เครื่องปรุงที่ประเทศไทยยังใส่ไม่ครบ
สิบเอ็ดปีหลังจากการจุดประกายความคิดที่ มหาวิทยาลัย Harvard กับคำถามว่า เราจะเริ่มต้นใหม่ร่วมกันได้หรือยัง
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2015 ผมเคยมีโอกาสไปพูดเสนอแนวคิดทางออกประเทศไทย ในเวทีของ Thai Studies Program ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในช่วงเวลาที่สังคมไทยเพิ่งผ่านความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ผ่านการสูญเสียชีวิตจากการปราบปรามผู้ชุมนุม ผ่านความเกลียดชังระหว่างคนไทยด้วยกัน และเพิ่งเข้าสู่ระบอบที่เกิดขึ้นจากรัฐประหาร 2557
ตอนนั้นผมไม่ได้คิดว่าตนเองมี “สูตรสำเร็จ” สำหรับประเทศไทย เพราะไม่มีใครควรหลงตนเองถึงเพียงนั้น สิ่งที่ผมเสนอจึงเป็นเพียงสิ่งที่เรียกว่า Ingredients for Thailand’s Solutions — เครื่องปรุงสำหรับทางออกของประเทศไทย
ในสไลด์เหล่านั้นมีถ้อยคำง่าย ๆ เช่น ความรักและความเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาคแทนการครอบงำ การสร้างสรรค์แทนการทำลาย ประชาธิปไตยแทนอำนาจนิยม การเปิดพื้นที่พูดคุย สิทธิมนุษยชน หลักการและมาตรฐานเดียว ข้อเท็จจริง ความจริง ความยุติธรรม ความรับผิด การเลือกตั้ง และกลไกสำหรับการแก้ปัญหาเมื่อระบบภายในประเทศไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
สิบเอ็ดปีผ่านไป เมื่อย้อนกลับไปดู ผมไม่ได้รู้สึกภูมิใจเพราะคิดว่า “เห็นไหม ผมพูดถูก”
ตรงกันข้าม มันน่าเศร้าเสียด้วยซ้ำ
เราจึงไม่เคยได้กินอาหารจานนั้น
1. เจตนาดีไม่พอ หากเครื่องมือที่เลือกทำลายบ้านเสียเอง
คนไทยจำนวนไม่น้อยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาอาจมีเจตนาดีจริง
บางคนเชื่อว่ารัฐประหารจะหยุดความขัดแย้ง บางคนเชื่อว่าการจำกัดนักการเมืองจะหยุดการทุจริต บางคนเชื่อว่าการยุบพรรคจะรักษาระบบ บางคนเชื่อว่าการปิดปากคนบางกลุ่มจะรักษาความสงบ และบางคนเชื่อว่าการให้องค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชน มีอำนาจเหนือเสียงเลือกตั้ง จะช่วยป้องกันประเทศจาก “เสียงข้างมากที่ผิดทาง”
ปัญหาคือ ประวัติศาสตร์ไม่ตัดสินนโยบาย จากคำประกาศเจตนาเพียงอย่างเดียว มันตัดสินจากผลที่เกิดขึ้นด้วย
หากสิบกว่าปีผ่านไปแล้ว เรายังพบการยุบพรรคซ้ำแล้วซ้ำอีก การใช้กฎหมายกับความขัดแย้งทางการเมือง การบั่นทอนความไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้ง ความสงสัยต่อองค์กรตรวจสอบ ความรู้สึกว่ากติกาไม่ได้ใช้กับทุกฝ่ายเหมือนกัน และการที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่า ประตูการเปลี่ยนแปลงตามระบบถูกปิดอยู่เสมอ เราก็ควรกล้าถามแล้วว่า
นี่ไม่ใช่คำถามเพื่อกล่าวหาใคร แต่เป็นคำถามที่ประเทศซึ่งต้องการอยู่รอด ควรถามตนเอง
2. เครื่องปรุงชิ้นแรก: ความจริง
ประเทศไทยชอบเริ่มจากคำว่า “สามัคคี”
ผมกลับคิดว่า เราต้องเริ่มจากคำว่า ความจริง
เพราะคนที่ยังตกลงกันไม่ได้แม้กระทั่งว่าเกิดอะไรขึ้น จะสามัคคีกันอย่างมีความหมายได้อย่างไร
เหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ไทย ยังถูกเล่าคนละชุด มีวีรบุรุษคนละคน มีผู้ร้ายคนละฝ่าย มีศพที่บางคนเห็น และบางคนทำเหมือนไม่เห็น
เราจึงควรมีสิ่งที่อาจเรียกว่า National Truth Agenda — วาระแห่งชาติว่าด้วยความจริง
ไม่ใช่เพื่อขุดอดีตขึ้นมาเกลียดกันใหม่ แต่เพื่อทำสิ่งตรงกันข้าม คือทำให้เราไม่ต้องฆ่ากันเพราะเรื่องเดิมอีก
6 ตุลาคม 2519 ต้องถูกศึกษาอย่างตรงไปตรงมา พฤษภา 2535 ต้องถูกจดจำ ความรุนแรงในปี 2553 ต้องมีความจริงที่ตั้งอยู่บนหลักฐาน รัฐประหารทุกครั้งต้องถูกประเมินทั้งเหตุผลที่ถูกอ้าง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
การยุบพรรค การดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง การใช้มาตรา 112 การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ตลอดจนบทบาทของศาลและองค์กรอิสระในบริบทความขัดแย้งทางการเมือง ก็ควรถูกศึกษาอย่างตรงไปตรงมา และด้วยมาตรฐานเดียวกัน
ไม่ใช่ความจริงแบบเสื้อเหลือง
ไม่ใช่ความจริงแบบกองทัพ
ไม่ใช่ความจริงแบบพรรคใดพรรคหนึ่ง
แต่เป็นความจริงที่สามารถตรวจสอบด้วยหลักฐาน
3. เครื่องปรุงชิ้นที่สอง: มาตรฐานเดียว
เมื่อปี 2015 ผมใช้คำว่า One Standard
สิบเอ็ดปีต่อมา ผมยิ่งเห็นว่าคำนี้สำคัญกว่าที่คิด
ประชาธิปไตยไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ หากความผิดแบบเดียวกันถูกตัดสินคนละแบบ เพียงเพราะคนทำอยู่คนละฝ่าย
การทุจริตของนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องถูกตรวจสอบ การใช้อำนาจเกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องถูกตรวจสอบ ความรุนแรงของผู้ชุมนุมก็ต้องถูกตรวจสอบ ความรุนแรงของรัฐก็ต้องถูกตรวจสอบ คำพูดบิดเบือนของฝ่ายอนุรักษนิยมผิดอย่างไร คำพูดบิดเบือนของฝ่ายประชาธิปไตยก็ผิดเช่นนั้น
เราเพียงสลับคนถือไม้บรรทัด
4. เครื่องปรุงชิ้นที่สาม: ยอมรับว่า “คู่แข่ง” ไม่ใช่ “ศัตรู”
ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้วัดจากการที่ทุกคนรักกัน
แต่วัดจากการที่คนซึ่งไม่ชอบกันอย่างยิ่ง ยังสามารถอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันได้
สิ่งที่ทำลายสังคมไทยมากที่สุดอย่างหนึ่ง คือการเปลี่ยนคู่แข่งทางการเมืองให้กลายเป็นศัตรูของชาติ
คนหนึ่งเป็น “ควายแดง” อีกคนเป็น “สลิ่ม” อีกคนเป็น “ล้มเจ้า” อีกคนเป็น “เผด็จการ” อีกคนเป็น “ขายชาติ”
เมื่อเราเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นป้ายชื่อ การทำสิ่งเลวร้ายกับเขาจะง่ายขึ้นทันที
เราต่อสู้กับความคิดของเขาได้ ตรวจสอบเขาได้ วิพากษ์วิจารณ์เขาได้ และเอาชนะเขาในการเลือกตั้งได้
แต่เราไม่มีสิทธิถอนความเป็นประชาชนออกจากตัวเขา
5. เครื่องปรุงชิ้นที่สี่: การเลือกตั้งต้องกลับมาเป็นเส้นทางปกติของการเปลี่ยนแปลง
ประเทศใดก็ตามจะอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ หากประชาชนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่า
- เลือกตั้งไปก็ไม่มีความหมาย
- ชนะแล้วก็อาจไม่ได้ตั้งรัฐบาล
- ตั้งพรรคแล้วก็อาจถูกยุบ
- เสนอแก้กฎหมายก็อาจกลายเป็นความผิด
- ชนะในสภาแล้วก็ยังมีองค์กรอื่นมาหักล้างได้
เพราะเมื่อการเปลี่ยนแปลงโดยสันติ หรือ peaceful change ดูเป็นไปไม่ได้ คนบางส่วนย่อมเริ่มมองหาหนทางอื่น
มันมีค่าตรงที่มันทำให้ ฝ่ายที่แพ้ยังเชื่อว่าครั้งหน้า ตนสามารถกลับมาชนะได้โดยไม่ต้องใช้ปืน
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการรัฐประหาร จึงทำลายมากกว่ารัฐบาลหนึ่งชุด
มันทำลายกติกาว่า ใครเป็นผู้ตัดสิน
6. เครื่องปรุงชิ้นที่ห้า: กองทัพต้องกลับไปเป็นกองทัพ
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเกลียดทหาร
ตรงกันข้าม ประเทศต้องการทหารที่เข้มแข็ง เป็นมืออาชีพ ได้รับความเคารพ และมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการป้องกันประเทศ
แต่การทำหน้าที่ดังกล่าว ไม่ควรรวมถึงการตัดสินว่าใครควรเป็นรัฐบาล
ความคิดที่ว่ากองทัพสามารถ “เข้ามาจัดระเบียบแล้วกลับ” ได้พิสูจน์มาหลายครั้งแล้วว่า เรื่องไม่ได้จบง่ายเช่นนั้น
ทุกครั้งที่การรัฐประหารได้รับการยอมรับ มันสร้างตัวเลือกใหม่ให้การเมืองไทย เพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งแพ้เกมการเมือง เขาก็รู้ว่ายังมีประตูหลังอยู่
นักการเมืองอาจแพ้ได้ — แต่แพ้ในการเลือกตั้ง
ผู้มีอำนาจอาจทำผิดได้ — แต่ถูกจัดการด้วยกฎหมาย
ไม่ใช่ด้วยรถถัง
7. เครื่องปรุงชิ้นที่หก: สถาบันกษัตริย์ไม่ควรถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมือง
นี่เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่สุดประเด็นหนึ่งของประเทศไทย และเพราะละเอียดอ่อนนั่นเอง เราจึงยิ่งต้องพูดอย่างมีหลักการ
หากนักการเมือง กลุ่มการเมือง หรือองค์กรใด อ้างการปกป้องสถาบันเพื่อทำลายคู่แข่ง ผลลัพธ์ระยะยาวอาจตรงกันข้ามกับที่ตั้งใจ
เพราะสิ่งที่ควรอยู่เหนือความขัดแย้ง จะถูกดึงลงมาอยู่ในสนามของความขัดแย้งเสียเอง
อย่านำสถาบันมาเป็นใบอนุญาตให้รัฐประหาร
อย่านำสถาบันมาเป็นเหตุผลในการปิดการอภิปราย
อย่านำสถาบันมาเป็นอาวุธกำจัดคู่แข่งทางการเมือง
และในอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่เสนอการปฏิรูปก็ต้องยอมรับภาระของตนเองว่า จะอภิปรายด้วยข้อมูล เหตุผล หลักรัฐธรรมนูญ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ด้วยความเกลียดชัง
นี่อาจเป็นหนึ่งในข้อตกลงทางประวัติศาสตร์ ที่จำเป็นที่สุดของประเทศไทย
8. เครื่องปรุงชิ้นที่เจ็ด: ฝ่ายประชาธิปไตยเองก็ต้องโตขึ้น
ถ้าจะเรียกร้องให้ฝ่ายอนุรักษนิยม ยอมรับความผิดพลาด ฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องทำสิ่งเดียวกัน
การชนะเลือกตั้งไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำอะไรก็ได้ การเป็นฝ่ายถูกปราบไม่ได้ทำให้ทุกการกระทำของฝ่ายตนถูกต้อง ความโกรธต่อความอยุติธรรมไม่ได้ให้สิทธิเราเหยียดคนอีกฝ่าย และถ้าเราต้องการสังคมที่เคารพความจริง เราก็ไม่มีสิทธิใช้ข้อมูลเท็จ เพียงเพราะมันช่วยฝ่ายเรา
มันอยู่รอดด้วยคนที่ ยอมอยู่ใต้หลักประชาธิปไตย แม้ในวันที่หลักนั้นให้ผลที่ตนไม่ชอบ
9. เครื่องปรุงชิ้นที่แปด: ความยุติธรรม การนิรโทษกรรม และการเริ่มต้นใหม่
เรื่องนี้ในปี 2026 ซับซ้อนกว่าเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน เพราะประเทศไทยได้เดินเข้าสู่การนิรโทษกรรมทางการเมืองในบางส่วนแล้ว โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับการชุมนุม ขณะที่คดีตามมาตรา 112 ยังคงถูกแยกออกจากวงดังกล่าว และความผิดร้ายแรง เช่น การฆาตกรรม หรือการทุจริต ก็ไม่ควรถูกกลืนหายไปกับคำว่านิรโทษกรรม
เราอาจย้อนกลับไปเริ่มต้นจากศูนย์ไม่ได้แล้ว แต่เรายังสามารถ จัดลำดับกระบวนการใหม่ให้ถูกหลัก
บทเรียนจากประเทศที่ผ่านความรุนแรง และความแตกแยกรุนแรงกว่าไทย เช่น แอฟริกาใต้และรวันดา ไม่ได้บอกว่าเราต้องลอกแบบเขา แต่บอกเราว่า การสร้างชาติใหม่จำเป็นต้องมี กระบวนการ
แอฟริกาใต้: ความจริงก่อนการคืนดี
แอฟริกาใต้หลังระบอบ apartheid ไม่ได้เพียงบอกคนผิวดำกับคนผิวขาวว่า “ลืมเสียแล้วรักกัน”
กระบวนการ Truth and Reconciliation เปิดพื้นที่ให้ความจริงของผู้เสียหายเข้าสู่บันทึกสาธารณะ เปิดโอกาสให้มีการพิจารณาความรับผิด และในบางกรณีมีการนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนไข ที่ผูกกับการเปิดเผยข้อเท็จจริง
แก่นสำคัญคือ ประเทศต้องเผชิญอดีตร่วมกัน แทนที่จะฝังมันไว้ใต้พรม
รวันดา: ความผิดต่างระดับ ต้องมีความรับผิดต่างระดับ
รวันดาหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เผชิญปัญหาผู้กระทำผิดจำนวนมหาศาล จนกระบวนการยุติธรรมปกติไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด
จึงเกิดการใช้กลไกหลายระดับ ทั้งศาลระหว่างประเทศ ระบบศาลปกติ และกระบวนการชุมชนอย่าง Gacaca
ระบบเหล่านี้มีข้อถกเถียงและมีข้อจำกัด จึงไม่ใช่แม่แบบที่ไทยควรลอกมาใช้ตรง ๆ แต่ให้บทเรียนสำคัญว่า การประนีประนอมที่จริงจัง ต้องแยกผู้กระทำผิดประเภทต่าง ๆ ความรุนแรงต่างระดับ และความรับผิดต่างระดับออกจากกัน
ประเทศไทยก็ควรทำเช่นเดียวกัน
ความผิดทางการเมือง
การชุมนุมโดยสันติ
ความผิดจากการแสดงความคิดเห็น
ความรุนแรงระหว่างความขัดแย้ง
การสั่งใช้กำลังโดยมิชอบ
การฆาตกรรมหรือการทรมาน
การอุ้มหาย
และการทุจริต
สิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกโยนใส่ตะกร้าใบเดียว
เป้าหมายของ transitional justice ไม่ใช่การลงโทษให้มากที่สุด และก็ไม่ใช่การลืมให้เร็วที่สุด
↓
Justice — ความยุติธรรม
↓
Accountability — ความรับผิด
↓
Reparation — การเยียวยา
↓
Reconciliation — การคืนดี
↓
Non-recurrence — การทำให้เหตุเดิมไม่เกิดซ้ำ
นี่ต่างหากคือกรอบที่ประเทศไทย ควรออกแบบร่วมกันอย่างจริงจัง
หากคนกลุ่มหนึ่งยังถูกกันออกจากกระบวนการนิรโทษกรรม ประเทศจะเรียกการเริ่มต้นใหม่นั้นว่า “การเริ่มต้นใหม่ร่วมกัน” ได้เต็มปากเพียงใด
คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องตอบด้วยอารมณ์
แต่ควรตอบด้วยหลักนิติรัฐ สิทธิมนุษยชน ความได้สัดส่วนของโทษ และเป้าหมายของ reconciliation ทั้งระบบ
10. เครื่องปรุงชิ้นที่เก้า: ผู้ที่เคยผิดต้องมีทางกลับเข้าสู่ระบบ
การเปลี่ยนผ่านที่ดี ไม่ควรทำให้ฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่า การยอมเปลี่ยนเท่ากับการฆ่าตัวตายทางการเมือง
ถ้าข้าราชการ ทหาร นักธุรกิจ คนอนุรักษนิยม หรือคนที่เคยสนับสนุนรัฐบาลจากรัฐประหาร เชื่อว่า “ถ้าอีกฝ่ายชนะ วันหนึ่งพวกเราจะถูกล้างแค้นทั้งหมด” แรงจูงใจของเขาก็ย่อมเป็นการขัดขวางการเปลี่ยนผ่านจนถึงที่สุด
ดังนั้นสังคมประชาธิปไตยต้องมี credible exit — ทางออกที่เชื่อถือได้
- คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมร้ายแรงต้องมีที่ยืน
- คนที่ยอมรับกติกาประชาธิปไตยต้องกลับมาแข่งขันได้
- ข้าราชการที่ทำงานสุจริตต้องไม่ถูกเหมารวม
- ทหารอาชีพต้องมีศักดิ์ศรีและอนาคตในระบบใหม่
แต่การเปิดทางกลับ ต้องไม่กลายเป็น impunity — การลอยนวลพ้นผิด
11. เครื่องปรุงชิ้นที่สิบ: ทุกฝ่ายต้องยอมเสียบางอย่าง
นี่อาจเป็นเครื่องปรุงที่ขมที่สุด แต่ถ้าไม่มี อาหารจานนี้ก็ปรุงไม่สำเร็จ
ฝ่ายอนุรักษนิยมต้องยอมเสียความคิด ที่ว่าตนมีสิทธิพิเศษในการกำหนด ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับประชาชน
กองทัพต้องยอมเสียสิทธิ ในการเป็นผู้ตัดสินสุดท้าย เมื่อการเมืองมีปัญหา
องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ ต้องยอมรับการตรวจสอบที่เข้มขึ้น เพราะความน่าเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย มาจากความโปร่งใสและมาตรฐานที่เสมอต้นเสมอปลาย
ฝ่ายประชาธิปไตยต้องยอมเสียความฝันบางอย่าง ที่จะเปลี่ยนทุกเรื่องในเวลาเดียวกัน
นักการเมืองต้องยอมเสียความคิด ว่าการชนะเลือกตั้งให้สิทธิทำอะไรก็ได้
ผู้สนับสนุนทุกฝ่าย ต้องยอมเสียความสุขเล็ก ๆ จากการเห็นฝ่ายตรงข้ามถูกเหยียบ
เราจะต้องอยู่ร่วมกับคนที่คิดต่างจากเรา
ไม่ใช่เพียงจนกว่าจะเอาชนะเขาได้
แต่ตลอดไป
12. เครื่องปรุงชิ้นสุดท้าย: ใครเป็นเจ้าของประเทศไทย
เมื่อผมมองย้อนกลับไปยังสไลด์ที่ Harvard เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน ผมคิดว่าคำถามทั้งหมด สามารถย่อเหลือคำถามเดียว
ถ้าเป็นของกองทัพ คำตอบแบบหนึ่ง
ถ้าเป็นของชนชั้นนำ คำตอบแบบหนึ่ง
ถ้าเป็นของพรรคการเมือง คำตอบก็อีกแบบหนึ่ง
ถ้าเป็นของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง คำตอบก็อีกแบบ
แต่ถ้าเราตอบว่า
หลายเรื่องจะเริ่มง่ายขึ้นทันที
ประชาชนจึงต้องเลือกผู้ปกครอง กฎหมายต้องใช้กับทุกคน สิทธิไม่ขึ้นกับว่าเรารักใคร ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ขึ้นกับว่าเราเลือกพรรคไหน กองทัพต้องรับใช้รัฐบาลพลเรือน ศาลต้องรับใช้กฎหมาย พรรคการเมืองต้องรับใช้ประชาชน และสถาบันต่าง ๆ ต้องอยู่ภายใต้กติกา ที่ทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้
นี่ไม่ใช่ชัยชนะของเสื้อแดง ไม่ใช่ชัยชนะของส้ม ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของเหลือง และไม่ใช่การล้มล้างอนุรักษนิยม
สิบเอ็ดปีต่อมา เครื่องปรุงยังอยู่บนโต๊ะ
เมื่อปี 2015 ผมเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า Ingredients for Thailand’s Solutions
สิบเอ็ดปีผ่านไป ผมคงเรียกมันใหม่ว่า
เพราะวันนี้เราไม่ได้เพียงต้อง “แก้ความขัดแย้ง”
เราต้องซ่อมความไว้วางใจ ซ่อมกติกา ซ่อมความทรงจำร่วม ซ่อมสถาบัน ซ่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนไทย และซ่อมความคิดที่ว่า อนาคตของประเทศสามารถถูกสร้างผ่านวิถีสันติได้
Justice without double standards.
Amnesty without impunity.
Democracy without guardians.
Monarchy without political weaponization.
Military without coups.
Elections without manipulation.
Freedom without dehumanization.
Reconciliation without forgetting.
A nation without enemies among its own citizens.
ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนรักชาติ
เราอาจมีคนรักชาติมากเสียจน แต่ละฝ่ายพยายามแย่งชาติไปถือไว้คนเดียว
สิ่งที่เราขาดมานาน คือข้อตกลงที่ง่ายกว่านั้น
โดยไม่ต้องทำให้คนไทยอีกฝ่ายหนึ่ง หมดสิทธิเป็นเจ้าของชาติ
สิบเอ็ดปีผ่านไป ผมไม่รู้ว่าเราสายไปหรือยัง
แต่ผมรู้ว่า ถ้าเรายังไม่ใส่เครื่องปรุงเหล่านี้เสียที
ต่อให้เปลี่ยนรัฐบาลอีกกี่ชุด แก้รัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับ ยุบพรรคอีกกี่พรรค จับคนอีกกี่พันคน หรือเรียกร้องความสามัคคีอีกกี่ล้านครั้ง
อาหารจานที่ชื่อว่า
ก็ยังไม่มีวันถูกยกออกมาจากครัว
และบางที หลังจากสิบเอ็ดปี สิ่งที่ประเทศต้องการ อาจไม่ใช่พ่อครัวคนใหม่อีกแล้ว
แต่อาจเป็นเพียงความกล้าของทุกคน ที่จะยอมรับเสียทีว่า—
กันยายน 2026
คันฉ่องส่องไทย มหาวิทยาลัยประชาชน