บทที่ 25 อยู่โรงเรียนนานขึ้น แปลว่าเรียนรู้มากขึ้นจริงหรือ?

ความรู้ที่โรงเรียนไม่ค่อยสอน · การศึกษา × เวลาเรียน × คุณภาพ

อยู่โรงเรียนนานขึ้น
แปลว่าเรียนรู้มากขึ้นจริงหรือ?

ถ้าเด็กเรียนวันละ 6 ชั่วโมง แล้วผลการเรียนไม่ดี สัญชาตญาณหนึ่งคือ เพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง แต่ก่อนเพิ่มอีกหนึ่งชั่วโมง เราอาจต้องถามว่า ในหกชั่วโมงเดิม มีเวลาเท่าไรที่ “การเรียนรู้จริง” กำลังเกิดขึ้น?

เวลาเป็นทรัพยากรที่แปลกมาก โรงเรียนทุกแห่งมีวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน และเด็กทุกคนมีหนึ่งปีเท่ากัน แต่หนึ่งชั่วโมงในห้องเรียน สามารถสร้างผลลัพธ์ต่างกันมหาศาล ชั่วโมงหนึ่ง เด็กอาจกำลังตั้งสมมติฐาน ทดลอง ถามคำถาม ได้รับ feedback และสร้างความเข้าใจใหม่ อีกชั่วโมงหนึ่ง เด็กอาจนั่งรอครู คัดจากกระดาน ฟังประกาศ ถูกขัดจังหวะ หรือไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเรียนเลย ทั้งสองกรณี ถูกบันทึกในตารางเรียนว่า “1 ชั่วโมง” เท่ากัน แต่ในทางการเรียนรู้ มันไม่เท่ากันเลย

เริ่มจากสมการง่าย ๆ

สมมติเด็กสองคน อยู่โรงเรียนวันละ 6 ชั่วโมงเท่ากัน

เด็ก A

ครูเริ่มตรงเวลา อธิบายชัด เด็กมีส่วนร่วม ถามคำถามได้ กิจกรรมพอดีกับระดับ และได้รับ feedback

เด็ก B

ครูมาสายบางคาบ ใช้เวลาจัดระเบียบนาน เด็กยังไม่เข้าใจพื้นฐานเดิม เนื้อหาใหม่จึงตามไม่ทัน และบางช่วงเพียงคัดข้อความจากกระดาน

ทั้งคู่มี timetable 6 ชั่วโมง

แต่ productive learning time อาจต่างกันมาก

คำถามแรก ระบบการศึกษาควรวัด “เด็กนั่งในโรงเรียนกี่ชั่วโมง” หรือควรวัดเพิ่มว่า “จากชั่วโมงเหล่านั้น กี่นาทีเปลี่ยนไปเป็นการเรียนรู้?”

ทั่วโลกใช้เวลาเรียนไม่เท่ากันอย่างมหาศาล

7,642 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย
OECD Education at a Glance 2025 พบว่าเด็กในประเทศและเขตเศรษฐกิจ OECD มี compulsory instruction time รวมเฉลี่ยประมาณ 7,642 ชั่วโมง ตลอดประถมและมัธยมต้น

โดยเฉลี่ยครอบคลุมระยะเวลาประมาณ 9 ปี

5,304–11,000 ชั่วโมง
ช่วงระหว่างประเทศต่างกันมาก

จากประมาณ 5,304 ชั่วโมงในโปแลนด์ ไปถึงประมาณ 11,000 ชั่วโมงในออสเตรเลีย ตามโครงสร้างการศึกษาที่ OECD เปรียบเทียบ

ต่างกันมากกว่าสองเท่า

แต่เราไม่สามารถเรียง “คุณภาพระบบการศึกษา” ตามจำนวนชั่วโมง แล้วได้อันดับเดียวกับผลการเรียน

ตรงนี้บอกสิ่งสำคัญ:

เวลาเป็น Input
ไม่ใช่ Learning Outcome

เด็กประถมกับมัธยมใช้เวลาเท่าไร?

804

Primary

OECD ระบุว่า เด็กประถมได้รับ compulsory instruction เฉลี่ยประมาณ 804 ชั่วโมงต่อปี

922

Lower Secondary

มัธยมต้นเฉลี่ยประมาณ 922 ชั่วโมงต่อปี หรือมากกว่าประถมราว 118 ชั่วโมง

หลักทั่วไปคือ เวลาเรียนมักเพิ่มขึ้น เมื่อเด็กโตขึ้น

แต่นั่นยังไม่ได้ตอบว่า เวลาเพิ่มขึ้น ถูกใช้ดีขึ้นหรือไม่

เวลาเรียนเพิ่มช่วยผลการเรียนไหม?

คำตอบคือ โดยเฉลี่ย ช่วย

แต่ตรงนี้ต้องอ่านอย่างละเอียด

รายงาน OECD Every Day Counts 2026 ทบทวนงานวิจัยแล้วสรุปว่า การเพิ่ม instructional time มีแนวโน้มสัมพันธ์กับ academic outcomes ที่ดีขึ้น

งานวิจัยจำนวนหนึ่ง พบผลประมาณ 0.05–0.10 standard deviations ต่อเวลาเรียนเพิ่มเติมหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในบริบทที่ศึกษา

แต่ OECD ระบุทันทีว่า average effects are generally modest

และผลไม่ได้เท่ากันทุกคน

หนึ่งชั่วโมงเพิ่ม ไม่ใช่ยาวิเศษ

ผลของเวลาเพิ่ม ขึ้นกับอย่างน้อย

คุณภาพการสอน
ระดับเดิมของเด็ก
สิ่งแวดล้อมการเรียน
วิธีใช้เวลา
และจำนวนชั่วโมงเดิมที่มีอยู่แล้ว

เมื่อวันเรียนหรือปีเรียน ยาวอยู่แล้ว การเพิ่มต่อไป มักให้ผลตอบแทนที่เล็กลง

+1 : เวลาเรียนมีอย่างน้อย 4 ชั้น — และเราไม่ควรเอามันมาปนกัน

คำว่า “เวลาเรียน” ดูเหมือนคำเดียว

แต่ในความจริง มีหลายชั้น

Allocated Time Instructional Time Engaged Time Learning Time

Allocated Time
เวลาที่ตารางกำหนดไว้

Instructional Time
เวลาที่การสอนเกิดขึ้นจริง หลังหักกิจกรรมอื่นและการขัดจังหวะ

Engaged Time
เวลาที่เด็กกำลังมีส่วนร่วม กับกิจกรรมการเรียนจริง

Productive Learning Time
เวลาที่กิจกรรมนั้น อยู่ในระดับและรูปแบบ ที่สามารถสร้างการเรียนรู้ได้จริง

ดังนั้น

60 นาทีในตาราง อาจไม่เท่ากับ 60 นาทีของการเรียนรู้

เวลา “รั่ว” ออกไปตรงไหน?

รอ

Waiting

รอครู รอแจกเอกสาร รอเปลี่ยนกิจกรรม หรือรอเด็กคนอื่น

คุม

Classroom Management

เวลาจำนวนหนึ่ง ถูกใช้ไปกับการแก้ปัญหาวินัย หรือจัดระเบียบ

งาน

Administrative Tasks

ประกาศ เอกสาร ตรวจชื่อ กิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับ learning objective

หลุด

Disengagement

เด็กอยู่ในห้อง แต่ใจไม่ได้อยู่กับการเรียน

ยาก

Too Difficult

เนื้อหาสูงเกินพื้นฐานเดิม เด็กจึงนั่งอยู่ แต่เข้าไม่ถึงการเรียนรู้

ง่าย

Too Easy

เด็กที่ไปไกลกว่า อาจใช้เวลาจำนวนมาก ทำสิ่งที่ตนรู้อยู่แล้ว

+1 อีกชั้น : เด็กสามารถ “เข้าเรียนครบ” แต่สูญเสียเวลาเรียนรู้ได้มหาศาล

โดยทั่วไป เวลาที่หายไปจากการศึกษา มักทำให้เรานึกถึง การขาดเรียน

แต่มีการสูญเสียอีกแบบหนึ่ง:

เด็กอยู่ในห้อง — แต่การเรียนรู้ไม่เกิด

นี่อาจเรียกเชิงแนวคิดได้ว่า hidden learning-time loss

มันไม่ปรากฏ ในสมุดเช็กชื่อ

ไม่ปรากฏในจำนวนวันเปิดเรียน

และไม่ปรากฏในรายงานว่า “สอนครบหลักสูตร”

แต่สุดท้าย มันปรากฏใน

  • การอ่านไม่คล่อง
  • คณิตศาสตร์พื้นฐานไม่แน่น
  • เด็กตามบทใหม่ไม่ทัน
  • การพึ่งกวดวิชา
  • การหมดแรงจูงใจ

ดังนั้น attendance data จำเป็น

แต่ยังไม่พอ

แล้วการขาดเรียนจริงสำคัญเพียงใด?

สำคัญมาก

OECD 2026 อธิบายว่า school attendance problems สัมพันธ์กับ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำลง

แรงจูงใจและ engagement ลดลง

ช่องว่างการเรียนรู้สะสม

ความเสี่ยงออกจากการศึกษาก่อนเวลา

ผลด้านสุขภาวะและพฤติกรรมบางประเภท

และความสัมพันธ์สามารถเป็นวงจร

ตามไม่ทัน ไม่อยากมาเรียน ขาดเรียน พลาดเนื้อหาเพิ่ม ตามไม่ทันกว่าเดิม

นี่ทำให้ attendance ไม่ใช่เพียงเรื่อง “วินัยนักเรียน”

แต่เป็น ตัวแปรของกระบวนการเรียนรู้ ด้วย

ทำไมการลงโทษเด็กขาดเรียนอย่างเดียวอาจผิดโจทย์?

OECD เตือนว่า attendance problems เกิดจากปัจจัยหลายระดับ

ตัวเด็ก

สุขภาพ mental health แรงจูงใจ หรือความยากในการเรียน

ครอบครัว

เศรษฐกิจ การดูแล การเดินทาง และสถานการณ์ในบ้าน

โรงเรียน

school climate bullying ความสัมพันธ์กับครู และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง

ชุมชนและโครงสร้าง

ระยะทาง การคมนาคม ความปลอดภัย ภัยพิบัติ หรือเงื่อนไขทางสังคม

ถ้าเด็กไม่มาโรงเรียน เพราะถูก bullying

การลงโทษเรื่องขาดเรียน โดยไม่แก้ bullying อาจยิ่งทำให้ปัญหาหนักขึ้น

เปลี่ยนคำถาม แทนที่จะถามเพียง “ทำไมเด็กไม่มาโรงเรียน?” ลองถามว่า “มีอะไรเกิดขึ้น ที่ทำให้เด็กคนนี้รู้สึกว่า การมาโรงเรียนยากกว่าการไม่มา?”

โลกมีเด็กเข้าเรียนมากขึ้น แต่ยังไม่ได้หมายความว่าเรียนรู้พอ

UNESCO GEM Report รายงานว่า การเข้าถึงและการสำเร็จการศึกษา ทั่วโลกดีขึ้นในหลายมิติ

แต่ด้าน learning outcome ยังมีช่องว่างใหญ่

58%

Reading

ทั่วโลกประมาณ 58% ของนักเรียน ถึง minimum proficiency ด้านการอ่าน เมื่อจบประถม ตามประมาณการที่ UNESCO รายงาน

44%

Mathematics

ประมาณ 44% ถึง minimum proficiency ด้านคณิตศาสตร์ เมื่อจบประถม

นี่คือความแตกต่าง ระหว่าง

Schooling

กับ

Learning

+1 : “เด็กอยู่โรงเรียน” เป็นเงื่อนไขจำเป็น — แต่ไม่ใช่เงื่อนไขเพียงพอ

เด็กที่ไม่อยู่โรงเรียน ย่อมเข้าถึงการเรียนรู้ในโรงเรียนยากขึ้น

แต่การพาเด็ก เข้าประตูโรงเรียนได้สำเร็จ ยังไม่ใช่เส้นชัย

Enrollment Attendance Engagement Effective Instruction Learning

ถ้าห่วงโซ่ขาดที่จุดใดจุดหนึ่ง

จำนวนปีที่อยู่ในระบบ อาจสูง

แต่ความสามารถที่สร้างขึ้น อาจต่ำกว่าที่ควร

World Bank ใช้แนวคิด Learning Poverty ด้วยเหตุผลคล้ายกัน:

ไม่พอที่จะถามว่า เด็กเข้าโรงเรียนหรือไม่

ต้องถามด้วยว่า เมื่ออยู่ในโรงเรียนแล้ว เด็กสามารถอ่านและเข้าใจ ข้อความพื้นฐานได้หรือไม่

ประเทศไทยมีสัญญาณอะไร?

ข้อมูล PISA 2022 ไม่ได้ชี้เพียงผลคะแนนไทยที่ต่ำลง

แต่ยังมีข้อมูล ด้าน capacity ของโรงเรียน ที่ควรจับตา

43% นักเรียนไทย
เด็กไทย 43% อยู่ในโรงเรียนที่ผู้อำนวยการรายงานว่า ความสามารถในการจัดการเรียนการสอน ถูกขัดขวางจากการขาดแคลนครู

ในปี 2018 ตัวเลขเดียวกันอยู่ที่ 38%

อีก 16% อยู่ในโรงเรียนที่ผู้บริหารรายงานว่า การสอนได้รับผลกระทบจาก ครูที่ไม่เพียงพอหรือคุณสมบัติไม่เหมาะสม ตามแบบสอบถาม PISA

จุดนี้สำคัญ เพราะต่อให้เพิ่ม เวลาเรียนบนกระดาษ

หากไม่มีครู หรือคุณภาพการสอนไม่ดีพอ

เวลาเพิ่มนั้น อาจไม่กลายเป็น learning time เต็มศักยภาพ

แล้วพักกลางวัน เล่น หรือกิจกรรมอื่น “เสียเวลาเรียน” หรือไม่?

ไม่ควรคิดง่ายเช่นนั้น

OECD Education at a Glance 2025 ตั้งข้อสังเกตว่า มีความสนใจมากขึ้น ต่อคุณค่าของเวลานอก formal instruction ระหว่างวันเรียน รวมถึง recess และ breaks

เด็กไม่ใช่เครื่องจักร ที่หากเรียน 6 ชั่วโมง แล้วเพิ่มเป็น 8 จะผลิตความรู้เพิ่ม 33% โดยอัตโนมัติ

attention fatigue movement social interaction และ recovery ล้วนมีผลต่อความสามารถในการเรียน

บางครั้งการเพิ่ม “เวลาพักที่ดี”
อาจทำให้
“เวลาเรียนที่เหลือ” มีคุณภาพขึ้น

แล้วการบ้านล่ะ — ยิ่งเยอะยิ่งดีไหม?

หลักเดียวกัน

จำนวนชั่วโมง ไม่ได้รับประกัน learning gain

การบ้านมีประโยชน์ เมื่อมันทำหน้าที่ชัด

ฝึก retrieval

ทบทวนสิ่งที่เข้าใจแล้ว

ประยุกต์ความรู้

เตรียมตัวสำหรับบทถัดไป

ให้ครูเห็นจุดที่เด็กยังติด

แต่การบ้านที่ ซ้ำจำนวนมาก ยากเกินระดับ หรือเด็กต้องให้ผู้ปกครองทำแทน

สามารถเพิ่ม time spent โดยไม่เพิ่ม learning gained ในสัดส่วนเดียวกัน

+1 อีกชั้น : ตัวชี้วัดที่ควรสนใจอาจไม่ใช่ “Hours of Schooling” แต่เป็น “Learning per Hour”

ลองยืมแนวคิดจากเศรษฐศาสตร์

โรงงานไม่ได้ถามเพียงว่า เปิดเครื่องจักรกี่ชั่วโมง

แต่ถามว่า หนึ่งชั่วโมง สร้าง output ได้เท่าไร

การศึกษาก็สามารถถามได้ว่า

เด็กใช้เวลา 1 ชั่วโมง แล้วความรู้ ทักษะ หรือความสามารถ เพิ่มขึ้นเพียงใด?

นี่ไม่ใช่ข้อเสนอ ให้จับเด็กสอบทุกชั่วโมง

แต่เป็นการเปลี่ยน mental model ของระบบ

จาก

“เติมเวลา”

ไปสู่

“เพิ่ม productivity ของเวลาเรียน”

ถ้าทำได้ เด็กอาจเรียนรู้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้อง นั่งโรงเรียนนานขึ้นเสมอไป

ครูเพิ่ม Learning per Hour ได้อย่างไร?

เจ็ดคำถามสำหรับหนึ่งคาบเรียน

  1. Learning Objective ชัดหรือไม่?
    จบคาบแล้วเด็กควร “ทำอะไรได้” ไม่ใช่เพียง “ได้ฟังเรื่องอะไร”
  2. เด็กมี prerequisite หรือยัง?
    ถ้าพื้นฐานไม่พร้อม เวลาใหม่อาจสูญเปล่า
  3. ครูรู้หรือไม่ว่าเด็กเข้าใจ?
    ใช้คำถามสั้น ๆ ไม่ต้องรอสอบปลายภาค
  4. เด็กกำลังคิดหรือเพียงนั่งฟัง?
    active cognitive engagement สำคัญกว่าท่าทางที่ดูเรียบร้อย
  5. Feedback มาเร็วพอหรือไม่?
    ปล่อยความเข้าใจผิดไว้นาน ต้นทุนแก้ภายหลังสูงขึ้น
  6. เวลารั่วตรงไหน?
    การเปลี่ยนกิจกรรม เอกสาร วินัย หรือขั้นตอนใดกินเวลามากเกินไป?
  7. สิ่งที่เรียนวันนี้จะถูกเรียกกลับมาใช้อีกเมื่อไร?
    หากไม่มี retrieval สิ่งที่ดูเหมือนเรียนรู้แล้ว อาจหายไปเร็ว

ถ้าเป็นผู้บริหารโรงเรียน ควรวัดอะไรเพิ่ม?

ตัวชี้วัดแบบเดิม คำถามที่ควรเพิ่ม
เปิดเรียนครบกี่วัน? เด็กมาเรียนจริงกี่วัน และใครเริ่มขาดบ่อย?
สอนครบหลักสูตรหรือไม่? เด็ก mastery เป้าหมายสำคัญแล้วกี่เปอร์เซ็นต์?
คาบเรียนครบหรือไม่? เวลา instruction จริงหายไปตรงไหน?
คะแนนเฉลี่ยเท่าไร? เด็กติด prerequisite จุดใด?
มีเด็กขาดกี่คน? เหตุใดเขาจึงขาด และเราป้องกันได้ตรงไหน?
มีโครงการกี่กิจกรรม? กิจกรรมเหล่านั้นเพิ่ม learning หรือ belonging จริงหรือไม่?
เด็กอยู่โรงเรียนถึงกี่โมง? เด็กยังมีพลังและ engagement ในช่วงท้ายวันหรือไม่?

+1 ชั้นสุดท้าย : การปฏิรูปการศึกษาอาจเริ่มจาก “อนุรักษ์เวลาของเด็ก”

ลองคิดว่า เด็กคนหนึ่งอยู่ในระบบ 12 ปี

แต่ละปี มีเวลาหลายร้อยชั่วโมง

รวมแล้ว ชีวิตวัยเด็กจำนวนมหาศาล ถูกมอบให้โรงเรียน

เวลาเหล่านั้น ไม่สามารถคืนให้เด็กได้

ดังนั้นเวลาเรียน ไม่ใช่ทรัพยากรฟรี

มันคือ ส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์

เมื่อโรงเรียนใช้หนึ่งชั่วโมง กับกิจกรรมที่ไม่สร้าง การเรียนรู้ สุขภาพ ความสัมพันธ์ ความคิดสร้างสรรค์ หรือพัฒนาการที่มีคุณค่า

ต้นทุนไม่ได้มีเพียง งบประมาณของรัฐ

แต่คือ หนึ่งชั่วโมงของวัยเด็ก ที่ไม่มีวันย้อนกลับมา

คำถามจึงไม่ใช่เพียง
“เด็กควรอยู่โรงเรียนกี่ชั่วโมง?”

แต่คือ
“ทุกชั่วโมงที่เราขอจากชีวิตเด็ก เราให้อะไรที่มีค่ากลับไป?”

สรุปบทเรียน

เวลาเรียนสำคัญ

เด็กที่ขาดเรียนบ่อย มีความเสี่ยงพลาด เนื้อหา feedback การมีส่วนร่วม และความสัมพันธ์กับโรงเรียน

งานวิจัยโดยรวม ยังพบว่าการเพิ่ม instructional time สามารถช่วยผลสัมฤทธิ์ ได้ในหลายบริบท

แต่ เวลาเรียนมากขึ้น ไม่ได้แปลว่า การเรียนรู้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

เพราะระหว่าง “เวลาในตาราง” กับ “ความรู้ในสมอง” มีหลายขั้น

ครูต้องมาสอน
เด็กต้องมาเรียน
กิจกรรมต้องเหมาะสม
เด็กต้องมีส่วนร่วม
เนื้อหาต้องอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้
และการเรียนรู้ต้องถูกทบทวนจนคงอยู่

นี่ทำให้เรามอง ปัญหาการศึกษาใหม่

หากผลการเรียนตก คำตอบไม่ควรเป็นโดยอัตโนมัติว่า

“เพิ่มเวลาอีกหนึ่งชั่วโมง”

ก่อนเพิ่ม ควรถามว่า

“ชั่วโมงที่มีอยู่แล้ว เรากำลังใช้มันดีพอหรือยัง?”

และในระดับที่ลึกที่สุด

ระบบการศึกษาควรจำว่า

เวลาในโรงเรียน ไม่ใช่เพียงทรัพยากรของระบบ — มันคือเวลาชีวิตของเด็ก

ทุกชั่วโมงที่เราขอจากเขา จึงควรมีเหตุผล ที่ดีพอสำหรับการขอนั้น

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบและอ่านต่อ

  • OECD (2026), Every Day Counts: Understanding, Preventing and Responding to School Attendance Problems.
  • OECD (2025), Education at a Glance 2025, Chapter D1: How much time do students spend in the classroom?
  • OECD, PISA 2022 Results — Country Note: Thailand.
  • UNESCO, Global Education Monitoring Report — Monitoring SDG 4, 2024/5 และ 2026 monitoring updates.
  • World Bank / UNESCO Institute for Statistics, Learning Poverty.

หมายเหตุทางวิชาการ: Compulsory instruction time ของ OECD หมายถึงเวลาที่ข้อกำหนด กำหนดให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอน ไม่ได้หมายความว่า เด็กทุกคนได้รับ instruction จริงครบจำนวนชั่วโมงนั้น และไม่ได้วัด learning time โดยตรง

ผลการวิจัยเรื่อง เวลาเรียนเพิ่มเติม เป็นค่าเฉลี่ยจากหลายบริบท ไม่ควรนำตัวเลข 0.05–0.10 standard deviations ต่อหนึ่งชั่วโมงเพิ่มเติมต่อสัปดาห์ ไปใช้เป็นสูตรพยากรณ์ กับโรงเรียนหนึ่งแห่งโดยตรง เพราะผลขึ้นกับ คุณภาพการสอน ระดับเดิมของเด็ก บริบท และจำนวน instructional hours ที่มีอยู่แล้ว

ตัวเลข 43% เกี่ยวกับประเทศไทย มาจากแบบสอบถามผู้บริหารโรงเรียน ใน PISA 2022 หมายถึงสัดส่วนของนักเรียน ที่อยู่ในโรงเรียน ซึ่งผู้บริหารรายงานว่า การจัด instruction ถูก hindered by lack of teaching staff ไม่ควรตีความว่า 43% ของตำแหน่งครูไทย ว่างอยู่ เพราะเป็นตัวชี้วัดคนละประเภท

ห้องสมุดประชาชน · ความรู้สำหรับคนไทย
เวลาเรียนมีค่า เพราะมันเป็นเวลาชีวิตของเด็ก คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “เด็กเรียนวันละกี่ชั่วโมง?” แต่ควรถามว่า — “หนึ่งชั่วโมงที่เด็กมอบให้โรงเรียน โรงเรียนเปลี่ยนมัน ให้กลายเป็นการเรียนรู้ ได้มากเพียงใด?”

Popular Posts