เมื่อ “เหล็กไม่ละลาย” — แต่(นัก)การเมืองขึ้นสนิมได้
คำถามที่ใหญ่กว่ามุกระหว่างนักการเมือง ไม่ใช่ว่าใครชนะการประชันคารม แต่คือ เมื่อประชาชนตั้งคำถามเรื่องความสุจริตและความชอบธรรมของอำนาจรัฐ พวกเขาได้รับคำตอบแล้วหรือยัง?
ถ้าประโยคนี้ออกจากปากเพื่อนสองคนที่กำลังหยอกล้อกัน มันอาจเป็นเพียงมุกหนึ่งบรรทัด แล้วทุกคนก็หัวเราะและผ่านไป
แต่เมื่อผู้เขียนเป็นนายกรัฐมนตรี และบริบทของเรื่องเกี่ยวข้องกับ ข้อถกเถียงเรื่องกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ประโยคเดียวกันย่อมมีความหมายทางการเมืองมากกว่าเดิมทันที
ข้อความดังกล่าวเป็นการเล่นคำกับชื่อเล่น “ไอติม” ของ พริษฐ์ วัชรสินธุ หลังการถกเถียงเรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือก สว. โดยฝ่ายรัฐบาลมองว่ารัฐมนตรีของตนสามารถหักล้างข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านได้
“ใครเล่นมุกเก่งกว่าใคร?”
แต่ควรถามว่า
เมื่อประชาชนตั้งคำถามเกี่ยวกับความสุจริตของระบบการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารควรตอบอย่างไร?
1. จาก Politics of Evidence สู่ Politics of Ridicule
นี่คือประเด็น +1 ที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้
ในระบอบประชาธิปไตย การกล่าวหาใครว่าทุจริตไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นกลายเป็นผู้กระทำผิดโดยอัตโนมัติ ผู้กล่าวหามีภาระต้องแสดงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิเต็มที่ในการปฏิเสธ อธิบายข้อเท็จจริง และต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมาย
ดังนั้น หากฝ่ายรัฐบาลสามารถหักล้างข้อสงสัยของฝ่ายค้านด้วยเอกสาร หลักฐาน หรือเหตุผลที่ดีกว่า ประชาชนก็ควรรับรู้ข้อเท็จจริงนั้นอย่างตรงไปตรงมา
ฝ่ายค้านเองก็ไม่มีอภิสิทธิ์เหนือการตรวจสอบ หากข้อกล่าวหาใดผิดพลาดหรือเกินกว่าหลักฐานที่มี ก็ต้องยอมรับการตรวจสอบเช่นเดียวกัน
“หลักฐานของคุณผิดตรงไหน?”
ไปเป็น
“ไอติมละลายแล้ว”
สนามการเมืองก็เริ่มเคลื่อนจาก Politics of Evidence ไปสู่ Politics of Ridicule — การเมืองแห่งการเยาะเย้ย
เสียงหัวเราะสามารถสร้างความรู้สึกว่าฝ่ายหนึ่ง “ชนะ” ได้อย่างรวดเร็ว แต่การชนะทางวาทกรรมไม่ได้แปลว่า คำถามต้นเรื่องได้รับคำตอบแล้วเสมอไป
2. เหล็กอาจไม่ละลาย แต่เหล็กขึ้นสนิมได้
หลังจากนั้นมีการสวนกลับด้วยประโยคว่า
ในฐานะมุกการเมือง ถือว่าสวนกันได้พอดี และในทางวิทยาศาสตร์ เหล็กสามารถเกิดการกัดกร่อน หรือ corrosion ได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
แต่หากเราหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เราก็ยังอยู่ในสนามแข่งขันเดิมว่า ใครคิด punchline ได้ดีกว่า
คันฉ่องควรมองให้ลึกกว่านั้น
Political Corrosion — สนิมทางการเมือง
สิ่งที่ทำให้ “เหล็ก” ทางการเมืองผุกร่อน ไม่ใช่น้ำหรือออกซิเจน
แต่คือ การสูญเสียความไว้วางใจของประชาชน
สถาบันทางการเมืองจำนวนมากไม่ได้พังลงในวันเดียว และไม่ได้ละลายรวดเร็วเหมือนไอศกรีม
มันค่อย ๆ ผุจากข้อสงสัยที่ไม่ได้รับคำตอบ จากความโปร่งใสที่ไม่เพียงพอ จากการใช้อำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้ และจากวัฒนธรรมที่ผู้มีอำนาจเข้าใจว่า การเอาชนะฝ่ายตรงข้าม เท่ากับการตอบคำถามของประชาชน
นี่คือสิ่งที่อาจเรียกว่า political corrosion หรือ “การกัดกร่อนทางการเมือง”
และบางครั้งมันอันตรายกว่าการละลายเสียอีก เพราะมันเกิดขึ้นช้า ๆ จนเจ้าของโครงสร้างไม่รู้ว่า ความแข็งแรงกำลังหายไปทีละน้อย
3. เรื่องการเลือก สว. ไม่ควรถูกลดเหลือเพียงการแข่งขันคารม
เรื่องกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทส่วนตัวระหว่างนักการเมืองไม่กี่คน
เพราะวุฒิสภาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจรัฐ และมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมือง กฎหมาย และการแต่งตั้งองค์กรสำคัญของประเทศ
ดังนั้น เมื่อมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. สังคมจึงต้องแยกเรื่องต่าง ๆ ออกจากกันอย่างเคร่งครัด
- อะไรคือข้อกล่าวหา?
- อะไรคือข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้?
- อะไรเป็นเพียงข้อสงสัย?
- หลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใดจริง?
- หน่วยงานที่ทำหน้าที่สอบสวนมีความเป็นอิสระเพียงใด?
- บุคคลที่ถูกกล่าวหาได้รับสิทธิในการชี้แจงอย่างเต็มที่หรือไม่?
อย่าเหมารวมว่าบุคคลหนึ่งผิด เพียงเพราะชื่อของเขาถูกกล่าวถึง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็อย่าเหมารวมว่าเรื่องทั้งหมดไม่มีสาระ เพียงเพราะข้อกล่าวหาบางส่วนถูกหักล้างได้
ถูกกล่าวหาต้องได้สิทธิต่อสู้
เจ้าหน้าที่ต้องเป็นกลาง
และ ประชาชนต้องได้ข้อมูล
4. นายกรัฐมนตรีมีสิทธิเล่นมุกหรือไม่?
แน่นอนว่ามี
นักการเมืองไม่จำเป็นต้องพูดภาษาราชการตลอดเวลา นายกรัฐมนตรีก็เป็นมนุษย์ มีอารมณ์ขันได้ ตอบโต้คู่แข่งได้ และสามารถปกป้องรัฐมนตรีหรือสมาชิกพรรคของตนได้
ดังนั้น ประเด็นจึงไม่ใช่ว่า “นายกรัฐมนตรีห้ามเล่นมุก”
แต่เป็นเรื่องของ ลำดับของความรับผิดชอบ
เปิดเผยหลักฐาน
ยอมรับการตรวจสอบ
แล้วจึงเล่นมุก
หลักฐานยังไม่ถูกอธิบาย
แต่ใช้มุกหรือการเยาะเย้ยมาแทนคำตอบ
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
หากคำถามสาธารณะได้รับคำตอบอย่างครบถ้วนแล้ว การเล่นมุกภายหลังอาจเป็นเพียงสีสันของการเมือง
แต่หากคำถามสำคัญยังไม่ได้รับการอธิบาย แล้วมุกถูกใช้แทนคำตอบ สิ่งที่ผู้พูดมองว่าเป็น “ความมั่นใจ” ประชาชนบางส่วนอาจอ่านว่าเป็น arrogance of power หรือความลำพองจากอำนาจ
5. และฝ่ายค้านก็ต้องถูกส่องด้วยคันฉ่องเดียวกัน
เพื่อไม่ให้เรื่องนี้กลายเป็นเพียงการเชียร์ฝ่ายหนึ่งโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายค้านก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน
การตั้งคำถามรัฐบาลเป็นหน้าที่สำคัญของฝ่ายค้าน แต่คำว่า “ตั้งข้อสังเกต” ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะกำบังสำหรับข้อกล่าวหาที่หลักฐานยังไปไม่ถึง
- หากมีเพียงความสัมพันธ์ทางสถิติ ก็ต้องเรียกว่า correlation
- หากเป็นข้อสงสัย ก็ต้องเรียกว่าข้อสงสัย
- หากเป็นข้อกล่าวหา ต้องแสดงฐานของข้อกล่าวหานั้น
- หากมีหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลใด ต้องแสดงเส้นทางของหลักฐาน
- หากหลักฐานเดิมถูกหักล้าง ก็ต้องกล้ายอมรับ
เพราะ accountability ที่ใช้เฉพาะกับฝ่ายที่เราไม่ชอบ ไม่ใช่ accountability
มันเป็นเพียงอาวุธทางการเมืองอีกชนิดหนึ่ง
6. บทเรียนที่ใหญ่กว่า “เหล็กกับไอศกรีม”
ประชาธิปไตยที่โตเต็มที่ ไม่ควรตัดสินผู้ชนะจากว่า ใครทำให้อีกฝ่าย “หน้าหงาย” ในรายการโทรทัศน์
ไม่ควรวัดจากยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือว่าใครคิดมุกได้เร็วกว่า
คำถามที่สำคัญกว่าคือ
ใครตอบคำถามครบกว่า?
ใครยอมให้ตรวจสอบมากกว่า?
และกระบวนการของรัฐสามารถทำให้ประชาชนเชื่อได้หรือไม่ว่า
ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ?
เพราะในโลกจริง
ไอศกรีมละลายได้
เหล็กขึ้นสนิมได้
นักการเมืองแพ้การโต้วาทีได้
ฝ่ายค้านตั้งข้อกล่าวหาผิดได้
และรัฐบาลก็สามารถถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมได้เช่นกัน
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละลาย และไม่ควรปล่อยให้ขึ้นสนิม คือ
ของผู้ใช้อำนาจสาธารณะ
นี่ต่างหากคือเรื่องใหญ่กว่าโพสต์หนึ่งบรรทัด
และหากผู้มีอำนาจมั่นใจว่า “เหล็ก” ของตนแข็งแรงจริง วิธีพิสูจน์ที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การประกาศว่า ไอศกรีมละลาย
แต่คือ
ว่าไม่มีสนิมอยู่ข้างใน
Matichon — ข่าวเกี่ยวกับโพสต์
“Iron doesn’t melt. Ice cream does.”
https://www.matichon.co.th/politics/news_5867603
Matichon — การตอบกลับ
“Iron rusts. Ice cream doesn’t.”
https://www.matichon.co.th/politics/news_5867876
iLaw — ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการและข้อกล่าวหาในคดีเลือก สว.
https://www.ilaw.or.th/articles/59265
