77 คนไปศาล
แล้วเหตุใด “ต้นน้ำ” จึงหายไป?
ถอดมติ กกต. คดีเลือก สว. จากโพย เงิน โทรศัพท์ พยาน และเครือข่าย สู่คำถามทางกฎหมายที่สำคัญกว่า “ใครผิด” — กกต.มีหน้าที่พิสูจน์คดีแทนศาล หรือมีหน้าที่ส่งคดีที่มีมูลให้ศาลเป็นผู้ไต่สวน?
บทความนี้ไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาคนใดมีความผิด บุคคลทุกคนยังได้รับประโยชน์จากหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาตามกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่บทความตรวจสอบคืออีกคำถามหนึ่ง — เมื่อมีหลักฐานและพฤติการณ์ถึงระดับหนึ่งแล้ว ใครควรเป็นผู้วินิจฉัยสุดท้าย?
วันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ดำเนินการส่งผู้ถูกร้อง 77 คน เข้าสู่กระบวนการศาลในคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ในจำนวนดังกล่าวมีสมาชิกวุฒิสภาปัจจุบัน 26 คน ขณะที่รัฐมนตรี สส. กรรมการบริหารพรรค และนักการเมืองซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาเดิมบางส่วน ไม่ถูกส่งเข้าสู่ศาลในส่วนนี้
มติดังกล่าวทำให้เกิดสถานการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะ กกต. ไม่ได้บอกว่าไม่มีการกระทำที่น่าสงสัยเลย หากเป็นเช่นนั้นก็คงไม่มีคนถึง 77 คนต้องไปเผชิญกระบวนการต่อหน้าศาล
ดังนั้นปัญหาที่เหลือจึงไม่ใช่เพียง “มีการโกงหรือไม่?” แต่กลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่า:
แล้วต้นน้ำอยู่ที่ไหน?
1. จุดที่ต้องแยกให้ชัดที่สุด: “มีมูล” ไม่เท่ากับ “มีความผิด”
นี่คือหัวใจทางกฎหมายของเรื่องทั้งหมด และเป็นจุดที่การถกเถียงในสังคมมักปนกันจนสับสน
กระบวนการหนึ่งถามว่า “มีหลักฐานเพียงพอหรือยังที่จะนำเรื่องไปให้ศาลตรวจสอบ?”
ส่วนอีกกระบวนการถามว่า “หลังจากไต่สวนพยานหลักฐานครบแล้ว บุคคลนั้นกระทำผิดจริงหรือไม่?”
สองคำถามนี้ไม่ใช่คำถามเดียวกัน
หลังประกาศผลการเลือกแล้ว หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น กฎหมายกำหนดให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลพิจารณาเรื่องการเพิกถอนสิทธิ
พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 ใช้โครงสร้างทางกฎหมายในทำนองเดียวกัน: เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่ามีการทุจริตหรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
กฎหมายจึงไม่ได้เขียนว่า “เมื่อ กกต. พิสูจน์จนหมดข้อสงสัยแล้วว่าบุคคลนั้นผิด จึงค่อยส่งเรื่องให้ศาล”
นี่ไม่ใช่เรื่องถ้อยคำเล็กน้อย แต่เป็นการแบ่งบทบาทของสองสถาบัน
| กกต. | ศาลฎีกา |
|---|---|
| สืบสวน ไต่สวน รวบรวมข้อเท็จจริง และประเมินว่ามี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ถึงระดับที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ | รับคำร้อง พิจารณาสำนวน ไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน แล้ววินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดหรือไม่ |
2. หลักฐานไม่จำเป็นต้อง “เสร็จสมบูรณ์” ก่อนถึงศาล
จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 226 อีกตอนหนึ่ง ซึ่งระบุว่าในการพิจารณาคดี ศาลฎีกาให้นำสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต. เป็นหลัก และ “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม” ศาลมีอำนาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้
หมายความว่า กฎหมายรู้อยู่แล้วว่าสำนวนที่ กกต. ส่งไป อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของทุกเรื่อง
ศาลได้รับอำนาจให้ค้นหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้อีก
เพราะฉะนั้น หาก กกต. ปฏิเสธส่งบุคคลหนึ่งเข้าสู่ศาล ด้วยเหตุผลเพียงว่า “เรายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมดว่าเขาเกี่ยวข้องอย่างไร” คำถามทางกฎหมายที่ต้องถามต่อคือ:
“มีหลักฐานอันควรเชื่อได้”
หรือกำลังใช้มาตรฐานที่ใกล้เคียงกับ
“พิสูจน์ความผิดให้เสร็จก่อนขึ้นศาล”?
แน่นอนว่า กกต. ไม่จำเป็นต้องส่งทุกข้อกล่าวหาที่ใครยื่นเข้ามาให้ศาลโดยอัตโนมัติ เพราะคำร้องลอย ๆ ข่าวลือ หรือการกล่าวหาทางการเมือง ย่อมไม่เท่ากับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้”
กกต. ยังมีหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และพิจารณาว่าข้อกล่าวหานั้นมีฐานข้อเท็จจริงหรือไม่
แต่เมื่อผ่านจุดที่มี หลักฐานหลายประเภทและหลายแหล่งซึ่งสามารถเชื่อมโยงกันได้ คำถามก็เปลี่ยนจาก “พิสูจน์แล้วหรือยังว่าเขาผิด” ไปเป็น “ถึงระดับที่ควรให้ศาลตรวจสอบต่อหรือยัง”
3. และคดีนี้ไม่ได้เริ่มจากกระดาษร้องเรียนเพียงแผ่นเดียว
ก่อนมติครั้งล่าสุด คณะสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ใช้เวลาสอบสวนหลายเดือน ตรวจเอกสารจำนวนมาก และสอบพยานกว่า 700 ปาก ก่อนมีความเห็นว่าคดีมีมูลต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน
ต่อมาคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 มีความเห็นด้วยคะแนน 5 ต่อ 2 ในทิศทางตรงกันข้าม ว่าข้อกล่าวหาของบุคคลกลุ่มดังกล่าวไม่มีมูล
และสุดท้าย กกต. ชุดใหญ่มีมติเลือกบางส่วนเข้าสู่ศาลจำนวน 77 คน
เห็นมีมูล 229
เห็นไม่มีมูล 229
ส่ง 77 คน
ความเห็นที่แตกต่างกันเองเช่นนี้ ไม่ได้พิสูจน์ว่าฝ่ายใดทุจริต
แต่มันพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า พยานหลักฐานชุดเดียวกันสามารถนำไปสู่การประเมินทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างมาก
และเมื่อความแตกต่างมีขนาดตั้งแต่ “229 คนมีมูล” ไปจนถึง “229 คนไม่มีมูล” สังคมย่อมมีเหตุผลที่จะต้องการเห็นคำอธิบายอย่างละเอียดว่า หลักฐานชิ้นใดถูกเชื่อ ชิ้นใดถูกตัดทิ้ง และใช้มาตรฐานอะไรในการตัดสิน
4. ลองวางหลักฐานทั้งหมดบนโต๊ะเดียวกัน
ปัญหาของคดีเครือข่ายคือ หากหยิบหลักฐานขึ้นมาดูทีละชิ้น แทบทุกชิ้นสามารถมีคำอธิบายอีกแบบได้
1 โพย
มีโพยรายชื่อไม่ได้แปลว่ามีการโกงโดยอัตโนมัติ คนอาจจดชื่อบุคคลที่ตนชอบหรือสนใจไว้ก็ได้
แต่ถ้าโพยหลายชุดมีรูปแบบสัมพันธ์กัน ปรากฏในกลุ่มบุคคลที่เชื่อมโยงกัน และผลการลงคะแนนสอดคล้องกับรายชื่อเหล่านั้น ความหมายของโพยก็เปลี่ยนไป
2 สถานที่รวมตัว
คนหลายคนพักโรงแรมเดียวกันไม่ใช่ความผิด การประชุมกันก็ไม่ใช่ความผิด
แต่ถ้าสถานที่เดียวกันเชื่อมโยง ผู้สมัครกลุ่มเดียวกัน การจัดกลุ่ม โพย การเดินทาง และการลงคะแนน สถานที่นั้นก็กลายเป็นพยานแวดล้อมชิ้นหนึ่ง
3 เงิน
เงินโอนไม่เท่ากับเงินซื้อเสียง
ผู้รับและผู้โอนสามารถมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ กู้ยืมเงิน ซื้อขายสินค้า หรือมีหนี้สินต่อกันได้
แต่เมื่อตรวจเส้นเงิน ผู้สอบสวนไม่ได้ดูเพียงว่าเงินเคลื่อนหรือไม่ แต่ต้องดูว่า
หากเงินเคลื่อนในช่วงสำคัญของการเลือก ไปหาผู้สมัครหลายราย แล้วบุคคลเหล่านั้นมีพฤติกรรมทางการเลือกไปในทิศทางเดียวกัน ข้อเท็จจริงเหล่านี้อาจต้องพิจารณาร่วมกัน ไม่ใช่แยกเงินทุกก้อนออกจากบริบททั้งหมด
4 โทรศัพท์
ประวัติการโทรพิสูจน์ได้เพียงว่า บุคคลสองคนติดต่อกัน ไม่ได้พิสูจน์ว่าพูดเรื่องอะไร
นี่เป็นข้อจำกัดที่แท้จริงของหลักฐานประเภทนี้
แต่ถ้าเกิดลำดับแบบนี้:
การโทรศัพท์ก็ไม่ควรถูกประเมินราวกับเป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยวอีกต่อไป
5 พยานบุคคล
พยานบางคนในคดีถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังเรื่องความน่าเชื่อถือ รวมถึงปัญหาการกลับคำให้การ ความขัดแย้งกับผู้ถูกกล่าวหา และความไม่สอดคล้องของคำให้การบางส่วน
กกต. มีสิทธิและมีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้อย่างเข้มงวด
แต่การที่พยานคนหนึ่งไม่น่าเชื่อถือทั้งหมด ไม่ได้แปลว่า หลักฐานวัตถุ พยานแวดล้อม เส้นเงิน ข้อมูลการติดต่อ หรือคำให้การของบุคคลอื่นจะหายไปพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
5. นี่คือหลักคิดสำคัญ: อย่าโยงทุกอย่างเกินหลักฐาน — แต่อย่าแยกทุกอย่างจนมองไม่เห็นขบวนการ
ประโยคนี้อาจเป็นหัวใจของคดีทั้งหมด
แต่อย่าแยกทุกอย่างจนมองไม่เห็นขบวนการ”
หากเรามองทุกสิ่งว่าเชื่อมโยงกันเพียงเพราะต้องการให้มันเชื่อม เรากำลังทำลายหลักนิติรัฐ
แต่หากเราจงใจหยิบหลักฐานแต่ละชิ้นออกมาพิจารณาแยกกันจนหมด เราก็อาจทำให้คดีที่มีโครงสร้างเป็นเครือข่าย กลายเป็นเหตุบังเอิญเล็ก ๆ หลายร้อยเหตุการณ์
อาชญากรรมหรือการทุจริตแบบเครือข่าย จึงต้องใช้สิ่งที่ในทางกฎหมายเรียกว่า พยานแวดล้อม และในทางการวิเคราะห์อาจเรียกว่า network evidence
ไม่ใช่ถามเพียงว่า นาย ก. ทำอะไร
แต่ถามว่า นาย ก. เชื่อมกับ ข. อย่างไร ข. เชื่อมกับ ค. อย่างไร เงินมาจากไหน ใครนัดหมาย ใครทำโพย ใครได้ประโยชน์ และรูปแบบเหล่านี้เกิดซ้ำโดยบังเอิญได้มากน้อยเพียงใด
6. จุดที่มติ 77 คนสร้างคำถามใหม่ขึ้นมาเอง
หาก กกต. ยกคำร้องทั้งหมด ฝ่าย กกต. อาจอธิบายได้ง่ายกว่าว่า หลักฐานทั้งหมดไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เช่นนั้น
กกต.เองเห็นว่าพฤติการณ์ของคน 77 คน ถึงระดับที่ควรเข้าสู่กระบวนการศาล
นั่นทำให้เกิดคำถามโดยธรรมชาติว่า คนเหล่านี้เป็นบุคคลที่ต่างคนต่างทำ หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่มีการประสานงาน?
หากต่างคนต่างทำ หลักฐานควรสามารถอธิบายความเป็นอิสระของแต่ละกรณีได้
แต่หากพฤติการณ์หลายจังหวัด หลายกลุ่มอาชีพ หลายสถานที่ หลายโพย หลายเส้นเงิน และหลายสายสัมพันธ์ มีรูปแบบร่วมกัน การถามถึงผู้ประสานงานหรือต้นน้ำ ไม่ใช่การกล่าวหาเกินหลักฐาน
มันคือคำถามสอบสวนขั้นพื้นฐาน
7. สมมติฐาน “คนทำเอง” ต้องถูกตรวจสอบพอ ๆ กับสมมติฐาน “มีผู้จัดการ”
ลองนึกถึงโรงงานเถื่อน
เจ้าหน้าที่จับคนแพ็กสินค้าได้
จับคนส่งสินค้าได้
จับคนรับเงินได้
จับคนกระจายสินค้าได้
แต่ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงว่าผู้ถือหุ้นหรือผู้บริหารคนใดเป็นคนสั่ง
การไม่มีหลักฐานตรงถึงผู้บริหาร ไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้บริหารผิด
แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามว่า ระบบการผลิตและกระจายสินค้าทั้งหมดเกิดขึ้นเองได้อย่างไร
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกี่ยวข้อง” กับ “พิสูจน์แล้วว่าไม่เกี่ยวข้อง”
ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า A เกี่ยวข้อง ไม่ได้เท่ากับ พิสูจน์แล้วว่า A ไม่เกี่ยวข้อง
8. ศาลฎีกาไม่ได้เป็นเพียงตรายางของ กกต.
จุดนี้สำคัญจนควรอ่านซ้ำ
รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ไม่ได้สร้างระบบที่ กกต. ต้องหาคำตอบครบทุกเรื่อง แล้วเอาคำตอบสำเร็จรูปไปให้ศาลประทับตรา
ตรงกันข้าม กฎหมายให้อำนาจศาลฎีกาใช้สำนวนของ กกต. เป็นฐาน และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม สั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้
นี่สะท้อนการแบ่งงานอย่างชัดเจน:
ค้นหาและประเมิน “มูล”
ไต่สวนและวินิจฉัย
ชี้ผิดหรือไม่ผิด
เพราะฉะนั้น การส่งบุคคลเข้าสู่ศาล ไม่ใช่การประณามเขาว่าเป็นผู้กระทำผิด
ในอีกมุมหนึ่ง มันอาจเป็นวิธีที่ยุติธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหาด้วย เพราะเขาจะได้มีโอกาสนำพยานและข้อแก้ต่างเข้าสู่กระบวนการตุลาการ และได้รับคำวินิจฉัยจากองค์กรที่กฎหมายมอบหน้าที่ตัดสินคดีโดยตรง
9. ถ้าอย่างนั้น กกต. มีสิทธิยกคำร้องหรือไม่?
มีแน่นอน
หากหลักฐานเป็นเพียงข่าวลือ คำกล่าวหาไร้ที่มา พยานขัดกันจนสาระสำคัญฟังไม่ได้ เอกสารไม่สามารถพิสูจน์ที่มา หรือข้อเท็จจริงแม้รับฟังทั้งหมดแล้วก็ยังไม่ทำให้เกิด “หลักฐานอันควรเชื่อได้” กกต. ย่อมมีอำนาจและหน้าที่ไม่ส่งเรื่องที่ไร้มูลเข้าสู่ศาล
มิฉะนั้นใครก็สามารถใช้กระบวนการร้องเรียนเป็นอาวุธทางการเมืองได้
แต่ความยากของคดีนี้คือ เราไม่ได้เผชิญเพียงข้อกล่าวหาหนึ่งประโยคจากคู่แข่งทางการเมือง
เรามีทั้งสำนวนสอบสวน พยานหลายร้อยปาก เอกสาร ข้อมูลการเงิน ข้อมูลการติดต่อ โพย สถานที่ และคำให้การหลากหลายชุด จนคณะสืบสวนของ กกต. เองเคยเห็นว่าบุคคล 229 คนมีมูล
และ กกต.ชุดใหญ่เองสุดท้ายยังเห็นว่ามี 77 คนที่ควรไปศาล
เพราะฉะนั้นประชาชนจึงมีเหตุผลเต็มที่ที่จะถามว่า
กับบุคคลที่ถูกยกคำร้องนั้น
อยู่ตรงไหนในทางพยานหลักฐาน?
10. คำวินิจฉัยจึงต้องอธิบายมากกว่า “เชื่อ” หรือ “ไม่เชื่อ”
องค์กรอิสระไม่ได้มีความชอบธรรมเพียงเพราะกฎหมายเรียกว่าองค์กรอิสระ
ความชอบธรรมเกิดจาก reasoned decision-making — การใช้อำนาจโดยมีเหตุผลที่ตรวจสอบได้
ในคดีที่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจระดับประเทศ คำอธิบายจึงควรตอบอย่างน้อยว่า
• เส้นเงินใดถูกตัดออก และเพราะเหตุใด?
• call log มีน้ำหนักเพียงใดเมื่อประกอบกับหลักฐานอื่น?
• โพยแต่ละชุดมีที่มาและความสัมพันธ์กันอย่างไร?
• หลักฐานใดเชื่อมเฉพาะผู้ปฏิบัติ และหลักฐานใดถูกกล่าวหาว่าเชื่อมผู้จัดการ?
• เหตุใดหลักฐานชุดหนึ่งจึงผ่านเกณฑ์ “อันควรเชื่อได้” สำหรับ 77 คน แต่ไม่ผ่านสำหรับบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง?
การตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาใจฝ่ายค้าน หรือเพื่อประณามฝ่ายรัฐบาล
แต่มีไว้เพื่อพิสูจน์ว่า มาตรฐานเดียวกันถูกใช้กับทุกคน
11. และนี่คือเหตุที่มาตรา 157 เริ่มเข้ามาอยู่ในข้อถกเถียง
หลังมติ กกต. วันที่ 14 กันยายน พรรคประชาชนประกาศว่าจะเดินหน้าตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. รวมถึงแนวทางดำเนินคดีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตตามองค์ประกอบของกฎหมาย
การที่มีผู้ประกาศว่าจะกล่าวหาหรือดำเนินคดีตามมาตรา 157 ไม่เท่ากับ กกต. มีความผิดตามมาตรา 157 แล้ว
การจะเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐต้องพิสูจน์องค์ประกอบของความผิด เจตนา และพฤติการณ์ตามกฎหมายอีกกระบวนการหนึ่ง
แต่การประกาศใช้ช่องทางมาตรา 157 ทำให้ข้อพิพาทนี้เคลื่อนจากสนามการเมืองไปสู่อีกคำถามทางกฎหมาย:
หรือมีการใช้หรือละเว้นการใช้อำนาจ ที่อาจต้องถูกตรวจสอบในกระบวนการยุติธรรม?
คำตอบเรื่องนี้ก็ไม่ควรถูกตัดสินด้วยอารมณ์เช่นเดียวกัน ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน
12. เรื่องนี้ใหญ่กว่า 77 คน และใหญ่กว่า สว. 200 ที่นั่ง
เหตุที่คดีนี้มีความหมายสูง เพราะ สว. ไม่ใช่ตำแหน่งที่อยู่โดดเดี่ยว
วุฒิสภามีบทบาทในกลไกรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระบวนการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรและตำแหน่งสำคัญบางประเภท
หากกระบวนการที่ทำให้ได้มาซึ่งวุฒิสภาถูกบิดเบือน ผลของความบิดเบือนอาจเดินทางต่อไปยังสถาบันอื่น
ในรัฐศาสตร์มีแนวคิดหนึ่งเรียกว่า institutional capture หรือการยึดกุมสถาบัน
การยึดกุมรัฐสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้รถถังเสมอไป
บางครั้งเพียงสามารถควบคุมว่า ใครเข้าไปนั่งในองค์กรที่มีอำนาจเลือกหรือรับรององค์กรอื่น ก็สามารถส่งอิทธิพลต่อโครงสร้างรัฐได้เป็นทอด ๆ
ถ้าควบคุมประตูที่ทุกคนต้องเดินผ่านได้
13. สิ่งที่เรารู้ — และสิ่งที่ยังพูดไม่ได้
• มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากและมีสำนวนสอบสวนขนาดใหญ่
• คณะไต่สวนชุดหนึ่งเคยเห็นว่ามีมูลต่อ 229 คน
• คณะอนุกรรมการอีกชุดหนึ่งเห็นต่างอย่างมาก
• กกต.ชุดใหญ่สุดท้ายส่ง 77 คนเข้าสู่กระบวนการศาล
• มีพยานหลักฐานหลายประเภท ไม่ใช่เพียงคำกล่าวหาทางการเมือง
• พรรคประชาชนประกาศว่าจะดำเนินการตรวจสอบ กกต. ต่อ รวมถึงแนวทางตามมาตรา 157
• ยังพูดไม่ได้ว่า 77 คนทั้งหมดกระทำผิดแล้ว
• ยังพูดไม่ได้ว่านักการเมืองที่ถูกยกคำร้องเป็นผู้สั่งการ
• ยังพูดไม่ได้ว่า กกต.จงใจช่วยเหลือบุคคลใด
• ยังพูดไม่ได้ว่า กกต.กระทำผิดมาตรา 157
เรื่องเหล่านี้ต้องพิสูจน์ในกระบวนการที่มีอำนาจวินิจฉัย
14. แต่มีสิ่งหนึ่งที่ประชาชนถามได้เต็มปาก
ประชาชนไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบล่วงหน้าว่าใครผิด จึงจะมีสิทธิเรียกร้องให้กระบวนการไปถึงสถานที่ที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับค้นหาคำตอบ
เราจึงสามารถยืนยันสองหลักพร้อมกันได้โดยไม่ขัดแย้งกันเลย:
หลักที่สอง: อย่าปิดประตูศาลเพียงเพราะหลักฐานยังไม่สมบูรณ์ถึงระดับคำพิพากษา หากมันผ่านเกณฑ์ทางกฎหมายที่กำหนดไว้สำหรับการนำเรื่องเข้าสู่ศาลแล้ว
การคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหากับการตรวจสอบผู้มีอำนาจ จึงไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกัน
ทั้งสองอย่างคือส่วนประกอบของหลักนิติรัฐเดียวกัน
บทส่งท้าย — อย่าตัดสินแทนศาล และอย่ากันศาลออกจากการตัดสิน
เราไม่ควรกล่าวว่า นักการเมืองคนใดผิดเพียงเพราะชื่อของเขาปรากฏในสำนวน
เราไม่ควรกล่าวว่า สว. 77 คนผิดเพียงเพราะ กกต. ส่งเรื่องไปศาล
และเราไม่ควรกล่าวว่า กกต.ผิดมาตรา 157 เพียงเพราะฝ่ายการเมืองประกาศว่าจะดำเนินคดี
แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ควรระมัดระวังไม่ให้คำว่า “ยังพิสูจน์ไม่ได้ทั้งหมด” ถูกใช้แทนคำว่า “ไม่มีมูลให้ศาลตรวจสอบ” โดยปราศจากคำอธิบายที่เพียงพอ
รัฐธรรมนูญไม่ได้ออกแบบให้ กกต.เป็นศาล และไม่ได้ออกแบบให้ศาลเป็นเพียงตรายางของ กกต.
กกต.มีหน้าที่สืบสวนและประเมินว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้หรือไม่ ส่วนศาลมีหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัย และรัฐธรรมนูญยังให้อำนาจศาลค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้อีก
เพราะฉะนั้นคำถามสำคัญที่สุดของคดีนี้ ไม่ควรเป็นเพียง “ใครผิด?”
แต่ควรถามก่อนว่า
เมื่อหลักฐานเดินมาถึงประตูศาลแล้ว
ใครมีอำนาจตัดสินว่าความจริงอยู่หลังประตูนั้นหรือไม่?
และหากกฎหมายตอบว่า “ศาลฎีกา” เราก็ควรระวังอย่างยิ่ง ไม่ให้องค์กรที่มีหน้าที่พาคดีมาถึงประตู กลายเป็นผู้ตัดสินคดีเสียเองโดยไม่รู้ตัว
หลักนิติรัฐจึงไม่ได้หมายความเพียงว่า
อย่าตัดสินคนก่อนศาล
แต่มันหมายความด้วยว่า
เมื่อเรื่องมีมูลตามเกณฑ์กฎหมาย อย่าตัดศาลออกจากการตัดสิน
หมายเหตุและหลักกฎหมายที่ใช้ประกอบ
1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 226
กำหนดหลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้”
และให้นำสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต. เป็นหลักในการพิจารณาของศาลฎีกา
โดยศาลมีอำนาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม
เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
2. พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
กำหนดว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใด
กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก
หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น
อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
3. ข้อมูลคดีและกระบวนการพิจารณา
ใช้ประกอบจากข้อมูลสาธารณะของสำนักงาน กกต.,
รายงานข่าว Thai PBS, สำนักข่าวอิศรา,
ตลอดจนข้อมูลและข้อโต้แย้งที่ฝ่ายผู้กล่าวหา
และผู้ถูกกล่าวหานำเสนอต่อสาธารณะ
4. มาตรา 157
ในบทความนี้กล่าวถึงในฐานะ
“แนวทางการดำเนินการที่พรรคประชาชนประกาศภายหลังมติ กกต.”
มิได้หมายความว่ามีคำวินิจฉัยแล้วว่า กกต. คนใดกระทำความผิด
บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงกฎหมายและสถาบัน มิใช่คำพิพากษา และไม่ได้กล่าวหาว่าบุคคลใดมีความผิด ก่อนกระบวนการยุติธรรมวินิจฉัย
