บทที่ 31 ทำไมเงินเฟ้อลดลง แต่เรายังรู้สึกว่าของแพง?

ความรู้ที่โรงเรียนไม่ค่อยสอน · เศรษฐกิจ × ค่าครองชีพ × เงินเฟ้อ

ทำไมเงินเฟ้อลดลง
แต่เรายังรู้สึกว่า
“ของแพง”?

ข่าวบอกว่าเงินเฟ้อลดลง แต่เราเดินเข้าตลาด แล้วข้าวแกงก็ไม่ได้ ย้อนกลับไปเป็นราคาเมื่อห้าปีก่อน ค่าเช่าไม่ได้หายไป กาแฟไม่ได้กลับไปแก้วละราคาเดิม จึงเกิดคำถามว่า — ถ้าเงินเฟ้อลด ทำไมค่าครองชีพ ไม่ลดตาม?

ความสับสนเริ่มต้นจาก การเอาคำสองคำ มาปนกัน Price Level คือระดับราคา ส่วน Inflation Rate คืออัตราที่ระดับราคา กำลังเปลี่ยน ดังนั้น เมื่อเงินเฟ้อลดจาก 8% เหลือ 2% ไม่ได้หมายความว่า ราคาสินค้าลดลง 6% มันหมายความว่า ราคายังสามารถสูงขึ้นต่อ — เพียงแต่สูงขึ้นช้ากว่าเดิม นี่เป็นหนึ่งในแนวคิดเศรษฐศาสตร์ ที่ดูง่ายหลังเข้าใจแล้ว แต่ถ้าไม่แยกสองคำนี้ ข่าวเงินเฟ้อแทบทั้งหมด สามารถทำให้สับสนได้

ลองเริ่มจากกาแฟแก้วหนึ่ง

สมมติปีแรก กาแฟแก้วละ 50 บาท

ปีต่อมา ราคาเพิ่ม 10%

กาแฟกลายเป็น 55 บาท

ปีที่สาม เงินเฟ้อของกาแฟลดลงเหลือ 2%

ราคาใหม่คือประมาณ 56.10 บาท

ข่าวอาจเขียนว่า

“อัตราการขึ้นราคาชะลอลงอย่างมาก จาก 10% เหลือ 2%”

ซึ่งถูกต้อง

แต่ผู้ซื้อก็ถูกเช่นกัน ถ้าพูดว่า

“กาแฟยังแพงกว่าเดิมอยู่ดี”

50 บาท +10% 55 บาท +2% 56.10 บาท

+1 แรก : “เงินเฟ้อลด” ไม่เท่ากับ “ราคาลด”

ศัพท์สำคัญมีสามคำ

Inflation
ราคาทั่วไปกำลังสูงขึ้น

Disinflation
ราคายังสูงขึ้น แต่สูงขึ้นช้าลง

Deflation
ระดับราคาโดยรวม ลดลงอย่างต่อเนื่อง

+8% +4% +2%

นี่คือ disinflation

ไม่ใช่ deflation

รถยังวิ่งไปข้างหน้า
เพียงแต่ลดความเร็วลง

ไม่ได้หมายความว่า
รถกำลังถอยหลัง

แล้ว CPI คืออะไร?

หน่วยงานสถิติ ไม่สามารถถามราคาของ ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ แล้วเอามาบวกกันตรง ๆ

จึงสร้างสิ่งที่เรียกว่า Consumer Price Index — CPI

หลักการคือ สร้าง ตะกร้าสินค้าและบริการ ที่สะท้อนการใช้จ่ายของครัวเรือน

แล้วติดตามว่า ราคาของตะกร้านั้น เปลี่ยนไปอย่างไร

อาหาร + ที่อยู่อาศัย + เดินทาง + พลังงาน + บริการ + สินค้าอื่น

OECD อธิบาย CPI ว่าเป็น การวัดการเปลี่ยนแปลงราคา ของตะกร้าสินค้าและบริการ ที่ครัวเรือนซื้อ โดยแต่ละหมวดมี น้ำหนักตามสัดส่วนการใช้จ่าย

ล่าสุดเงินเฟ้อไทยอยู่ตรงไหน?

1.95% Headline Inflation · Jul 2026
ข้อมูลที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่สำหรับเดือนกรกฎาคม 2026 ระบุเงินเฟ้อทั่วไปของไทย อยู่ที่ 1.95% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตัวเลขนี้เป็น year-on-year inflation ไม่ใช่การบอกว่า ของทุกอย่างขึ้น 1.95%

1.34% Core Inflation · Jul 2026
เงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 1.34% เมื่อเทียบกับปีก่อน

Core inflation ช่วยให้นักเศรษฐศาสตร์ มองแนวโน้มราคาที่ไม่ถูกแกว่ง โดยอาหารสดและพลังงาน มากเกินไป

สำหรับปี 2026 ประเทศไทยยังใช้ กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลาง 1–3% ภายใต้กรอบนโยบายการเงิน ของกระทรวงการคลังและ ธปท.

แต่ “เงินเฟ้อเฉลี่ย” ไม่ใช่เงินเฟ้อของทุกบ้าน

นี่คือจุดที่สถิติ กับประสบการณ์ชีวิต สามารถแตกต่างกัน โดยที่ไม่มีฝ่ายใดโกหก

สมมติ CPI แบ่งง่าย ๆ เป็น

A

อาหาร

ครัวเรือนหนึ่ง ใช้รายได้ส่วนใหญ่กับอาหาร

B

รถยนต์และพลังงาน

อีกครัวเรือน เดินทางไกลทุกวัน จึงไวต่อราคาน้ำมัน

C

ค่าเช่า

คนเช่าห้องในเมือง เจอต้นทุนที่คนมีบ้านแล้ว อาจไม่รู้สึกเท่ากัน

D

สุขภาพและเด็ก

ครอบครัวที่มีลูกหรือผู้สูงอายุ มีตะกร้าค่าใช้จ่ายต่างจากคนโสด

ดังนั้นครัวเรือนแต่ละบ้าน มีสิ่งที่เรียกได้ว่า personal inflation rate ต่างกัน

+1 : ประเทศมี CPI หนึ่งชุด แต่ประชาชนมี “ตะกร้าชีวิต” หลายล้านแบบ

สองคนอยู่ในประเทศเดียวกัน

เงินเฟ้อทางการเท่ากัน

แต่ผลกระทบอาจไม่เท่ากันเลย

คน รายจ่ายเด่น สิ่งที่รู้สึกมาก
เกษตรกร น้ำมัน ปุ๋ย อาหาร เครื่องจักร ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิต
พนักงานเมือง ค่าเช่า เดินทาง อาหารนอกบ้าน บริการและต้นทุนเมือง
ผู้สูงอายุ อาหาร สุขภาพ ยา สินค้าและบริการสุขภาพ
ครอบครัวมีลูก อาหาร การศึกษา เดินทาง ค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงยาก
คนทำงานจากบ้าน ที่อยู่อาศัย ไฟฟ้า Internet ต้นทุนบ้านมากกว่าค่าเดินทาง

CPI จึงควรถูกอ่านว่า

“ครัวเรือนโดยเฉลี่ย กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างไร”

ไม่ใช่

“ทุกคนในประเทศ รู้สึกค่าครองชีพแบบเดียวกัน”

ทำไมคนรายได้น้อยอาจรู้สึกเงินเฟ้อแรงกว่า?

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ สัดส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็น

บ้านรายได้สูง อาจมีเงินเหลือสำหรับ

การท่องเที่ยว
ความบันเทิง
การออม
สินค้าฟุ่มเฟือย

แต่บ้านรายได้น้อย มักมีรายได้ส่วนใหญ่ ผูกกับสิ่งที่ตัดลดได้ยาก

อาหาร

ค่าเช่า

ไฟฟ้า

น้ำ

เดินทาง

ยา

ค่าเรียนลูก

ถ้าของจำเป็น แพงเร็วกว่าสินค้าอื่น

ค่าเฉลี่ย CPI อาจดูไม่รุนแรง แต่ชีวิตของครัวเรือนนั้น ได้รับแรงกดดันมาก

+1 : เงินเฟ้อไม่จำเป็นต้อง “เท่าเทียม” แม้ตัวเลขของประเทศมีเพียงตัวเดียว

สมมติ

อาหารขึ้น 8%

โทรทัศน์ลดราคา 10%

สำหรับครัวเรือนที่กำลังจะซื้อทีวี สิ่งนี้อาจช่วย

แต่ครัวเรือนที่เงินเดือนเกือบทั้งหมด หมดไปกับอาหาร ไม่ได้รับประโยชน์มากนัก จากทีวีที่ถูกลง

สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่า
“ราคาเฉลี่ยขึ้นเท่าไร”

แต่คือ
ราคาอะไรขึ้น — และใครจำเป็นต้องซื้อสิ่งนั้นมากที่สุด

นี่ทำให้เงินเฟ้อ มีมิติด้าน distribution หรือการกระจายผลกระทบ

ประเทศไทยให้น้ำหนักอะไรใน CPI?

ข้อมูลที่ ธปท. นำมาใช้ จากตะกร้า CPI ฐานปี 2023 แบ่งองค์ประกอบเชิงนโยบายได้ว่า

17.43% Raw Food
อาหารสดมีน้ำหนักประมาณ 17.43% ในตะกร้าที่ ธปท. ใช้อธิบายองค์ประกอบเงินเฟ้อ
12.89% Energy
พลังงานมีน้ำหนักประมาณ 12.89%
69.68% Core Components
องค์ประกอบที่เหลือซึ่งใช้คำนวณ core inflation คิดเป็นประมาณ 69.68%

นี่ช่วยให้เราเข้าใจว่า ทำไมราคาน้ำมัน ไฟฟ้า หรืออาหารสด สามารถดัน headline inflation ขึ้นลงได้เร็ว

Headline Inflation กับ Core Inflation ต่างกันอย่างไร?

H

Headline Inflation

รวมสินค้าและบริการในตะกร้า รวมถึงอาหารสดและพลังงาน จึงใกล้กับสิ่งที่ครัวเรือนจ่ายจริง แต่ผันผวนได้มาก

C

Core Inflation

ตัดรายการที่ผันผวนสูงบางกลุ่ม เช่นอาหารสดและพลังงาน เพื่อช่วยดูแรงกดดันราคาพื้นฐาน

ถ้าน้ำมันโลก พุ่งขึ้นเร็ว

headline inflation อาจขึ้นแรง

ขณะที่ core inflation เพิ่มไม่มาก

นี่ช่วยนักเศรษฐศาสตร์ถามว่า

“เป็น shock ชั่วคราวจากพลังงาน หรือราคากำลังขึ้นกว้าง ทั่วเศรษฐกิจ?”

ปี 2026 ทำไมพลังงานจึงสำคัญมาก?

ช่วงต้นปี 2026 ไทยเคยมี headline inflation ติดลบ

แต่สถานการณ์พลังงานโลก และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ภาพเปลี่ยน

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026 ธปท. ประเมินว่า headline inflation เฉลี่ยทั้งปี อาจขึ้นถึง 2.9% โดยมีพลังงานเป็นแรงขับหลัก

จากนั้นสถานการณ์ปรับดีขึ้น และในการประชุม 26 สิงหาคม 2026 ธปท. ระบุว่า แนวโน้มเงินเฟ้อ ต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ แม้ยังคาดว่าจะเร่งขึ้น ในช่วงที่เหลือของปี และต้นปีถัดไป

นี่เป็นตัวอย่างว่า เงินเฟ้อไม่ได้เกิดจาก “รัฐบาลพิมพ์เงิน” เพียงสาเหตุเดียว

Energy Shock Transport Cost Business Cost Consumer Prices

+1 : เงินเฟ้อหนึ่งตัวเลขสามารถเกิดจาก “โรค” คนละชนิดกัน

สมมติเงินเฟ้อเท่ากัน 5%

กรณีหนึ่งเกิดจาก ประชาชนมีเงินมาก และแย่งกันซื้อสินค้า

อีกกรณีเกิดจาก น้ำมันขาดตลาด ต้นทุนขนส่งพุ่ง

ตัวเลขปลายทาง อาจเหมือนกัน

แต่เศรษฐศาสตร์เบื้องหลัง ต่างกันมาก

Demand-pull

ความต้องการซื้อ แรงเกินความสามารถผลิต

Cost-push / Supply Shock

ต้นทุนหรืออุปทาน เกิดปัญหา ทำให้ราคาสูงขึ้น

และนโยบายที่เหมาะสม ก็อาจต่างกัน

ถ้าเงินเฟ้อเป็นศูนย์ ดีที่สุดหรือไม่?

ไม่จำเป็น

ธนาคารกลางจำนวนมาก ตั้งเป้าเงินเฟ้อ เป็นบวกเล็กน้อย

ประเทศไทยกำหนด กรอบเป้าหมายระยะปานกลาง ที่ 1–3% สำหรับปี 2026

เหตุผลหนึ่งคือ ต้องการรักษา price stability

โดยหลีกเลี่ยงทั้ง

เงินเฟ้อสูงเกินไป PRICE STABILITY เงินฝืดเรื้อรัง

ทำไมเงินฝืดจึงไม่ใช่ข่าวดีเสมอไป?

ฟังครั้งแรก ของถูกลง ดูน่าจะดี

แต่ถ้าราคาทั่วระบบ ลดลงต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจอ่อนแอ

ธุรกิจอาจมีรายได้น้อยลง

กำไรลด

การลงทุนลด

ค่าจ้างถูกกด

และหนี้เดิม ยังมีมูลค่าตัวเงินเท่าเดิม แต่รายได้ลดลง

ราคาบางอย่างลด ≠ Deflation

น้ำมันถูกลง ผักถูกลง หรือโทรศัพท์ถูกลง บางรายการ

ไม่ได้หมายความว่า ประเทศกำลังเกิดเงินฝืด

ธปท. จึงเน้นดูว่า มี broad-based decline ของสินค้าและบริการ อย่างต่อเนื่องหรือไม่

อีกเหตุผลที่เรารู้สึก “แพง”: สมองจำราคาเก่า

ลองถามตัวเองว่า

กาแฟแก้วหนึ่ง “ควร” ราคาเท่าไร?

ข้าวมันไก่ “ควร” เท่าไร?

น้ำมัน “ควร” ลิตรละเท่าไร?

คำตอบในหัว มักมี reference price

เป็นราคาที่เราคุ้นเคย จากอดีต

เมื่อราคาเพิ่มอย่างรวดเร็ว reference price อาจปรับช้ากว่า ราคาตลาด

เราจึงรู้สึกถึง “ช่องว่าง” ทุกครั้งที่ซื้อ

เงินเฟ้ออาจลดลงในสถิติ
แต่ความทรงจำเรื่องราคา
ไม่ได้ลดลงพร้อมกัน

+1 : หลัง inflation shock ปัญหาอาจเปลี่ยนจาก “เงินเฟ้อ” เป็น “รายได้ตามราคาไม่ทัน”

นี่เป็นจุดสำคัญมาก

สมมติราคาสินค้า สะสมขึ้น 15% ในหลายปี

แล้วเงินเฟ้อกลับมาที่ 2%

ธนาคารกลางอาจพูดได้ว่า inflation is under control

แต่ถ้าค่าจ้างของคนหนึ่ง เพิ่มเพียง 5% ในช่วงเดียวกัน

ปัญหาชีวิตของเขา ยังไม่จบ

Price Level +15% vs Income +5% Purchasing Power ↓

คำถามจึงเปลี่ยนจาก

“เงินเฟ้อเท่าไร?”

ไปเป็น

“รายได้จริงของประชาชน ตามค่าครองชีพทันหรือไม่?”

นี่คือเรื่องของ real income และ purchasing power

ค่าจ้างขึ้น 3% หมายความว่าเรารวยขึ้น 3% หรือ?

ไม่จำเป็น

สมมติเงินเดือนเพิ่ม 3%

แต่ราคาสินค้าและบริการ ที่เราซื้อเพิ่มเฉลี่ย 4%

กำลังซื้อจริง ลดลงโดยประมาณ

Nominal Wage +3% Inflation 4% Real Wage −1%

ในทางกลับกัน ถ้าเงินเดือนเพิ่ม 5% เงินเฟ้อ 2%

กำลังซื้อจริง โดยประมาณ เพิ่มขึ้น

ดังนั้นเวลาฟังข่าว “ค่าแรงเพิ่ม” ต้องถามคู่กันว่า

หลังหักเงินเฟ้อแล้วเป็นอย่างไร?

ทำไมของบางอย่างไม่กลับไปถูกเหมือนเดิม?

เพราะเมื่อธุรกิจ ผ่านช่วงต้นทุนสูง

ราคาขายใหม่ อาจกลายเป็น จุดสมดุลใหม่

แม้ต้นทุนบางตัว ลดลงในภายหลัง

ยังมี

ค่าแรง

ค่าเช่า

ดอกเบี้ย

ค่าขนส่ง

วัตถุดิบอื่น

ภาษีและกฎระเบียบ

โครงสร้างการแข่งขัน

ที่ไม่จำเป็นต้องลดพร้อมกัน

จึงไม่มีกฎว่า หลัง inflation shock ผ่านไป ราคาทั้งหมดต้องย้อนกลับ สู่ระดับเดิม

+1 : ธนาคารกลางส่วนใหญ่พยายามหยุด “ความเร็ว” ของราคาที่เพิ่ม ไม่ได้พยายามย้อนเวลาให้ราคากลับไปเมื่อสิบปีก่อน

นี่เป็นความเข้าใจผิด ที่สำคัญมาก

เป้าหมาย inflation 2% หรือกรอบ 1–3%

ไม่ได้หมายความว่า

“เราจะลดราคาอาหาร ให้กลับไปปี 2019”

แต่หมายถึง

“เราต้องการให้ระดับราคา ในอนาคตเคลื่อนไหว ในอัตราที่ต่ำและพอคาดหมายได้”

เพราะการพยายามทำให้ ระดับราคาทั้งระบบ ย้อนกลับลงอย่างรุนแรง

อาจต้องแลกกับ เศรษฐกิจถดถอย รายได้ลด และการว่างงาน

แล้วรัฐบาลแก้ค่าครองชีพอย่างไรได้บ้าง?

ต้องแยก ปัญหาระยะสั้น จาก ปัญหาโครงสร้าง

มาตรการ ช่วยอะไร? ข้อแลกเปลี่ยน
อุดหนุนพลังงาน ลดแรงกระแทกทันที ใช้งบประมาณ และอาจบิดเบือนแรงจูงใจถ้านานเกินไป
เงินช่วยกลุ่มเปราะบาง ตรงเป้าครัวเรือนที่รับภาระหนัก ต้องมีข้อมูลและระบบคัดกรองที่ดี
ลดภาษีบางรายการ ลดราคาหรือเพิ่มกำลังซื้อ ลดรายได้รัฐ และผลอาจส่งผ่านไม่เต็มจำนวน
เพิ่มการแข่งขัน กดส่วนต่างราคาและเพิ่มทางเลือก ใช้เวลา และต้องจัดการโครงสร้างตลาด
เพิ่มผลิตภาพ ช่วยให้ค่าจ้างจริงโตในระยะยาว ไม่ใช่ยารวดเร็ว
ลงทุนขนส่ง/พลังงาน ลดต้นทุนครัวเรือนและธุรกิจระยะยาว ต้องลงทุนล่วงหน้าและบริหารโครงการดี

+1 สำหรับนโยบายไทย : “ลดเงินเฟ้อ” กับ “ลดภาระค่าครองชีพ” เป็นงานที่เกี่ยวกัน แต่ไม่ใช่งานเดียวกัน

ธนาคารกลาง มีเครื่องมือหลัก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา และดูแลเศรษฐกิจการเงิน

แต่มันไม่สามารถ

สร้างบ้านราคาถูก
เพิ่มรถสาธารณะ
แก้ตลาดผูกขาด
เพิ่มผลิตภาพแรงงาน
ลดค่าเล่าเรียน
หรือเพิ่ม supply ของอาหาร ด้วยดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

ถ้าค่าครองชีพสูง เพราะโครงสร้างเมือง การผูกขาด พลังงาน ผลิตภาพต่ำ หรือที่อยู่อาศัยแพง

ปัญหาเหล่านั้น ต้องการ structural policy

เงินเฟ้อเป็นตัวเลขมหภาค
แต่ค่าครองชีพ
เกิดขึ้นในครัวของแต่ละบ้าน

ลองมองรอบตัว: คำนวณ “เงินเฟ้อส่วนตัว” แบบง่าย

ทดลองหนึ่งเดือน

  1. จดรายจ่ายหลัก 10 รายการ
    เช่น อาหาร ค่าเช่า น้ำมัน ไฟฟ้า โทรศัพท์ ยา และค่าเดินทาง
  2. ดูว่าส่วนไหนกินเงินมากที่สุด
    อย่านับเพียงจำนวนรายการ ต้องดูน้ำหนักของเงิน
  3. หาราคาเมื่อหนึ่งปีก่อนถ้าจำได้หรือมีใบเสร็จ
  4. คำนวณการเปลี่ยนแปลง
    (ราคาใหม่ − ราคาเก่า) ÷ ราคาเก่า × 100
  5. ให้น้ำหนักตามรายจ่ายจริง
  6. เทียบกับ CPI ประเทศ

คุณอาจพบว่า เงินเฟ้อส่วนตัว สูงกว่า ต่ำกว่า หรือใกล้เคียง ค่าเฉลี่ยประเทศ

ความต่างนั้น ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า สถิติผิด

มันอาจหมายความว่า ชีวิตของคุณไม่ได้ใช้ “ตะกร้าเฉลี่ย” แบบเดียวกับประเทศ

เวลาฟังข่าวเงินเฟ้อ ควรถามอะไร?

7 คำถามอ่านข่าวเศรษฐกิจ

  1. ตัวเลขเป็น YoY หรือ MoM?
    เทียบกับปีก่อนหรือเดือนก่อน?
  2. Headline หรือ Core?
  3. อะไรเป็นตัวขับ?
    อาหาร พลังงาน บริการ หรือราคาขึ้นกว้างทั้งระบบ?
  4. เป็น Inflation, Disinflation หรือ Deflation?
  5. ระดับราคาสะสมสูงขึ้นมาเท่าไรแล้ว?
  6. รายได้จริงตามทันหรือไม่?
  7. ครัวเรือนใดได้รับผลมากที่สุด?

+1 ชั้นลึก : เงินเฟ้อเป็น “อัตราเปลี่ยนแปลง” แต่ชีวิตประชาชนอยู่กับ “ระดับสะสม”

สมมติราคาเฉลี่ย เพิ่ม

ปีแรก 7%

ปีสอง 5%

ปีสาม 2%

ทุกคนยินดีได้ว่า เงินเฟ้อกำลังลด

แต่ระดับราคาหลังสามปี ไม่ได้กลับไปจุดเริ่มต้น

ถ้าเริ่มที่ 100

100 ×1.07 107 ×1.05 112.35 ×1.02 ≈114.60

ระดับราคาสะสม สูงขึ้นประมาณ 14.6%

แม้ปีสุดท้าย เงินเฟ้อเหลือเพียง 2%

ข่าวพูดถึงความเร็ว
กระเป๋าสตางค์จำระยะทาง

นี่อาจเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุด ว่าทำไม

“เงินเฟ้อลดแล้ว”

กับ

“ทำไมฉันยังรู้สึกของแพง?”

สามารถเป็นความจริง พร้อมกันได้

แล้วเมื่อไรประชาชนจะรู้สึกดีขึ้นจริง?

ไม่จำเป็นต้องรอ ให้ราคากลับลง

สิ่งที่สำคัญมากคือ รายได้จริง

ถ้าราคาเพิ่มช้าลง

แต่ค่าจ้าง รายได้ และผลิตภาพ เติบโตเร็วกว่า

กำลังซื้อของครัวเรือน สามารถฟื้นได้ แม้ราคาสินค้า ไม่ย้อนกลับไปอดีต

Inflation 2% + Income Growth 5% Real Purchasing Power ↑

ดังนั้นความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ไม่ได้อยู่ที่ “ทำของให้ถูกเหมือนเมื่อสิบปีก่อน”

แต่อยู่ที่ทำให้

รายได้ ผลิตภาพ และโอกาสของประชาชน โตเร็วพอที่จะซื้อชีวิต ที่ดีขึ้นได้

สรุปบทเรียน

เมื่อได้ยินว่า เงินเฟ้อลดลง

อย่าแปลทันทีว่า ของกำลังถูกลง

เงินเฟ้อวัด อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคา

ส่วนค่าครองชีพที่เรารู้สึก ขึ้นอยู่กับ ระดับราคาที่สะสมมาแล้ว และตะกร้ารายจ่ายของเราเอง

ราคาสามารถ สูงกว่าห้าปีก่อนมาก

ในขณะที่เงินเฟ้อวันนี้ ต่ำเพียง 2%

สองเรื่องนี้ ไม่ขัดกัน

นอกจากนี้ CPI เป็นค่าเฉลี่ย

คนที่ใช้รายได้มากกับอาหาร อาจเผชิญโลกใบหนึ่ง

คนที่มีบ้านแล้ว ไม่มีรถ และไม่ต้องดูแลลูก อาจเผชิญอีกโลกหนึ่ง

ดังนั้นเวลาอ่านข่าวเศรษฐกิจ อย่าหยุดที่คำว่า

“เงินเฟ้อ 1.95%”

แต่ถามต่อว่า

ราคาอะไรขึ้น?
ราคาอะไรลง?
น้ำหนักเท่าไร?
ใครซื้อสิ่งนั้น?
รายได้เขาโตเท่าไร?
และกำลังซื้อจริงเหลือเท่าไร?

เพราะตัวเลขมหภาค มีหน้าที่ช่วยให้เรา มองเศรษฐกิจทั้งระบบ

แต่ชีวิตจริง เกิดขึ้นทีละบ้าน ทีละตลาด ทีละมื้ออาหาร

และประโยคที่ควรจำคือ

เงินเฟ้อบอกว่า “ราคากำลังเดินเร็วแค่ไหน” ส่วนค่าครองชีพบอกว่า “ตอนนี้เราเดินมาไกลจากราคาเดิมแค่ไหน”

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบและอ่านต่อ

  • OECD, Inflation (Consumer Price Index).
    OECD — CPI and Inflation
  • Bank of Thailand, Thai Economy — Key Economic and Financial Statistics, ข้อมูลล่าสุดที่ใช้ในบทความ: Headline Inflation 1.95% และ Core Inflation 1.34%, July 2026.
    Bank of Thailand
  • Bank of Thailand, Monetary Policy Target for 2026, ประกาศ 5 January 2026.
    BOT — Monetary Policy Target
  • Bank of Thailand, Monetary Policy Committee's Decision 2/2026, 29 April 2026.
    BOT — MPC April 2026
  • Bank of Thailand, Monetary Policy Committee's Decision 4/2026, 26 August 2026.
    BOT — MPC August 2026
  • Bank of Thailand, Monetary Policy Forum 2026, CPI basket decomposition: Raw Food 17.43%, Energy 12.89%, Core 69.68%.
  • International Monetary Fund, World Economic Outlook / inflation analysis.
    IMF — Inflation and Disinflation

หมายเหตุทางวิชาการ: CPI เป็นดัชนีราคา ที่ใช้ตะกร้าสินค้าและบริการ พร้อมน้ำหนัก เพื่อประมาณการเปลี่ยนแปลงราคา ของการบริโภคครัวเรือนโดยเฉลี่ย จึงไม่ควรตีความว่า สินค้าแต่ละรายการ ต้องเปลี่ยนราคา ในอัตราเดียวกับ CPI

คำว่า personal inflation ในบทความ ใช้เป็นแนวคิดเพื่ออธิบายว่า ครัวเรือนมีโครงสร้างรายจ่าย แตกต่างกัน ไม่ใช่ดัชนี CPI ทางการ ที่ใช้แทนข้อมูลของประเทศ

การประมาณ real wage ด้วย nominal wage growth ลบ inflation เป็นวิธีอธิบายแบบง่าย การคำนวณที่แม่นยำ ต้องใช้ความสัมพันธ์เชิงอัตราส่วน และดัชนีราคาที่เหมาะกับบริบท

ตัวเลขประเทศไทย Headline Inflation 1.95% และ Core Inflation 1.34% เป็นข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่ในหน้า Thai Economy ณ วันที่จัดทำบทความนี้

น้ำหนัก Raw Food 17.43%, Energy 12.89% และ Core 69.68% มาจากข้อมูล CPI ฐานปี 2023 ที่ ธปท. ใช้อธิบาย องค์ประกอบเงินเฟ้อ ใน Monetary Policy Forum 2026 น้ำหนักตะกร้า CPI สามารถปรับเมื่อ โครงสร้างการบริโภค หรือปีฐานเปลี่ยน

บทความนี้ไม่ได้เสนอว่า deflation เป็นสิ่งไม่ดีในทุกกรณี การลดราคาของสินค้าเฉพาะประเภท จากเทคโนโลยี ผลิตภาพ หรือการแข่งขัน สามารถเป็นผลดีได้ ข้อกังวลทางเศรษฐศาสตร์ เน้นที่ persistent broad-based deflation ที่เชื่อมโยงกับ อุปสงค์อ่อนแอ รายได้ลด และภาระหนี้จริงเพิ่มขึ้น

ห้องสมุดประชาชน · ความรู้สำหรับคนไทย
เงินเฟ้อลดลง ไม่ได้หมายความว่า โลกย้อนกลับไปหาราคาเดิม มันหมายความว่า ราคากำลังเดินไปข้างหน้า ช้าลงกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อข่าวบอกว่า “เงินเฟ้อดีขึ้น” และประชาชนบอกว่า “แต่ของยังแพง” ทั้งสองฝ่าย อาจพูดความจริงพร้อมกัน เพราะ ข่าวกำลังพูดถึงความเร็ว — แต่กระเป๋าสตางค์ กำลังจำระยะทาง

Popular Posts