บทที่ 11 · กับดักของการเปลี่ยนแปลง
กับดักการประนีประนอมจอมปลอม
เมื่อ “ทางออกของความขัดแย้ง” กลายเป็นทางรอดของโครงสร้างเดิม
บทหนึ่งจากหนังสือ มดแดงล้มช้าง · ฉบับอ่านและเผยแพร่เดี่ยว
การประนีประนอมเป็นคุณธรรมของประชาธิปไตย
ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยังมีสิทธิที่จะไม่ยอม และมีอำนาจพอที่จะเจรจา
11.1การเมืองที่ดีมิใช่การเมืองที่ไม่มีความขัดแย้ง
สามบทก่อนหน้านี้พิจารณากับดักที่ทำให้พลังของประชาชนหลุดออกจากมือของประชาชนในสามลักษณะ บทที่ 8 วิเคราะห์การฝากความสามารถในการกระทำไว้กับวีรชน บทที่ 9 วิเคราะห์การปล่อยให้พลังทางการเมืองสิ้นสุดลงที่อารมณ์ และบทที่ 10 วิเคราะห์การย่อปัญหาเชิงโครงสร้างให้เหลือเพียงผู้ร้ายคนเดียว ทั้งสามกรณีมีโครงสร้างร่วมกันอย่างหนึ่ง คือสิ่งที่ดูเหมือนช่วยให้การต่อสู้ง่ายขึ้นในระยะสั้น กลับทำให้ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอ่อนแอลงในระยะยาว
บทนี้พิจารณากับดักชนิดที่สี่ ซึ่งอันตรายกว่าสามกับดักแรกในอีกลักษณะหนึ่ง เพราะมันมิได้ปรากฏตัวในภาษาของความโกรธ ความเกลียดชัง หรือการปราบปราม หากมักเดินเข้ามาในภาษาที่สุภาพและฟังดูมีเหตุผล เช่น “ความสงบ” “ความสามัคคี” “การก้าวข้ามความขัดแย้ง” “การพบกันครึ่งทาง” “การให้อภัย” หรือ “การปรองดอง”
คำเหล่านี้ไม่มีสิ่งใดผิดในตัวมันเอง ตรงกันข้าม สังคมประชาธิปไตยไม่อาจดำรงอยู่ได้หากประชาชนทุกฝ่ายถือว่าความต้องการของตนต้องได้รับทั้งหมดเสมอ การเมืองในสังคมพหุนิยมย่อมหมายถึงการอยู่ร่วมกันของผลประโยชน์ คุณค่า อัตลักษณ์ และวิสัยทัศน์เกี่ยวกับชีวิตที่แตกต่างกัน การประนีประนอมจึงมิใช่ความอ่อนแอโดยตัวมันเอง หากเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะแห่งการปกครองร่วมกัน Gutmann และ Thompson (2012) เสนอว่า “จิตวิญญาณแห่งการประนีประนอม” เป็นเงื่อนไขสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะเมื่อไม่มีฝ่ายใดมีสิทธิผูกขาดความจริงและอำนาจ การปรับข้อเรียกร้องเข้าหากันย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาจึงมิใช่ว่า ควรประนีประนอมหรือไม่ แต่คือ เรากำลังประนีประนอมอะไร กับใคร ภายใต้กติกาแบบใด และหลังการประนีประนอมแล้ว โครงสร้างอำนาจเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะมีการประนีประนอมชนิดหนึ่งที่ทำให้คู่ขัดแย้งสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีฝ่ายใดถูกทำลาย และมีอีกชนิดหนึ่งที่เพียงทำให้ฝ่ายที่เสียเปรียบยอมรับความเสียเปรียบของตนอย่างสงบ
นิยามหลักของบท
การประนีประนอมจอมปลอม (false compromise) มิใช่ข้อตกลงที่ไม่สมบูรณ์ เพราะข้อตกลงทางการเมืองแทบทั้งหมดไม่สมบูรณ์อยู่แล้ว หากหมายถึงข้อตกลงที่ลดความตึงเครียดบนพื้นผิว โดยมิได้แตะต้องกลไกสำคัญที่ผลิตความไม่สมมาตรของอำนาจขึ้นมา และอาจทำให้กลไกนั้นได้รับความชอบธรรมเพิ่มขึ้นเสียด้วย
ในกรณีเช่นนี้ ความขัดแย้งอาจสงบลง แต่ต้นเหตุยังอยู่ เสียงปืนอาจเงียบ แต่กติกายังเอียง นักโทษอาจได้รับการปล่อยตัวบางส่วน แต่กฎหมายที่สร้างนักโทษทางการเมืองรุ่นต่อไปยังอยู่ รัฐบาลอาจเปลี่ยน แต่กลไกที่สามารถล้มรัฐบาลซึ่งประชาชนเลือกยังอยู่ บุคคลอาจจับมือกันต่อหน้ากล้อง แต่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งสามารถบังคับให้อีกฝ่ายต้องมาจับมือยังไม่เปลี่ยนแปลง ตรงนี้คือเส้นแบ่งระหว่าง สันติภาพ กับเพียง ความเงียบ
11.2ความขัดแย้งมิใช่โรคของประชาธิปไตย
สังคมที่ผ่านประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งรุนแรงมักเกิดความปรารถนาที่เข้าใจได้อย่างยิ่ง คืออยากให้ความขัดแย้งจบลงเสียที เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ ผู้คนย่อมเหนื่อยล้า ครอบครัวต้องการความปลอดภัย คนธรรมดาต้องการกลับไปทำมาหากิน ผู้ประกอบการต้องการความแน่นอน และชนชั้นนำเองก็ต้องการเสถียรภาพเพื่อรักษาระบบเศรษฐกิจและการปกครอง ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ คำว่า “ประนีประนอม” มีพลังทางศีลธรรมสูงมาก ผู้ที่เรียกร้องให้เดินหน้าต่ออาจถูกทำให้ดูเป็นผู้ไม่รู้จักพอ ผู้สร้างความแตกแยก หรือผู้ไม่ยอมปล่อยอดีต
แต่ความขัดแย้งกับความรุนแรงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ประชาธิปไตยมิได้มีหน้าที่กำจัดความขัดแย้ง เพราะความขัดแย้งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติในสังคมที่ประชาชนมีเสรีภาพ มีผลประโยชน์แตกต่างกัน และสามารถเสนออนาคตที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่ประชาธิปไตยต้องทำคือสร้างสถาบันและกติกาที่ทำให้ความขัดแย้งเหล่านั้นแข่งขัน ต่อรอง และตัดสินกันโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรือทำลายอีกฝ่าย Mouffe (2000) เตือนว่า ความฝันที่จะทำให้การเมืองปราศจากความขัดแย้งอาจไม่ได้พาเราออกจากการเมือง หากเพียงซ่อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจไว้หลังฉันทามติที่ดูเป็นกลาง
Przeworski (1991) อธิบายแก่นสำคัญของประชาธิปไตยผ่านความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ ไม่มีฝ่ายใดมีหลักประกันว่าจะชนะตลอดไป และผู้แพ้ในวันนี้ยอมรับผลได้เพราะยังมีสิทธิแข่งขันอีกในวันข้างหน้า การแพ้จึงไม่เท่ากับการถูกขับออกจากระบบ และการชนะไม่เท่ากับการได้รับสิทธิครอบครองรัฐอย่างถาวร การประนีประนอมที่เป็นประชาธิปไตยจึงต้องตั้งอยู่บนฐานว่า ทุกฝ่ายยังคงเป็นผู้เล่นที่มีสถานะทางการเมือง
หากฝ่ายหนึ่งสามารถยุบองค์กรของอีกฝ่าย กำหนดกติกาแต่ฝ่ายเดียว ใช้สถาบันที่ตนควบคุมตัดสิทธิฝ่ายตรงข้าม หรือมีอำนาจพิเศษที่อยู่นอกเหนือการแข่งขันตามปกติ แล้วจึงเชิญอีกฝ่ายมา “พบกันครึ่งทาง” สิ่งที่เกิดขึ้นอาจมีรูปแบบภายนอกคล้ายการประนีประนอม แต่สาระภายในแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ครึ่งทางระหว่างคนสองคนมีความหมายก็ต่อเมื่อทั้งสองมีเสรีภาพกำหนดจุดเริ่มต้นของตนเอง หากคนหนึ่งยืนกลางสนาม ส่วนอีกคนถูกบังคับให้ยืนชิดกำแพง การเรียกร้องให้เดินเข้าหากันคนละครึ่งมิใช่ความเป็นกลาง มันคือการนำความไม่เท่าเทียมเดิมมาใช้เป็นฐานคำนวณความยุติธรรม
11.3ความยินยอมภายใต้ความไม่สมมาตรของอำนาจ
การมีข้อตกลงไม่ได้พิสูจน์ว่ามีความยินยอมที่เป็นธรรมเสมอไป ในชีวิตประจำวัน เราเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ลูกจ้างที่ยอมรับค่าจ้างต่ำเพราะไม่มีเงินซื้ออาหารอาจยินยอมในความหมายทางกฎหมาย แต่ความยินยอมนั้นเกิดในสนามทางเลือกที่คับแคบ ผู้ถูกคุกคามที่ลงนามในเอกสารเพื่อให้ตนเองปลอดภัยก็ได้ “เลือก” เช่นกัน แต่ไม่มีใครถือว่าการเลือกนั้นสะท้อนเสรีภาพอย่างเต็มที่
ในทางการเมือง ปัญหาซับซ้อนกว่า เพราะการบังคับมิได้มาในรูปคำขู่ตรง ๆ เท่านั้น มันอาจมาในรูปกติกาที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งต้องจ่ายต้นทุนสูงกว่าในการไม่ตกลง มาในรูปสถาบันที่สามารถลงโทษเฉพาะบางฝ่าย มาในรูปความไม่เท่าเทียมของทรัพยากร เวลา ความรู้ และการเข้าถึงสื่อ หรือมาในรูปกรอบวาทกรรมที่ทำให้ข้อเรียกร้องของผู้เสียเปรียบถูกนิยามล่วงหน้าว่า “สุดโต่ง” ขณะที่อภิสิทธิ์เดิมของผู้ได้เปรียบถูกนับเป็นจุดตั้งต้นตามธรรมชาติ
Young (2000) ชี้ให้เห็นว่าแม้กระบวนการปรึกษาหารือจะเปิดให้ทุกคนพูดอย่างเป็นทางการ บรรทัดฐานของการพูดและฐานะทางสังคมที่ไม่เท่ากันก็ยังทำให้บางเสียงถูกนับว่ามีเหตุผลกว่าบางเสียงได้ Mansbridge และคณะ (2010) จึงเสนอให้ทฤษฎีประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเผชิญหน้ากับบทบาทของอำนาจและผลประโยชน์อย่างตรงไปตรงมา แทนที่จะสมมติว่าการนั่งร่วมโต๊ะทำให้อำนาจเดิมหายไปเอง
โต๊ะเจรจาไม่ได้ทำให้อำนาจหายไป อำนาจเดินเข้าห้องประชุมพร้อมผู้เจรจา—อยู่ในสิทธิที่จะลุกออกจากโต๊ะ อยู่ในความสามารถที่จะรอ และอยู่ในต้นทุนที่แต่ละฝ่ายต้องจ่ายหากข้อตกลงล้มเหลว
ดังนั้น การถามเพียงว่า “ทุกฝ่ายตกลงหรือไม่” จึงไม่พอ ต้องถามด้วยว่าใครกำหนดวาระ ใครเลือกผู้แทน ใครมีข้อมูล ใครสามารถปฏิเสธโดยไม่ถูกลงโทษ ใครมีทางเลือกอื่นหากการเจรจาล้มเหลว และข้อตกลงนั้นสามารถถูกทบทวนผ่านกลไกที่เสมอภาคได้หรือไม่ การประนีประนอมที่ชอบธรรมไม่ได้ต้องการความเท่าเทียมสมบูรณ์ซึ่งแทบไม่มีอยู่จริง แต่มันต้องไม่อาศัยความเปราะบางของอีกฝ่ายเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตความยินยอม
11.4การทำให้ความอยุติธรรมกลายเป็นจุดกึ่งกลาง
กับดักของคำว่า “พบกันครึ่งทาง” อยู่ที่มันทำให้ตำแหน่งตั้งต้นของทั้งสองฝ่ายดูมีสถานะเท่ากันโดยไม่ตรวจสอบว่าตำแหน่งเหล่านั้นตั้งอยู่บนอะไร หากฝ่ายหนึ่งเรียกร้องสิทธิที่ควรมีในฐานะพลเมือง ส่วนอีกฝ่ายเรียกร้องให้คงอภิสิทธิ์ในการระงับสิทธินั้น จุดกึ่งกลางระหว่างสองข้อเรียกร้องมิได้เป็นความยุติธรรมครึ่งหนึ่งเสมอไป มันอาจเป็นการยอมรับหลักการที่ว่าอภิสิทธิ์ดังกล่าวต่อรองได้และมีความชอบธรรมพอจะใช้เป็นหมุดหมายของการเจรจา
ภาษาของความสมดุลสามารถทำงานเช่นเดียวกัน เมื่อสื่อหรือผู้ไกล่เกลี่ยพยายาม “ให้พื้นที่สองฝ่ายเท่ากัน” โดยไม่แยกความเห็นออกจากข้อเท็จจริง หรือไม่แยกการใช้อำนาจสาธารณะออกจากการคัดค้านอำนาจ ผลที่เกิดขึ้นคือความไม่สมมาตรถูกแปลให้เป็นความขัดแย้งระหว่างความเห็นสองชุด และผู้ได้รับความเสียหายต้องพิสูจน์ความพอดีของข้อเรียกร้องตน ขณะที่ผู้ใช้อำนาจไม่ต้องพิสูจน์ความชอบธรรมของฐานอำนาจเดิม
นี่มิได้หมายความว่าฝ่ายประชาชนถูกต้องทุกเรื่อง หรือคำกล่าวอ้างเรื่องความยุติธรรมไม่ต้องถูกตรวจสอบ ตรงกันข้าม การเมืองแบบประชาธิปไตยต้องเปิดให้ทุกข้อเรียกร้องถูกวิจารณ์ แต่การตรวจสอบต้องเริ่มจากมาตรวัดเดียวกัน: สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความรับผิด และการไม่วางใครไว้นอกกติกา การเป็นกลางที่แท้ไม่ใช่การยืนกึ่งกลางระหว่างทุกตำแหน่ง หากคือการยึดหลักเกณฑ์ที่ใช้กับทุกตำแหน่งอย่างเสมอกัน
เสียงครูเพียงดิน
ถ้าคนหนึ่งขอให้วางมีด อีกคนขอสิทธิไม่ถูกแทง ความยุติธรรมไม่ใช่ให้แทงเพียงครึ่งคมครับ
แต่เราก็ต้องระวังไม่เรียกทุกความเห็นต่างว่ามีด เพราะถ้าทำเช่นนั้น วันหนึ่งเราจะเหลือเพียงคนที่คิดเหมือนเรา และเข้าใจผิดว่านั่นคือประชาธิปไตย
11.5ความสงบที่ซื้อด้วยความเงียบ
ระเบียบการเมืองทุกแบบต้องการความสงบ แต่ความสงบมีได้อย่างน้อยสองชนิด ชนิดแรกเกิดจากสถาบันที่ทำให้ผู้คนสามารถส่งเสียง คัดค้าน รวมตัว และเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องทำลายระบบ ชนิดที่สองเกิดจากการทำให้ต้นทุนของการส่งเสียงสูงเสียจนผู้คนเลือกเงียบ ความสงบชนิดแรกเป็นผลของความไว้วางใจในกติกา ส่วนชนิดหลังเป็นผลของการคำนวณความกลัว
ความแตกต่างนี้มักถูกบดบังในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะการยุติความรุนแรงมีคุณค่าเร่งด่วนและจับต้องได้ ขณะที่การปรับโครงสร้างใช้เวลานาน เสี่ยง และผลลัพธ์ไม่แน่นอน การหยุดการสูญเสียชีวิตย่อมต้องมาก่อนในหลายสถานการณ์ แต่การยอมรับลำดับความเร่งด่วนไม่ควรกลายเป็นการสรุปว่าภารกิจเสร็จแล้ว สันติภาพเชิงลบ—การไม่มีความรุนแรงโดยตรง—เป็นเงื่อนไขจำเป็น ทว่าไม่ใช่คำพ้องความหมายของสันติภาพที่ยั่งยืนซึ่งต้องลดเงื่อนไขที่ผลิตความรุนแรงและความอยุติธรรมด้วย
Lederach (1997) มองการสร้างสันติภาพเป็นกระบวนการระยะยาวของการเปลี่ยนความสัมพันธ์ ความสนใจ และโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการลงนามในข้อตกลง แนวคิดนี้ช่วยให้เราไม่ดูหมิ่นคุณค่าของการหยุดยิง แต่ก็ไม่ทำให้การหยุดยิงแบกรับความหมายเกินกว่าที่มันทำสำเร็จ ข้อตกลงที่ช่วยชีวิตคนในวันนี้มีคุณค่าในตัวเอง และยังสามารถถูกวิจารณ์อย่างสุจริตได้ว่ามันเหลืองานโครงสร้างใดไว้สำหรับวันพรุ่งนี้
การเรียกข้อตกลงชั่วคราวว่าชั่วคราวจึงไม่ใช่การบ่อนทำลายสันติภาพ หากเป็นการปกป้องสันติภาพจากความคาดหวังเท็จ เพราะเมื่อความไม่เป็นธรรมเดิมกลับมาสร้างบาดแผลใหม่ ผู้คนจะไม่เพียงหมดศรัทธาต่อข้อตกลงฉบับหนึ่ง แต่อาจหมดศรัทธาต่อแนวคิดเรื่องการเจรจาทั้งหมด การบอกความจริงเกี่ยวกับข้อจำกัดของข้อตกลงจึงเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อสันติภาพเอง
11.6การเยียวยาแบบยืนยัน กับการเปลี่ยนแปลงแบบแปรโครงสร้าง
เครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์มาจาก Fraser (1995) ซึ่งแยกการเยียวยาแบบ affirmative ออกจากการเยียวยาแบบ transformative แบบแรกพยายามแก้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมโดยไม่เปลี่ยนกรอบลึกที่ผลิตผลลัพธ์นั้น ส่วนแบบหลังมุ่งจัดระเบียบกรอบดังกล่าวใหม่ ความแตกต่างนี้ไม่ควรถูกอ่านอย่างหยาบว่าการเยียวยาแบบแรก “เลว” และแบบหลัง “ดี” เสมอไป เพราะผู้คนที่กำลังเจ็บปวดไม่สามารถรอการปฏิวัติโครงสร้างอันสมบูรณ์ก่อนจึงจะได้รับความช่วยเหลือ
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการบรรเทาผลลัพธ์ถูกประกาศว่าเป็นการแก้ต้นเหตุ เมื่อสัมปทานเฉพาะหน้าถูกใช้เป็นหลักฐานว่าโครงสร้างเดิมยุติธรรมแล้ว หรือเมื่อผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการบรรเทาถูกเรียกร้องให้ตอบแทนด้วยการเลิกตั้งคำถามต่อกติกา การเยียวยาซึ่งควรเป็นสะพานไปสู่ความเปลี่ยนแปลงจึงกลับกลายเป็นกันชนของระเบียบเดิม
มาตรวัดสองชั้น
ข้อตกลงหนึ่งอาจมีคุณค่าในชั้นของ การลดความทุกข์ทันที และยังไม่เพียงพอในชั้นของ การยุติกลไกที่ผลิตความทุกข์ เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธคุณค่าชั้นแรกเพื่อยืนยันงานที่ยังค้างในชั้นที่สอง
การคิดแบบสองชั้นนี้ช่วยพาขบวนการออกจากการทะเลาะระหว่างผู้ที่ยอมรับ “ชัยชนะบางส่วน” กับผู้ที่ยืนยัน “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ทั้งสองฝ่ายอาจถูกพร้อมกันได้ ข้อถกเถียงที่แท้จึงควรย้ายจากการตีตรากันว่าใจร้อนหรือทรยศ ไปสู่การออกแบบว่าสัมปทานวันนี้จะสร้างเงื่อนไขให้การเปลี่ยนแปลงวันหน้าหรือจะปิดประตูมัน
11.7การให้อภัยมนุษย์ ไม่เท่ากับการให้อภัยโครงสร้าง
ไม่มีสังคมใดอยู่รอดได้ด้วยการแก้แค้นไม่รู้จบ และไม่มีการเมืองประชาธิปไตยใดงอกงามได้หากพลเมืองถูกตรึงไว้กับบทบาทศัตรูถาวร การให้อภัย การคืนดี และการฟื้นความสัมพันธ์จึงเป็นพลังทางศีลธรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่พลังนี้จะกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจทันที หากการให้อภัยถูกเรียกร้องจากผู้เสียหายโดยไม่เปิดเผยความจริง ไม่ยอมรับผิด ไม่เยียวยา และไม่สร้างหลักประกันว่าจะไม่เกิดซ้ำ
งานด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านยืนยันซ้ำ ๆ ว่าสังคมต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างความจริง ความรับผิด การเยียวยา และการคืนดีอย่างระมัดระวัง คณะกรรมการค้นหาความจริงอาจเปิดพื้นที่ให้สังคมรับรู้ความเสียหายและยืนยันศักดิ์ศรีของเหยื่อ แต่ไม่มีรูปแบบเดียวใช้ได้กับทุกแห่ง และการเปิดเผยความจริงไม่ควรถูกใช้แทนความรับผิดโดยอัตโนมัติ (Hayner, 2011) ขณะเดียวกัน ประสบการณ์แอฟริกาใต้ชี้ให้เห็นพลังของการให้อภัยในการตัดวงจรความแค้น ทว่าการคืนดีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อความจริงไม่ถูกฝังและศักดิ์ศรีของผู้เสียหายไม่ถูกต่อรองทิ้ง (Tutu, 1999)
จึงต้องแยกให้ชัดระหว่างการไม่ทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้กระทำ กับการยกเว้นกลไกที่อนุญาตให้การกระทำเกิดซ้ำ เราสามารถปฏิเสธความเกลียดชังและยังยืนยันความรับผิดได้ สามารถให้อภัยบุคคลและยังรื้ออภิสิทธิ์ของตำแหน่งได้ สามารถเลือกไม่ลงโทษบางรูปแบบเพื่อเปิดทางสันติ และยังสร้างสถาบันอิสระที่ป้องกันการละเมิดในอนาคตได้
การให้อภัยมนุษย์ปล่อยมนุษย์ออกจากวงจรแห่งความแค้น แต่การให้อภัยโครงสร้างก่อนมันถูกเปลี่ยน อาจปล่อยโครงสร้างออกจากความรับผิด
หากหนังสือเล่มนี้ยืนยันอหิงสา อารยธรรมสร้างสรรค์ และการไม่ทำลายความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม หลักดังกล่าวยิ่งทำให้เราต้องแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน มิฉะนั้นคำว่า “สันติ” อาจถูกใช้ให้ผู้มีอำนาจหลบพ้นการตรวจสอบได้ง่ายพอ ๆ กับที่คำว่า “ความยุติธรรม” อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างของการแก้แค้น มดแดงต้องไม่ตกทั้งสองเหว
11.8เมื่อการประนีประนอมเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด
หากการประนีประนอมมีความเสี่ยงเช่นนี้ ขบวนการประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อตกลงหนึ่งเป็นความก้าวหน้าจริง คำตอบมิได้อยู่ที่ว่าข้อตกลงนั้นให้ทุกสิ่งที่ต้องการหรือไม่ เพราะในโลกการเมืองจริงแทบไม่มีข้อตกลงเช่นนั้น เกณฑ์ที่มีประโยชน์กว่าคือถามว่า ข้อตกลงนั้นเปลี่ยนความสามารถในอนาคตของประชาชนหรือไม่
การยอมถอยในข้อเรียกร้องหนึ่งอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีมาก หากสิ่งที่ได้รับกลับมาคือพื้นที่ทางการเมืองกว้างขึ้น สิทธิในการจัดตั้งมั่นคงขึ้น กติกาการแข่งขันเป็นธรรมขึ้น ความสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจมากขึ้น หรือสถาบันที่ทำให้ประชาชนต่อรองในวันข้างหน้าจากฐานที่เสมอภาคกว่าเดิม กล่าวอีกอย่างหนึ่ง การประนีประนอมที่ดีไม่จำเป็นต้องชนะทุกเรื่องในวันนี้ แต่ควร เพิ่มความสามารถของประชาชนในการกำหนดวันพรุ่งนี้
ตรงกันข้าม ข้อตกลงที่ให้ผลประโยชน์ทันที แต่ลดเสรีภาพในการวิจารณ์ ลดความสามารถในการจัดตั้ง ทำให้กลไกพิเศษกลายเป็นเรื่องปกติ หรือยอมรับอำนาจที่ไม่ต้องรับผิดเป็นเงื่อนไขถาวร อาจแพงกว่าที่เห็น นี่คือความแตกต่างระหว่าง การถอยเพื่อสร้างพื้นที่ กับ การถอยจนสูญเสียพื้นที่
ขบวนการที่มีวุฒิภาวะจึงต้องยอมรับชัยชนะบางส่วนโดยไม่หลอกตัวเองว่ามันคือชัยชนะทั้งหมด และยอมรับการถอยชั่วคราวโดยไม่เปลี่ยนการถอยนั้นเป็นหลักการถาวร ความสามารถในการเรียกสิ่งต่าง ๆ ด้วยชื่อที่ตรงกับความจริงเป็นรูปแบบหนึ่งของวินัยทางการเมือง ชัยชนะบางส่วนก็คือชัยชนะบางส่วน ความพ่ายแพ้บางส่วนก็คือความพ่ายแพ้บางส่วน ไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าให้สิ่งใด เพราะขบวนการที่ไม่สามารถบอกความจริงกับตนเอง ย่อมเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองไม่ได้
11.9จาก “แบ่งเค้ก” สู่ “เปลี่ยนกติกาการแบ่งเค้ก”
การประนีประนอมแบบทั่วไปมักถามว่าเค้กก้อนนี้จะแบ่งกันอย่างไร ฝ่ายหนึ่งได้เท่าไร อีกฝ่ายได้เท่าไร ใครยอมลดส่วนของตนลงเท่าใด แต่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างต้องถามเพิ่มว่า ใครเป็นเจ้าของเตาอบ ใครกำหนดสูตร ใครถือมีด ใครตัดสินว่าเค้กก้อนนี้ใหญ่เพียงใด และเหตุใดบางคนจึงต้องขออนุญาตก่อนเข้ามานั่งที่โต๊ะ
Fraser (1995) ช่วยให้เราเห็นว่า การแบ่งผลลัพธ์ใหม่โดยไม่เปลี่ยนกรอบที่ผลิตผลลัพธ์นั้นอาจมีคุณค่าและบางครั้งจำเป็น แต่ไม่ควรถูกสับสนกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ในภาษาของทฤษฎีมดแดงล้มช้าง นี่คือความแตกต่างระหว่าง การได้รับส่วนแบ่งจากอำนาจ กับ การสถาปนาหลักว่าอำนาจนั้นเป็นของประชาชนตั้งแต่ต้น
สองสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน ระบอบคณาธิปไตยอาจแบ่งพื้นที่บางส่วนให้ประชาชนได้โดยไม่สูญเสียความสามารถในการเรียกพื้นที่นั้นกลับคืน ประชาธิปไตยที่มั่นคงกว่าเกิดขึ้นเมื่อไม่มีใครมีสถานะเป็นเจ้าของพื้นที่ทางการเมืองแต่เดิม และประชาชนคนอื่นเป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้เข้ามาใช้ นี่คือการเปลี่ยนจากการเมืองแห่ง สัมปทาน ไปสู่การเมืองแห่ง สิทธิ
การเปลี่ยนดังกล่าวมิได้ทำให้การต่อรองหมดความจำเป็น ตรงกันข้าม มันทำให้การต่อรองเป็นประชาธิปไตยขึ้น เพราะสิ่งที่ทุกฝ่ายนำมาแลกเปลี่ยนคือผลประโยชน์ นโยบาย และลำดับความสำคัญ มิใช่สถานะความเป็นพลเมืองของบางฝ่าย ไม่ใช่สิทธิที่จะมีเสียง และไม่ใช่หลักว่าผู้ใช้อำนาจทุกคนต้องอยู่ใต้กติกาเดียวกัน
11.10บัญญัติของมดแดงกับศิลปะแห่งการยอมโดยไม่จำนน
เมื่อย้อนกลับไปยังบัญญัติสิบประการในบทที่ 7 จะเห็นว่าการรับมือกับกับดักนี้ไม่ต้องการบัญญัติข้อใหม่ หากต้องการให้บัญญัติเดิมทำงานร่วมกันอย่างมีวุฒิภาวะ เรียนรู้ ทำให้มดแดงแยกสิ่งที่ได้รับจริงออกจากถ้อยคำสวยงาม ริเริ่ม ทำให้ประชาชนไม่รอให้ชนชั้นนำกำหนดกรอบการเจรจาทั้งหมด รวมใจ ทำให้การต่อรองไม่กลายเป็นการเจรจาของบุคคลที่ลอยตัวออกจากฐานประชาชน ระวัง ทำให้มดแดงตรวจสอบว่าข้อตกลงวันนี้สร้างข้อผูกมัดอะไรในวันหน้า และ รัก ป้องกันไม่ให้ความยืนหยัดกลายเป็นความเกลียดชัง พร้อมเตือนว่าฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองก็ยังเป็นมนุษย์
ส่วน รุกฆาต ในความหมายของหนังสือเล่มนี้ มิใช่การทำลายบุคคล หากหมายถึงการทำให้โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมไม่สามารถกลับมาผลิตผลแบบเดิมได้อีก ตรงนี้ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน ความรักที่ไม่มีโครงสร้างอาจกลายเป็นการยอมจำนน ยุทธศาสตร์ที่ไม่มีความรักอาจกลายเป็นการสร้างทรราชชุดใหม่ มดแดงต้องถือสองสิ่งนี้ไว้พร้อมกัน
การถือสองสิ่งพร้อมกันต้องอาศัยสถาบันภายในขบวนการด้วย ผู้แทนเจรจาต้องได้รับอาณัติที่ชัด มีช่องทางรายงานกลับ และถูกตรวจสอบได้ ฐานสมาชิกต้องมีพื้นที่ถกเถียงโดยไม่ถูกกล่าวหาว่าทรยศเมื่อถามคำถามยาก ๆ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ยอมรับข้อตกลงบางส่วนก็ไม่ควรถูกตีตราว่าขายอุดมการณ์โดยอัตโนมัติ วินัยประชาธิปไตยไม่ใช่ความเงียบเป็นแถว หากคือความสามารถตัดสินใจร่วมกันภายใต้ความเห็นต่าง และยังรักษาความสัมพันธ์พอจะทำงานร่วมกันต่อ
11.11แบบทดสอบง่ายที่สุด: หลังตกลงแล้ว ประชาชนแข็งแรงขึ้นหรืออ่อนแอลง?
การประเมินการประนีประนอมทางการเมืองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากทฤษฎีซับซ้อนที่สุดเสมอไป อาจเริ่มจากคำถามที่คนธรรมดาตรวจสอบได้ร่วมกัน:
- หลังข้อตกลง ประชาชนธรรมดามีสิทธิและเสรีภาพที่ใช้ได้จริงมากขึ้นหรือน้อยลง?
- ประชาชนรวมตัว จัดตั้ง สื่อสาร และคัดค้านได้ง่ายขึ้นหรือยากขึ้น?
- ผู้มีอำนาจถูกตรวจสอบและต้องรับผิดภายใต้กติกาเดียวกับคนอื่นมากขึ้นหรือไม่?
- ผลที่ได้เป็นสิทธิซึ่งสถาบันรับรอง หรือเป็นเพียงสัมปทานที่ผู้มีอำนาจเรียกคืนได้?
- ฝ่ายหนึ่งแพ้การเลือกตั้งได้โดยไม่ถูกทำลายหรือขับออกจากระบบหรือไม่?
- ผู้เสียหายมีส่วนกำหนดความจริง การเยียวยา และหลักประกันไม่เกิดซ้ำหรือไม่?
- ผู้แทนเจรจายังเชื่อมโยงและรับผิดต่อฐานประชาชน หรือข้อตกลงขึ้นกับบุคคลไม่กี่คน?
- หากผู้มีอำนาจที่สุดเปลี่ยนใจในวันพรุ่งนี้ ประชาชนยังมีหลักประกันทางสถาบันปกป้องสิ่งที่ได้มาในวันนี้หรือไม่?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูป บางข้อตกลงอาจเพิ่มสิทธิด้านหนึ่งแต่ลดความสามารถอีกด้านหนึ่ง บางครั้งการช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วนสมเหตุสมผลแม้ยังไม่แตะโครงสร้าง และบางครั้งการปฏิเสธข้อตกลงที่บกพร่องก็อาจทำให้ผู้เปราะบางต้องจ่ายต้นทุนสูงกว่าผู้นำที่ตัดสินใจ หน้าที่ของการวิเคราะห์จึงไม่ใช่ผลิตตราประทับ “แท้” หรือ “ปลอม” โดยไม่สนใจบริบท หากคือทำให้ต้นทุน ผลได้ ผู้จ่าย และผลระยะยาวปรากฏต่อสาธารณะ
อย่างไรก็ดี หากข้อตกลงหนึ่งทำให้ประชาชนต่อรองในอนาคตจากฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม แม้มันไม่สมบูรณ์ มันอาจเป็นก้าวที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง แต่หากข้อตกลงทำให้ความขัดแย้งเงียบลงด้วยการทำให้ประชาชนสูญเสียความสามารถตั้งคำถามกับต้นเหตุของความขัดแย้ง ความสงบนั้นย่อมต้องถูกตรวจสอบอย่างระมัดระวัง
11.12บทสรุป: มดแดงต้องรู้ทั้งวิธียืนและวิธียอม
ขบวนการที่ไม่รู้จักยอมใครเลยอาจกลายเป็นลัทธิความบริสุทธิ์ ขบวนการที่ยอมทุกครั้งเมื่อถูกเรียกร้องให้ “สามัคคี” อาจกลายเป็นเครื่องประดับของระบอบเดิม วุฒิภาวะทางการเมืองอยู่ระหว่างสองขั้วนี้ มันคือความสามารถในการแยกหลักการออกจากยุทธวิธี แยกสิ่งที่ต่อรองได้ออกจากสิ่งที่หากยอมแล้วจะทำลายฐานของความเสมอภาค แยกความสงบออกจากความเงียบ และแยกการให้อภัยมนุษย์ออกจากการให้อภัยโครงสร้างที่ยังสามารถสร้างผู้เสียหายรายใหม่
มดแดงจึงไม่ควรหลงรักความขัดแย้ง แต่ก็ไม่ควรกลัวความขัดแย้งจนยอมซื้อความสงบด้วยสิทธิของตนเอง เป้าหมายมิใช่การทำให้ฝ่ายหนึ่งยอมแพ้อีกฝ่าย หากเป็นการสร้างสนามการเมืองที่ไม่มีใครยืนอยู่นอกกติกาแล้วบังคับคนอื่นให้เล่นอยู่ภายในกติกานั้น
เมื่อสนามเปลี่ยน การประนีประนอมก็เปลี่ยนความหมาย มันไม่ใช่การเจรจาระหว่างผู้ปกครองกับผู้ขอ ไม่ใช่การแบ่งสัมปทานระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ไม่มีอำนาจ แต่เป็นการต่อรองระหว่าง พลเมืองที่มีศักดิ์ศรีเท่ากัน และนี่คือการประนีประนอมที่ประชาธิปไตยต้องการ ไม่ใช่ความสงบที่เกิดจากการที่ฝ่ายอ่อนแอกว่าเลิกพูด แต่เป็นสันติที่เกิดจากการที่ไม่มีฝ่ายใดมีสิทธิทำให้อีกฝ่ายต้องเงียบ
เสียงครูเพียงดิน
บางครั้งมดแดงต้องถอยครับ
ถอยเพื่อไม่ให้เพื่อนตาย ถอยเพื่อรักษากำลัง ถอยเพื่อเรียนรู้ ถอยเพื่อเปิดทางใหม่ ถอยแม้กระทั่งเพื่อจับมือกับคนที่เมื่อวานยังเป็นคู่ขัดแย้ง หากวันหนึ่งเราพบพื้นที่ที่สามารถสร้างบ้านเมืองร่วมกันได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความพ่ายแพ้
แต่มีการถอยอีกชนิดหนึ่งที่เราต้องจำให้แม่น คือถอยแล้วบอกตัวเองว่าเราเดินหน้า เสียสิทธิแล้วบอกว่าได้สันติ ยอมให้โครงสร้างเดิมอยู่ครบ แล้วฉลองเพราะเขาเปลี่ยนคนเฝ้าประตูให้เรา
มดแดงไม่ต้องดื้อ แต่ต้องรู้ว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงไหน เพราะคนที่รู้ตำแหน่งของตนเอง ถอยหนึ่งก้าวก็ยังรู้ว่าทางข้างหน้าอยู่ทิศใด ส่วนคนที่หลงทิศ ต่อให้เดินหน้า ก็อาจกำลังเดินกลับไปหากรงเดิม
ทางเชื่อมสู่บทที่ 12จากการไม่ยอมจำนน สู่การไม่กลายเป็นช้างเสียเอง
เมื่อเรารู้แล้วว่าการประนีประนอมแบบใดรักษาพื้นที่ของประชาชน คำถามถัดไปยากกว่าเดิม: หากมดแดงรวมตัวจนมีพลังต่อรองจริง เราจะป้องกันมิให้พลังนั้นรวมศูนย์ สร้างผู้เฝ้าประตูชุดใหม่ และทำซ้ำตรรกะของช้างที่เราเคยต่อสู้ได้อย่างไร?
บทที่ 12 จะพาไปสู่กับดักปลายทางของขบวนการเปลี่ยนแปลง—กับดักชัยชนะ—เมื่อการโค่นอำนาจเดิมยังมิใช่หลักประกันว่าระบบใหม่จะเป็นของประชาชน และเมื่อคำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “เราชนะหรือยัง” แต่คือ “หลังชัยชนะ ใครมีสิทธิควบคุมผู้ชนะ”
บรรณานุกรม
- Fraser, N. (1995). From redistribution to recognition? Dilemmas of justice in a “post-socialist” age. New Left Review, I(212), 68–93. https://newleftreview.org/issues/i212/articles/nancy-fraser-from-redistribution-to-recognition-dilemmas-of-justice-in-a-post-socialist-age
- Gutmann, A., & Thompson, D. (2012). The spirit of compromise: Why governing demands it and campaigning undermines it. Princeton University Press. https://doi.org/10.2307/j.ctt6wpzt8
- Hayner, P. B. (2011). Unspeakable truths: Transitional justice and the challenge of truth commissions (2nd ed.). Routledge.
- Lederach, J. P. (1997). Building peace: Sustainable reconciliation in divided societies. United States Institute of Peace Press.
- Mansbridge, J., Bohman, J., Chambers, S., Estlund, D., Føllesdal, A., Fung, A., Lafont, C., Manin, B., & Martí, J. L. (2010). The place of self-interest and the role of power in deliberative democracy. Journal of Political Philosophy, 18(1), 64–100. https://doi.org/10.1111/j.1467-9760.2009.00344.x
- Mouffe, C. (2000). The democratic paradox. Verso.
- Przeworski, A. (1991). Democracy and the market: Political and economic reforms in Eastern Europe and Latin America. Cambridge University Press.
- Tutu, D. (1999). No future without forgiveness. Doubleday.
- Young, I. M. (2000). Inclusion and democracy. Oxford University Press. https://doi.org/10.1093/0198297556.001.0001