิทธิพลรอบข้าง  ประสบการณ์และความรู้ที่เธอมี ไม่สามารถทำให้เธอมองภาพรวมของทั้งระบบของสังคมไทยได้ครบ  ดังนั้น บางเรื่องเธอไม่ยอมตาม ดร. ทักษิณ และยืนตรงข้ามกระแสแดงปฎิวัติ และการเป็นประชาธิปไตยแบบต้องเปลี่ยนแปลงทั้งระบอบอย่างเป็นธรรมชาติของเธอ ดังนั้น หลายเรื่อง การโทษ ดร. ทักษิณ จึงไม่ใช่เรื่องที่ตรงความจริงนัก  แปลว่า น้องปู ต้องแบ่งรับความรับผิดชอบไปด้วย

หก ในอดีตที่ผ่านมา เราไม่เคยคาดหวังให้ใครมาเป็นนายก หรือมีอำนาจ แล้วจะต้องไปหักหาญ เปลี่ยนระบอบจากอำมาตยาราชาธิปไตย ให้เป็นระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์  เราหวังแค่ให้ได้นายกฯ ที่ดี ทำงานให้ได้ผลถึงปากท้องและความเจริญของประเทศ  ดร. ทักษิณ ใช้มวลชนเป็นฐาน ก็ควรจะรับผิดชอบกับภาระที่มวลชนฝากให้ด้วย  แต่เราก็ต้องไม่ลืมมองด้วยว่า ดร. ทักษิณ ไม่ได้สมบูรณ์ทุกด้าน ท่านอาจจะหัวก้าวหน้า มองโลกทะลุ เก่งทางเศรษฐศาสตร์ และกล้าบริหารจริง แต่ท่านก็เป็นอดีตนายตำรวจ ที่ถูกฝังหัวด้วยความหลงบางประการ ท่านไม่สมบูรณ์หรอกครับ อาจจะสำนึกช้า ทำช้า กลับตัวช้า กล้าช้า หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เราจะไปทำลายท่านหรือ?  เราเองไม่มีหน้าที่ทำหรือ?  เมื่อฝ่ายตรงข้ามเขามีทัพที่มีหลายทัพย่อยครบครัน และไม่ยอมหยุด   แล้วเราประชาชนจะให้นายกฯ หรือ ดร. ทักษิณ ทำแทนเราหรือ?  เรามีส่วนต้องทำด้วยใช่หรือไม่?  ดังนั้น แทนที่จะโทษและทำลายกันแบบไม่ระวัง  ทำไมเราไม่ดันให้เขาเกิดสำนึก แล้วหันมาทำเพื่อประชาชนแทนการด่าแบบสาดเสียเทเสีย หรือคาดหวังแบบไม่สมเหตุสมผล ไม่พยายามเข้าใจ แล้วก็ไปขัดจังหวะ หรือพูดทำลาย โดยเราไม่ทำอะไรที่เราต้องทำด้วยเลย

เจ็ด ข้อนี้เป็นหมายเลขประจำตัว เวลาผมเล่นฟุตบอล  ขอจบตรงนี้ว่า ผมเกลียด ดร. ทักษิณ และทำลายท่านไม่ลง เพราะท่านน่าจะเป็นเหมือน เมสซี่ ที่ยิงสองประตู ให้บาเซโลน่าชนะสปาร์ตัคฯ 3-2  การทำลาย ดร. ทักษิณ สำหรับผม เหมือนการที่แฟน ๆ หรือผู้จัดการทีมบาร์เซฯ เอาฆ้อนไปไล่ทุบเท้าเมสซี่ ที่อาจจะไม่ยอมยิงประตูหรือเล่นได้ไม่เต็มฟอร์ฒ ถามว่า ทำแล้วได้อะไรครับ?  ผมคิดว่า สำหรับดร. ทักษิณ เราบอกให้ท่านทราบว่า มวลชนหวังจากท่าน รักท่าน และฝ่ายตรงข้ามมันโหดร้าย เลวร้าย และไม่มีทางยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามเจตนาอันดีมีธรรมสูงของท่าน ดังนั้น ท่านต้องเข้าใจและยอมรับภาระที่ประชาชนยื่นให้ ในการเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนประเทศ

ไวน์หมดไปครึ่งขวด แอมหมดไปสี่ห้าชิ้น และตบท้ายด้วยคุ๊กกี้อีกสี่ห้าชิ้น  ผมจบบทความพอดี เกมบาร์เซฯ จบพอดี   ผมหวังว่า ใครที่คิดว่า คนที่สู้มาในฐานะนักคิดเสื้อแดง จะถูกซื้อ เปลี่ยนอุดมการณ์ หรือหน่อมแน้มมาทำลายกันเอง หรือทิ้งหลักการสูงสุดนั้น จะได้คิดว่า ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง และเหตุผลที่ลึก ๆ นั้น ในบางครั้ง มองแค่สิ่งที่ท่านได้ยินหรือเห็นไม่ได้ หรือสรุปจากที่ปากคนพูดไม่ได้  ต้องใช้ใจ ใช้สติ และใช้ความเฉลียวฉลาดบนอุดมการณ์ที่สูงจนเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ความโลภ โกรธ หลง และตัวแปรใด ๆ เอื้อมไปทำลายไม่ได้

อยากบอกว่า เวลานี้ พี่น้องเสื้อแดงจงอย่าได้หลงผิด แล้วทำลายกันเอง ศัตรูเราคือใคร ต้องอย่าหลงครับ อย่าได้สร้างนิสัยทำลายตัวเองและกันเอง ด้วยเหตุใดก็ตาม   หากท่านจะหลงลืม ขอให้คิดเอาไว้ว่า อุดมการณ์แดงนั้น แท้จริงแล้วคืออะไร  หากคำตอบของท่านมันชัดและลึกพอแล้ว ท่านจะพบว่า แดงไม่ว่าเฉดไหน ลึก ๆ แล้ว เราเป็นพี่น้องร่วมอุดมการณ์กันได้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ผมต้องบอกว่า ผมไม่นิยมสิ่งเหล่านี้ คือ ลัทธิการบูชาบุคคลเหนือหลักการ การเชื่อโดยไม่ตรวจสอบ การมีพระเอกนางเอกขี่ม้าขาวเป็นหลัก การใช้ความหยาบคายทำลายล้าง และการหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและคณะอย่างไม่อายฟ้าดินหรือโดยดูถูกประชาชน   และผมเชื่อว่า รัฐบาลและ ดร. ทักษิณ ทำได้มากกว่าที่ทำ และหากไม่มีแรงกดดัน พวกเขาจะทำดีได้น้อยกว่าที่ควรจะทำได้ เพราะมนุษย์ทุกคน มีจุดอ่อน มีโอกาสทำบาปหรือหลงผิดได้      ดังนั้น ไม่ต้องไปโอ๋หรืออวย ดร. ทักษิณ และคุณปูหรือใคร ๆ จนเกิดเหตุนะครับ   และท้ายสุด สิ่งที่ต้องย้ำสำหรับตัวผมก็คือ ผมไม่รักเจ้า ไม่เอาระบอบราชาธิปไตย ยืนยันเสมอว่า อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชนโดยสมบูรณ์ไม่ว่าจะมีเจ้าในสังคมไทยหรือไม่ก็ตาม   ท้ายสุด ขอทุกท่านโชคดีมีสุขนะครับ พี่น้องที่รักทุกท่าน

ด้วยรักและศรัทธาเสมอ
เพียงดิน ฉบับเคลิ้มไวน์แดง (อิ ๆ)


Saturday, September 15, 2012

สามสิบคำถาม เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทย สำหรับคนไทยทุกหมู่เหล่า


30 คำถามจากคนไม่รักเจ้า


สามสิบคำถาม เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทย สำหรับคนไทยทุกหมู่เหล่า

ขอเดชะ ประชาชนไทยที่รักทุกท่าน

ผมจะเขียนบทความชิ้นนี้ ในรูปคำถามทั้งหมด เพื่อให้พี่น้องคนไทยทุกหมู่เหล่า ได้คิดตาม คำถามผม อาจจะเหมือนมีอคติอยู่บ้าง แต่มันก็เป็นโอกาสให้คนที่รักสถาบันกษัตริย์ได้คิดหาคำตอบ หาหลักฐานมาหักล้าง และอธิบายความให้สังคมไทยได้เช่นกัน

หวังว่า คำตอบ จะทำให้ท่านเดินหน้าไปอีกหลายก้าวในเชิงการเมือง เพื่อจะได้ตาสว่างกันยิ่งขึ้น
และกลายเป็นผู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ชาติเราต้องการในที่สุดในเวลานี้  หรือท่านอาจจะรักสถาบันกษัตริย์ และระบอบการปกครองอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ต่อไปหรืออาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำ.... ผมไม่ได้คิดเรียบเรียงอย่างรอบคอบนักนะครับ  ลองคิดไปด้วย และหากมีคำถามชวนคิดมากกว่านี้  ก็กรุณาช่วยกันเติมได้นะครับ เชื่อว่ามีอีกมากมาย และการได้เกิดสัมมาทิฏฐิ ไม่อยู่บนความลุ่มหลง หรือถูกผลักดันด้วยความโกรธแค้น หรือรักแบบงมงาย แล้วทำลายแบ่งแยกกันเอง แล้วให้ชนชั้นปกครองหลอกใช้

  1. ประเทศไทย เป็นของประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกัน หรือเป็นของกษัตริย์คนเดียว หรือเป็นของชนชั้นสูงส่วนน้อยที่เขาอ้างว่ามีอำนาจ มีคุณธรรม และมีบุญบารมีมากกว่าประชาชนทั่วไป?
  2. กษัตริย์ภูมิพลและบรรพบุรุษท่านใดเคยรบข้าศึก เคยปกป้องประเทศ เคยก่อตั้งประเทศอย่างแท้จริง? ในการรบแต่ละครั้ง กษัตริย์ได้รบจริงกี่ครั้ง ในกองทัพมีครอบครัวกษัตริย์กี่คน มีลูกหลานชาวบ้านกี่คน? การอ้างว่ากษัตริย์รักษาบ้านเมือง ทำให้ชาติอยู่รอด เป็นวาทกรรมโดยใคร? เพื่ออะไร? 
  3. พฤติกรรมใดของกษัตริย์ คือพฤติกรรมที่เหมือนพ่อของท่านจริง ๆ? สิ่งใดที่ทำให้ประชาชน สมควรต้องเคารพรักและเทิดทูนไว้เหนือหัว เสมือนบิดามารดา หรือดั่งเทวดา? พฤติกรรมใดของกษัตริย์และครอบครัวที่ทำให้เราสมควรอยู่ใต้ฝุ่นที่อยู่ใต้เท้าของพวกเขา?
  4. กษัตริย์ภูมิพลและครอบครัว แสดงอาการใดบ้าง ที่สรุปได้ชัดว่า รักประชาชน ห่วงใยประชาชน และทำประโยชน์ให้ประชาชน? ท่านมีหลักฐานใดชัดเจนที่ไมใช่แค่เขาเล่ามา?
  5. ในบรรดาพระราชกรณียกิจ และโครงการพระราชดำริที่ออกอากาศแทบทุกวัน ท่านได้รับประโยชน์โดยตรงใด ๆ บ้าง  ทำให้ชีวิตท่านดีขึ้นอย่างไรบ้าง มีหลักฐานใด? ทำไมต้องมีการนำเสนอกันแบบสม่ำเสมอ? หากให้เลือกดูข่าวสารความรู้เกี่ยวกับโลก วิชาชีพ และองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ต่าง ๆ ในช่วงสองทุ่มทุก ๆ วัน วันนี้ความรู้ของท่านจะก้าวไกลไปแค่ไหน?  และการโฆษณาเรื่องผลงานครอบครัวกษัตริย์ ทำขึ้นเพื่อสิ่งใด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนจริงหรือ?
  6. กษัตริย์ภูมิพลเหาะมาจากฟ้าพร้อมกับวงศ์ตระกูลหรือไม่? ทราบได้อย่างไรว่าท่านมีบุญบารมีเหนือมนุษย์? ก่อนเป็นกษัตริย์ ฐานะท่านและครอบครัวเป็นอย่างไร? วันนี้ฐานะท่านเป็นอย่างไร?
  7. ทำไมพิธีกรรมต่าง ๆ จึงเป็นการชูกษัตริย์เป็นเทวดา ตามลัทธิพราหมณ์  ทั้ง ๆ ที่กษัตริย์เป็นผู้ที่นับถือพุทธ และต้องพระราชทาน พระบรมราชูปถัมน์ให้กับศาสนานี้? 
  8. การที่กษัตริย์ยกตัวเหนือสงฆ์ ด้วยการแต่งตั้งและให้ลาภยศแก่พระสงฆ์นั้น ส่งเสริมหรือทำลายศาสนาพุทธ ที่สอนให้ลด ละ และเลิก ความเป็นตัวตน การครอบครองสิ่งต่าง ๆ อันรวมถึงลาภ ยศ สรรเสริญ เพื่อเข้าสู่การก้าวไปสู่นิพพาน?
  9. ทำไมท่านต้องจงรักภักดีกับกษัตริย์? การจงรักภักดีนั้น ชูกันขึ้นมาเพื่อชาติ หรือเพื่อใคร? 
  10. ใครเป็นคนสร้างความคิดว่า คนทั้งหลายต้องรัก ต้องภักดี แบบไม่ต้องคิดถึงเหตุผล เขาทำเพื่ออะไร? ท่านสมควรเชื่อตามนั้นหรือไม่? เพราะเหตุใด?
  11. กษัตริย์ไทยร่ำรวยที่สุดในโลก ในบรรดาราชาทั่วโลก แล้วทำไมจึงทรงสอนให้ประชาชนอยู่อย่างพอเพียง? กษัตริย์ไทยทำตัวอย่างไรที่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าอยู่อย่างพอเพียง?  การบีบหลอดยาสีฟัน เป็นภาพความจริง หรือแค่ภาพเล็ก ๆ ท่ามกลางภาพความหรูหรา เช่น เครื่องบิน รถ ปราสาท อาหารการกิน ฯลฯ ของคนในราชสำนัก?
  12. ทำไมประเทศที่กษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก จึงมีโสเภณีเต็มทั่วทุกจังหวัด มีนักท่องเที่ยวเพื่อกิจกรรมทางเพศ เข้าประเทศไทยเพื่อเสวยสุขจากเด็กหญิง เด็กชาย และหนุ่มสาวของประเทศอย่างคับคั่ง? ท่านรวยได้อย่างไร ทำมาหากินอะไร รับเงินภาษีประชาชนไปใช้ทางตรงและทางอ้อมเท่าได้ และได้ช่วยเหลือประชาชนแค่ไหน?  ท่านมีหลักฐานในประเด็นเหล่านี้เพียงใด? ท่านได้พยายามหาเพิ่มหรือไม่?
  13. ทำไมมีการฆ่าประชาชนในประเทศไทยในช่วงรัชกาลที่เก้า จนมีคนตายมากมาย หลายครั้ง นับตั้งแต่ตุลาคม 251425-16, พฤษภาคม 2535, เมษายน 2552 และเมษา-พฤษภา 2553 โดยคนสั่งและคนปฏิบัติการฆ่าไม่ได้ถูกพิจารณาและลงโทษเลย แถมผู้เกี่ยวข้องจำนวนหลายคน โดยเฉพาะในกลุ่มทหารและผู้ใกล้ชิดกับวัง ต่างได้ดิบได้ดีหลังความรุนแรงแทบทุกครั้ง?
  14. ทำไมเราบอกว่า ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจเป็นของประชาชน แต่รัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้าไปหลายครั้ง ถูกทหารแย่งอำนาจแบบหน้าตาเฉย แล้วก็มีความชอบธรรม เพียงแค่กษัตริย์ลงนาม? ทำไมความผิดใด ๆ ที่หนักหน่วงขนาดถึงกับต้องโทษประหารชีวิต ก็ได้รับการพระราชทานอภัยโทษหมด?  แปลว่ากษัตริย์ร่วมกับทหารและนักการเมืองมักง่าย ปล้นอำนาจประชาชน ใช่หรือไม่ใช่? เพราะเหตุใด? ทำไมเวลามีการรัฐประหาร การทำม็อบล้มรัฐบาลฝั่งปชต. หรือเวลามีทหารหรือกองกำลังพลเรือนออกมาฆ่าประชาชนหัวก้าวหน้าหรือเอียงซ้าย จึงต้องมีการใช้สัญลักษณ์ของกษัตริย์หรืออ้างความจงรักภักดี โดยกษัตริย์เองก็ไม่ได้คัดค้านหรือห้าม?
  15. กษัตริย์อยู่เหนือการเมือง เป็นวาทกรรมที่หลอกลวง หรือเป็นจริง?  อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ต้องผ่านด้วยลายเซ็นต์ของกษัตริย์ทุกครั้ง ใช่หรือไม่?
  16. ทำไมทหารที่อยู่ใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ คือกษัตริย์และพระราชินี จึงออกมามีส่วนในกิจกรรมการเมือง จนทำให้มีการยิงหัวประชาชนมือเปล่านับร้อยคน  และกษัตริย์ไม่ได้แสดงความเสียพระทัยหรือให้ข้อคิด เตือนสติ หรือห้ามปรามใด ๆ เลย?  นี่ใช่ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ไทยหรือไม่ใช่? ทำไมจึงไม่มีการลงสัตยาบันรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ? ทำไมจึงมีการปิดปากประชาชนไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์และสถาบันด้วยมาตรา 112?
  17. กษัตริย์ภูมิพล ถือศีลห้า ครบหรือไม่?  ท่านทราบได้อย่างไร? 
  18. ในทศพิธราชธรรม สิบข้อนั้น มีสิ่งใดบ้าง ท่านทราบหรือไม่ว่าเหตุใดคนถึงอ้างว่ากษัตริย์ไทยเป็นธรรมราชา?  ประเทศที่มีธรรมราชา ควรมีคุณลักษณะอย่างประเทศไทยหรือ?
  19. เอาล่ะ ช่วยทบทวนความจำให้นะครับ ทศพิธราชธรรมประกอบด้วย ๑. ทาน l ๒. ศีล l ๓. บริจาค l ๔. ความซื่อตรง l ๕. ความอ่อนโยน l ๖. ความเพียร ๗. ความไม่โกรธ l ๘. ความไม่เบียดเบียน l ๙. ความอดทน l ๑๐. ความเที่ยงธรรม   ท่านคิดว่า กษัตริย์ภูมิพล ถือครบสิบข้อนี้หรือไม่ ดีเพียงใด? ทราบได้อย่างไร? ครอบครัวของท่านปฏิบัติศีลและธรรมเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาจริงหรือ? ท่านมีหลักฐานเต็มหูเต็มตาหรือไม่?
  20. มีคนกล่าวว่า รัฐธรรมนูญการปกครองประเทศไทย มีพัฒนาการเชิงเป็นประชาธิปไตยน้อยลง หรือหมกเม็ดเพื่อริดรอนเสรีภาพ และความเสมอภาค แล้วก็สร้างความแตกแยกรุนแรงในชาติไทยเพิ่มยิ่งขึ้นในระยะหลังนี้ เพราะอะไร?  บางคนบอกว่า เพราะประชาชนรู้ความจริง และความกลัวก็ทำให้คนสำคัญ ๆ ของชาติต้องออกมาใช้อำนาจเผด็จการ ผ่านการสุมหัวกันของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ทหาร ศาลที่คณะรัฐประหารตั้ง สื่อที่เอียงขวาและอิงกับพ่อค้าและผู้ดีที่ได้ประโยชน์จากการทำธุรกิจเคียงข้างหรือได้ผลประโยชน์ร่วมกับเจ้า ถึงกับต้องสั่งฆ่าประชาชน   ท่านเห็นด้วยหรือไม่? เพราะอะไร?
  21. เกิดมาชาตินี้ ท่านเคยเจอกษัตริย์ตัวเป็น ๆ กี่ครั้ง?  พระองค์และครอบครัวได้ทำอะไรที่ให้ประโยชน์กับท่านหรือครอบครัว หรือคนในชุมชนท่านบ้าง? คิดเป็นเงินได้กี่บาท? คิดเป็นความเจริญได้กี่กิโลกรัม?
  22. การมีกษัตริย์อยู่ ให้คุณประโยชน์อะไรแก่ประเทศชาติ ที่จับต้องได้ อยู่บนหลักเหตุผลมากกว่าอารมณ์ และมีหลักฐานชัดเจนที่ท่านเห็นและรับรู้กับหู กับตา?
  23. หากสถาบันกษัตริย์หมดไปจากสังคมไทย หรือไม่มีอำนาจใด ๆ ให้ใครไปอ้างใช้ได้อีก จะมีอะไรเกิดขึ้นที่เป็นผลร้ายที่แก้ไขไม่ได้?  คนไทยขาดกษัตริย์ไม่ได้จริง ๆ หรือ? ให้คิดทั้งทางการปกครอง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และแม้แต่วิถีชีวิตประจำวันของท่าน และระบบราชการในบ้านในเมืองระดับต่าง ๆ?
  24. หากกษัตริย์หมดไป หรืออำนาจกษัตริย์หมดไป ประเทศไทยจะได้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง?  ใครจะได้ประโยชน์สูงสุด? ใครจะเสียประโยชน์สูงสุด? 
  25. ที่บอกว่ากษัตริย์ไทยทรงพระปรีชาสามารถด้านดนตรี กีฬา เรื่องน้ำ เรื่องเขื่อนฝายกั้นน้ำ เรื่องการพัฒนา เรื่องเทคโนโลยี ฯลฯ  ท่านเห็นด้วยหรือไม่? มีหลักฐานและการตรวจสอบใด ๆ หรือไม่? ท่านทราบได้อย่างไร? ทำไมกษัตริย์และราชวงศ์จึงไม่ได้เรียนจบอะไรมากมาย? ทำไมกษัตริย์ภูมิพลและพระราชินีจึงไม่จบปริญญาตรี และลูก ๆ ไม่มีใครเรียนจบปริญญาเอกเหมือนลูกชาวบ้านสักคน?  
  26. ทำไมคนบางกลุ่มถึงอ้างว่าเขาจงรักภักดีกษัตริย์นักหนาและมากกว่าคนอื่น เขารู้ได้อย่างไร เรารู้ได้อย่างไร   และพวกเหล่านั้น ได้ประโยชน์มากกว่าพวกเราหรือไม่ อย่างไร?  
  27. ท่านทราบไหมว่ากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกของพระราชา เสียภาษีเท่าไหร่  เอาเงินภาษีประชาชนเข้าไปใช้ปีละเท่าไหร่  และเงินบริจาคแต่ละปีเป็นเงินเท่าไหร่ กษัตริย์และราชวงศ์บริจาคเงินและทรัพย์สินในยามชาวบ้านเดือดร้อนเท่าไหร่?  พฤติกรรมของพ่อของแผ่นดิน สรุปได้จากความรักความใสใจตรงนี้ ได้มากน้อยแค่ไหน?
  28. กษัตริย์ไทยดีจริงแค่ไหน  ทำไมต้องมีการบังคับให้ยืนเคารพในโรงหนัง ทำไมต้องมีซุ้มเต็มบ้านเมือง ทำไมต้องจัดงานต่าง ๆ อย่างยิ่งใหญ่เพื่อเชิดชู ทำไมต้องแสดงภาพการมีคนบริจาคเงินแทบทุกวัน และทำไมจึงต้องห้ามประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ หรือละเมิดไม่ได้เลย?
  29. ความดีของกษัตริย์ภูมิพล วัดได้จากตรงไหน? ท่านมีเหตุผลและหลักฐานใดบ้าง? คนดี ของระบอบการปกครองปัจจุบัน ทำไมต้องจงรักภักดีและมียศตำแหน่งใกล้ชิดและรับใช้วังด้วย?  
  30. เมื่อมีกษัตริย์ ก็มีชนชั้น และการแบ่งชนชั้น  ทำให้คนเหยียดหยามคนที่ตนมองว่าต่ำกว่า  ซึ่งไม่ใช่สิ่งดี  หากไม่มีกษัตริย์ ปัญหาใด ๆ ของชาติจะลดหรือหายไปได้ง่ายหรือเร็วขึ้น? เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ (ความเป็นพี่น้องและกลมเกลียว) ถูกส่งเสริมหรือบั่นทอนโดยสถาบันกษัตริย์ไทย??? กษัตริย์ไทยส่งเสริมประชาธิปไตยหรือบ่อนทำลาย? ท่านมีเรื่องราวและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดสนับสนุนคำตอบของท่าน 

Tuesday, August 28, 2012

ความกล้าและความงามทางจริยธรรมสมัยก่อน...กับสมัยนี้




ได้ดูหนังไทยเรื่องเพื่อน-แพง ที่คุณสรพงษ์ ชาตรี ได้แสดงไว้
โดยเฉพาะในแง่คำสาบาน ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และความรักที่บริสุทธิ์
คำพูดและบทที่แสดงถึงความกล้า ความจริงใจ และจริยธรรมสมัยก่อนนั้น
มันเห็นจริง จับใจ และชวนขนลุกยิ่งนัก

ผิดกับคำอันสวยหรูของไอ้และอีที่อยู่ในสภาและในหน้าสื่อปัจจุบันนี้
ล้วนแต่พูดเพื่อเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ผู้อื่น
หลอกหลวงด้วยความจริงที่ซ่อนเงื่อน และเจตนาที่ผิดศีลธรรมจรรยา
ในส่วนการกระทำเล่า ก็ยิ่งตอแหลอย่างหน้าด้าน ๆ
หลักการชี้ไปซ้าย แต่ฉันจำต้องไปขวา
คำมั่นสัญญา ไม่ว่าจะเป็นวาทกรรมที่ให้ไว้ หรือจะด้วยพันธะทางใจ
เราจะทวง จะหาจากใครได้....

เพราะภายใต้ระบอบเผด็จการนี้
คนดีก็เลวได้ และคนเลวก็เลวแล้วดูดีได้
ก็โชคดีที่กฎแห่งกรรมมันมีจริง ประชาชนไม่ใช่งี่เง่า ให้ถูกหลอกใช้ไปตลอด
วันนี้ราษฎรตาสว่าง เขาจึงลุกขึ้นมาทวงคำสัญญา ทวงอำนาจและสิทธิประโยชน์ของพวกเขา

แม้ว่าเราจะฟังวจีของไอ้ลอที่บาดคม ลึก กินใจ และชื่นชมมันยิ่งนัก
แต่จะให้ตายแทนใคร หรือตายแบบไร้เหตุผล หรือเพราะพันธะทางใจกับใครที่เขาไม่จริงใจด้วยนั้น
เห็นท่าจะยาก  เพราะนี่มันปี 2555  ปีที่ความจงรักภักดีแบบไม่มีเงื่อนไข มันหมดไปแล้ว เฟ้ย...อิ ๆ 

 

Monday, August 20, 2012

สรุปข่าวประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2555

หายไปหลายวัน วันนี้เอาข่าวมาฝาก จากคุณสิริกัญญาและทีมงานเ่ช่นเคยนะครับ

ด้วยศรัทธาเสมอ
piangdin

Watch..VoiceTv....August 20, 2012
 
นายกฯ เปิดงานOTOP Midyear 2012
 
นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงานโอท็อป มิดเยียร์ 2012 สู่ประชาคมอาเซียน พร้อมย้ำรัฐบาลจะมุ่งพัฒนาสินค้าโอท็อปสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้ประชาชน
 
 
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงานโอทอป มิดเยียร์ 2012 สู่ประชาคมอาเซียน ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพค เมืองทองธานี  
 
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัมนาเศรษฐกิจรากฐานของประเทศ ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน รวมถึงการยกระดับและพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมถึงการนำความรู้และวิทยาการที่ทันสมัยการศึกษาวิจัยต่าง ๆ  เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกับการน้อมนำการดำเนินงานของศูนย์ศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถมาเป็นหลักในการทำงานและพัฒนาสินค้าโอทอป รวมถึงเปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งโครงการใฝากทูตไปขาย รวมถึงการขอความร่วมมือจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำให้นำสินค้าโอทอปมาวางจำหน่ายเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการโอทอปของไทย
 
 
ทั้งนี้ การจัดงานในครั้งนี้ได้นำผลิตภัณฑ์โอทอประดับ 3-5 ดาว ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ผ้าไหม ผ้าทอมือ ซึ่งเป็นของใช้ของตกแต่ง ของที่ระลึก สมุนไพรมาจัดแสดงและจำหน่ายกว่า 3,131 ร้านค้า รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าโอทอปต่างๆ มากมาย  
by wiroon
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
'สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย' นั่งรองปธ.วุฒิสภาคนที่ 1
http://news.voicetv.co.th/thailand/47984.html
รองประธานวุฒิสภาคนที่1 ตกเป็นของ ส.ว.สรรหา "สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย" ชนะ "สุรเดช  จิรัฐิติเจริญ " ส.ว.ปราจีนฯ  73 : 69 เสียง 
 
ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเสียงเกินกึ่งหนึ่งจำนวน 73 คนจากสว.ที่เช้าประชุมทั้งหมด 144 คน เลือกนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สว.สรรหา ดำรงตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่1 แทนนายนิคม ไวยรัชพานิช ขณะที่ นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สว.ปราจีนบุรีได้ 69 คะแนน ขณะที่สว.งดออกเสียง 1 คน โดยขั้นตอนต่อจากนี้ เลขาธิการวุฒิสภาจะมีหนังสือแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อไป
 
นายสุรชัย กล่าวภายหลังได้รับเลือกจากวุฒิสภาว่า จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดโดยยึดความถูกต้องความเป็นธรรมและความสุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง แม้จะได้ทำหน้าที่รองประธานวุฒิสภาแต่ยืนยันว่าส่วนตัวยังคงเป็นนายสุรชัยเหมือนเดิมที่จะพร้อมยินดีรับใช้และให้ความช่วยเหลือสว.ทุกคนเหมือนเดิม
 
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ความจริงเพื่อความปรองดอง "กระสุน 126,663 นัด"

รายการ Wake up Thailand ประจำวันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2555
นำเสนอประเด็น
 
 
- บรรหารอายุครบ 80 ปี
- ทักษิณพบผู้นำธุรกิจเกาหลีใต้
- ปชป. เผย รัฐบาลปิดช่องตรวจสอบ
- ศปช.เปรียบ สลายการชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53เป็นอาชญากรรมที่รัฐทำต่อปชช.
- ถนนทรุด!กลางสี่แยกอโศกจราจรติดหนัก 
- สุขุมพันธ์ลงผู้ว่าฯอีกสมัยเเน่ 
- คนกรุงเทพฯใช้ Facebook มากกว่าเมืองอื่นในโลก 
- Assange เเถลงให้สหรัฐฯหยุดล่า Whistleblower
- ญี่ปุ่นปักธงบนเกาะพิพาทเซนกากุ
 
20 สิงหาคม 2555 เวลา 08:09 น.
 
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ดีเอสไอประชุมชันสูตรศพเพิ่ม รวมศพ.เสธ.แดง
ดีเอสไอ ประชุมร่วมกับพนักงานสอบสวน เพื่อหารือความคืบหน้าในคดีชันสูตรพลิกศพ ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม 98 ศพ และหารือเพื่อเรียกพลซุ่มปืนเข้าให้ปากคำ 
คณะทำงานสืบสวนชันสูตรพลิกศพที่มีพันตำรวจเอก ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดี ดีเอสไอและหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพลตำรวจตรีอนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และหัวหน้าชุดสืบสวนชัณสูตรพลิกศพกรณีการเสียชีวิตของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช.ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ประชุมร่วมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าในการรวบรวมหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนคดีการเสียชีวิตของแนวร่วม นปช.ทั้ง 98 ศพ
ล่าสุดขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนร่วมกับอัยการได้ทำการสอบสวนสำนวนเสร็จสิ้นไปแล้วจำนวน 19 ศพ และอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมอีก 3 ศพ และ 1 ใน 3 ศพมีศพของพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง รวมอยู่ด้วย
 วนการประชุมในวันนี้นอกจากจะมีการรายงานเกี่ยวกับความคืบหน้าในการรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว ทางคณะทำงานจะหารือเพื่อกำหนดวันเรียกพลซุ่มปืนเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนด้วย
นอกจากนี้ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้แถลงข่าวตอบโต้กรณีที่นายวัชระ เพรชทอง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหานายธาริต  ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ดีเอสไอเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ซึ่งทำให้ตนเองเสียหาย และประชาชนเข้าใจผิด เนื่องจากในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหน่วยงานที่ต้องทำงานตามคำสั่งของรัฐบาล
""""""""""""""""""""""""""""""""""""End""""""""""""""""""""""""""""""""""""
สพฐ.โต้ ผู้ปกครองต้องดูแลการใช้งานแท็ปเล็ต
 
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระบุปัญหาการเข้าถึงเว็ปไซต์ลามกอนาจารในแท็ปเล็ตในโครงการ "One tablet per child" ในการนำแท็ปเล็ตกลับไปใช้งานที่บ้านนั้น ทางออกคือผู้ปกครองต้องใส่ใจดูแลการใช้งานอย่างใกล้ชิด

จากกรณีผู้ปกครองเด็กนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 1 ทดสอบการสกัดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ลามกอนาจารผ่านทางแท็ปเล็ตที่รัฐบาลแจกให้กับนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งพบว่าสามารถเข้าเวปไซต์ลามกอนาจารได้ทุกเว็ป ส่งผลให้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ถึงระบบการการป้องกันบล็อคเว็ปไซต์ไม่เหมาะสม ตามที่กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ได้ระบุก่อนหน้านี้ว่า ได้มีติดตั้งระบบบล็อกการเข้าถึงเว็ปไซต์ที่ไม่เหมาะสมไว้หมดแล้ว
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. เปิดเผยว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการและไอซีที ได้ร่วมมือดำเนินจัดทำโปรแกรมบล็อคเว็ปไซต์ไม่เหมาะสมแล้ว แต่การลงโปรแกรมป้องกันนั้นอยู่ในระบบเอฟเซริฟเวอร์ของการใช้สัญญาณอินเตอร์เนตภายในโรงเรียน ซึ่งเด็กไม่สามารถเข้าเว็ปไซต์ไม่เหมาะสมในพื้นที่โรงเรียนได้อย่างแน่นอน แต่ที่ไม่ได้ลงระบบบล็อคเว็ปไซต์ไว้ในตัวเครื่องนั้นเพราะทำได้ยาก ดังนั้น หากโรงเรียนอนุญาตให้เด็กสามารถนำแท็ปเล็ตกลับไปเข้าสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่บ้าน ต้องขึ้นอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของผู้ปกครองที่จะเข้ามาดูแลการเข้าใช้งานของเด็ก ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีกว่า
ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า เครื่องแท็ปเล็ตที่รัฐบาลแจกนั้น สามารถเชื่อมต่อไวไฟกับสัญญาณอินเตอร์เนตที่บ้านได้ ซึ่งหากผู้ปกครองคอยควบคุมดูแลบุตรหลานใช้งานแท็ปเล็ตอย่างใกล้ชิด เชื่อว่า เด็กจะไม่กล้าเข้าเว็ปไซต์ไม่เหมาะสมได้ โดยในปี 2556 เตรียมสร้างเครือข่ายของแท็บเล็ต เพื่อใช้ในการศึกษา จะมีการคัดกรองเนื้อหาทางอินเตอร์เน็ตเพื่อป้องกันปัญหาให้รัดกุมขึ้น
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ผู้กำกับ Top Gun ฆ่าตัวตาย
 
โทนี สกอตต์ ผู้กำกับหนัง Top Gunกระโดดสะพานในแอลเอ จบชีวิตตัวเองด้วยวัย 68 ปี

สกอตต์กระโดดลงจากสะพานวินเซนต์โธมัส ซึ่งเชื่อมระหว่างซานเปโดร กับเกาะเทอร์มินอล เมื่อเวลาประมาณเที่ยงครึ่ง วันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่ยามชายฝั่งกล่าวว่าพบจดหมายลาตายในรถโตโยต้าพริอุสของเขา ที่จอดอยู่บนสะพาน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่ามีพยานเห็นเหตุการณ์ขณะเขากระโดดลงไปเอง จึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่าฆ่าตัวตาย
ยามชายฝั่งใช้เครื่องโซนาร์ควานหาร่างของเขาในทะเล จนพบศพในเวลา 16.30 น. หรือสี่ชั่วโมงหลังจมหายไป
โทนี สกอตต์ เกิดที่อังกฤษ เป็นน้องชายของริดลีย์ สกอตต์ ผู้กำกับหนังคลาสสิก Alien, Blade Runner, Thelma & Louise และ Gladiator หนังออสการ์ โทนีโด่งดังตั้งแต่กำกับหนังเรื่องที่สอง Top Gun ในปี 1986 ซึ่งทำให้ทอม ครูซ โด่งดังเป็นพลุ ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นหนังแอคชั่นเช่น Beverly Hills Cop II, Days of Thunder, Crimson Tide, Enemy of the State, Déjà Vu,     The Taking of Pelham 1 2 3 และ Unstoppable เป็นเรื่องสุดท้ายที่ออกฉายเมื่อ 2 ปีก่อน โดยหนังเรื่องหลังๆ ดาราขาประจำของเขาคือ เดนเซล วอชิงตัน
สกอตต์แต่งงาน 3 ครั้ง มีลูก 2 คนกับภรรยาคนที่ 3 ซึ่งอยู่ด้วยกันจนปัจจุบัน
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
Asia Update...August 20,2012
 
ประชาชนข่าว 20-8-55
 
ตรงไปตรงมา 20-8-55
 
ข่าวเที่ยงDNN 20-8-55
 
คอลัมน์อัพเดท รอคอย ลอยคอ หมัดเด็ด ทางการเมือง จาก ประชาธิปัตย์
http://www.asiaupdate.tv/program/column-update/2111.html
คอลัมน์อัพเดท ใครโกงรับจำนำข้าว 20-8-55
http://www.asiaupdate.tv/program/column-update/2112.html
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""End"""""""""""""""""""""""""""""""""
 
Various News Update...August 20,2012
 
เรืองไกร ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ตรวจสอบพ.ร.ฎ. เงินประจำตำแหน่งรัฐบุรุษไม่ชอบรัฐธรรมนูญ
 
ผู้ร้ายแปลงกายเป็นผู้ดี โดย จำลอง ดอกปิก คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12
 
"สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย" ชนะ"สุรเดช" 73 ต่อ 69 ว่าที่รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1
 
ส.ว.ถกปัญหายาเสพติดในเรือนจำ-จะปกป้องจนท.ตงฉินอย่างไร
 
ส.ว.แนะรัฐบาลทบทวน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ก่อนเปิดสัมปทาน
 
เปิดแล้ว! เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำ"เร็วสุดในเอเชีย" เชื่อม"สิงคโปร์-ญี่ปุ่น"ด้วยความเร็ว 40Gbps
 
ประชาพิจารณ์ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
 
"ธาริต"จี้ส.ส.ปชป.ขอโทษผ่านสื่อ อภิปรายใส่ร้าย ยันทำตามนโยบายรัฐบาลที่ถูกกม.
 
ผบ.ทบ.แจงเอกสาร "ศอฉ." หลุดไม่ใช่เอกสารลับ วอนสื่อเพลาๆ ข่าว ขุดคุ้ยปมขัดแย้ง
 
สิงห์ดำดัน"ประชา"ปลัดมท. "วิเชียร"ข้ามห้วยนั่งปลัดคมนาคม "วัชรี"ได้ลุ้นผงาดพาณิชย์ ชงครม.21ส.ค.
 
ทนายแม้วลุยต่อ98ศพ เมินทบ.ฟ้อง บิ๊กตู่แจงปกป้องกองทัพ "ธิดา"ชี้หวังสกัด"โรเบิร์ต"
 
"ดิเรก-บุญชัย"ชิงดำรองปธ.วุฒิวันนี้ รัฐบาลเตรียมโชว์ผลงาน23ส.ค. ก่อนแถลงต่อรัฐสภา
 
ไขคำสั่งลับ"สไนเปอร์" ใครเกี่ยว-ไม่เกี่ยว !!??
 
ว่าที่หัวหน้าพรรคภท.คนใหม่ อนุทิน ชาญวีรกูล "การเมืองไม่มีอะไรที่แน่นอน"
 
มาจากไหน? "มึงไทยมาก" วลีใหม่ชาวเน็ต !!
 
ฮือฮา แม่เหยี่ยวอินทรีทอง"สุดอาฆาต"ไล่จิกชาวบ้าน หลังแค้นลูกน้อยถูกจับกิน
 
ตระกูล"มาลีนนท์"ทุ่มซื้อ"ปาลิโอ-จุลดิศ" เปลี่ยนชื่อรร.เป็นบาลิออสเขาใหญ่
 
“มาร์ค-เทือก” ร่อนจม.เลื่อนให้ปากคำคดีปราบม็อบ-ยิงดับแท็กซี่แดง อีก 15 วัน
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME5UUTBOekUwTUE9PQ==&subcatid=
 
ผบ.ทบ.ชี้เอกสารศอฉ.หลุดไม่ใช่เรื่องลับ -ลั่นไม่กลัว
 

ไก่อูรับ-คำสั่ง ศอฉ. ของจริง ให้ใช้ "สไนเปอร์"

อ้างกฎ-จากเบาไปหาหนัก ไม่ยิงฟุ่มเฟือย-แค่จำเป็น "โรเบิร์ต" ลั่นสู้คดี ทบ. ฟ้อง ศปช. เปิดรายงาน พ.ค. เลือด

นาง พะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ "น้องเกด" อาสาพยาบาล 1 ใน 6 ศพวัดปทุมฯ ขึ้นเวทีงานรำลึกคนเสื้อเเดงที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2553 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 19 ส.ค.
"ไก่อู" อดีตโฆษก ศอฉ. รับเป็นเอกสารของจริง คำสั่งใช้ "สไนเปอร์" พลซุ่มยิงในเหตุการณ์สลายม็อบ 98 ศพ ชี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยชี้แจงต่อสังคมไปแล้ว เป็นการใช้กำลัง จากเบาไปหาหนัก อ้างพลแม่นปืนเป็นมาตรการสุดท้าย หากไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำผิดได้ ก็มีความจำเป็น แต่ไม่ใช้ฟุ่มเฟือย หรือตามอำเภอใจ ขณะที่ "บิ๊กตู่" แจงเหตุฟ้อง "โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม" พาดพิงกองทัพเสียหาย ผิด-ถูกว่าไปตามกระบวนการ รอง ผบช.น. ตั้งทีมสอบ สวน สั่งแปลคำปราศรัยภาษาอังกฤษ ตรวจสอบเข้าข่ายหมิ่นหรือไม่ ด้านโรเบิร์ตยืนยันตามคำปราศรัย ลั่นเดินหน้าเอาผิดผู้สั่งฆ่าประชาชน

เปิดรายงานสลายม็อบ 98 ศพ

เมื่อ วันที่ 19 ส.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผล กระทบจากเหตุสลายการชุมนุม (ศปช.) แถลงเปิดรายงานความจริงเพื่อความยุติธรรม เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค. 53 โดยมีนักวิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมอภิปราย ประกอบด้วย ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ, ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, น.ส.ขวัญระวี วังอุดม จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน.ส.กมนเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม และนายคารม พลพรกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ดร.พวง ทองกล่าวว่า ศปช.เริ่มต้นจากคนหนุ่มสาวกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ไม่สามารถเพิกเฉยต่อความรุนแรงที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระทำต่อประชาชนในเดือน เม.ย.-พ.ค.53 ผนวกกับความไม่เชื่อมั่นในความเป็นกลางของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ว่าจะทำหน้าที่คืนความยุติธรรมให้แก่เหยื่อในเหตุการณ์สลายการชุมนุมได้ อย่างแท้จริง คนหนุ่มสาวกลุ่มนี้จึงร่วมมือกับนักวิชาการกลุ่มสันติประชาธรรม จัดตั้ง ศปช. เพื่อทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานในเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อทวงความยุติธรรมและนำตัวคนผิดมาลงโทษ 

วัน 10 เม.ย. เริ่มต้นเจ็บ-ตาย

จากนั้น ดร.เกษม กล่าวว่า ปฏิบัติการขอ คืนพื้นที่ของรัฐบาลในวันที่ 10 เม.ย. 2553 นำไปสู่การสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่และพลเรือน ทั้งที่เป็นผู้ชุมนุม และไม่ใช่ผู้ชุมนุม แบ่งเหตุการณ์ในวันที่ 10 เม.ย. เป็น 3 ช่วงเวลา คือ 07.30-13.00 น. หลังจากมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้กองกำลังทหารหน่วยต่างๆ และเจ้าหน้าที่รัฐเริ่มปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ ก็เคลื่อนกำลังพลออกจากฐานที่ตั้งในกองทัพภาคที่ 1 เพื่อประจำจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนิน นอกบริเวณถนนเพลินจิต บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้า มีการปะทะระหว่างกองทหารและกลุ่มผู้ชุมนุมในจุดต่างๆ เป็นระยะ
ดร.เกษม กล่าวว่า โดยฝ่ายทหารใช้โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา และปืนประเภทต่างๆ พร้อมกระสุนยาง ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมใช้ก้อนหิน อิฐ ขวดน้ำ หนังยาง ไม้ และสิ่งของที่หาได้ในบริเวณนั้นๆ เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงช่วงบ่าย จนในที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายถอยร่นกลับฐานที่ตั้งของฝ่ายตนเอง ช่วงที่ 2 เวลา 13.00-17.00 น. กำลังพล 5,000 นาย พร้อมด้วยรถถัง รถบรรทุก 6 ล้อ รถยีเอ็มซี และรถน้ำกว่า 20 คัน เคลื่อนออกจากกองทัพภาคที่ 1 มุ่งหน้าไปยังสะพานผ่านฟ้าฯ เพื่อเข้าคุมพื้นที่ถนนพิษณุโลก รวมทั้งจุดต่างๆ สามารถสรุปจุดปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ชุมนุม ดังนี้ บริเวณด้านหน้ากองทัพภาคที่ 1 สะพานชมัยมรุเชฐ แยกวังแดงคุรุสภา สะพานอรทัย ถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา สนามม้านางเลิ้ง บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม

ชี้กุ "ผังล้มเจ้า" อ้างเหตุปราบ

ดร.เกษม กล่าวต่อว่า บรรยากาศในช่วงบ่ายเป็นไปอย่างตึงเครียด และมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งผู้ชุมนุมและทหาร รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนจริง ขณะที่ช่วงเวลา 18.00-21.00 น. มีผู้ชุมนุมถูกยิงเสียชีวิตบริเวณสี่แยกคอกวัว รวม 10 ราย และที่บริเวณถนนดินสอ โรงเรียนสตรีวิทยา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อีก 9 ราย ช่วงสุดท้ายคือ 21.00-24.00 น. มีคำสั่งให้ถอนกำลังจากบริเวณถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว และถนนประชาธิปไตย หลังจากมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งการปรากฏตัวของชายชุดดำ ทั้ง 2 ฝ่ายนำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล และในช่วงนี้ นายมานะ อาจราญ ลูกจ้างสวนสัตว์ดุสิตถูกยิงเสียชีวิตภายในสวนสัตว์เพิ่มอีก 1 ราย
ส่วน ดร.บัณฑิต กล่าวว่า การใช้คำว่า "กระชับวงล้อม" แทนคำว่า "การสลายม็อบ" ของเจ้าหน้าที่ ทำให้สังคมมีความรู้สึกผ่อนคลาย และเชื่อว่าจะไม่มีความสูญเสียร้าย แรง นอกจากนี้ การจัดทำ "ผังล้มเจ้า" ซึ่งเป็นแผนผังเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เมินเฉยต่อการใช้ความรุนแรงของรัฐกับกลุ่มผู้ชุมนุม นอกจากนี้ ยังมีเอกสารหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่ามีคนซุ่มยิงผู้ชุมนุม และคนที่ถูกยิงส่วนใหญ่นั้นไม่มีอาวุธอยู่ในมือ รวมทั้งไม่มีการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่ก่อน เห็นได้ชัดว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการ 7 ขั้น ของการควบคุมสถาน การณ์จากเบาไปหนัก รวมถึงหลายกรณีที่พบว่า คนที่ถูกยิงไม่ได้เกี่ยว ข้องกับการชุมนุม แต่เป็นคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ตามปกติ

ยันรัฐบาลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ

ขณะที่ น.ส.ขวัญระวี กล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้รับการรับรองไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ไทยเป็นภาคี อย่างไรก็ตาม รัฐสามารถสั่งห้าม หรือสลายการชุมนุมได้ หากการชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ และเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการสลายการชุมนุมต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายที่รัฐจะทำ และต้องแสดงให้เห็นว่ารัฐพยายามปกป้องสิทธิในการชุมนุม รวมทั้งเอื้อให้ผู้ชุมนุมสามารถชุมนุมได้โดยสงบ ขณะที่การใช้กำลังสลายการชุมนุม ในช่วง เม.ย.-พ.ค. 53 นั้น รัฐบาลยืนยันว่าปฏิบัติการทุกขั้นตอน ที่รัฐบาลนำมาใช้นั้นเป็นไปโดยชอบธรรมตามกรอบกฎการใช้กำลังของกองทัพ และกฎหมายสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
น.ส.ขวัญ ระวีกล่าวว่า แต่จากการศึกษาของ ศปช. พบว่าไม่ได้เป็นไปอย่างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวอ้าง เพราะปรากฏว่ามีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับผู้ชุมนุม ดังนี้ คือไม่แจ้งให้ผู้ชุมนุม และผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงทราบเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมล่วงหน้า ใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมมือเปล่า หรือปราศจากอาวุธหนักจนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ใช้กระบอง แก๊สน้ำตา และกระสุนยางอย่างไม่ได้สัดส่วนและไม่แยกแยะ สลายการชุมนุมในยามวิกาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

"แม่เกด" ร่วมถกคดีสู่ศาลโลก

ด้านนางพะเยาว์กล่าวว่า หลังจาก น.ส.กมนเกด เสียชีวิตในวัดปทุมฯ นั้น ไม่สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมได้ และรู้สึกไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย เพราะจากบทเรียนในอดีต ผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน มักได้รับการนิรโทษกรรม จนภายหลังมีโอกาสได้พูดคุยกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จึงได้รับคำแนะนำให้นำเรื่องนี้ไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่นายโรเบิร์ตก็ได้ย้ำว่า ความหวังนั้นริบหรี่ อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาระหว่างประเทศก็ให้ความสนใจคดีนี้พอสมควร จากที่ให้เวลาไต่สวนมูลฟ้อง 1 ชั่วโมง ก็ขยายไปอีกกว่าครึ่งชั่วโมง แม้ความหวังจะริบหรี่ แต่ยืนยันจะเดินหน้าต่อไป ไม่ยอมแพ้
ส่วนนาย ปิยบุตรกล่าวว่า แม้รัฐบาลตัดสินใจลงนามยอมรับเขตอำนาจศาล ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับคดีนี้ไว้ เพราะมีเงื่อนไขอยู่หลายข้อ เช่น ต้องเป็นคดีเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และสงคราม อีกทั้งสถานะของศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นเพียงศาลเสริม คือต้องให้กระบวนการยุติธรรมในประเทศดำเนินเสร็จสิ้นก่อน หรือกระบวนการยุติธรรมในประเทศไม่มีเจต จำนงจะดำเนินคดี หรือไร้ความสามารถในการดำเนินคดีอย่างสิ้นเชิง ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงจะมีอำนาจในการพิจารณาคดี ส่วนรัฐบาลควรมีความตรงไปตรงมาในเรื่องนี้ หากจะลงนามก็ควรดำเนินการ แต่ถ้าไม่ลงนาม ก็ควรออกมาให้เหตุผล ไม่ควรขายความฝันโดยการบอกว่ากำลังศึกษาอยู่ หรือต้องรอคุยกับกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ก่อน หรือยอมรับตามตรงว่าไม่ลงเพราะกลัว

"ไก่อู" รับจริง-คำสั่งสไนเปอร์

ส่วนกรณีมีผู้นำเอกสารมาเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต โดยอ้างว่าเป็นหนังสือราชการของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้สไนเปอร์ ในเหตุ การณ์สลายม็อบ 98 ศพ นั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก และอดีตโฆษก ศอฉ. กล่าวว่า เอกสารดังกล่าวเป็นฉบับจริง เนื้อหาในรายละเอียดทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เคยอธิบายความไปเมื่อสมัย ศอฉ. ฉะนั้น จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ไม่มีปัญหา เพราะเป็นเรื่องเดิม หมายความว่าการปฏิบัตินั้นมีมาตรการตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก
โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า เพียงแต่ว่าเอกสารที่ถูกเปิดเผยออกมานี้ ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะ เป็นความตั้งใจของใครไม่รู้ ที่เอาเฉพาะใบสุดท้ายมาเปิดเผย ทำให้สังคมไม่ได้เห็นว่า ในใบแรกๆ คือใบที่ 1, 2, 3 และ 4 เขียนถึงมาตรการในการใช้กำลัง ตั้งแต่เบาไปหาหนัก เริ่มจากการชี้แจงทำความเข้าใจ อธิบายความเป็นต้นมา แต่กลับไปนำใบสุดท้ายมาเปิดเพียงใบเดียว ซึ่งใบสุดท้ายก็หมายความว่า เมื่อผ่านมาตรการทั้งหมดมาแล้ว ยังไม่สามารถที่จะหยุดยั้งการกระทำผิดกฎหมายได้ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้อาวุธ แต่ไม่ได้ใช้แบบฟุ่มเฟือย หรือใช้ตามอำเภอใจ

ยันชี้แจงได้-ไม่มีซ่อนเร้น

   "เจ้าหน้าที่มีหลักการใช้อาวุธอยู่ คือเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ติดอาวุธสงคราม กำลังจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ หรือกำลังจะทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ เราก็มีพลแม่นปืนระวังป้องกัน ที่จะดำเนินการตามขั้นตอน ด้วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งเอกสารใบสุดท้ายนี้ ก็ว่าด้วยหลักการอย่างนี้" พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
อดีตโฆษก ศอฉ. กล่าวต่อ ว่า ถ้ามาถามก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่าในใบแรกๆ ที่พูดถึงมาตรการในการดำเนินการตามขั้นตอนของหลักสากล ตั้งแต่เบาไปหาหนัก ทำไม่ไม่เอามาเปิดเผย ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่ต้องวิตกกังวล เพราะเป็นเรื่องที่ ศอฉ. ในสมัยนั้นได้ชี้แจงอธิบายความ ทำความเข้าใจกับประชาชนมาโดยตลอดอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติที่สามารถชี้แจงได้ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นที่เจ้าหน้าที่จะทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่มีอาวุธไม่มีในนั้นแน่นอน และการออกมาเปิดเอกสารนี้ไม่มีผลกับคดีอะไร เพราะการตัดสินคดีความก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม และเนื้อหาที่ออกมาเปิดเผย ไม่มีตรงไหนที่บอกว่าให้ยิงทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์

เคยอธิบายให้สังคมทราบแล้ว

   "ถ้าถามว่ามีคนผู้ไม่หวังดีเดินถืออาวุธสงครามกำลังจะทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือกำลังจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ให้ได้รับอันตราย บาดเจ็บ อาจถึงขั้นเสียชีวิต มันมีวิธีการอย่างอื่นบ้างไหม ที่ไม่ใช้วิธีนี้ที่จะป้องกัน" อดีตโฆษก ศอฉ. กล่าว และเมื่อถามว่าคิดว่าผู้ที่ นำมาเผยแพร่มีจุดประสงค์อย่างไร พ.อ. สรรเสริญ กล่าวว่า คิดว่าเป็นเรื่องของผู้ที่ต้องการจะทำให้สังคมเกิดความเข้าใจไปในทิศทางที่ พยายามจะสร้างข้อมูลข่าวสารอยู่แล้ว ถ้าได้ลองวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีบางกลุ่มบางฝ่ายพยายามสร้างกระแส เพื่อให้สังคมไทยเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทหารใช้การปฏิบัติการที่เกินเลยกับความ เหมาะสม เจ้าหน้าที่ทหารนั้นใช้อาวุธ ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือผู้ชุมนุม
โฆษกกองทัพบกกล่าวต่อว่า นี่คือความพยายามที่จะทำให้เกิดข่าวแบบนี้ เพราะฉะนั้นการนำเอกสารเหล่านี้มาปล่อย ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า คงจะเป็นวิธีการที่จะสนับสนุน เพื่อให้ข่าวทั้งหลายเหล่านั้นเกิดความรู้สึกกระจายไปในวงกว้าง น่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ทางกองทัพมั่นใจว่า ไม่มีอะไรที่เป็นความลับ ที่จะต้องปิดบัง เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ได้เคยชี้แจงให้สังคมทราบมาแล้ว

เผยรายละเอียดในคำสั่ง ศอฉ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหนังสือคำสั่งศอฉ.ดังกล่าว ระบุว่าส่วนราชการ สยก.ศอฉ. ที่ กห.1407.55 (สยก.) ลงวันที่ 17 เม.ย. 2553 เรื่อง ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการ ใช้อาวุธเพื่อ รปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจและสายตรวจเคลื่อนที่ ลงนามโดย พล.ท.อักษรา เกิดผล หน.สยก.ศอฉ. เสนอ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศอฉ. ในเวลา นั้น ก่อนที่นายสุเทพจะลงนามอนุมัติในวันที่ 18 เม.ย. 2553
โดยเฉพาะใน ความสำคัญในข้อ 2.5 ที่ระบุว่า ในกรณีพบความผิดซึ่งหน้าในลักษณะผู้ก่อเหตุใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ หรือใช้อาวุธ/วัตถุระเบิดต่อที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ ที่ศอฉ.กำหนด ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธยิงผู้ก่อเหตุ เพื่อหยุดยั้งการปฏิบัติได้ แต่หากผู้ก่อเหตุอยู่ปะปนกับผู้ชุมนุมจนอาจทำให้การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ เป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้งดเว้นการปฏิบัติ ยกเว้นในกรณีที่หน่วยได้จัดเตรียมพลแม่นปืน (Marksmanship) ที่มีขีดความสามารถเพียงพอให้ทำการยิงเพื่อหยุดยั้งการก่อเหตุได้ นอกจากนี้ หากหน่วยพบเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำการยิงได้ เช่น เป้าหมายอยู่ในที่กำบัง ฯลฯ หน่วยสามารถร้องขอการสนับสนุนพลซุ่มยิง (Sniper) จาก ศอฉ. ได้

"บิ๊กตู่" ชี้เหตุต้องฟ้อง "โรเบิร์ต"

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสั่งการกรมพระธรรมนูญแจ้งความดำเนินคดีนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายเสื้อแดง ในข้อหาหมิ่นประมาทกองทัพบก โดยปราศรัยว่ารัฐบาลซื้ออาวุธจากสหรัฐมาเข่นฆ่าประชาชน และรัฐบาลสหรัฐส่งสไนเปอร์มาสอนสไนเปอร์ไทยว่า เป็นเรื่องของกระบวนการ สถาบัน และหน่วยงาน เพราะฉะนั้นกรณีที่มีใครมาพาดพิงหน่วยงาน ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ก็มีคณะทำงานคือกรมพระธรรมนูญที่เป็นฝ่ายกฎหมาย ก็เหมือนกับบริษัทที่เวลามีใครมาหมิ่นประมาท ก็ต้องดำเนินการ จะผิดหรือถูกก็ต้องไปว่ากันตามกระบวนการ
   "ผมเปรียบเสมือนเจ้าของ บริษัท ก็ต้องอนุมัติเมื่อมีการเสนอมาว่ามีความผิด ก็ว่ากันไป ถ้าไม่ผิดศาลก็ว่ามา ถ้าเป็นท่านหรือครอบครัวจะฟ้องหรือไม่ หรือจะปล่อยเขา ถ้ามาหมิ่นประมาท เรื่องนี้เป็นเรื่องการทำ งาน กรมพระธรรมนูญในกองทัพบกและกระทรวงกลาโหมก็จะมีคณะทำงาน โดยนำเรื่องคดีความต่างๆ กลั่นกรองก่อนจะขออนุมัติจากผบ.ทบ. และคณะกรรมการว่าจะดำเนินการอย่างไร หากผิดผมก็จะอนุมัติเพื่อไปดำเนินการตามกระบวน การยุติธรรม จะผิดจะถูกก็ว่ามา อย่าเอาเราไปเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ จำไว้ว่าเรื่องสถาบันทหาร เกี่ยวกับชื่อเสียงเกียรติยศของคนทุกคนในกองทัพบก ก็ต้องรักษาชื่อเสียงของคนทุกคนในกองทัพบก ท่านต้องเห็นใจผม ในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ หากท่านสร้างความไม่น่าเชื่อถือกับกองทัพบก แล้วจะไปหากองทัพไหนมาช่วยท่าน" ผบ.ทบ. กล่าว

บช.น. ตั้งทีมสอบทันที

ส่วน พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. ดูแลงานกฎหมายและสอบสวน กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า มอบหมาย พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว ผบก.น.5 ตั้งคณะพนักงานสอบสวน โดยมีรอง ผบก.น.5 เป็นหัวหน้า และเสนอรายชื่อคณะพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 21 ส.ค. นี้ ส่วนจะเรียกนายโรเบิร์ตมาสอบปากคำหรือไม่นั้น ต้องขอตรวจสอบพยาน และหลักฐานแผ่นซีดีบันทึกคำปราศรัย โดยจะให้กองกำกับการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือผู้เชี่ยวชาญแปลคำปราศรัยก่อน เนื่องจากเป็นคำพูดภาษาอังกฤษ จากนั้นก็จะพิจารณาว่าข้อความดังกล่าว เข้าองค์ประกอบความผิดในข้อหาหมิ่นประมาทหรือไม่
รอง ผบช.น. กล่าวต่อ ว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 20 ส.ค. เวลา 09.30 น. พนักงานสอบสวนคดีสลายม็อบ 98 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน จะร่วมประชุมหารือกันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้กำหนดแนวทาง และมอบหมายหน้าที่ ส่วนการเรียกตัวผู้ปฏิบัติ หรือสไนเปอร์มาสอบสวนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดีเอสไอว่าจะพิจารณาให้เรียกใครมาสอบสวน โดยใช้ดีเอสไอเป็นสถานที่สอบปากคำ 

"โรเบิร์ต" ยันตามคำปราศรัย

วันเดียวกัน เว็บไซต์ของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ระบุถึงข่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้ พ.ท.สายัณห์ ขุนขจี แจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม และล่ามแปลภาษา กรณีนายอัมสเตอร์ดัมปราศรัยโจมตี เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ในวาระวันครบรอบ 2 ปีเหตุ การณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดง 98 ศพ โดยนายอัมสเตอร์ดัมกล่าวประณามการสังหารหมู่ประชาชน พร้อมวิจารณ์ว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาสนับสนุนอาวุธ รวมถึงฝึกกองทัพไทย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้อยคำดังกล่าวทำลายชื่อเสียงของกองทัพ
นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวว่า ขอยืนยันตามคำปราศรัย และจะเดินหน้าทำงานเพื่อลงโทษผู้นำระดับสูงที่สั่งสังหารประชาชนตามข้อหา อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ สิ่งที่แน่นอนคือ คนที่สังหารประชาชนเพื่อปกป้องอำนาจ และความเป็นอภิสิทธิ์ชนของตนเอง จะไม่สามารถรอดพ้นความผิดที่กระทำลงไปอย่างแน่นอน

เสื้อแดงจัดเวที "จับ ศอฉ. มัด"


เวลา 15.00 น ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คนเสื้อแดงในนามกลุ่มเสรีราษฎร นำโดยนางพะเยาว์ อัคฮาด และนายณัทภัช อัคฮาด แม่และน้องชายของ น.ส.กมนเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมฯ จัดเวทีปราศรัยในหัวข้อ "จับ ศอฉ. มัด บินรัดสู่ศาลโลก" พร้อมทั้งมีการแสดงดนตรี
นางพะเยาว์กล่าว ว่า มาเรียกร้องความยุติธรรมให้พี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลลงนามรับรองขอบเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ เฉพาะกรณีสลายม็อบ เม.ย.-พ.ค.2553 ให้เข้ามาขับเคลื่อนกระบวนการตรวจสอบคดีอีกทางหนึ่ง โดยทำควบคู่ไปกับการตรวจสอบของศาลไทย เพราะเกรงว่าจะมีกระบวนการขัดขวาง และการเมืองในขณะนี้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเราจึงไว้ใจใครไม่ได้
   "หากเดือนนี้รัฐบาลยังไม่ให้คำตอบเรื่องลงนามรับรอง เดือนหน้าเราก็จะทวงถามอีก และจะมีมาตรการเคลื่อนไหวกดดันไป เรื่อยๆ ไม่ว่ารัฐบาลจะลงนามหรือไม่ก็ต้องมีคำตอบให้ประชาชน เพราะเราให้เวลารัฐบาลพิจารณาอยู่แล้ว" นางพะเยาว์ กล่าว
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ศปช. เปิดฉบับสมบูรณ์รายงานสลายชุมนุม 53-ฉบับ คอป. กรรมการสิทธิฯ ยังเงียบ

ประชาไท 20 สิงหาคม 2555 >>>




ศปช. เปิดตัวรายงานฉบับสมบูรณ์ 933 หน้า รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค. 53 เชื่อเป็นฉบับผู้สูญเสียที่ละเอียดสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ยังติดเข้าไม่ถึงข้อมูลรัฐ เบื้องต้นดูได้ที่ www.pic2010.org เตรียมปรับครั้งสุดท้ายก่อนพิมพ์จำหน่าย 1 ก.ย. ขณะที่ฉบับ คอป. ยังเงียบ ส่วน กสม. เสร็จแล้ว รอผ่านกรรมการชุดใหญ่

19 ส.ค. 55 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดแถลงข่าวรายงาน “ความจริงเพื่อความยุติธรรม: เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53” ของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53  หรือ (ศปช.) พร้อมเตรียมเดินสายอภิปรายรายงานทั่วประเทศ เช่น จ.เชียงใหม่ จ.อุบลราชธานี เป็นต้น
ทั้งนี้ ศปช. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 53 โดยกลุ่มนักกิจกรรมร่วมกับนักวิชาการกลุ่มสันติประชาธรรม มีเจ้าหน้าที่ทำงาน 5-6 คนในการลงพื้นที่เก็บข้อมูล และสัมภาษณ์พยาน ผู้ได้รับผลกระทบฯ เคยแถลงข่าวมาแล้ว 2 ครั้ง ส่วนในครั้งนี้เป็นการสรุปรายงานร่างฉบับสมบูรณ์ 932 หน้า ซึ่งมีกำหนดพิมพ์เพื่อวางแผงทั่วไปในวันที่ 1 กันยายนนี้ นอกจากนี้ ในเว็บไซต์ดังกล่าวยังมีการย่อยข้อมูลต่างๆ เป็นแผนภาพ แผนที่ต่างๆ ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายงานเรื่องการสลายการชุมนุมปี 2553 อีกหน่วยคือ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งหมดอายุการทำงานเมื่อสิ้นเดือน ก.ค. และมีกำหนดว่ารายงานฉบับเต็มจะออกราวเดือน ส.ค. นี้เช่นกัน ขณะที่อีกหน่วยหนึ่งคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้น เคยมีร่างรายงานดังกล่าวเล็ดรอดออกมาจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเมื่อเดือน ก.ค. ปีที่ผ่านมา และนำกลับไปพิจารณาใหม่อีกครั้ง นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ หนึ่งในอนุกรรมการที่ร่วมจัดทำรายงานกล่าวว่า ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์เขียนเสร็จแล้ว แต่จะต้องเข้าที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการสิทธิก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ ซึ่งน่าจะดำเนินการได้เร็วๆ นี้
พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการจากกลุ่มสันติประชาธรรม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า รายงานฉบับนี้ถือเป็นการบันทึกข้อเท็จจริง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยมุ่งหวังว่าในอนาคต การรวบรวมข้อมูลนี้จะสามารถนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมกับผู้ได้รับผลกระทบและนำคนผิดมาลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของคณะทำงานคือการเข้าไม่ถึงข้อมูลจากภาครัฐ ไม่มีอำนาจในการเรียกเอกสารหรือเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูล แต่ก็ได้มีการรวบรวมข้อมูลเอกสารทางการเท่าที่มีการเผยแพร่และหามาได้ไว้ทั้งหมด รวมถึงหลักฐานจำพวกคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก และส่วนใหญ่ถูกลบไปแล้ว
   “นี่เป็นรายงานที่สะท้อนเสียงและมุมมองของประชานที่ตกเป็นเหยื่อ และเป็นเสมือนคำประกาศต่อสังคมไทย ว่า เราจะไม่มีวันยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะให้ผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ผู้ที่สูญเสีย ลืม เงียบเฉยและยอมจำนน ต่อความอยุติธรรม  เราไม่มีวันยอมรับการเปลี่ยนการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย เราไม่มีวันไม่ยอมรับวัฒนธรรมการบูชาความปรองดองและความมั่นคงของรัฐ แต่ดูถูกเหยียบย่ำสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำ เราจะไม่มีวันยอมรับวัฒนธรรมการเมืองที่ช่วยโอบอุ้มประเพณีของการปล่อยให้ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล” พวงทอง กล่าว




กฤตยา อาชวนิจกุล อาจารย์จากศูนย์สิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า รายงาน ศปช. เป็นหนังสือเล่มแรกใน ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยที่ให้รายละเอียดผู้เสียชีวิตเป็นรายๆ ไป เมื่อก่อนแม้มีการทำรายงาน ก็เป็นเพียงเชิงอรรถ เป็นฟุตโน้ตเล็กๆ ว่าใครตายจำนวนเท่าไร แต่งานนี้ต้องการบอกว่า เชิงอรรถนี้มีความสำคัญ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้การอำพราง ความอัปลักษณ์และความอำมหิต ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง คอป. ก็อิหลักอิเหลื่อ มีความขัดแย้งในตนเอง ในหน้าที่ค้นหาความจริงกับการปรองดอง ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ล้มเหลวในการทำหน้าที่
กฤตยา ยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “ความตายที่พร่าเลือน” ซึ่งเป็นผลจากการชันสูตรพลิกศพ  และสามารถสรุปได้เลยว่าไม่ได้รับความเอาใจใส่จากแพทย์มากพอในการทำรายงานการชันสูตรพลิกศพที่ละเอียด ที่มีอยู่ก็มีความหละหลวม และมีข้อมูลผิดพลาดหลายราย จนญาติของผู้เสียชีวิตต้องทำคำร้อง เช่น กรณีนายอัครเดช ขันแก้ว ผู้เสียชีวิตที่ถูกยิงในวัดปทุมฯ รายงานชันสูตรศพบอกว่า ถูกทุบด้วยของแข็ง
   “ที่สำคัญ รายงานเหล่านี้ไม่เผยแพร่สาธารณะ เราขอเรียกร้องให้เปิดเผย เพราะในปี 2535 มีการนำเอกสารชันสูตรพลิกศพ เปิดเผยสาธารณะ และสามารถนำมาวิเคราะห์เชิงวิชาการได้” กฤตยา กล่าว
นอกจากนี้กฤตยายังกล่าวอีกว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือ การปฏิเสธความยุติธรรม ดังนั้นจึงเสนอให้ดีเอสไอโอนเรื่องกลับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อให้มีการไต่สวนการตาย เพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว ที่ผ่านมาดีเอสไอใช้เวลานานมาก จนถึงเดือนมกราคม 2554 ถึงยอมแถลงว่าการตายแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคิดว่าเป็นการกระทำกับ นปช. และกลุ่มเกี่ยวพัน จำนวน 12 ราย กลุ่มสอง พบพยานแล้วว่าเกี่ยวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ตอนแรกระบุว่ามี 13 ราย แต่เมื่อ 18 พ.ค. ที่ผ่านมาระบุว่ามี 22 ศพ กลุ่มสาม สอบสวนแล้วแต่ไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด 64 ราย แบ่งเป็น 18 คดี




เกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในทีมงาน กล่าวว่า กลุ่ม นปช. ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ ถือเป็นข้อเรียกร้องทางการเมืองตามครรลอง แต่สถานการณ์กลับพาไปสู่ความรุนแรง โดยความรุนแรงเริ่มต้นจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 เม.ย. จากเหตุการณ์ล้อมสภาของกลุ่ม นปช. ซึ่งไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็เป็นการจัดการที่เกินกว่าเหตุ และการใช้กฎหมายนี้นำไปสู่การใช้กำลังของหน่วยทหารจนเกิดความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการประกาศ “ขอคืนพื้นที่” ในวันที่ 10 เม.ย. 2553 ซึ่งเกิดการปะทะกัน ดันกันในพื้นที่โดยรอบราชดำเนิน แต่ความรุนแรงถึงขั้นนองเลือดเกิดขึ้นหลัง 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่มครึ่ง
เกษม กล่าวถึงปมปัญหาสำคัญเรื่อง “ชายชุดดำ” ซึ่งคนเสื้อแดงเห็นว่าเป็นฮีโร่มาช่วยในเวลาที่เพลี่ยงพล้ำ ขณะที่ ศอฉ.เห็นว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น เขาเห็นว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่มีหน่วยงานใดให้ความชัดเจนได้ และเป็นปริศนาภายในกองทัพเอง ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่า ชายชุดดำเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ ฉวยใช้สถานการณ์เพื่อสลายขั้วอำนาจในกองทัพ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนเสื้อแดงเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ทหารกับคนชุดดำยังไล่ล่ากัน ออกมานอกบริเวณปะทะ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ดุสิต เสียชีวิตเพราะลูกหลงจากการปะทะ และจากหลักฐานชี้ชัดว่าถูกยิงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
เกษมกล่าวว่า สิ่งที่เห็นต่อเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงคือ คนเสื้อแดงก้าวพ้นจากข้อกล่าวหาว่าอยู่ในเงาของทักษิณ เขามีพลวัตรทางการเมืองของตนเองและมีการเรียกร้องความเป็นธรรม ยอมไม่ได้กับคนเจ็บคนตาย ทำให้หน่วยการเมืองต้องคล้อยตาม และพยายามจัดการเรื่องนี้
ขวัญระวี  วังอุดม จากโครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล กล่าวว่า การวิเคราะห์จากเอกสารทางการ เอกสารชันสูตรศพ มีข้อจำกัดที่เอกสารเหล่านี้อาจระบุข้อมูลคลาดเคลื่อน และ ศปช. ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านกระสุนปืน แต่ก็พยายามตรวจเช็คจากพยานในเหตุการณ์และญาติ โดยมีการสัมภาษณ์พยานเกือบ 80 คน ซึ่งถึงที่สุดรายงานนี้ควรนำมาเทียบดูกับฉบับของ คอป.ที่กำลังจะออกมาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์
ขวัญระวี เสนอว่าสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป คือ ต้องสร้างความจริงให้ปรากฏ ไม่ว่าผ่านวิธีการไต่สวน ตั้งคณะกรรมการอิสระที่เป็นกลาง, นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ,ห้ามใช้ศาลทหาร หรือพิจารณาคดีลับ, สร้างหลักประกันว่ามาตรา 17 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะไม่มีอุปสรรค, ห้ามใช้โทษประหารชีวิต, ชดเชยเยียวยาอย่างทั่วถึง, ปฏิรูปกลไก สถาบันทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
เสาวลักษณ์ โพธิ์งาม ทนายความอิสระ ที่ร่วมรวบรวมข้อมูลเรื่องการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการชุมนุมกล่าวว่า การรวมรวมข้อมูลยากมากเพราะไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ เมื่อมีการทำจดหมายขอข้อมูลไป บางหน่วยงานก็ไม่ให้เพราะถือว่าไม่ใช่คู่ความในคดี นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลจากผู้จับกุมต่างๆ ในหมู่ประชาชนเองก็เกิดสงสัยหวาดระแวงว่าอาจจะเป็น กอ.รมน. หรือเปล่าก็จะถูกปฏิเสธการให้ข้อมูลจากประชาชนด้วย
ในการชุมนุมที่เก็บข้อมูลหลังจากสลายการชุมนุมปี 2553 จนถึง เม.ย. 2555 พบว่า ประชาชนที่ถูกจับกุมมี 1,857 คน ซึ่งบางคนไม่ได้ร่วมชุมนุมด้วย และจากจำนวนทั้งหมดถูกดำเนินคดี 1,763 คน โดยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีคดีมากที่สุด รองลงมาคือภาคอีสาน โดยแยกลักษณะการฟ้องได้ 3 ลักษณะ คือ คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, คดีอาญาทั่วไปที่ไม่ได้ฟ้องด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และการฟ้อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร่วมกับความผิดอาญาฐานอื่น
ในการดำเนินคดีมีการรวบรัด มีหลายคดีที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ตัดสินคดีโดยลงโทษจำคุก 1 ปี แล้วจำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ยกฟ้องเพราะการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นผิดระเบียบ ศาลอุทธรณ์เชื่อว่าไม่ได้แจ้งสิทธิให้จำเลย คำพิพากษาไม่ชอบก็ต้องกลับมาดำเนินคดีใหม่ เมื่อมาดำเนินคดีใหม่ก็ปัญหาคือ พยานโจทก์ที่ใช้ส่วนมากเป็นทหาร ต้องไปสืบพยานกันตามแหล่งที่อยู่ของทหารตามจังหวัดต่างๆ ทำให้ผู้เสียหายจำนนในการต่อสู้เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง
จากการอ่านคำฟ้องหลายคดีพบว่า พยานหลักฐานหลายชิ้นที่ถูกนำมาใช้เพื่ออ้างว่าผู้ต้องหาฝ่าฝืน พ.ร.ก. คือ ตีนตบ ธง นปช. หมวก ผ้าพันคอ พลุ ตะไล เป็นต้น
เสาวลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีผู้ที่ติดคุกอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ไม่ได้รับการประกันตัวอีก 22 คน โดยเธอระบุว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่งผลกระทบต่อกระบวนการดำเนินคดีคือมีการซ้อม มีการจูงใจให้รับสารภาพ แต่ปัญหากระบวนการยุติธรรมนั้นมีมาอย่างยาวนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมีช่วงเสื้อแดงชุมนุม เพียงแต่การชุมนุมในทางการเมืองทำให้เห็นสองมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม และขอเรียกร้องให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นรัฐบาลที่เติบโตมาจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของคนเสื้อแดงดำเนินการให้สิทธิประกันตัวแก่นักโทษการเมืองเหล่านั้น
 
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

หมอนิรันดร์ ร่วม “ปฏิญญาหน้าศาล” ย้ำการมีนักโทษการเมืองคือการละเมิดสิทธิฯ

ชี้หลักสิทธิมนุษยชนของสังคมไทยกำลังถูกท้าทาย และเปลี่ยนผ่าน เสนอสิทธิในการรับรู้ความจริง-สิทธิในการที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ-สิทธิที่จะได้รับการชดเชยและเยียวยา คือสิทธิสำคัญ ต้องสู้ต่อไป

19 ส.ค. 55 เวลา 14.00 น. บริเวณหน้าศาลอาญา รัชดาภิเษก กลุ่มปฏิญญาหน้าศาลซึ่งจัดกิจกรรมหน้าศาลอาญาทุกอาทิตย์ ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “นักโทษการเมืองกับสิทธิมนุษยชน” โดยมี นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาเป็นวิทยากร
นายแพทย์นิรันดร์กล่าวว่าคำที่ตรงกว่าคำว่านักโทษการเมือง คือนักโทษที่มีความคิดเห็นที่ต่าง การมีความคิดเห็นที่แตกต่างในระบอบประชาธิปไตยถือว่าเป็นเรื่องดี และสะท้อนความเป็นประชาธิปไตย ถ้ากำหนดให้คิดเหมือนกันนั่นคือระบอบเผด็จการ ปัญหาการมีคนคิดเห็นต่างแล้วต้องเข้าไปอยู่ในคุก โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือนั้น ยืนยันว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น
ในอดีต คนที่เห็นต่างทางการเมืองหรือเห็นต่างในเรื่องนโยบายสาธารณะ ก็มักถูกกล่าวโทษด้วยกฎหมายอาญา เช่น ถูกตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในสมัยสงครามเย็น หรือนักศึกษาในสมัย 6 ตุลา 2519 ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ กรณี 4 รัฐมนตรีจากภาคอีสานสมัยทศวรรษ 2490 ที่ถูกมองว่าจะแบ่งแยกดินแดน รางวัลที่ได้รับคือถูกฆ่าตาย รวมทั้งพี่น้องภาคใต้ เช่น กรณีหะยีสุหลง ก็มีความเห็นต่างทางนโยบายให้สามจังหวัดภาคใต้มีอิสระในการจัดการนโยบายตนเอง ก็ถูกกล่าวหาว่าแบ่งแยกดินแดน และรางวัลที่ได้รับคือถูกฆ่าตายเช่นเดียวกัน
ดังนั้น ต้องทำความเข้าใจว่าการต่อสู้ในเรื่องความเห็นต่างทางการเมืองมีมาตลอด และใน 4-5 ปีนี้ก็มีกรณีหลายอย่างที่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิคนที่มีความเห็นต่าง อันทำให้เกิดนักโทษการเมือง เช่น การใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, กฎหมายความมั่นคง, กฎหมายการชุมนุมต่างๆ
แม้แต่กรณีชาวบ้านชุมนุมเรียกร้องประเด็นทรัพยากร อย่างกรณีเขื่อนปากมูนหรือเขื่อนราษีไศลที่ถูกจับ ก็คือข้อหาก่อการร้าย ฉะนั้นเวลาที่จะจัดการกับคนที่เห็นต่างหรือขัดต่ออำนาจ มักจะถูกหาเหตุจากในเรื่องกฎหมาย ถ้าเป็นเรื่องทรัพยากรก็จะเอากฎหมายสิ่งแวดล้อมมาใช้ เช่น ชาวบ้านที่อยู่ในป่าก็โดนข้อหาทำให้โลกร้อน หรือที่หนองแซง ซึ่งคัดค้านโรงไฟฟ้า ก็ถูกตำรวจใช้กฎหมายสลายการชุมนุม
ส่วนกรณีมาตรา 112 ปัญหาของกฎหมายนี้คือการบังคับใช้ และคนที่ใช้อำนาจ เช่น ตำรวจ อัยการ และตุลาการ จุดอ่อนสำคัญของกฎหมายคือใครไปแจ้งความก็ได้ ทำให้เกิดปัญหาว่าคนที่กล่าวหานำสถาบันมาใช้ทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม คู่ต่อสู้ทางการเมือง หรือคนที่คิดเห็นต่างทางการเมือง
ประเด็นที่สำคัญของการแก้ปัญหาจากมาตรา 112 คือการสร้างความชัดเจนให้เกิดความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ สังคมต้องแยกให้ออกว่าตรงไหนคือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แบบไหนคือการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย รวมทั้งความสับสนระหว่างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กับพื้นที่สาธารณะ ต้องแยกให้ออก ถ้าแยกไม่ออกจะเป็นช่องทำให้คนนำสถาบันมาทำลายล้างกัน และจะทำให้สถาบันเสื่อมเสียเสียเอง นอกจากนั้น 112 ยังถูกใช้พ้องไปกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้ในการปิดเว็บไซต์หลายหมื่นเว็บ มีส่วนที่กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก
ตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมการสิทธิฯ ได้มีการตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องการบังคับใช้มาตรา 112 โดยมีนายจอน อึ้งภากรณ์เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งรายงานการศึกษาปัญหาเรื่องนี้ใกล้แล้วเสร็จ จึงจะได้มีการแถลงถึงข้อสรุปดังกล่าวต่อไป
นายแพทย์นิรันดร์ยังกล่าวถึงการใช้กฎหมายความมั่นคง เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทั้งในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้และในการชุมนุทางการเมือง ว่าล้วนเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุดและทำให้ยิ่งแก้ไม่ได้ เพราะนำไปสู่การใช้อำนาจละเมิดสิทธิต่างๆ ทำให้มีการใช้แนวทางการทหารมานำการเมือง ทั้งที่ปัญหาต่างๆ ล้วนเป็นปัญหาทางการเมือง ตนมีความเห็นไปถึงนายกฯ ว่าไม่ควรประกาศใช้ไม่ว่ารัฐบาลไหนทั้งสิ้น และต้องเน้นการคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ การชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีการละเมิดสิทธิการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก รวมถึงการฆ่ากันตาย 90 กว่าศพ
ส่วนในหลายกรณีที่ถูกจำคุกไปแล้ว ก็ต้องเน้นที่สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เช่น การถูกพิจารณาเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าศาลจะตัดสิน การให้สิทธิการประกันตัว สิทธิการดูแลสุขภาพ กระบวนการพิจารณาที่รวดเร็ว ซึ่งสิทธิเหล่านี้รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ทั้งสิ้น แต่ในความเป็นจริงมันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
นายแพทย์นิรันดร์ย้ำว่าปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่คนต้องการสิทธิ ต้องเป็นฝ่ายต่อสู้เรียกร้อง ถ้าไม่ต่อสู้ ก็ไม่มีใครอยู่ๆ มามอบให้ ไม่มีรัฐบาลไหนมอบให้ บางเรื่องที่ยากก็อาจต้องใช้เวลานาน และยังต้องทำให้หน่วยงานรัฐยอมรับว่าอำนาจเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของคุณ ถ้าหากอ้างกฎหมาย แล้วบอกว่าคุณใหญ่กว่า ก็มีลักษณะของนักเลง
นายแพทย์นิรันดร์เสนอว่าสิทธิ 3 ประการที่สำคัญและต้องต่อสู้เรียกร้องต่อไป คือ หนึ่ง สิทธิในการรับรู้ความจริง เพราะสังคมไทยมักไม่ยอมรับความจริงและความจริงไม่ถูกทำให้ปรากฏ สอง สิทธิในการที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการอาฆาตแค้น แต่ประเด็นคือไม่ต้องการให้มีการทำผิดซ้ำอีก ส่วนจะให้อภัยกันหรือนิรโทษกรรมนั้นเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที แต่ต้องคุยกันให้ได้ก่อนว่าใครผิด และสาม สิทธิที่จะได้รับการชดเชยและเยียวยา
นายแพทย์นิรันดร์มองว่ากระบวนการต่อสู้ของประชาชนในขณะนี้ ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องการแบ่งฝ่าย แต่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและความถูกต้องด้วย และต้องยอมรับว่ากระบวนการยุติธรรมได้ทำลายสิทธิและความเป็นธรรมในสังคม โดยตนก็ไม่รู้เหมือนว่าถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ได้ บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น
ในช่วงท้าย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สอบถามนายแพทย์นิรันดร์ว่าคิดอย่างไรเรื่องการปฏิบัติกับนักโทษที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีเหมือนกับนักโทษในคดีที่สิ้นสุดแล้ว นายแพทย์นิรันดร์กล่าวว่าเป็นเรื่องที่มีมาตลอด คุกถูกทำให้เป็นที่ขังคนจน ตัวอย่างในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ปัญหาเรื่องการประกันตัว การมีทนายดูแล จะหนักกว่านี้อีก หลายคนไม่กล้ามาร้องเรียน รวมทั้งยังมีการซ้อมทรมานต่างๆ ซึ่งเราคงจะหวังให้คนภายในแก้ไม่ได้ แต่ประชาชนคงต้องเป็นฝ่ายต่อสู้เรียกร้องเอง
นอกจากนั้นยังมีคำถามจากผู้ฟังอีกว่ารู้สึกอย่างไรที่ต้องทำงานภายใต้การแบ่งขั้วทางการเมือง และทำงานอย่างไรภายใต้แรงกดดัน  นายแพทย์นิรันดร์กล่าวว่าไม่ค่อยลำบากใจ ก่อนเป็นคณะกรรมการสิทธิฯ ตนก็เคยเป็น ส.ว. มาก่อน ก็ถูกหาว่าเป็นเสื้อเหลือง บางทีก็ถูกเสื้อเหลืองหาว่าเข้าข้างเสื้อแดง แต่ยืนยันว่าส่วนตัวทำงานโดยหลักการมาตลอด ไม่ได้ยึดในสีเสื้อหรือตัวบุคคล แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางอย่างก็ทำได้ บางอย่างทำได้ช้า หรือบางอย่างก็ทำไม่ได้ แต่ในภาพรวมเห็นว่าการเมืองภาคประชาชนมันโตขึ้น มีคนใหม่ๆ เกิดขึ้น อย่างกลุ่มปฏิญญาหน้าศาลนี้เป็นต้น และตอนนี้สังคมไทยอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่ต้องระวังคือความขัดแย้งและแตกต่างกลายเป็นการฆ่ากันและละเมิดสิทธิต่อกัน  ส่วนการวิจารณ์คณะกรรมการสิทธิฯ ก็เป็นเรื่องที่รับฟังได้
นายแพทย์นิรันดร์ได้กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ประเด็นนักโทษการเมืองเกิดขึ้นจากผลพวงของการละเมิดสิทธิมนุษยชนและระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะสิทธิมนุษยชนเรื่องเสรีภาพและความเสมอภาค ที่ถูกละเมิดมาก และคนละเมิดก็คือคนที่มีอำนาจทางการเมือง เมื่อมีปรากฏการณ์เกิดขึ้น มีคนต้องการการเปลี่ยนแปลง คนมีอำนาจเห็นว่าคุณต่างก็ต้องโดนจับ แต่หลักสิทธิมนุษยชนของสังคมไทยในช่วงนี้กำลังถูกท้าทาย และกำลังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในทุกด้าน ทั้งสิทธิชุมชน สิทธิความเป็นคน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งกำลังตื่นขึ้นทั่วประเทศ
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

แถลงการณ์ 'อัมสเตอร์ดัม' กรณีถูก 'กองทัพไทย' แจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท

ประชาไท 20 สิงหาคม 2555 >>>





18 ส.ค. 55 เว็บไซต์โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม (ไทย) เผยแพร่ แถลงการณ์นายอัมสเตอร์ดัมกรณีกองทัพไทยเข้าแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท ระบุเนื้อหา ดังนี้

ในวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555 หนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยมติชนรายงานว่า ผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามอบหมายให้ พ.ท.สายัณห์ ขุนขจีฟ้องร้องดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.)
การแจ้งความเกิดจากคำปราศรัยของนายอัมสเตอร์ดัมในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 วันครบรอบที่กองทัพปราบปรามการชุมุนมอย่างทารุณซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชน 98 ราย ในระหว่างการปราศรัย ซึ่งสามารถเข้าไปดูวิดีโอแบบเต็มได้ที่นี่ นายอัมสเตอร์ดัมประณามประวัติการสังหารหมู่พลเรือนของกองทัพไทยและวิจารณ์รัฐบาลสหรัฐว่าขายอาวุธและฝึกกองทัพไทยเพื่อสังหารพลเรือนอยู่เป็นประจำ คำปราศรัยของนายอัมสเตอร์ดัมถูกแปลเป็นภาษาไทย ดังนั้น จึงมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อล่ามด้วยเช่นกัน พลเอกประยุทธ์กล่าวหาว่าข้อความดังกล่าวทำลายชื่อเสียงของกองทัพไทย
ข่าวเรื่องการแจ้งความทางอาญาต่อนายอัมสเตอร์ดัมและล่ามเกิดขึ้นในปลายสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กองทัพไทยและอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ออกมาข่มขู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีหน้าที่สอบสวนการปราบปรามการชุมนุมปี 2553 อย่างเปิดเผย รวมถึงตอบโต้สื่อที่ถามเรื่องการใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชนในปี 2553 อย่างรุนแรง เป็นเรื่องชัดเจนที่นายอภิสิทธิ์และพลเอกประยุทธ์รู้สึกจนตรอกมากขึ้นเรื่อยๆ ในความพยายามที่จะปกป้องระบบการทำผิดแล้วลอยนวลซึ่งบ่งบอกถึงถึงความมีประสิทธิภาพของการทำงานของนายอัมสเตอร์ดัมและทีมงาน
นายอัมสเตอร์ดัมยังคงยืนยันตามคำปราศรัยของเขาและมุ่งมั่นทำงานเพื่อนำตัวผู้นำระดับสูง (รวมถึงพลเอกประยุทธ์และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) มาลงโทษในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ก่อขึ้นในระหว่างการปรามปรามการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนในครั้งนี้คือ คนที่สังหารพลเรือนเพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของตนจะไม่สามารถรอดพ้นจากการรับผิดในการกระทำของพวกเขาอย่างแน่นอน
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

เตรียมคุมเข้ม 'ศาลอาญา' ถอนประกันตัวแกนนำ นปช. 22 ส.ค. นี้

กรุงเทพธุรกิจ 20 สิงหาคม 2555 >>>


นครบาล เตรียมพร้อมคุมเข้ม" ศาลอาญา " วันพิจารณาถอนประกันตัวแกนนำเสื้อแดง 22 ส.ค. นี้

พล.ต.ต.สำเริง สุวรรณพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 กล่าวถึงการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยศาลอาญา ในวันที่ 22 ส.ค. นี้ที่ศาลจะมีการพิจารณาถอนประกันตัวแกนนำเสื้อแดง 18 คน โดยตำรวจนครบาลจะใช้มาตรการเดิมที่ใช้ในการดูแลความปลอดภัยครั้งที่ผ่านมาคือใช้กำลังตำรวจคุมเข้มดูแลความสงบเรียบร้อย 3 กองร้อย พร้อมทั้งประกาศห้ามผู้ชุมนุมเข้ามาภายในบริเวณศาลเช่นเดิม ซึ่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องทบทวนการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอีกครั้งวันที่ 20 ส.ค. นี้
นอกจากนี้ตำรวจได้ประสานไปยังแกนนำเสื้อแดงทั้ง 18 คนที่จะมาศาลว่า ให้เดินทางมาด้วยความสงบห้ามใช้เครื่องขยายเสียงอย่างเด็ดขาดและห้ามบุกรุกเข้าพื้นที่ต้องห้ามเข้าพื้นที่ศาลเพราะจะเป็นการรบกวนประชาชนผู้มาติดต่อราชการซึ่งแกนนำก็ตอบรับพร้อมรับปากจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
จากการประชุมร่วมกันระหว่างตำรวจนครบาล ตำรวจปราบปราม อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ มีการสั่งกำชับให้คุมเข้มการรักษาความปลอดภัยเน้นตรวจเข้มจำเลยและผู้ติดตามที่จะเข้าห้องพิจารณาต้องแลกบัตรจำแนกสี การเข้าออกของสื่อมวลชน ผู้เดินทางมาชุมนุมสนับสนุนให้กำลังใจต้องอยู่ในพื้นที่ที่จะเตรียมไว้ให้ และการอำนวยความสะดวกให้คู่ความและประชาชน
 
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

'อัมสเตอร์ดัม' ยันคำปราศรัย ไม่สะท้านถูกแจ้งความ

ไทยรัฐ 20 สิงหาคม 2555 >>>




'โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม' ยืนยันตามคำปราศรัยแม้ถูกกองทัพบกแจ้งความหมิ่นประมาท ฟุ้งลุยเอาผิดคนสั่งการสังหารประชาชน ชี้ไม่มีทางรอดความผิด...

เมื่อวันที่ 20 ส.ค. มีรายงานว่า นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความ ซึ่งรับทำคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในกระบวนการยุติธรรมนอกประเทศ ที่ถูกกองทัพบกแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทกรณีปราศรัยที่เวทีราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2555 โดยมีล่ามแปลเป็นภาษาไทย มีเนื้อหาเกี่ยวกับสไนเปอร์ การซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ และการเสียชีวิตในระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ได้นำเสนอเนื้อหาตอบโต้การถูกแจ้งความดำเนินคดีผ่านทางเว็บไซต์ชื่อ
ทั้งนี้ นายอัมสเตอร์ดัมได้ยืนยันตามคำปราศรัยและจะเดินหน้าทำงานเพื่อลงโทษผู้นำระดับสูงที่มีส่วนสั่งสังหารประชาชนตามข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และไม่มีทางรอดพ้นความผิดที่ได้กระทำ
 
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
 

′ธิดา′ ชี้หวังสกัด ′อัมสเตอร์ดัม′

มติชน 20 สิงหาคม 2555 >>>


นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. กล่าวว่า เข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ ฟ้องหมิ่นประมาททนายอัมสเตอร์ดัม เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อต้องการรักษาภาพลักษณ์ของกองทัพเอาไว้ แต่อีกด้านหนึ่งเป็นการสกัดกั้นไม่ให้ทนายอัมสเตอร์ดัมเข้ามายังประเทศไทยเพื่อลุยงานต่อ เนื่องจากคดีความถึงศาล หลักฐานการสอบสวนหรือสำนวนต่างๆ ถูกเปิดเผยออกมา บางส่วนก็อยู่ในมือของทนายอัมสเตอร์ดัมแล้ว อีกทั้งยังเป็นการสกัดกั้นไม่ให้เขาเข้ามาไทย ซึ่งกำหนด จะมาวันที่ 15-16 กันยายน เพื่อร่วมงานครบรอบ 6 ปี การทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ นปช.จัดขึ้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
   "ความคิดของท่าน ผบ.ทบ. ยังอยู่ในปริมณฑลที่จะปกป้องกองทัพ ความคิดดังกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องผิด การที่ท่านแสดงออกแบบนี้ เป็นการส่งสัญญาณให้ทหารหรือคนในกองทัพเชื่อมั่นว่าท่านปกป้องพวกเขาได้ แต่กลับกันเมื่อมีการดำเนินคดีหรือกล่าวหาฝ่ายประชาชน ท่านไม่เห็นเคยออกมาปกป้องพวกเราบ้างเลย แต่ทั้งหมดก็เป็นไปตามกระบวนกฎหมาย การทำความจริงให้ปรากฏยังเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับประเทศไทย" นางธิดา กล่าว
 
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""End""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""



--
....
piangdin :-)