เข็มเล็ก ๆ บนอกเสื้อของผู้มีอำนาจ เข็มรักษ์เจ้า?
ว่าด้วยสัญลักษณ์พระราชพิธี ระเบียบราชการ และการเมืองของการ “แสดง” ความจงรัก
เข็มที่อกเสื้อของนักการเมืองไม่ใช่ของใหม่ในภูมิทัศน์การเมืองไทย ทว่าในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันดูหนาตาขึ้นจนกลายเป็นภาพที่หลายคนหยุดมองและตั้งคำถาม ว่าสิ่งที่เห็นตรงนั้นคือความจงรักที่ผุดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เป็นการปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ หรือเป็นภาษาการเมืองอีกชนิดหนึ่งที่ถูกหลอมออกมาเป็นโลหะชิ้นเล็ก ๆ แล้วติดไว้ให้เห็นได้ด้วยตา
บทความนี้ไม่ได้ต้องการชี้ว่าใครควรใส่หรือไม่ควรใส่ หากต้องการชวนอ่าน “เข็ม” ในฐานะสัญลักษณ์ที่มีประวัติศาสตร์ มีระเบียบรองรับ และมีน้ำหนักทางการเมืองซ้อนอยู่หลายชั้น เพราะวัตถุที่ดูเล็กที่สุดชิ้นหนึ่งบนเครื่องแบบ อาจบอกเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ สถาบัน และปัจเจกชนได้มากกว่าที่ขนาดของมันบอก
๑ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
ก่อนจะตีความสิ่งใด ควรตั้งต้นจากสิ่งที่ยืนยันได้ก่อน ข้อความที่หลายคนพบเห็นและส่งต่อกันนั้นเป็นเรื่องจริง และเป็นแนวปฏิบัติอย่างเป็นทางการของทางราชการ มิใช่กระแสส่วนตัวของผู้ใดผู้หนึ่ง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ และกำหนดให้ประดับคู่กับเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เป็นต้นไป สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีตำแหน่งการประดับที่ชัดเจน คือ ด้านนอกเป็นเข็มบรมราชาภิเษก ๒๕๖๒ และด้านในเป็นเข็มเฉลิมพระเกียรติฯ ๒๕๖๗1
สำหรับประชาชนทั่วไป ภาษาราชการเลือกใช้ถ้อยคำว่า “เชิญชวน” และ “ร่วมแสดงความจงรักภักดี” เข็มดังกล่าวจำหน่ายในราคาชิ้นละ ๓๐๐ บาท ผ่านช่องทางของบริษัท ไปรษณีย์ไทย และจุดจำหน่ายอื่น ๆ ทั่วประเทศ2 นี่จึงมิใช่กฎหมายอาญาที่บังคับให้พลเมืองทุกคนต้องสวมใส่ แต่ในโลกของข้าราชการและนักการเมืองที่ต้องปรากฏตัวในงานพิธีการ ภายใต้ระเบียบเครื่องแบบและความจำเป็นที่จะ “ไม่ผิดจังหวะ” กับกระแสหลักของระบบราชการ แรงกำกับที่ไม่ได้เขียนเป็นบทลงโทษเช่นนี้กลับมีน้ำหนักไม่น้อย
ผู้จัดทำ: สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต
การประดับ: คู่กัน — ด้านนอกคือเข็มบรมราชาภิเษก ๒๕๖๒ ด้านในคือเข็มเฉลิมพระเกียรติฯ ๖ รอบ ๒๕๖๗
เริ่มประดับ: ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ประชาชนทั่วไป: ใช้ภาษา “เชิญชวน” ราคา ๓๐๐ บาท มิใช่การบังคับตามกฎหมาย
๒เรื่องนี้เริ่มมาจากไหน: รากทางประวัติศาสตร์
การประดับเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ในระบบราชการไทยมีรากยาวกว่าเข็มที่ระลึกในยุคใหม่มาก นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงนำระบบเครื่องราชอิสริยาภรณ์แบบตะวันตกเข้ามาปรับใช้ เครื่องหมายเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นภาษาของเกียรติยศ ความสัมพันธ์ และลำดับชั้นในรัฐสมัยใหม่ กล่าวได้ว่าตราและเข็มบนอกเสื้อเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่รัฐไทยใช้จัดระเบียบผู้คนภายใต้ร่มของสถาบันหลักมาแต่ต้น
เข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานมหามงคลที่ผลิตขึ้นจำนวนมากเพื่อให้ประชาชนและข้าราชการซื้อไปประดับ เด่นชัดขึ้นอย่างมากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยเฉพาะในงานใหญ่ เช่น งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙ งานเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พุทธศักราช ๒๕๕๐ และงานเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ พุทธศักราช ๒๕๕๔ ในแต่ละวาระ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายให้จัดทำ กำหนดรูปแบบการประดับ และเชิญชวนให้ใช้ในโอกาสเฉลิมพระเกียรติ รูปแบบการทำงานเช่นนี้จึงมิใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น หากเป็นแบบแผนที่สืบทอดต่อเนื่องกันมา
เมื่อเข้าสู่รัชกาลปัจจุบัน เข็มบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ จึงกลายเป็นชิ้นมาตรฐานที่ถูกนำกลับมาประดับคู่กับเข็มในวาระใหม่ ๆ นักการเมืองที่ปรากฏตัวในชุดปกติขาว ชุดพิธีการ หรือแม้แต่ในการปรากฏตัวต่อสาธารณะทั่วไป จึงมักมีเข็มเหล่านี้อยู่ที่อกเสื้อ ไม่ใช่เพราะมันเพิ่งถูกคิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๖๗ แต่เพราะระบบพิธีการของรัฐไทยได้ผูกสัญลักษณ์พระราชพิธีเข้ากับเครื่องแบบและการปรากฏตัวของผู้อยู่ในอำนาจมาเนิ่นนานแล้ว
สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วงหลังจึงอาจไม่ใช่ “การมีเข็ม” แต่คือความหนาแน่น ความพร้อมเพรียง และความคมชัดของภาพที่ถูกสื่อออกไป ในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์ทำให้กล้องจับได้ทุกมุมและทุกจังหวะ การไม่ติดเข็มอาจถูกตีความ และการติดเข็มก็ถูกตีความได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน สัญลักษณ์ที่เคยอยู่เงียบ ๆ บนเครื่องแบบจึงถูกดึงเข้าสู่สนามของการอ่านความหมายอย่างเต็มตัว
๓อ่านเข็มได้หลายชั้น
ความยากของเรื่องนี้อยู่ตรงที่วัตถุชิ้นเดียวกันสามารถอ่านได้พร้อมกันหลายชั้น และแต่ละชั้นก็ให้คำตอบที่ต่างกัน การแยกชั้นเหล่านี้ออกมาให้เห็นชัด ช่วยให้เราไม่รีบด่วนสรุปด้วยคำตอบง่าย ๆ เพียงคำเดียว
ชั้นที่หนึ่ง — วัฒนธรรมและพิธีกรรม
ในสังคมที่วางสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เป็นศูนย์กลางของความเป็นชาติมายาวนาน สัญลักษณ์เหล่านี้ทำหน้าที่คล้ายภาษาที่คนในระบบราชการคุ้นเคยและใช้ร่วมกัน การประดับเข็มในวาระมหามงคลจึงถูกอธิบายว่าเป็นการร่วมเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ไม่ต่างจากการลดธงครึ่งเสาในวาระไว้ทุกข์ หรือการสวมเสื้อสีเฉพาะในบางช่วงเวลา ในชั้นนี้ เข็มคือเครื่องหมายของการเข้าร่วมพิธีกรรมของส่วนรวม
ชั้นที่สอง — ระเบียบราชการ
ข้าราชการมีคู่มือการแต่งเครื่องแบบที่ระบุไว้ชัดเจน การประดับเข็มพระราชทานหรือเข็มที่ระลึกมีตำแหน่งเฉพาะ ทั้งด้านที่ประดับและการจัดวางคู่กับเข็มชิ้นก่อนหน้า เมื่อนักการเมืองอยู่ในสถานะรัฐมนตรี สมาชิกสภา หรือผู้ร่วมรัฐพิธี พวกเขามักเดินตามรหัสเดียวกันนี้ เพราะเครื่องแบบคือเครื่องแสดงว่าบุคคลนั้น “อยู่ในระบบ” ไม่ใช่ปัจเจกชนที่ลอยอยู่นอกโครงสร้าง การปฏิบัติตามจึงเป็นเรื่องของระเบียบมากพอ ๆ กับเรื่องของความรู้สึก
ชั้นที่สาม — การเมือง
นี่คือชั้นที่ทำให้หลายคนรู้สึกไม่สบายใจที่สุด เพราะสัญลักษณ์ที่ควรเป็นเรื่องของศรัทธา กลับสามารถทำหน้าที่เป็น “เครื่องหมายความปลอดภัยทางการเมือง” ได้โดยง่าย หลังผ่านวิกฤตการเมืองมาหลายระลอก การแสดงออกถึงความจงรักภักดีได้กลายเป็นทุนชนิดหนึ่งในสนามของเครือข่ายอำนาจนำ ผู้ที่ต้องการความชอบธรรมจากสถาบันหลักของรัฐย่อมไม่ประมาทกับภาพลักษณ์ตรงอกเสื้อ คำถามในชั้นนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใส่แล้วผิดหรือถูก” แต่อยู่ที่ว่า ความจงรักที่ต้องทำให้เห็นชัดเจนถึงเพียงนี้ สะท้อนความมั่นคงของสถาบัน หรือสะท้อนความไม่มั่นคงของตัวนักการเมืองเองมากกว่ากัน
ชั้นที่สี่ — ความจริงใจ
เข็มชิ้นเดียวกันอาจหมายถึงศรัทธาแท้จริงของคนหนึ่ง การปฏิบัติตามระเบียบของอีกคน และการคำนวณคะแนนทางการเมืองของคนที่สาม ผู้มองจากภายนอกแทบแยกทั้งสามอย่างนี้ออกจากกันไม่ได้ และนี่คือจุดที่สัญลักษณ์เริ่มทำงานแบบสองคม ยิ่งบังคับให้ต้องเห็นมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยมากขึ้นเท่านั้นว่าสิ่งที่เห็นคือ “ใจ” หรือเป็นเพียง “เครื่องแบบ” ความพยายามทำให้ศรัทธาปรากฏชัด กลับกลายเป็นสิ่งที่บั่นทอนความน่าเชื่อของศรัทธานั้นเสียเอง
ยิ่งบังคับให้ต้องเห็นมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยมากขึ้นเท่านั้น ว่าสิ่งที่เห็นคือใจ หรือคือเครื่องแบบ
๔คำถามที่ชวนคิดต่อ
เมื่อวางเข็มไว้ท่ามกลางชั้นความหมายทั้งสี่ คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่คำถามเชิงตัดสิน หากเป็นคำถามที่ชวนให้สังคมย้อนมองตัวเอง
ถ้าความจงรักเป็นเรื่องภายในจิตใจ เหตุใดจึงต้องแปรให้กลายเป็นระเบียบการแต่งกาย
ถ้าเป็นเพียงระเบียบการแต่งกาย เหตุใดภาพนั้นจึงถูกนำไปใช้ตัดสินความเป็นพวกเป็นฝ่าย
หากนักการเมืองใส่เพราะถูกกำหนดจากหน่วยงานราชการ การตัดสินที่อกเสื้อของเขาเป็นการตัดสินตัวบุคคล หรือเป็นการตัดสินระบบที่เขาจำต้องอาศัยอยู่
และระหว่าง “รักเจ้า” กับ “ต้องแสดงให้เห็นว่ารักเจ้า” อะไรคือสิ่งที่สถาบันต้องการจริง และอะไรคือสิ่งที่นักการเมืองต้องการให้ผู้อื่นเห็น
๕บทส่งท้าย: เข็มที่ไม่เล็กอย่างที่ตาเห็น
ประวัติศาสตร์ไทยสอนเราอย่างน้อยหนึ่งประการว่า สัญลักษณ์พระราชพิธีไม่เคยเป็นเพียงเครื่องประดับ มันเคยเป็นเครื่องมือสร้างรัฐสมัยใหม่ เคยเป็นเครื่องยึดโยงข้าราชการเข้ากับศูนย์กลางของอำนาจ และในบางยุคก็กลายเป็นเครื่องวัดความปลอดภัยของผู้มีอำนาจเอง เข็มเล็ก ๆ บนอกเสื้อจึงไม่เล็กอย่างที่ตาเห็น เพราะมันแบกน้ำหนักของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่รัฐไทยถักทอสืบเนื่องมาหลายรัชกาล
สิ่งที่น่าคิดต่อจึงไม่ใช่เพียงว่านักการเมืองเริ่มติดเข็มตั้งแต่เมื่อใด แต่คือสังคมนี้ยังต้องการให้ความจงรักปรากฏเป็นวัตถุที่เห็นได้ด้วยตามากน้อยเพียงใด และเมื่อวัตถุนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบของผู้มีอำนาจ เราจะยังแยกศรัทธาออกจากการเมืองได้หรือไม่
คำตอบอาจไม่มีสูตรสำเร็จเพียงหนึ่งเดียว แต่การตั้งคำถามให้คมชัด ย่อมดีกว่าการรีบสรุปว่าทุกเข็มคือความรัก หรือทุกเข็มคือการเสแสร้ง เพราะคำตอบทั้งสองด้านนั้นง่ายเกินไปสำหรับเรื่องที่ระบบราชการและพิธีการของรัฐไทยได้ถักทอมาแล้วหลายรัชกาล และยังคงถักทอต่อไปในทุกครั้งที่มีคนก้มมองอกเสื้อของผู้ยืนอยู่บนเวทีแห่งอำนาจ
บรรณานุกรม
- กรมประชาสัมพันธ์. (๒๕๖๗). การประดับเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ คู่กับเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ [ประกาศของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี]. สืบค้นจาก https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/289861
- สปริงนิวส์. (๒๕๖๗, ๑๘ มีนาคม). สำนักงานปลัด จำหน่ายเข็มที่ระลึก ร.๑๐ ราคาเข็มละ ๓๐๐ บาท. สืบค้นจาก https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/842445
- ไทยพีบีเอส. (๒๕๖๗). ไปรษณีย์ไทย เปิดจองเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์. สืบค้นจาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/338571
