People's Research
กรุณาใส่รหัสผ่านประจำวันเพื่ออ่านเอกสาร
Peace Through Strength
บทคัดย่อ (Abstract)
รายงานฉบับนี้มิได้มุ่งตัดสินว่านโยบายต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ “ถูก” หรือ “ผิด” ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว หากแต่ตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์ศึกษา (Strategic Studies) ว่า พฤติกรรมระหว่างประเทศของทรัมป์ที่ดูขัดแย้งกันเอง — แข็งกร้าวกับพันธมิตรแต่เจรจากับศัตรู ขึ้นภาษีทั้งมิตรและคู่แข่ง ทิ้งระเบิดแล้วลงนามสันติภาพ — สามารถอธิบายได้ด้วยยุทธศาสตร์ใหญ่ (Grand Strategy) เดียวกันหรือไม่ รายงานใช้วิธีทดสอบสมมติฐานผ่านกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบสี่ภูมิภาค ได้แก่ จีน รัสเซีย–ยูเครน ระบบพันธมิตรแอตแลนติก–แปซิฟิก และตะวันออกกลาง (รวมกรณีอิหร่านและตุรกี) โดยอาศัยกรอบทฤษฎีสัจนิยม (Realism) การถ่วงดุลอำนาจ (Balance of Power) การถ่วงดุลนอกชายฝั่ง (Offshore Balancing) และการทูตเชิงแลกเปลี่ยน (Transactional Diplomacy) ข้อค้นพบเบื้องต้นชี้ว่าหลักฐานจำนวนมาก “สอดคล้อง” กับการมีตรรกะยุทธศาสตร์ร่วมชุดหนึ่ง คือการรักษาความเป็นเจ้าของสหรัฐผ่านการต่อรอง การถ่วงดุล และการป้องกันมิให้คู่แข่งรวมกลุ่มกัน ทว่าหลักฐานอีกส่วนหนึ่งสนับสนุนคำอธิบายคู่แข่งที่ว่าพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนสัญชาตญาณเฉพาะตัวและแรงจูงใจการเมืองภายในมากกว่ายุทธศาสตร์ที่วางแผนอย่างเป็นระบบ รายงานปิดท้ายด้วยบทเรียนสำหรับประเทศขนาดกลางอย่างไทยในโลกที่มหาอำนาจเล่นเกมทั้งกระดาน มิใช่หมากทีละตัว
คำสำคัญ: Grand Strategy · Peace Through Strength · Realism · Balance of Power · Offshore Balancing · Transactional Diplomacy · Multipolar World · America First · Strategic Competition
สารบัญ
- บทนำ: เมื่อคนจำนวนมากเห็นเพียงข่าวรายวัน — คำถามวิจัยและสมมติฐาน
- การทบทวนวรรณกรรม: จาก Realism ถึง Peace Through Strength
- ระเบียบวิธี: การทดสอบสมมติฐานผ่านกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบ
- สถาปัตยกรรมทฤษฎี: สี่หลักปฏิบัติการของ “เกมควบคุมกระดาน”
- กรณีศึกษาที่ 1 — จีน: คู่แข่งระยะยาว ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องตัดขาด
- กรณีศึกษาที่ 2 — รัสเซีย: สามเหลี่ยมยุทธศาสตร์ Washington–Moscow–Beijing
- กรณีศึกษาที่ 3 — พันธมิตร: กดดันพันธมิตร เพื่อรักษาพันธมิตร
- กรณีศึกษาที่ 4 — ตะวันออกกลางและตุรกี: สร้างระเบียบใหม่ มากกว่าเลือกข้าง
- การประเมินสมมติฐาน: โลกหลายขั้วหรือการรักษาความเป็นเจ้า
- ข้อโต้แย้งและคำอธิบายคู่แข่ง: จุดแข็ง จุดอ่อน และราคาที่ต้องจ่าย
- บทเรียนสำหรับประเทศขนาดกลางอย่างไทย
- บทสรุป: เมื่อมหาอำนาจไม่ได้เล่นเกมแบบที่ผู้คนคิด
- ภาคผนวก ก: ลำดับเหตุการณ์สำคัญ 2568–2569 (2025–2026)
- ภาคผนวก ข: เปรียบเทียบ Grand Strategy ของประธานาธิบดีสหรัฐหลังสงครามเย็น
- ภาคผนวก ค: อภิธานศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสำหรับผู้อ่านทั่วไป
- บรรณานุกรม
บทที่ 1 บทนำ: เมื่อคนจำนวนมากเห็นเพียงข่าวรายวัน
หากติดตามข่าวต่างประเทศวันต่อวันในช่วงปี 2568–2569 ผู้อ่านย่อมพบภาพที่ดูเหมือนความสับสนวุ่นวายไร้ทิศทาง ประธานาธิบดีสหรัฐคนเดียวกันประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจีนสูงถึงร้อยละ 145 ในเดือนเมษายน 2568 แล้วจับมือทำข้อตกลงพักรบทางการค้ากับสีจิ้นผิงที่เกาหลีใต้ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน สั่งโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านและปิดล้อมทางทะเล แล้วลงนามบันทึกความเข้าใจสันติภาพกับประธานาธิบดีอิหร่านผ่านการไกล่เกลี่ยของปากีสถานในเดือนมิถุนายน 2569 ตำหนิพันธมิตรนาโตอย่างเปิดเผยว่าเป็น “ผู้เกาะกิน” แต่ในเวลาเดียวกันก็ผลักดันจนพันธมิตรทั้งหมดยอมรับเป้าหมายงบกลาโหมร้อยละ 5 ของจีดีพี พูดจาดีกับวลาดิเมียร์ ปูติน มากกว่าที่พูดกับผู้นำเยอรมนีหรือแคนาดา ทั้งที่รัสเซียคือคู่สงครามตัวจริงของระเบียบโลกตะวันตก
ปฏิกิริยาที่พบบ่อยที่สุดต่อภาพเช่นนี้มีสองแบบ แบบแรกคือการสรุปว่าทรัมป์ “กลับไปกลับมา” ไร้หลักการ ตัดสินใจตามอารมณ์ และนโยบายต่างประเทศของสหรัฐกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความหุนหันของบุคคลคนเดียว แบบที่สองซึ่งพบในหมู่ผู้สนับสนุน คือการยกย่องทุกการเคลื่อนไหวว่าเป็น “หมากลึกล้ำ” โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ ทั้งสองแบบมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง คือใช้เหตุการณ์รายวันเป็นหน่วยของการวิเคราะห์ มองหมากทีละตัว แล้วตัดสินทั้งกระดานจากหมากตัวนั้น
ปัญหาของการวิเคราะห์แบบเหตุการณ์ต่อเหตุการณ์ (event-by-event analysis) คือมันไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่าง “ความไร้ระเบียบ” กับ “ระเบียบในระดับที่สูงกว่า” ในวิชายุทธศาสตร์ศึกษา พฤติกรรมที่ดูขัดแย้งกันในระดับยุทธวิธี (tactical) อาจสอดคล้องกันอย่างยิ่งในระดับยุทธศาสตร์ (strategic) นักหมากรุกที่ยอมเสียเบี้ยเพื่อเปิดแนวรุก ย่อมดูเหมือน “เล่นพลาด” ในสายตาผู้ที่มองเห็นเพียงตาเดินนั้น คำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ “ตาเดินนี้ดีหรือไม่” แต่คือ “มีเกมอะไรอยู่เบื้องหลังตาเดินเหล่านี้หรือไม่ และถ้ามี เกมนั้นคืออะไร”
นี่คือคำถามของแนวคิด ยุทธศาสตร์ใหญ่ (Grand Strategy) ซึ่งหมายถึงตรรกะสูงสุดที่รัฐใช้เชื่อมโยงเป้าหมายระยะยาวเข้ากับเครื่องมือทุกชนิดที่มี ทั้งการทหาร เศรษฐกิจ การทูต และการเล่าเรื่อง (Brands, 2014) ยุทธศาสตร์ใหญ่ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในเอกสารฉบับเดียว และผู้นำที่มียุทธศาสตร์ใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นนักทฤษฎี บ่อยครั้งยุทธศาสตร์ใหญ่ปรากฏตัวในรูปของ “แบบแผนพฤติกรรมที่ทำซ้ำอย่างคงเส้นคงวา” มากกว่าคำประกาศ ดังนั้นวิธีพิสูจน์ว่ายุทธศาสตร์ใหญ่มีอยู่จริงหรือไม่ จึงต้องทำเหมือนนักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ทฤษฎี คือตั้งสมมติฐาน อนุมานการพยากรณ์ แล้วเทียบกับหลักฐานเชิงประจักษ์
1.1 คำถามวิจัย
รายงานฉบับนี้ตั้งคำถามวิจัยหลักหนึ่งข้อ:
ถ้าเราสมมุติว่าทรัมป์กำลังเล่นหมากรุกระดับมหาอำนาจ เขากำลังเล่นเกมอะไร? กล่าวอีกนัยหนึ่ง พฤติกรรมนโยบายต่างประเทศที่ดูขัดแย้งกันของทรัมป์ในภูมิภาคต่าง ๆ สามารถอธิบายได้ด้วยตรรกะยุทธศาสตร์เดียวกันหรือไม่ และตรรกะนั้นสอดคล้องกับกรอบทฤษฎีใดในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
1.2 สมมติฐานหลักและสมมติฐานคู่แข่ง
พฤติกรรมที่ดูขัดแย้งของทรัมป์ในหลายภูมิภาค สามารถอธิบายได้ด้วย Grand Strategy เดียว ที่มุ่งรักษาความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐผ่าน (ก) การต่อรองแบบแลกเปลี่ยนกับทุกฝ่าย (ข) การถ่วงดุลอำนาจโดยลดต้นทุนของสหรัฐ และ (ค) การป้องกันมิให้คู่แข่งหลัก — จีน รัสเซีย อิหร่าน เกาหลีเหนือ — รวมตัวเป็นแนวร่วมเหนียวแน่น ภายใต้หลักการ “สันติภาพผ่านพลานุภาพ” (Peace Through Strength)
การทดสอบสมมติฐานอย่างซื่อตรงต้องเปิดพื้นที่ให้คำอธิบายคู่แข่ง (rival hypotheses) แข่งขันอย่างเป็นธรรม รายงานนี้จึงกำหนดสมมติฐานคู่แข่งไว้สองข้อ ซึ่งล้วนมีผู้สนับสนุนในแวดวงวิชาการและนโยบาย:
พฤติกรรมของทรัมป์ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณเฉพาะตัว ความหมกมุ่นกับ “ดีล” และภาพลักษณ์ผู้ชนะ ความไม่แน่นอนจึงมิใช่เครื่องมือที่ออกแบบ แต่เป็นผลพลอยได้ของบุคลิกภาพ ความสอดคล้องที่ผู้สังเกตเห็นเป็นเพียงการลากเส้นเชื่อมจุดย้อนหลัง (post-hoc rationalization) โดยนักวิเคราะห์เอง (ดูแนวโต้แย้งใน Drezner, 2020)
นโยบายต่างประเทศของทรัมป์ถูกกำหนดโดยแรงจูงใจการเมืองภายในสหรัฐ ทั้งฐานเสียง America First คำมั่นหาเสียงเรื่อง “ไม่มีสงครามใหม่” ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ตลอดจนการสร้างภาพ “ผู้สร้างสันติภาพ” เพื่อผลทางการเมือง ผลลัพธ์ระหว่างประเทศเป็นเพียงเงาสะท้อนของสมการภายในประเทศ
สามสมมติฐานนี้ไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากกันโดยสิ้นเชิง ยุทธศาสตร์ที่แท้จริงอาจดำรงอยู่ร่วมกับสัญชาตญาณและการเมืองภายในได้ แต่การแยกสมมติฐานให้ชัดเจนช่วยให้เราถามได้ว่า หลักฐานแต่ละชิ้น “เข้าทาง” คำอธิบายใดมากที่สุด และคำอธิบายใดพยากรณ์เหตุการณ์ได้ดีกว่ากัน
1.3 ขอบเขตและข้อจำกัด
รายงานนี้ครอบคลุมนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองในเดือนมกราคม 2568 จนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 โดยอ้างอิงสมัยแรก (2560–2564) เท่าที่จำเป็นต่อการเทียบแบบแผน ข้อจำกัดสำคัญมีสามประการ ประการแรก เหตุการณ์จำนวนมากยังไม่จบ การเจรจายูเครนและอิหร่านยังอยู่ระหว่างดำเนินการขณะเขียนรายงาน ข้อสรุปทั้งหมดจึงเป็นข้อสรุปชั่วคราวที่ต้องเปิดรับการแก้ไข ประการที่สอง เราไม่มีทางเข้าถึง “เจตนาภายใน” ของผู้นำได้โดยตรง สิ่งที่ทดสอบได้คือความสอดคล้องระหว่างพฤติกรรมที่สังเกตได้กับการพยากรณ์ของแต่ละสมมติฐานเท่านั้น ประการที่สาม การที่พฤติกรรมสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หนึ่ง มิได้แปลว่ายุทธศาสตร์นั้น “ฉลาด” หรือ “จะสำเร็จ” การวิเคราะห์ว่าเกมคืออะไร กับการประเมินว่าเกมนั้นจะชนะหรือไม่ เป็นคนละคำถามกัน และรายงานนี้พยายามตอบคำถามแรกเป็นหลัก โดยเปิดพื้นที่ให้คำถามที่สองในบทที่ 10
บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรม: จาก Realism ถึง Peace Through Strength
ก่อนทดสอบสมมติฐาน จำเป็นต้องวางเครื่องมือทางความคิดให้ชัดเจนว่า เมื่อเราพูดถึง “ยุทธศาสตร์ใหญ่” “การถ่วงดุลอำนาจ” หรือ “สันติภาพผ่านพลานุภาพ” เรากำลังพูดถึงประเพณีความคิดใดในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
2.1 สัจนิยม: โลกไร้ผู้คุมกฎ
รากฐานทฤษฎีที่ลึกที่สุดของกรอบวิเคราะห์ในรายงานนี้คือ สัจนิยม (Realism) ซึ่งมองว่าระบบระหว่างประเทศเป็นอนาธิปไตย ไม่มีรัฐบาลโลกคอยบังคับใช้กติกา รัฐทุกรัฐจึงต้องพึ่งตนเองในการเอาตัวรอด และอำนาจคือสกุลเงินสูงสุดของการเมืองระหว่างประเทศ (Morgenthau, 1948; Waltz, 1979) ภายใต้กรอบนี้ มิตรภาพและศัตรูภาพมิใช่คุณสมบัติถาวรของรัฐใด แต่เป็นฟังก์ชันของผลประโยชน์และการกระจายอำนาจ ณ ขณะหนึ่ง ดังวลีคลาสสิกของลอร์ดพาลเมอร์สตันที่ว่า รัฐไม่มีมิตรนิรันดร์หรือศัตรูนิรันดร์ มีแต่ผลประโยชน์ที่นิรันดร์
ในสายสัจนิยมเชิงรุก จอห์น เมียร์ไชเมอร์ เสนอว่ามหาอำนาจทุกชาติล้วนแสวงหาความเป็นเจ้าในภูมิภาคของตน (regional hegemony) และเป้าหมายสูงสุดของมหาอำนาจที่เป็นเจ้าอยู่แล้วอย่างสหรัฐ คือการป้องกันมิให้เกิด “เจ้าภูมิภาค” รายใหม่ขึ้นในยูเรเชีย โดยเฉพาะจีน (Mearsheimer, 2014) ตรรกะนี้สำคัญต่อรายงานของเรา เพราะมันพยากรณ์ว่า มหาอำนาจที่มีเหตุมีผลจะไม่จัดการกับคู่แข่งทุกรายพร้อมกัน แต่จะจัดลำดับภัยคุกคาม และพร้อมประนีประนอมกับภัยรองเพื่อทุ่มทรัพยากรใส่ภัยหลัก
2.2 การถ่วงดุลอำนาจและการถ่วงดุลนอกชายฝั่ง
แนวคิด การถ่วงดุลอำนาจ (Balance of Power) ถือว่าเสถียรภาพระหว่างประเทศเกิดจากการที่ไม่มีรัฐใดหรือกลุ่มใดมีอำนาจล้นเกินจนครอบงำระบบได้ รัฐจึงมีแนวโน้มรวมตัวต้านผู้ที่กำลังผงาด (Walt, 1987) ส่วน การถ่วงดุลนอกชายฝั่ง (Offshore Balancing) เป็นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่พัฒนาจากฐานเดียวกัน โดยเมียร์ไชเมอร์และสตีเฟน วอลต์เสนอว่า สหรัฐควรลดการแบกรับภาระความมั่นคงในภูมิภาคต่าง ๆ ด้วยตนเอง แล้วผลักภาระให้มหาอำนาจท้องถิ่นและพันธมิตรในภูมิภาคเป็นผู้ถ่วงดุลกันเอง สหรัฐจะเข้าแทรกแซงโดยตรงก็ต่อเมื่อดุลอำนาจในภูมิภาคสำคัญกำลังจะพังเท่านั้น (Mearsheimer & Walt, 2016; Layne, 1997) ข้อเสนอทำนองเดียวกันปรากฏในงานของแบร์รี โพเซนว่าด้วยยุทธศาสตร์ “ความยับยั้งชั่งใจ” (Posen, 2014)
วรรณกรรมสายนี้ให้การพยากรณ์ที่ทดสอบได้ชุดหนึ่ง: หากผู้นำสหรัฐดำเนินยุทธศาสตร์แนวถ่วงดุลนอกชายฝั่ง เราควรเห็น (ก) การกดดันพันธมิตรให้จ่ายและรับภาระมากขึ้น (burden-shifting) (ข) ความลังเลต่อสงครามภาคพื้นดินยืดเยื้อ (ค) การใช้กำลังแบบสั้น แรง และจำกัดเป้า มากกว่าการยึดครอง และ (ง) ความพยายามถอนตัวจากภาระที่ไม่ใช่ผลประโยชน์หลัก คำถามคือพฤติกรรมของทรัมป์เข้าแบบแผนนี้เพียงใด — ซึ่งจะทดสอบในบทกรณีศึกษา
2.3 สายธาร “สันติภาพผ่านพลานุภาพ”: จากเรแกนถึงทรัมป์
วลี Peace Through Strength มีรากยาวไกลถึงยุคโรมัน (si vis pacem, para bellum — หากปรารถนาสันติ จงเตรียมทำศึก) แต่ในการเมืองอเมริกันสมัยใหม่ ผู้ทำให้วลีนี้เป็นหลักนโยบายคือโรนัลด์ เรแกน ซึ่งเชื่อว่าการสะสมแสนยานุภาพและการแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ จะบีบให้ฝ่ายตรงข้ามเลือกเจรจาแทนการเผชิญหน้า ประสบการณ์การเจรจาลดอาวุธกับสหภาพโซเวียตปลายทศวรรษ 1980 ถูกฝ่ายอนุรักษนิยมอเมริกันยกเป็นหลักฐานความสำเร็จของสูตรนี้ ก่อนหน้านั้น ริชาร์ด นิกสันและเฮนรี คิสซินเจอร์ได้สาธิตอีกองค์ประกอบหนึ่ง คือ การทูตสามเส้า (triangular diplomacy) การเปิดสัมพันธ์กับจีนในปี 1972 เพื่อถ่วงดุลสหภาพโซเวียต แสดงให้เห็นว่ามหาอำนาจสามารถ “เล่นคู่แข่งสองรายให้คานกันเอง” ได้ โดยไม่ต้องเป็นมิตรแท้กับฝ่ายใด (Kissinger, 1994)
ในยุคทรัมป์ ผู้อธิบายกรอบนี้อย่างเป็นระบบที่สุดคนหนึ่งคือโรเบิร์ต โอไบรอัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเขียนก่อนการเลือกตั้ง 2024 ว่านโยบายต่างประเทศของทรัมป์ควรเข้าใจในฐานะการหวนคืนของ “สันติภาพผ่านพลานุภาพ” ที่ผสมการป้องปรามทางทหาร การใช้เครื่องมือเศรษฐกิจเชิงรุก และความไม่แน่นอนที่คำนวณแล้ว (calculated unpredictability) เข้าด้วยกัน (O'Brien, 2024) ขณะที่เอลบริดจ์ คอลบี ผู้มีบทบาทกำหนดนโยบายกลาโหมในรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง เสนอมาก่อนแล้วว่าสหรัฐควรจัดลำดับความสำคัญอย่างเด็ดขาด โดยถือจีนเป็นภัยหลักเพียงหนึ่งเดียว และลดพันธะในสมรภูมิอื่นลงให้มากที่สุด (Colby, 2021)
ควรบันทึกไว้ด้วยว่า “สันติภาพผ่านพลานุภาพ” แตกต่างจากสองกรอบเพื่อนบ้านที่มักถูกเหมารวม กรอบแรกคือ การป้องปรามแบบเสรีนิยมสถาบัน (deterrence within liberal internationalism) ซึ่งเชื่อในพลานุภาพเช่นกัน แต่ฝังพลานุภาพไว้ในระบบพันธมิตรถาวร สถาบันพหุภาคี และคุณค่าประชาธิปไตยร่วม (Ikenberry, 2011) กรอบที่สองคือการทูตเชิงคุณค่า (values-based diplomacy) ที่ถือสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเป็นเงื่อนไขของความสัมพันธ์ จุดที่ทำให้แนวทางทรัมป์แตกต่างคือ พลานุภาพถูกใช้เป็น “ทุนต่อรอง” ที่แลกเปลี่ยนได้กับทุกฝ่าย โดยไม่ผูกกับคุณค่าหรือสถาบันถาวรใด ๆ
2.4 การทูตเชิงแลกเปลี่ยนและทฤษฎีคนบ้า
องค์ประกอบสุดท้ายของเครื่องมือวิเคราะห์คือแนวคิดจากทฤษฎีการต่อรองเชิงบีบบังคับ (coercive bargaining) โทมัส เชลลิงชี้ให้เห็นตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ว่าอำนาจทางทหารมีประโยชน์สูงสุดมิใช่เมื่อถูกใช้ แต่เมื่อถูก “แขวน” ไว้เป็นภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือ การทำให้คู่เจรจาเชื่อว่าเราพร้อมยกระดับความรุนแรง คือหัวใจของการบีบให้อีกฝ่ายยอมถอย (Schelling, 1966) นิกสันเคยประยุกต์แนวคิดนี้เป็นสิ่งที่เรียกกันว่า ทฤษฎีคนบ้า (Madman Theory) คือจงใจให้ศัตรูเชื่อว่าผู้นำสหรัฐคาดเดาไม่ได้และอาจทำสิ่งสุดโต่ง เพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำขู่ (Sagan & Suri, 2003) งานวิจัยสมัยใหม่พบว่ากลยุทธ์นี้ได้ผลเป็นบางเงื่อนไขเท่านั้น และมีต้นทุนด้านความน่าเชื่อถือระยะยาวสูง (McManus, 2019) ข้อถกเถียงนี้จะกลับมาในบทที่ 10
เมื่อประกอบเครื่องมือทั้งหมดเข้าด้วยกัน เราได้ “แว่นทฤษฎี” สำหรับอ่านพฤติกรรมทรัมป์: ถ้า H1 ถูกต้อง พฤติกรรมของเขาควรมีลายเซ็นของสัจนิยมเชิงแลกเปลี่ยน — จัดลำดับภัยคุกคาม ผลักภาระให้พันธมิตร ใช้แรงกดดันสุดขั้วเป็นบันไดสู่โต๊ะเจรจา และเหนืออื่นใด กันมิให้คู่แข่งจับมือกัน บทถัดไปจะแปลงแว่นนี้เป็นระเบียบวิธีที่ตรวจสอบได้
บทที่ 3 ระเบียบวิธี: การทดสอบสมมติฐานผ่านกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบ
รายงานนี้ใช้วิธี การเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างแบบมีจุดเน้น (structured, focused comparison) ร่วมกับ การทดสอบความสอดคล้อง (congruence testing) ตามแนวทางระเบียบวิธีกรณีศึกษาของอเล็กซานเดอร์ จอร์จและแอนดรูว์ เบนเน็ตต์ (George & Bennett, 2005) กล่าวคือ เราตั้งคำถามชุดเดียวกันกับทุกกรณีศึกษา แล้วตรวจว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ในแต่ละกรณีสอดคล้องกับการพยากรณ์ของสมมติฐานใดมากที่สุด
3.1 หน่วยวิเคราะห์และการเลือกกรณี
กรณีศึกษาสี่กรณีถูกเลือกให้ครอบคลุมความสัมพันธ์ต่างประเภทกัน เพื่อให้สมมติฐานถูกทดสอบในเงื่อนไขที่หลากหลายที่สุด ได้แก่ (1) จีน ในฐานะคู่แข่งเชิงระบบรายใหญ่ที่สุด (2) รัสเซีย ในฐานะมหาอำนาจถดถอยที่ทำสงครามอยู่จริง (3) ระบบพันธมิตร นาโต ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา ในฐานะ “ฝ่ายเดียวกัน” ที่กลับถูกกดดันหนัก และ (4) ตะวันออกกลางรวมตุรกี ในฐานะสมรภูมิที่สหรัฐใช้ทั้งกำลังทหารและการทูตเข้มข้นที่สุดในช่วงที่ศึกษา ตรรกะของการเลือกคือ หากยุทธศาสตร์เดียวกันอธิบายได้ทั้งการปฏิบัติต่อศัตรู คู่แข่ง และมิตร นั่นเป็นหลักฐานที่หนักแน่นกว่าการอธิบายได้เพียงประเภทเดียว
3.2 คำถามมาตรฐานสำหรับทุกกรณี
ทุกกรณีศึกษาจะตอบคำถามชุดเดียวกันสี่ข้อ: (ก) พฤติกรรมที่สังเกตได้ในกรณีนี้คืออะไร เรียงตามลำดับเวลา (ข) สมมติฐาน H1 พยากรณ์ว่าเราควรเห็นอะไร และหลักฐานตรงหรือขัดกับการพยากรณ์นั้น (ค) สมมติฐานคู่แข่ง H2 และ H3 อธิบายหลักฐานเดียวกันได้ดีเพียงใด และ (ง) ข้อสรุปชั่วคราวของกรณีนี้คือ สนับสนุน ขัดแย้ง หรือ ยังไม่เพียงพอ ต่อสมมติฐานหลัก
3.3 เกณฑ์การชั่งน้ำหนักหลักฐาน
เพื่อป้องกันการลากหลักฐานเข้าหาข้อสรุปที่ต้องการ รายงานกำหนดเกณฑ์ล่วงหน้าว่า หลักฐานที่มีน้ำหนัก “สนับสนุน H1” มากเป็นพิเศษ คือพฤติกรรมที่ H1 พยากรณ์ได้แต่ H2/H3 พยากรณ์ไม่ได้ เช่น การยับยั้งชั่งใจในจังหวะที่สัญชาตญาณหรือแรงกดดันภายในน่าจะผลักไปอีกทาง ในทางกลับกัน หลักฐานที่ “ขัดแย้ง H1” อย่างมีน้ำหนัก คือการกระทำที่ทำลายเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ H1 ระบุ โดยไม่มีผลตอบแทนเชิงต่อรองใดชดเชย เช่น การผลักคู่แข่งให้รวมตัวกันเร็วขึ้นโดยไม่ได้อะไรกลับมา ส่วนพฤติกรรมที่ทุกสมมติฐานอธิบายได้พอ ๆ กัน จะถูกจัดเป็นหลักฐาน “ไม่ชี้ขาด”
3.4 แหล่งข้อมูล
ข้อมูลเชิงเหตุการณ์อ้างอิงจากเอกสารทางการของรัฐบาลสหรัฐ รายงานของหน่วยวิจัยรัฐสภา (CRS) รายงานของสถาบันวิจัยนโยบาย (CSIS, CFR, House of Commons Library) และสำนักข่าวระหว่างประเทศหลายสำนักที่รายงานตรงกัน ข้อมูลเชิงทฤษฎีอ้างอิงวรรณกรรมวิชาการที่ผ่านการกลั่นกรอง รายการทั้งหมดอยู่ในบรรณานุกรมท้ายเล่มตามรูปแบบ APA ฉบับที่ 7
บทที่ 4 สถาปัตยกรรมทฤษฎี: สี่หลักปฏิบัติการของ “เกมควบคุมกระดาน”
บทนี้แปลงสมมติฐาน H1 จากประโยคเดียวให้เป็นโครงสร้างที่ทดสอบได้ โดยเสนอว่า หากยุทธศาสตร์ “ควบคุมกระดาน” มีอยู่จริง มันควรประกอบด้วยหลักปฏิบัติการสี่ข้อที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว
หลักที่ 1: ไม่เลือกข้าง แต่ควบคุมกระดาน (Board Control over Side-Taking)
เป้าหมายสูงสุดมิใช่การเอาชนะประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือการดำรงสถานะของสหรัฐในฐานะ “ผู้เล่นที่ทุกเกมต้องผ่าน” ไม่ว่าจะเป็นเกมการค้า พลังงาน เทคโนโลยี หรือความมั่นคง ภายใต้หลักนี้ ศัตรูไม่จำเป็นต้องถูกผลักออกจากโต๊ะ เพราะศัตรูที่ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะคือศัตรูที่ยังต่อรองได้ ควบคุมได้ และที่สำคัญ ยังไม่หันไปตั้งโต๊ะใหม่ร่วมกับคู่แข่งรายอื่น (keep your enemies talking) การพยากรณ์: เราควรเห็นสหรัฐรักษาช่องทางเจรจากับปฏิปักษ์ทุกราย แม้ในห้วงที่เผชิญหน้ากันรุนแรงที่สุด
หลักที่ 2: จำแนกรัฐตามมูลค่าแลกเปลี่ยน มิใช่มิตร–ศัตรู (Transactional Taxonomy)
แทนการแบ่งโลกเป็น Friend/Enemy ตามแบบสงครามเย็น กรอบนี้จำแนกรัฐเป็นสี่ประเภทตามมูลค่าในการแลกเปลี่ยน: Useful (มีประโยชน์ เช่น รัฐอ่าวที่ซื้ออาวุธและลงทุนมหาศาล) Costly (มีต้นทุน เช่น พันธมิตรที่รับการคุ้มครองแต่จ่ายน้อย) Negotiable (ต่อรองได้ เช่น ปฏิปักษ์ที่ยอมแลกผลประโยชน์) และ Strategic (คู่แข่งเชิงระบบที่ต้องบริหารระยะยาว) ประเทศเดียวกันสามารถเลื่อนหมวดได้ตามพฤติกรรม การพยากรณ์: การปฏิบัติต่อแต่ละประเทศควรผันแปรตาม “บัญชีแลกเปลี่ยน” มากกว่าตามประวัติศาสตร์ความเป็นพันธมิตรหรืออุดมการณ์ร่วม
หลักที่ 3: กันคู่แข่งมิให้รวมตัว (Wedge Strategy)
หัวใจของยุทธศาสตร์นี้ ตามสมมติฐาน H1 คือฝันร้ายทางภูมิรัฐศาสตร์ของวอชิงตัน มิใช่จีน รัสเซีย อิหร่าน หรือเกาหลีเหนือรายใดรายหนึ่ง แต่คือการที่ทั้งสี่หลอมรวมเป็น “แกนต่อต้านสหรัฐ” ที่ประสานกันจริงทางทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ตรรกะนี้สืบทอดโดยตรงจากการทูตสามเส้าของนิกสัน–คิสซินเจอร์ ซึ่งใช้การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งถ่างรอยแยกจีน–โซเวียต (Kissinger, 1994) ฉบับปัจจุบันที่ผู้สนับสนุนบางส่วนเรียกว่า “reverse Kissinger” คือความพยายามดึงรัสเซียออกห่างจากจีน การพยากรณ์: สหรัฐควรเสนอทางออกที่ “พอรับได้” แก่คู่แข่งรายรอง ในจังหวะที่การบีบคั้นต่อไปจะผลักรายนั้นเข้าอ้อมแขนคู่แข่งรายหลัก
หลักที่ 4: แรงกดดันสุดขั้วคือบันไดสู่โต๊ะเจรจา (Escalate to Negotiate)
ตามตรรกะของเชลลิง แรงกดดัน — ภาษี การปิดล้อม การโจมตีจำกัดเป้า การขู่ถอนการคุ้มครอง — มิใช่จุดหมายในตัวเอง แต่เป็นการ “สร้างทุนต่อรอง” ก่อนเปิดโต๊ะ (Schelling, 1966) ความไม่แน่นอนของผู้นำถูกใช้เป็นตัวคูณของคำขู่ตามแบบทฤษฎีคนบ้า การพยากรณ์: วงจร “ยกระดับอย่างรุนแรง แล้วเปิดดีลอย่างรวดเร็ว” ควรปรากฏซ้ำ ๆ ข้ามภูมิภาค และการใช้กำลังจริงควรเป็นแบบสั้น จำกัดเป้า หลีกเลี่ยงการยึดครองภาคพื้นดิน
สี่หลักนี้ประกอบกันเป็นสิ่งที่รายงานเรียกว่า เกมควบคุมกระดาน ซึ่งมีเป้าหมายปลายทางตาม H1 คือรักษาความเป็นเจ้า (primacy) ของสหรัฐด้วยต้นทุนต่ำลง ภาระที่กระจายออก และคู่แข่งที่แตกแยกกัน บทที่ 5–8 จะนำหลักทั้งสี่ไปเทียบกับหลักฐานรายกรณี
บทที่ 5 กรณีศึกษาที่ 1 — จีน: คู่แข่งระยะยาว ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องตัดขาด
5.1 พฤติกรรมที่สังเกตได้
ความสัมพันธ์สหรัฐ–จีนในช่วง 2568–2569 ดำเนินเป็นวงจรที่ชัดเจนผิดปกติ เดือนเมษายน 2568 ทรัมป์ประกาศภาษี “วันปลดปล่อย” ทั่วโลก และเมื่อจีนตอบโต้ อัตราภาษีต่อสินค้าจีนถูกดันขึ้นเป็นขั้นบันไดจนแตะร้อยละ 145 ขณะที่จีนตอบโต้ถึงร้อยละ 125 พร้อมงัดอาวุธที่เจ็บกว่าคือการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (rare earths) ซึ่งเป็นคอขวดของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและกลาโหมอเมริกัน การค้าสองฝ่ายทรุดหนักที่สุดนับแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต แต่แล้วภายในเดือนพฤษภาคม 2568 ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงพักรบชั่วคราวที่เจนีวา ก่อนที่การพบกันระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิงที่เกาหลีใต้ปลายเดือนตุลาคม 2568 จะให้กำเนิด “ข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์” (Kuala Lumpur Joint Arrangement) ซึ่งจีนระงับมาตรการควบคุมแร่หายากและกลับมาซื้อสินค้าเกษตรอเมริกันจำนวนมหาศาล แลกกับการที่สหรัฐลดภาษีบางส่วนและระงับภาษีตอบโต้ขั้นสูงไว้จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2569 (The White House, 2025)
ที่น่าสังเกตยิ่งกว่าตัวข้อตกลง คือถ้อยคำเชิงยุทธศาสตร์ที่ตามมา ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 ของรัฐบาลทรัมป์ ละเว้นการเรียกจีนว่า “คู่แข่ง” อย่างจงใจ และพูดถึงการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ “เป็นประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง” กับปักกิ่ง (Congressional Research Service, 2026) ทั้งที่ในระนาบปฏิบัติ การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี การตรวจสอบทุนจีน และการสอบสวนทางการค้าตามมาตรา 301 ยังดำเนินต่อเนื่อง และเมื่อศาลสูงสุดสหรัฐวินิจฉัยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่าการใช้กฎหมาย IEEPA เก็บภาษีเป็นการกระทำเกินอำนาจ รัฐบาลก็เพียงย้ายฐานกฎหมายไปใช้มาตรา 122, 301 และ 232 แทน โดยแรงกดดันโดยรวมต่อจีนยังอยู่ที่ระดับสูง อัตราภาษีสุทธิยังราวร้อยละ 30 สูงที่สุดในบรรดาคู่ค้าทั้งหมด (China Briefing, 2026)
ประเด็นไต้หวันในช่วงเดียวกันถูกกดเสียงลงอย่างเห็นได้ชัด ทรัมป์หลีกเลี่ยงการให้คำมั่นชัดเจนว่าจะป้องกันไต้หวันหรือไม่ รักษาความกำกวมทางยุทธศาสตร์ (strategic ambiguity) ไว้เต็มรูป ขณะเดียวกันก็กดดันให้ไต้หวันเพิ่มงบกลาโหมและย้ายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์มายังสหรัฐ
5.2 การทดสอบกับสมมติฐาน
H1 พยากรณ์ว่าจีนจะถูกจัดในหมวด Strategic คือคู่แข่งเชิงระบบที่ต้อง “บริหาร” ระยะยาว มิใช่ศัตรูที่ต้องตัดขาด (decoupling) เพราะการตัดขาดโดยสมบูรณ์จะทำลายเศรษฐกิจสหรัฐเอง ผลักจีนให้เร่งสร้างระบบคู่ขนาน และเสียเครื่องมือต่อรองทั้งหมด สิ่งที่ควรเห็นคือวงจรกดดัน–เจรจา–พักรบ ที่แรงกดดันไม่เคยถูกถอนหมด และช่องเจรจาไม่เคยถูกปิดตาย หลักฐานข้างต้นตรงกับการพยากรณ์นี้เกือบทุกจุด: ภาษีร้อยละ 145 ไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มของการเจรจา ข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ไม่ใช่การคืนดีแต่เป็นการพักรบแบบมีกำหนดเวลา และการที่เอกสารยุทธศาสตร์เลี่ยงคำว่า “คู่แข่ง” ขณะที่มาตรการจริงยังกดดันเต็มที่ สอดคล้องกับตรรกะ “แข่งหนักแต่ต้องคุยได้” อย่างพอดิบพอดี
อย่างไรก็ดี หลักฐานจีนยังบอกอีกด้านหนึ่งที่ H1 ต้องยอมรับ นักวิเคราะห์จำนวนมากประเมินว่าในรอบปะทะ 2568 จีนคือฝ่ายที่ “อ่านเกมขาด” กว่า การใช้แร่หายากตอบโต้บีบให้วอชิงตันต้องถอยก่อน และปักกิ่งออกจากสมรภูมิด้วยความมั่นใจและอำนาจต่อรองที่เพิ่มขึ้น (China Briefing, 2026) ข้อเท็จจริงนี้ไม่หักล้าง H1 ในแง่ “เกมที่เล่น” แต่เตือนว่าการมียุทธศาสตร์ไม่เท่ากับการเป็นฝ่ายชนะ อีกทั้ง H3 ก็อธิบายจังหวะถอยได้ดีไม่แพ้กัน เพราะแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ตลาดหุ้น และภาคเกษตรอเมริกันที่เสียตลาดถั่วเหลือง ล้วนเป็นสมการการเมืองภายในทั้งสิ้น
บทที่ 6 กรณีศึกษาที่ 2 — รัสเซีย: สามเหลี่ยมยุทธศาสตร์ Washington–Moscow–Beijing
6.1 พฤติกรรมที่สังเกตได้
ไม่มีสมรภูมิใดที่ทรัมป์ทุ่มทุนทางการทูตส่วนตัวมากเท่าสงครามยูเครน ตลอดปี 2568 วอชิงตันเปลี่ยนบทบาทจาก “คลังแสงของยูเครน” ในยุคไบเดน มาเป็น “นายหน้าสันติภาพ” ที่กดดันทั้งสองฝ่ายเข้าโต๊ะ การประชุมสุดยอดกับปูตินที่อะแลสกาเดือนสิงหาคม 2568 ตามด้วยแผนสันติภาพ 28 ข้อในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งถูกยูเครนและยุโรปวิจารณ์หนักว่าสะท้อนข้อเรียกร้องสูงสุดของรัสเซีย ก่อนถูกปรับลดเหลือราว 19–20 ข้อหลังการเจรจาที่เจนีวา (House of Commons Library, 2026) ปลายเดือนธันวาคม 2568 เซเลนสกีระบุว่าข้อตกลงคืบหน้าไปแล้วราวร้อยละ 90 แต่ประเด็นการยกดินแดนดอนบาสยังค้างคา การเจรจาสามฝ่ายที่เจนีวาในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นำประเด็นดินแดนขึ้นโต๊ะเป็นครั้งแรก โดยทั้งสหรัฐและรัสเซียกดดันให้ยูเครนถอนตัวจากดอนบาสแลกกับสันติภาพเร็ว ขณะที่รัสเซียยังโจมตีเมืองยูเครนต่อเนื่องและปฏิเสธการผ่อนข้อเรียกร้องดินแดน “ในทุกรูปแบบ” จนถึงกลางปี 2569 สงครามยังไม่จบ แม้วอชิงตันจะตั้งเส้นตายเดือนมิถุนายนไว้ก็ตาม (CFR, 2026)
สิ่งที่โดดเด่นตลอดกระบวนการคือความไม่สมมาตรของโทนเสียง ทรัมป์วิจารณ์เซเลนสกีและพันธมิตรยุโรปอย่างเปิดเผยบ่อยครั้งกว่าที่วิจารณ์ปูตินอย่างเห็นได้ชัด แรงกดดันรูปธรรม เช่น การระงับความช่วยเหลือหรือข่าวกรองชั่วคราว ถูกใช้กับเคียฟมากกว่ามอสโก แม้ในระยะหลังสหรัฐจะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเป็นระยะเมื่อมอสโกดื้อแพ่งก็ตาม
6.2 การทดสอบกับสมมติฐาน
ภายใต้ H1 พฤติกรรมต่อรัสเซียต้องอ่านผ่านหลักที่ 3 (Wedge Strategy) เป็นหลัก ปัญหายูเครนในสายตากรอบนี้มิใช่เรื่องยูเครนเป็นสำคัญ แต่เป็นเรื่องสามเหลี่ยม Washington–Moscow–Beijing สงครามที่ยืดเยื้อผลักรัสเซียให้พึ่งพิงจีนลึกขึ้นทุกปี ทั้งด้านพลังงาน การเงิน และเทคโนโลยี ยิ่งตะวันตกโดดเดี่ยวรัสเซียนานเท่าใด “หุ้นส่วนไร้ขีดจำกัด” จีน–รัสเซียยิ่งกลายเป็นโครงสร้างถาวรมากขึ้นเท่านั้น การรีบปิดสงครามด้วยเงื่อนไขที่มอสโกรับได้ จึงเป็นการพยายาม “ถ่างรอยแยก” ในเวอร์ชันกลับด้านของหมากนิกสัน–คิสซินเจอร์ ผู้สนับสนุนแนวทางนี้ในวอชิงตันโต้แย้งอย่างเปิดเผยว่า การผลักหมีเข้าอ้อมแขนมังกรคือความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของตะวันตกในรอบทศวรรษ
หลักฐานที่สอดคล้อง: ความเร่งรีบผิดปกติในการเปิดเจรจากับมอสโกทั้งที่ไม่มีแรงกดดันภายในให้ต้องทำเช่นนั้นทันที ความพร้อมจ่าย “ราคา” ด้วยทุนทางการเมืองกับพันธมิตรยุโรป และการออกแบบข้อเสนอที่ให้รัสเซียได้ผลลัพธ์ที่ประกาศชัยชนะภายในได้ ล้วนตรงกับการพยากรณ์ของหลัก Wedge Strategy มากกว่าการพยากรณ์ของ H2 ซึ่งไม่อธิบายว่าเหตุใดความ “หุนหัน” จึงพุ่งไปทางผ่อนปรนมอสโกอย่างเป็นระบบเสมอ ไม่เคยสุ่มไปทางบีบมอสโกอย่างรุนแรงบ้างเลยตลอดปีครึ่ง
หลักฐานที่ขัดแย้งหรือไม่ชี้ขาด: ประการแรก จนถึงกลางปี 2569 ไม่มีสัญญาณจริงจังว่ารัสเซียถอยห่างจากจีนแม้แต่น้อย การค้ารัสเซีย–จีนยังแน่นแฟ้น หาก Wedge Strategy คือเป้าหมาย ผลลัพธ์ที่ได้ยังใกล้ศูนย์ ประการที่สอง นักวิชาการสายสถาบันนิยมโต้ว่าการยอมให้รัสเซียได้ดินแดนจากการรุกราน ทำลายบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่เป็นทุนอำนาจระยะยาวของสหรัฐเอง ซึ่งหากคำนวณครบ ต้นทุนอาจสูงกว่าผลได้จากการถ่างจีน–รัสเซีย (แนวโต้แย้งสอดคล้องกับ Ikenberry, 2011) ประการที่สาม H3 อธิบายได้อย่างน้อยเท่ากันว่า คำมั่นหาเสียง “จบสงครามใน 24 ชั่วโมง” และความต้องการภาพผู้สร้างสันติภาพ (รวมถึงรางวัลโนเบลที่ทรัมป์เอ่ยถึงเอง) คือแรงขับหลัก มิใช่สามเหลี่ยมยุทธศาสตร์
บทที่ 7 กรณีศึกษาที่ 3 — พันธมิตร: กดดันพันธมิตร เพื่อรักษาพันธมิตร
7.1 พฤติกรรมที่สังเกตได้
ปริศนาที่ชวนฉงนที่สุดสำหรับผู้สังเกตทั่วไป คือเหตุใดทรัมป์จึงดูแข็งกร้าวกับมิตรมากกว่าศัตรู เยอรมนี แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป ล้วนเผชิญทั้งภาษีนำเข้า คำขู่ถอนทหาร ข้อเรียกร้องให้จ่าย “ค่าคุ้มครอง” เพิ่ม และวาทกรรมดูแคลนซ้ำ ๆ แคนาดาถึงกับถูกหยอกล้อเรื่อง “รัฐที่ 51” ขณะที่เดนมาร์กเผชิญแรงกดดันเรื่องกรีนแลนด์ ทว่าเมื่อดูผลลัพธ์เชิงสถาบัน ภาพกลับตรงกันข้ามกับคำพยากรณ์เรื่องการล่มสลายของพันธมิตร การประชุมสุดยอดนาโตที่กรุงเฮกเดือนมิถุนายน 2568 จบลงด้วยคำมั่นประวัติศาสตร์ของสมาชิกที่จะยกระดับการใช้จ่ายด้านกลาโหมและความมั่นคงสู่ร้อยละ 5 ของจีดีพีภายในปี 2578 ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ทำข้อตกลงการค้าที่ผูกการลงทุนมูลค่ามหาศาลเข้ากับตลาดสหรัฐ ยุโรปเร่งสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเองอย่างที่ไม่เคยทำมาหลายทศวรรษ และไม่มีสมาชิกนาโตรายใดถอนตัวหรือประกาศเป็นกลาง
7.2 การทดสอบกับสมมติฐาน
กรอบทฤษฎีที่อธิบายกรณีนี้ได้ตรงที่สุดคือ ทวิบทแห่งความมั่นคงในพันธมิตร (alliance security dilemma) ของเกล็นน์ สไนเดอร์ ซึ่งชี้ว่าสมาชิกพันธมิตรแกว่งอยู่ระหว่างความกลัวสองขั้ว คือกลัวถูกทอดทิ้ง (abandonment) กับกลัวถูกลากเข้าสงครามของผู้อื่น (entrapment) และมหาอำนาจผู้คุ้มครองสามารถ “เล่น” กับความกลัวถูกทอดทิ้งของพันธมิตร เพื่อรีดการแบ่งเบาภาระ (burden sharing) ที่มากขึ้นได้ (Snyder, 1984) ภายใต้ H1 คำขู่ถอนตัวของทรัมป์จึงมิใช่ความปรารถนาจะทำลายนาโต แต่เป็นการทำให้ความกลัวถูกทอดทิ้ง “น่าเชื่อถือ” พอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของยุโรปจริง สิ่งที่ผู้นำสหรัฐคนก่อน ๆ ขอด้วยสุภาพมาสองทศวรรษโดยไม่สำเร็จ
คำถามที่ว่าเหตุใดทรัมป์วิจารณ์ยุโรปมากกว่าจีน ตอบได้ในกรอบเดียวกัน: ในบัญชีแลกเปลี่ยนของหลักที่ 2 ยุโรปคือหมวด Costly คือฝ่ายที่รับการคุ้มครองราคาแพงและเกินดุลการค้ากับสหรัฐพร้อมกัน ขณะที่จีนคือหมวด Strategic ที่ต้องบริหารด้วยความระมัดระวังกว่า การตำหนิยุโรปเสียงดังมีต้นทุนต่ำ (ยุโรปไม่มีทางเลือกอื่นในระยะสั้น) แต่ให้ผลตอบแทนสูง ส่วนการตำหนิจีนเสียงดังมีต้นทุนสูงและอาจทำลายโต๊ะเจรจาที่ยังต้องใช้
หลักฐานสนับสนุน H1 ที่มีน้ำหนักเป็นพิเศษในกรณีนี้ คือผลลัพธ์เชิงสถาบันที่เกิดขึ้นจริง หาก H2 ถูกต้องและการโจมตีพันธมิตรเป็นเพียงอารมณ์ เราไม่ควรเห็นการเชื่อมโยงอย่างคงเส้นคงวาระหว่างแรงกดดันกับข้อเรียกร้องเชิงตัวเลขที่ชัดเจน (ร้อยละของจีดีพี มูลค่าการลงทุน อัตราภาษี) ซึ่งเมื่อพันธมิตรยอมจ่าย แรงกดดันก็ลดลงตามจริงเกือบทุกครั้ง แบบแผน “ราคาถูกตั้งไว้ล่วงหน้า จ่ายแล้วจบ” คือลายเซ็นของการต่อรอง มิใช่อารมณ์
ทว่าฝ่ายวิจารณ์ชี้ต้นทุนแฝงที่กรอบ H1 มักประเมินต่ำ ความน่าเชื่อถือของคำมั่น (credibility of commitments) คือสินทรัพย์ที่สร้างยากแต่ทำลายง่าย เมื่อพันธมิตรเริ่มวางแผนอนาคตบนสมมติฐานว่าสหรัฐอาจไม่มา หลักประกันของสหรัฐก็เสื่อมมูลค่าลงอย่างถาวร การอภิปรายเรื่องอาวุธนิวเคลียร์อิสระของยุโรปและเกาหลีใต้ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ คือสัญญาณของการประกันความเสี่ยง (hedging) ที่อาจย้อนกลับมาลดอิทธิพลสหรัฐเองในระยะยาว นี่คือจุดที่ “ชนะการต่อรองรายครั้ง” อาจกัดกร่อน “โครงสร้างอำนาจระยะยาว” อันเป็นข้อวิจารณ์ที่รายงานจะกลับมาชั่งน้ำหนักในบทที่ 10
บทที่ 8 กรณีศึกษาที่ 4 — ตะวันออกกลางและตุรกี: สร้างระเบียบใหม่ มากกว่าเลือกข้าง
8.1 พฤติกรรมที่สังเกตได้
ตะวันออกกลางคือสมรภูมิที่วงจร “ยกระดับแล้วเจรจา” ปรากฏในรูปที่รุนแรงและสมบูรณ์ที่สุด ปี 2568 สหรัฐร่วมกับการทูตระดับภูมิภาคผลักดันข้อตกลงหยุดยิงกาซาแบบ 20 ข้อในเดือนตุลาคม ขยายเครือข่ายข้อตกลงอับราฮัม และกระชับสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียผ่านการเยือนของมกุฎราชกุมารและสถานะพันธมิตรนอกนาโต ขณะเดียวกันกับอิหร่าน เส้นทางเดินจากการโจมตีทางอากาศต่อโครงการนิวเคลียร์กลางปี 2568 สู่สงครามเต็มรูปต้นปี 2569 ซึ่งรวมการสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการที่สหรัฐประกาศปิดล้อมทางทะเล ก่อนที่ทุกอย่างจะพลิกสู่โต๊ะเจรจา: บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad Memorandum) ที่ทรัมป์กับประธานาธิบดีเปเซชเคียนลงนามทางไกลเมื่อ 17 มิถุนายน 2569 โดยมีปากีสถานเป็นนายหน้าหลัก กำหนดหน้าต่างเจรจา 60 วันสู่ข้อตกลงถาวร แลกกับการยุติการปิดล้อม การเปิดช่องแคบ และการปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด (NPR, 2026; CBS News, 2026)
รายละเอียดที่มีนัยเชิงทฤษฎีคือ อิสราเอลถูกกันออกจากการเจรจา MOU และประกาศไม่ผูกพันตามข้อตกลง ปฏิบัติการของอิสราเอลในเลบานอนเกือบทำให้การเจรจาล่มถึงสองครั้ง ความตึงเครียดวอชิงตัน–เทลอาวีฟจึงพุ่งสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ภาพ “สหรัฐเลือกข้างอิสราเอลเสมอ” ถูกแทนที่ด้วยภาพสหรัฐในฐานะผู้จัดระเบียบที่พร้อมขัดใจแม้พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด เมื่อผลประโยชน์ของ “ดีลใหญ่” เรียกร้อง
8.2 ตุรกี: มิตรที่ไว้ใจไม่ได้ แต่เสียไม่ได้
ในเกมกระดานเดียวกัน ตุรกีคือหมากที่พิเศษที่สุดตัวหนึ่ง อังการาเป็นสมาชิกนาโตที่ซื้อระบบอาวุธรัสเซีย เป็นคู่แข่งอิทธิพลกับทั้งอิหร่านและซาอุดีอาระเบีย และเป็นผู้คุมช่องแคบบอสฟอรัสอันเป็นประตูเดียวระหว่างทะเลดำกับเมดิเตอร์เรเนียน ในซีเรียหลังการเปลี่ยนระบอบปลายปี 2567 ตุรกีกลายเป็นผู้เล่นบนบกที่ทรงอิทธิพลที่สุด และเป็นช่องทางที่วอชิงตันใช้บริหารระเบียบใหม่ในเลแวนต์โดยไม่ต้องส่งทหารของตนเอง ทรัมป์บริหารความสัมพันธ์กับแอร์โดอันแบบตัวต่อตัว ยกย่องในที่แจ้ง ต่อรองในที่ลับ และไม่เคยผลักตุรกีให้ต้องเลือกข้างขั้วเด็ดขาด พฤติกรรมนี้ตรงกับหมวด Useful-but-Unreliable ในบัญชีแลกเปลี่ยน: ประเทศที่ไว้ใจไม่ได้แต่มูลค่าทางภูมิศาสตร์สูงเกินกว่าจะเสียไปให้ฝ่ายตรงข้าม
8.3 การทดสอบกับสมมติฐาน
กรณีอิหร่านคือการทดสอบหลักที่ 4 (Escalate to Negotiate) ที่ตรงไปตรงมาที่สุด ลำดับเหตุการณ์ — โจมตีจำกัดเป้า ปิดล้อม แล้วเปิดดีลใหญ่ที่ให้ผลประโยชน์จับต้องได้แก่คู่ต่อสู้ — เดินตามตำราเชลลิงแทบทุกบรรทัด และข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐหลีกเลี่ยงการรุกรานภาคพื้นดินหรือการยึดครองโดยสิ้นเชิง ตรงกับการพยากรณ์ของ Offshore Balancing ว่าด้วยการใช้กำลังแบบสั้นและจำกัด ขณะเดียวกัน การยอมขัดใจอิสราเอลเพื่อปิดดีล เป็นหลักฐานที่ H1 อธิบายได้ดีกว่า H3 เพราะในสมการการเมืองภายในสหรัฐ การปะทะกับรัฐบาลอิสราเอลมีต้นทุนทางการเมืองไม่น้อย
ทว่านักวิเคราะห์ฝ่ายวิจารณ์เสนอการอ่านที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง และรายงานนี้ต้องบันทึกไว้อย่างซื่อตรง: ในการอ่านแบบนี้ MOU อิสลามาบัดมิใช่ชัยชนะของแรงกดดัน แต่คือหลักฐานว่าแรงกดดันล้มเหลว อิหร่านทนทานการโจมตีได้ ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนเศรษฐกิจโลกสะเทือน และกลายเป็นฝ่าย “กำหนดเงื่อนไข” ของบันทึกความเข้าใจ โดยได้ประโยชน์ก้อนใหญ่ล่วงหน้า ทั้งการขายน้ำมันและทรัพย์สินที่ถูกปลดล็อก ขณะที่ข้อเรียกร้องหลักของสหรัฐถูกเลื่อนไปไว้ในหน้าต่าง 60 วันที่ไม่มีหลักประกันใด ๆ (J Street, 2026) หากการอ่านนี้ถูกต้อง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Peace Through Strength ที่ “กลับหัว”: สันติภาพเกิดจริง แต่เกิดเพราะสหรัฐต้องการทางลงเร็วกว่าอิหร่าน มิใช่เพราะพลานุภาพบีบให้อิหร่านยอม ข้อพิพาทเชิงตีความนี้จะชี้ขาดได้ก็ต่อเมื่อเห็นผลของการเจรจารอบสุดท้าย ซึ่งยังดำเนินอยู่ขณะจัดทำรายงาน
บทที่ 9 การประเมินสมมติฐาน: โลกหลายขั้วหรือการรักษาความเป็นเจ้า
9.1 สรุปหลักฐานข้ามกรณี
| กรณีศึกษา | แบบแผนที่พบ | ผลต่อ H1 | สมมติฐานคู่แข่งที่แข่งได้ |
|---|---|---|---|
| จีน | กดดันสุดขั้ว → พักรบมีกำหนดเวลา ไม่ตัดขาด ไม่ปิดโต๊ะ | สนับสนุนสูง | H3 (จังหวะถอยตามแรงกดดันเศรษฐกิจภายใน) |
| รัสเซีย | ผ่อนมอสโก บีบเคียฟ เร่งปิดสงคราม สอดคล้อง Wedge Strategy | สนับสนุนปานกลาง / ยังไม่ชี้ขาด | H3 (คำมั่นหาเสียง ภาพผู้สร้างสันติภาพ) |
| พันธมิตร | ขู่ทอดทิ้ง + ราคาเชิงตัวเลข → burden sharing เกิดจริง | สนับสนุนสูง | H2 อธิบายได้อ่อนที่สุดในกรณีนี้ |
| ตะวันออกกลาง–ตุรกี | ยกระดับสั้นแรง เลี่ยงยึดครอง เปิดดีลเร็ว ขัดใจได้แม้มิตรสนิท | สนับสนุนสูงเชิงรูปแบบ | H3 (ต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อบีบให้หาทางลง) |
เมื่อวางหลักฐานทั้งสี่กรณีเรียงกัน ภาพที่ปรากฏมีความคงเส้นคงวาเกินกว่าที่สมมติฐาน H2 (ไร้ยุทธศาสตร์) จะอธิบายได้โดยลำพัง แบบแผน “ยกระดับ–ต่อรอง–พักรบ” ปรากฏซ้ำในสี่สมรภูมิที่เงื่อนไขต่างกันมาก การจำแนกปฏิบัติต่อรัฐตามมูลค่าแลกเปลี่ยนปรากฏสม่ำเสมอ และการหลีกเลี่ยงสงครามยึดครองยืดเยื้อเป็นเส้นที่ไม่เคยถูกข้ามเลยตลอดช่วงที่ศึกษา แม้ในสงครามอิหร่านที่รุนแรงที่สุด ในภาษาของระเบียบวิธี ความสอดคล้องข้ามกรณี (cross-case congruence) ระดับนี้ทำให้ H1 เป็นคำอธิบายที่ “ประหยัดและครอบคลุม” ที่สุด อย่างไรก็ดี H3 มิได้ถูกหักล้าง หากแต่ทำงานเป็นชั้นคำอธิบายคู่ขนาน โดยเฉพาะในการกำหนด “จังหวะเวลา” ของการถอยแต่ละครั้ง ข้อสรุปที่ซื่อตรงที่สุดจึงเป็นว่า ยุทธศาสตร์กับการเมืองภายในมิใช่คู่แข่งที่ต้องเลือกหนึ่ง แต่เป็นสองแรงที่วิ่งไปทางเดียวกันในช่วงเวลานี้: การลดภาระต่างแดนและการรีดผลตอบแทนจากทุกความสัมพันธ์ ตอบโจทย์ทั้งกระดานโลกและกระดานเลือกตั้งพร้อมกัน
9.2 คำถามใหญ่: ออกแบบโลกหลายขั้ว หรือรักษาโลกขั้วเดียว?
หากยอมรับชั่วคราวว่ายุทธศาสตร์มีจริง คำถามถัดมาคือยุทธศาสตร์นี้กำลังพาโลกไปทางใด ฝ่ายหนึ่งอ่านว่าทรัมป์กำลัง “บริหารการถอยอย่างมีระเบียบ” ของอเมริกา ยอมรับความเป็นจริงของโลกหลายขั้ว (multipolarity) แล้วต่อรองให้สหรัฐได้ตำแหน่งดีที่สุดในระเบียบใหม่ คล้ายมหาอำนาจที่เปลี่ยนจากจักรวรรดิเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ อีกฝ่ายอ่านตรงข้ามว่านี่คือความพยายามรักษาความเป็นเจ้าขั้วเดียว (unipolar primacy) ด้วยวิธีที่ถูกลง: ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รีดค่าเช่าจากผู้อยู่ใต้ร่ม และกันคู่แข่งมิให้รวมกลุ่ม เพื่อให้ “ศตวรรษอเมริกัน” ยืดออกไปอีก (เทียบข้อถกเถียง Brooks & Wohlforth, 2016 กับ Layne, 1997)
หลักฐานถึงกลางปี 2569 เอียงไปทางการอ่านแบบที่สองมากกว่า เพราะไม่มีสัญญาณว่าวอชิงตันยอมยกภูมิภาคใดให้เป็น “เขตอิทธิพล” ของคู่แข่งอย่างเป็นทางการ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “วิธีจ่าย” ของความเป็นเจ้า มิใช่เป้าหมายของมัน แต่ผู้อ่านพึงตระหนักว่านี่คือประเด็นที่นักวิชาการยังถกเถียงกันอย่างถึงพริกถึงขิง และหลักฐานชี้ขาดอาจต้องรออีกหลายปี
บทที่ 10 ข้อโต้แย้งและคำอธิบายคู่แข่ง: จุดแข็ง จุดอ่อน และราคาที่ต้องจ่าย
รายงานกึ่งวิชาการที่ซื่อสัตย์ต้องทำสองสิ่งพร้อมกันในบทนี้ คือให้เครดิตจุดแข็งของยุทธศาสตร์ที่วิเคราะห์มา และเปิดแผลจุดอ่อนของทั้งตัวยุทธศาสตร์และตัวการวิเคราะห์เอง
10.1 จุดแข็งของยุทธศาสตร์ (ตามข้อเสนอของฝ่ายสนับสนุน)
ฝ่ายสนับสนุนชี้ว่ายุทธศาสตร์นี้มีคุณสมบัติที่ระเบียบเดิมขาด ประการแรกคือ ความยืดหยุ่น การไม่ผูกตัวกับกรอบมิตร–ศัตรูถาวรทำให้สหรัฐปรับตัวได้เร็วเมื่อกระดานเปลี่ยน ประการที่สองคือ อำนาจต่อรองที่เพิ่มขึ้น ทุกความสัมพันธ์ถูกแปลงเป็นทุนแลกเปลี่ยนได้ ทำให้เครื่องมือทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ตลาด เงินดอลลาร์ เทคโนโลยี ถูกใช้เต็มศักยภาพเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ประการที่สามคือ การลดต้นทุน การผลักภาระให้พันธมิตรและการเลี่ยงสงครามยึดครองช่วยหยุดเลือดไหลของ “สงครามไม่รู้จบ” ที่กลืนงบประมาณและชีวิตอเมริกันมายี่สิบปี และประการที่สี่ ซึ่งฝ่ายสนับสนุนถือเป็นข้อพิสูจน์สูงสุด คือ การป้องกันสงครามใหญ่ จนถึงกลางปี 2569 ไม่มีสงครามมหาอำนาจโดยตรงเกิดขึ้น สงครามอิหร่านถูกปิดใน 4 เดือน และแนวรบยูเครนขยับเข้าใกล้ข้อยุติมากกว่าจุดใดในรอบสี่ปี
10.2 จุดอ่อนและคำวิจารณ์ (ตามข้อเสนอของฝ่ายวิจารณ์)
ฝ่ายวิจารณ์โต้กลับในสี่แนวหลัก แนวแรกคือ ปัญหาความน่าเชื่อถือ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน กัดกร่อนสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของมหาอำนาจ คือความเชื่อว่าคำพูดของมันมีความหมาย พันธมิตรที่ไม่แน่ใจย่อมประกันความเสี่ยงด้วยการสร้างทางเลือกของตนเอง ตั้งแต่อาวุธนิวเคลียร์ยุโรปไปจนถึงระบบการเงินที่เลี่ยงดอลลาร์ ซึ่งล้วนลดอิทธิพลสหรัฐในระยะยาว งานวิจัยว่าด้วยทฤษฎีคนบ้าก็ยืนยันว่าความไม่แน่นอนให้ผลเฉพาะบางเงื่อนไขและเสื่อมมูลค่าเมื่อใช้ซ้ำ (McManus, 2019) แนวที่สองคือ ความเสี่ยงจากการตีความผิด เกมกดดันสุดขั้วทำงานได้ก็ต่อเมื่อคู่แข่งอ่านสัญญาณออกและเลือกถอย สงครามอิหร่าน 2569 ที่บานปลายถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซ แสดงให้เห็นแล้วว่าคู่ต่อสู้อาจเลือก “ยกระดับกลับ” และเมื่อนั้นต้นทุนจะตกกับเศรษฐกิจโลกทั้งใบ แนวที่สามคือ การทำลายบรรทัดฐาน การยอมรับผลของการเปลี่ยนพรมแดนด้วยกำลังในยูเครน อาจกลายเป็นแบบเรียนให้มหาอำนาจอื่นในภูมิภาคอื่น รวมทั้งช่องแคบไต้หวัน และแนวที่สี่คือ ปัญหาความยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ผูกกับบุคคลหนึ่งคน ไร้เอกสารหลักนิยม ไร้ฉันทามติสองพรรค ย่อมมีอายุเท่าวาระของบุคคลนั้น ระเบียบที่สร้างจากดีลเฉพาะกิจอาจสลายเร็วเท่าที่มันก่อตัว
10.3 ข้อจำกัดของการวิเคราะห์ในรายงานนี้
สุดท้าย ต้องเปิดแผลของตัวรายงานเอง การทดสอบความสอดคล้องพิสูจน์ได้เพียงว่าพฤติกรรม “เข้ากันได้” กับยุทธศาสตร์ มิใช่ว่ายุทธศาสตร์ “มีอยู่จริงในหัวของผู้ตัดสินใจ” อันตรายของการวิเคราะห์แนวนี้คือสิ่งที่เรียกว่าการหาเหตุผลย้อนหลัง มนุษย์เก่งเป็นพิเศษในการมองเห็นแบบแผนแม้ในความสุ่ม และนักยุทธศาสตร์ศึกษาก็ไม่พ้นจากอคตินี้ นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่ศึกษาเพียงปีครึ่งยังสั้นเกินกว่าจะแยก “ยุทธศาสตร์” ออกจาก “โชคชุดหนึ่ง” ได้อย่างเด็ดขาด ผู้อ่านจึงควรถือข้อสรุปทั้งหมดเป็นสมมติฐานที่มีหลักฐานหนุนพอสมควร มิใช่คำพิพากษาสุดท้าย
บทที่ 11 บทเรียนสำหรับประเทศขนาดกลางอย่างไทย
คำถามสุดท้ายที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้อ่านชาวไทย มิใช่ว่าทรัมป์ฉลาดหรือไม่ แต่คือ: ในโลกที่มหาอำนาจเล่นเกมควบคุมกระดาน ประเทศขนาดกลางที่เป็น “หมาก” มากกว่า “ผู้เล่น” ควรวางตัวอย่างไร บทเรียนจากรายงานนี้กลั่นได้เป็นสี่ข้อ
ข้อแรก อย่าผูกอนาคตกับมหาอำนาจฝ่ายเดียว หากบทวิเคราะห์ข้างต้นถูกต้องแม้เพียงครึ่งเดียว ความภักดีในสายตามหาอำนาจยุคนี้ไม่มีมูลค่าในตัวเอง มีแต่ “มูลค่าแลกเปลี่ยน ณ ปัจจุบัน” ประเทศที่ฝากความมั่นคงหรือเศรษฐกิจทั้งหมดไว้กับขั้วเดียว เท่ากับมอบอำนาจต่อรองทั้งหมดของตนให้ผู้อื่นถือแทน กรณีพันธมิตรนาโตที่ถูกรีดราคาแม้เป็น “มิตรแท้” มาเจ็ดสิบปี คือคำเตือนที่ดังพอแล้ว
ข้อสอง กระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แกว่งไปมา การประกันความเสี่ยง (hedging) ที่ดีไม่ใช่การเอาใจทุกฝ่ายแบบไร้หลัก แต่คือการสร้างความสัมพันธ์หลายมิติที่ทำให้ทุกขั้วเห็นว่าไทย “มีประโยชน์” ในบัญชีของตน โดยไม่มีขั้วใดถือสัญญาผูกขาด สิงคโปร์และเวียดนามคือตัวอย่างของรัฐที่เล่นเกมนี้อย่างมีสติมากกว่าไทยในทศวรรษที่ผ่านมา
ข้อสาม รักษาความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์ให้เป็นสถาบัน ไม่ใช่บุคคล ความยืดหยุ่นที่แท้ต้องฝังอยู่ในระบบราชการ กองทัพ และภาคเศรษฐกิจที่มืออาชีพ มิใช่แขวนไว้กับสายสัมพันธ์ส่วนตัวของชนชั้นนำจำนวนหยิบมือกับมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง เพราะสายสัมพันธ์ส่วนบุคคลคือสิ่งแรกที่เสื่อมมูลค่าเมื่อกระดานพลิก
ข้อสี่ อำนาจต่อรองภายนอกเริ่มจากความเข้มแข็งภายใน บทเรียนที่ลึกที่สุดของ Peace Through Strength ไม่เกี่ยวกับอาวุธ แต่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงว่ารัฐจะต่อรองได้เท่าที่ตน “มีของ” เศรษฐกิจที่มีนวัตกรรม สถาบันที่คนในเชื่อถือ และสังคมที่ไม่แตกร้าวจนต่างชาติสอดแทรกได้ง่าย คือพลานุภาพที่แท้ของประเทศขนาดกลาง ประเทศที่อ่อนแอภายในย่อมไม่มีอะไรไปวางบนโต๊ะเจรจา และจะเป็นได้เพียงหมากที่ถูกเดิน ไม่ว่ากระดานโลกจะหมุนไปทางใด
บทสรุป: เมื่อมหาอำนาจไม่ได้เล่นเกมแบบที่ผู้คนคิด
รายงานนี้เริ่มต้นจากปริศนาของความย้อนแย้ง และจบลงด้วยข้อค้นพบที่ระมัดระวัง: หลักฐานจากสี่สมรภูมิในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา สอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญกับการมีตรรกะยุทธศาสตร์ร่วมชุดหนึ่ง ที่ปฏิบัติต่อทุกรัฐเป็นคู่ต่อรอง ใช้แรงกดดันเป็นบันไดสู่ดีล ผลักภาระให้ผู้อื่นแบก และเหนือสิ่งอื่นใด พยายามกันมิให้คู่แข่งของอเมริการวมกันเป็นหนึ่ง ทว่าหลักฐานเดียวกันก็เตือนเราสามชั้น ว่ายุทธศาสตร์นี้อาจแยกไม่ออกจากแรงขับการเมืองภายใน ว่าการมียุทธศาสตร์ไม่รับประกันชัยชนะ ดังที่จีนและอิหร่านได้สาธิตราคาของมันให้เห็นแล้ว และว่าระเบียบที่สร้างจากดีลอาจมีอายุสั้นเท่าลายเซ็นบนกระดาษ
สำหรับสังคมไทย คุณค่าของการศึกษานี้มิได้อยู่ที่การเชียร์หรือชังบุคคลใด แต่อยู่ที่การฝึกสายตาแบบใหม่ในการมองโลก การเลิกอ่านการเมืองระหว่างประเทศเป็นละครคุณธรรมที่มีพระเอกผู้ร้าย แล้วหันมาอ่านมันเป็นกระดานผลประโยชน์ที่ทุกตัวละครล้วนคำนวณ คือก้าวแรกของการเป็นพลเมืองที่มหาอำนาจหลอกได้ยากขึ้น และเป็นก้าวแรกของประเทศที่จะเลื่อนฐานะจากหมากเป็นผู้เล่น
บางครั้ง สิ่งที่ดูเหมือนความย้อนแย้ง อาจเป็นความสอดคล้องในระดับที่สูงกว่า หากเราเปลี่ยนจากการมองหมากแต่ละตัว มาเป็นการมองทั้งกระดาน
ภาคผนวก ก ลำดับเหตุการณ์สำคัญ 2568–2569 (2025–2026)
| ช่วงเวลา | เหตุการณ์ |
|---|---|
| ม.ค. 2568 | ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง เริ่มกระบวนการทบทวนนโยบายการค้าและพันธะความมั่นคงทั่วโลก |
| เม.ย. 2568 | ประกาศภาษี “วันปลดปล่อย” ทั่วโลก สงครามภาษีกับจีนพุ่งสูงสุด (สหรัฐ 145% / จีน 125%) จีนตอบโต้ด้วยการควบคุมส่งออกแร่หายาก |
| พ.ค. 2568 | ข้อตกลงพักรบทางการค้าสหรัฐ–จีนรอบแรกที่เจนีวา ลดภาษีชั่วคราว 90 วัน |
| มิ.ย. 2568 | สหรัฐโจมตีทางอากาศต่อโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน ตามด้วยการหยุดยิงระยะสั้น · การประชุมนาโตที่กรุงเฮก สมาชิกรับเป้างบกลาโหม–ความมั่นคงร้อยละ 5 ของจีดีพี |
| ส.ค. 2568 | การประชุมสุดยอดทรัมป์–ปูตินที่อะแลสกา เปิดกระบวนการเจรจายุติสงครามยูเครนรอบใหม่ |
| ต.ค. 2568 | ข้อตกลงหยุดยิงกาซาตามแผน 20 ข้อ · การพบทรัมป์–สีจิ้นผิงที่เกาหลีใต้ นำสู่ข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ (พักรบการค้าถึง พ.ย. 2569 จีนระงับมาตรการแร่หายาก) |
| พ.ย. 2568 | แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อถูกเปิดเผยและถูกวิจารณ์ว่าเอื้อรัสเซีย ก่อนปรับลดเหลือราว 19–20 ข้อหลังเจรจาที่เจนีวา · ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่เลี่ยงการเรียกจีนว่า “คู่แข่ง” |
| ธ.ค. 2568 | เซเลนสกีระบุข้อตกลงสันติภาพคืบหน้าราวร้อยละ 90 ประเด็นดินแดนดอนบาสยังค้างคา |
| ก.พ. 2569 | ศาลสูงสุดสหรัฐวินิจฉัยการใช้ IEEPA เก็บภาษีขัดกฎหมาย รัฐบาลย้ายฐานกฎหมายภาษีไปมาตรา 122/301/232 · เจรจาสามฝ่ายสหรัฐ–ยูเครน–รัสเซียที่เจนีวา นำประเด็นดินแดนขึ้นโต๊ะครั้งแรก · ปลายเดือน สงครามอิหร่านเต็มรูปปะทุ รวมการสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน |
| เม.ย. 2569 | เจรจาสหรัฐ–อิหร่านที่อิสลามาบัดล้มเหลวรอบแรก สหรัฐประกาศปิดล้อมทางทะเล อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน |
| มิ.ย. 2569 | 17 มิ.ย.: ทรัมป์–เปเซชเคียนลงนามบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (14 ข้อ) เปิดหน้าต่างเจรจา 60 วัน ยุติการปิดล้อม เปิดช่องแคบ ปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่าน อิสราเอลประกาศไม่ผูกพันตามข้อตกลง |
| ก.ค. 2569 | การเจรจาทางเทคนิคสหรัฐ–อิหร่านดำเนินผ่านกาตาร์ · การเจรจายูเครนยังไม่บรรลุข้อยุติแม้พ้นเส้นตายเดือนมิถุนายน · สถานะขณะปิดต้นฉบับรายงานฉบับนี้ |
ภาคผนวก ข เปรียบเทียบ Grand Strategy ของประธานาธิบดีสหรัฐหลังสงครามเย็น
| ยุค | กรอบหลัก | เครื่องมือเด่น | มุมมองต่อพันธมิตร / คู่แข่ง |
|---|---|---|---|
| คลินตัน | ขยายระเบียบเสรีนิยม (Engagement & Enlargement) | การค้าเสรี ขยายนาโต สถาบันพหุภาคี | พันธมิตรคือครอบครัวที่ขยายได้ / คู่แข่งคือผู้ที่จะถูกกลืนเข้าระบบ |
| บุช (ลูก) | ความเป็นเจ้าเชิงรุก + สงครามต่อต้านก่อการร้าย | สงครามชิงลงมือก่อน เปลี่ยนระบอบ ส่งเสริมประชาธิปไตย | “อยู่กับเราหรืออยู่กับผู้ก่อการร้าย” / คู่แข่งคือแกนแห่งความชั่วร้าย |
| โอบามา | ปรับสมดุล ลดภาระ (Rebalancing / Retrenchment) | ปักหมุดเอเชีย การทูตพหุภาคี ปฏิบัติการจำกัด (โดรน) | พันธมิตรร่วมแบกภาระแบบนุ่มนวล / คู่แข่งคือผู้ที่ต้อง engage อย่างอดทน |
| ทรัมป์ 1 | America First ระยะทดลอง | ภาษี ถอนตัวจากข้อตกลงพหุภาคี การทูตผู้นำต่อผู้นำ | พันธมิตรคือผู้เกาะกินที่ต้องจ่าย / คู่แข่งคือคู่ดีลที่เป็นไปได้ |
| ไบเดน | ฟื้นระเบียบเสรีนิยม + แข่งขันเชิงระบบ | ฟื้นพันธมิตร ควบคุมส่งออกเทคโนโลยี กรอบประชาธิปไตย vs อำนาจนิยม | พันธมิตรคือสินทรัพย์เชิงคุณค่า / จีนคือคู่แข่งเชิงระบบที่ต้องล้อมด้วยเครือข่าย |
| ทรัมป์ 2 | Peace Through Strength ฉบับแลกเปลี่ยน (ตามสมมติฐาน H1 ของรายงานนี้) | ภาษีเป็นอาวุธหลัก กำลังทหารแบบสั้นจำกัดเป้า ดีลใหญ่ข้ามขั้ว ความไม่แน่นอนที่คำนวณ | ทุกรัฐคือคู่ต่อรองใน 4 หมวด (Useful / Costly / Negotiable / Strategic) / เป้าหมายคือกันคู่แข่งมิให้รวมตัว |
ภาคผนวก ค อภิธานศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสำหรับผู้อ่านทั่วไป
| คำศัพท์ | ความหมายโดยสังเขป |
|---|---|
| Grand Strategy (ยุทธศาสตร์ใหญ่) | ตรรกะสูงสุดที่รัฐใช้เชื่อมเป้าหมายระยะยาวเข้ากับเครื่องมือทุกชนิด ทั้งทหาร เศรษฐกิจ การทูต และการเล่าเรื่อง |
| Realism (สัจนิยม) | สำนักคิดที่มองว่าโลกไร้ผู้คุมกฎ รัฐต้องพึ่งตนเอง และอำนาจกับผลประโยชน์คือแรงขับหลักของพฤติกรรมรัฐ |
| Balance of Power (การถ่วงดุลอำนาจ) | ภาวะที่ไม่มีรัฐใดมีอำนาจล้นเกินจนครอบงำระบบได้ รัฐมีแนวโน้มรวมตัวต้านผู้ที่กำลังผงาด |
| Offshore Balancing (การถ่วงดุลนอกชายฝั่ง) | ยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจผลักภาระถ่วงดุลให้รัฐในภูมิภาค แล้วเข้าแทรกแซงเองเฉพาะเมื่อดุลอำนาจใกล้พัง |
| Transactional Diplomacy (การทูตเชิงแลกเปลี่ยน) | การทูตที่ปฏิบัติต่อทุกความสัมพันธ์เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์รายกรณี ไม่ผูกกับคุณค่าหรือความภักดีถาวร |
| Wedge Strategy (ยุทธศาสตร์ลิ่ม) | การถ่างรอยแยกระหว่างคู่แข่ง เพื่อป้องกันมิให้พวกเขารวมตัวเป็นแนวร่วมต่อต้านตน |
| Coercive Bargaining (การต่อรองเชิงบีบบังคับ) | การใช้คำขู่และแรงกดดันที่น่าเชื่อถือเป็นเครื่องมือบีบให้คู่เจรจายอมถอย โดยไม่ต้องใช้กำลังเต็มรูป |
| Madman Theory (ทฤษฎีคนบ้า) | กลยุทธ์จงใจให้ศัตรูเชื่อว่าผู้นำคาดเดาไม่ได้และอาจทำสิ่งสุดโต่ง เพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำขู่ |
| Burden Sharing (การแบ่งเบาภาระ) | การเรียกร้องให้พันธมิตรร่วมจ่ายต้นทุนความมั่นคงมากขึ้น แทนการพึ่งการคุ้มครองของมหาอำนาจฝ่ายเดียว |
| Abandonment / Entrapment | ความกลัวสองขั้วของรัฐในพันธมิตร คือกลัวถูกผู้คุ้มครองทอดทิ้ง กับกลัวถูกลากเข้าสงครามที่ไม่ใช่ของตน |
| Hedging (การประกันความเสี่ยง) | การรักษาความสัมพันธ์ดีกับหลายขั้วพร้อมกัน เพื่อไม่ให้อนาคตของตนขึ้นกับขั้วใดขั้วเดียว |
| Unipolarity / Multipolarity (โลกขั้วเดียว / หลายขั้ว) | โครงสร้างระบบโลกที่อำนาจกระจุกอยู่ที่มหาอำนาจเดียว หรือกระจายในหลายศูนย์อำนาจ |
| Primacy (ความเป็นเจ้า) | สถานะของรัฐที่มีอำนาจเหนือกว่ารัฐอื่นทั้งหมดอย่างชัดเจน และเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่จะรักษาสถานะนั้น |
| Strategic Ambiguity (ความกำกวมทางยุทธศาสตร์) | การจงใจไม่ประกาศชัดว่าจะปกป้องพื้นที่ใดหรือไม่ เพื่อป้องปรามทุกฝ่ายพร้อมกัน เช่น กรณีไต้หวัน |
บรรณานุกรม
Brands, H. (2014). What good is grand strategy? Power and purpose in American statecraft from Harry S. Truman to George W. Bush. Cornell University Press.
Brooks, S. G., & Wohlforth, W. C. (2016). America abroad: The United States' global role in the 21st century. Oxford University Press.
CBS News. (2026, June 18). Read the 14 points of the agreement between Iran and the U.S. https://www.cbsnews.com/news/us-iran-deal-memorandum-of-understanding-text/
China Briefing. (2026, June). US-China tariff rates — what are they now? Dezan Shira & Associates. https://www.china-briefing.com/news/us-china-tariff-rates-2025/
Colby, E. A. (2021). The strategy of denial: American defense in an age of great power conflict. Yale University Press.
Congressional Research Service. (2026). U.S.-China trade relations (IF11284). Library of Congress. https://www.congress.gov/crs-product/IF11284
Council on Foreign Relations. (2026). War in Ukraine [Global Conflict Tracker]. https://www.cfr.org/global-conflict-tracker/conflict/conflict-ukraine
Center for Strategic and International Studies. (2026, February). Assessing the current peace deal for Ukraine: Opportunity or strategic trap? https://www.csis.org/analysis/assessing-current-peace-deal-ukraine-opportunity-or-strategic-trap
Drezner, D. W. (2020). The toddler in chief: What Donald Trump teaches us about the modern presidency. University of Chicago Press.
George, A. L., & Bennett, A. (2005). Case studies and theory development in the social sciences. MIT Press.
House of Commons Library. (2026). Ukraine peace talks (Research Briefing CBP-10411). UK Parliament. https://commonslibrary.parliament.uk/research-briefings/cbp-10411/
Ikenberry, G. J. (2011). Liberal Leviathan: The origins, crisis, and transformation of the American world order. Princeton University Press.
J Street. (2026, June). Assessing the US-Iran MOU and prospects for negotiations. https://jstreet.org/assessing-the-us-iran-mou-and-prospects-for-negotiations/
Kissinger, H. (1994). Diplomacy. Simon & Schuster.
Kissinger, H. (2014). World order. Penguin Press.
Layne, C. (1997). From preponderance to offshore balancing: America's future grand strategy. International Security, 22(1), 86–124.
McManus, R. W. (2019). Revisiting the madman theory: Evaluating the impact of different forms of perceived madness in coercive bargaining. Security Studies, 28(5), 976–1009.
Mearsheimer, J. J. (2014). The tragedy of great power politics (Updated ed.). W. W. Norton.
Mearsheimer, J. J., & Walt, S. M. (2016). The case for offshore balancing: A superior U.S. grand strategy. Foreign Affairs, 95(4), 70–83.
Morgenthau, H. J. (1948). Politics among nations: The struggle for power and peace. Alfred A. Knopf.
NPR. (2026, June 18). Read the full text of Trump's preliminary U.S.-Iran agreement to end the war. https://www.npr.org/2026/06/18/nx-s1-5863027/us-iran-trump-memorandum-of-understanding-full-text
O'Brien, R. C. (2024). The return of peace through strength: Making the case for Trump's foreign policy. Foreign Affairs, 103(4), 24–39.
Posen, B. R. (2014). Restraint: A new foundation for U.S. grand strategy. Cornell University Press.
Sagan, S. D., & Suri, J. (2003). The madman nuclear alert: Secrecy, signaling, and safety in October 1969. International Security, 27(4), 150–183.
Schelling, T. C. (1966). Arms and influence. Yale University Press.
Snyder, G. H. (1984). The security dilemma in alliance politics. World Politics, 36(4), 461–495.
The White House. (2025, November). Fact sheet: President Donald J. Trump strikes deal on economic and trade relations with China. https://www.whitehouse.gov/fact-sheets/2025/11/
Walt, S. M. (1987). The origins of alliances. Cornell University Press.
Waltz, K. N. (1979). Theory of international politics. Addison-Wesley.