หลายม็อบ หลายความเดือดร้อน แต่รากเดียวกัน? | คันฉ่องส่องไทย

หลายม็อบ หลายความเดือดร้อน แต่รากเดียวกัน? | คันฉ่องส่องไทย

คันฉ่องส่องไทย • 5 สิงหาคม 2569

หลายม็อบ หลายความเดือดร้อน
แต่รากเดียวกัน?

เมื่อชาวบ้านเรื่องที่ดิน คนใต้คัดค้านแลนด์บริดจ์ เครือข่ายตรวจสอบการทุจริต แรงงาน และคนรุ่นใหม่ ต่างส่งเสียงต่อรัฐบาล สิ่งที่ปรากฏมิใช่เพียงข่าวการชุมนุมหลายข่าว แต่คือภาพตัดขวางของประเทศไทยทั้งระบบ

บทวิเคราะห์โดย ดร. เพียงดิน รักไทย • คันฉ่องส่องไทย

ภาพผู้ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในต้นเดือนสิงหาคม 2569 อาจดูเผิน ๆ เหมือนการรวมตัวของคนหลายกลุ่มที่ต่างคนต่างมีปัญหา กลุ่มหนึ่งมาจากภาคใต้เพื่อทวงข้อตกลงเรื่องแลนด์บริดจ์ อีกกลุ่มคัดค้านการยุบกลไกธนาคารที่ดิน บางกลุ่มติดตามฮั้ว สว. การโกงสอบท้องถิ่น และเขากระโดง ขณะที่อีกฟากหนึ่งเรียกร้องสิทธิประกันตัวและเสรีภาพทางการเมือง

หากรายงานทุกเหตุการณ์แยกเป็นข่าวสั้น เราจะเห็นเพียงรายชื่อกลุ่ม สถานที่ชุมนุม และข้อเรียกร้องเฉพาะหน้า แต่เมื่อวางภาพเหล่านี้ไว้เคียงกัน สิ่งที่ปรากฏคือคันฉ่องบานใหญ่ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ทุน ทรัพยากร กฎหมาย และชีวิตประชาชนได้ชัดกว่าคำแถลงผลงานของรัฐบาลเสียอีก

ข้อสำคัญ: ยังไม่ควรเหมารวมว่าผู้ชุมนุมทุกกลุ่มกำลัง “ขับไล่รัฐบาล” บางกลุ่มต้องการให้รัฐบาลทำตามข้อตกลง บางกลุ่มเรียกร้องให้แก้ปัญหา และบางกลุ่มจึงเริ่มตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาล การแยกความแตกต่างนี้ทำให้เราได้ยินเสียงประชาชนจริง ๆ แทนที่จะเปลี่ยนทุกความเดือดร้อนให้เป็นเพียงเกมการเมือง

หนึ่ง—คนใต้ไม่ได้มาทำเนียบเพราะไม่ชอบสะพาน

เครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC Watch เริ่มชุมนุมหน้าทำเนียบตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม เพื่อทวงบันทึกข้อตกลงที่เคยทำกับฝ่ายรัฐบาล ประเด็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะครอบคลุมการยุติหรือทบทวนร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ การยุติโครงการแลนด์บริดจ์ และการตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ความขัดแย้งจึงมิใช่คำถามง่าย ๆ ว่า “เอาหรือไม่เอาโครงการ” แต่เป็นคำถามว่า ใครมีสิทธิ์กำหนดอนาคตของพื้นที่ รัฐบาลส่วนกลาง บริษัทขนาดใหญ่ และนักลงทุนสามารถออกแบบภูมิภาคทั้งภูมิภาคก่อน แล้วจึงเชิญประชาชนมารับฟังได้หรือไม่ หรือผู้ที่ต้องเสียที่ดิน สูญเสียแหล่งประมง และรับความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมควรมีอำนาจร่วมตัดสินใจตั้งแต่ต้น

ข้อกล่าวหาว่ารัฐบาล “เบี้ยวข้อตกลง” จึงรุนแรงกว่าความไม่พอใจต่อนโยบาย เพราะมันทำลายทุนทางการเมืองที่สำคัญที่สุด คือความเชื่อว่าการเจรจากับรัฐยังมีความหมาย แม้คณะรัฐมนตรีจะรับทราบข้อเรียกร้องและเริ่มเดินหน้าตั้งคณะกรรมการแผนพัฒนาภาคใต้แล้ว สิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อไปคือ ใครจะอยู่ในคณะกรรมการ อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ใคร และผลการศึกษาจะผูกพันรัฐบาลจริงเพียงใด

สอง—ธนาคารที่ดินคือคำถามว่า ประเทศนี้จัดสรรความมั่นคงให้ใคร

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-Move เคลื่อนไหวคัดค้านการยุบหรือไม่ต่ออายุสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมทวงความคืบหน้าเรื่องโฉนดชุมชน สิทธิในที่ทำกิน และคดีพิพาทระหว่างชุมชนกับรัฐ

ในภาษาราชการ นี่อาจเป็นเพียงปัญหาอายุขององค์การมหาชนแห่งหนึ่ง แต่ในชีวิตจริง มันคือคำถามว่าครอบครัวที่ทำกินบนแผ่นดินมาหลายชั่วคนจะถูกมองเป็นพลเมืองที่มีสิทธิ หรือเป็นผู้บุกรุกที่รอวันถูกขับไล่ ธนาคารที่ดินอาจยังมีข้อจำกัดและต้องปรับปรุง แต่หลักคิดของมันพยายามสร้างกลไกให้คนจนเข้าถึงที่ดินโดยไม่ปล่อยให้ตลาดและทุนขนาดใหญ่เป็นผู้ตัดสินเพียงฝ่ายเดียว

เมื่อกลไกเล็ก ๆ ที่ช่วยกระจายการถือครองกำลังถูกตั้งคำถาม ขณะที่ปัญหาที่ดินกระจุกตัวและการเก็งกำไรไม่ได้ลดลง ประชาชนย่อมถามได้ว่า รัฐบาลกำลังลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน หรือกำลังลดอำนาจต่อรองของคนจนกันแน่

สาม—จากคดีแยกส่วน สู่ข้อสงสัยเรื่องระบบคุ้มครองเครือข่าย

เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. หยิบยกหลายกรณีขึ้นอภิปรายภายนอกสภา ทั้งข้อกล่าวหาโกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา ปัญหาที่ดินเขากระโดง และโครงสร้างราคาน้ำมัน พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลเพิกเฉย การเคลื่อนไหวอาจยกระดับขึ้น

แต่ละเรื่องมีกระบวนการ ข้อเท็จจริง และผู้รับผิดชอบต่างกัน จึงไม่ควรตัดสินล่วงหน้าว่าบุคคลใดมีความผิด กระนั้น สิ่งที่ประชาชนกำลังตั้งคำถามร่วมกันมิใช่เฉพาะผลคดี แต่คือ ความเสมอภาคของกระบวนการตรวจสอบ เหตุใดบางคดีเดินเร็ว บางคดีหยุดนิ่ง เหตุใดการตรวจสอบเรื่องที่พาดพิงเครือข่ายอำนาจจึงมักเผชิญความล่าช้า และเหตุใดผู้ถูกตรวจสอบบางกลุ่มจึงดูเหมือนมีช่องทางต่อรองกับรัฐมากกว่าประชาชนทั่วไป

เมื่อความสงสัยหลายคดีสะสมเข้าด้วยกัน ภาพทางการเมืองย่อมเปลี่ยนจาก “รัฐบาลแก้ปัญหาช้า” ไปเป็น “รัฐบาลมีส่วนได้เสียกับระบบที่ต้องตรวจสอบ” นี่คือจุดที่ม็อบเรียกร้องอาจเปลี่ยนสภาพเป็นม็อบขับไล่ เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนนโยบายหนึ่งข้อ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนผู้ควบคุมกลไกของรัฐ

สี่—ปากท้องคือเชื้อเพลิงที่ไม่จำเป็นต้องมีแกนนำ

เครือข่ายแรงงาน ผู้ใช้แรงงาน และกลุ่มคัดค้านโครงสร้างราคาพลังงาน เคยกดดันรัฐบาลด้วยข้อเรียกร้องเรื่องราคาน้ำมัน ค่าไฟ ค่าครองชีพ ค่าแรง ประกันสังคม และบำนาญ แม้ขณะนี้จะยังไม่ปรากฏเป็นศูนย์กลางเดียวของการชุมนุมรอบล่าสุด แต่ความเดือดร้อนนี้มีฐานกว้างที่สุด

คนจำนวนมากอาจไม่เดินทางมาทำเนียบ ไม่สังกัดกลุ่ม และไม่ใช้ถ้อยคำทางการเมือง แต่รับรู้ความล้มเหลวของรัฐทุกครั้งที่เติมน้ำมัน จ่ายค่าไฟ ซื้ออาหาร หรือพบว่ารายได้ของตนวิ่งไม่ทันราคา หากแรงกดดันทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกว่ารัฐบาลปกป้องเครือข่ายของตน ความไม่พอใจทางปากท้องจะเปลี่ยนเป็นวิกฤตความชอบธรรมได้รวดเร็ว

ห้า—นักโทษการเมืองสะท้อนว่า กฎหมายเป็นของใคร

กิจกรรม “ม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาค 3” เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ให้ความสำคัญกับการปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง สิทธิประกันตัว เสรีภาพในการแสดงออก และการเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับมรดกทางการเมืองจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ขบวนนี้ไม่ได้เกิดจากแลนด์บริดจ์ ที่ดิน หรือราคาพลังงาน และยังไม่ควรนำไปรวมเป็นขบวนเดียวกับกลุ่มอื่นโดยปราศจากหลักฐาน

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องของคนรุ่นใหม่เติมอีกชั้นหนึ่งให้คันฉ่องบานนี้ คือปัญหาไม่ได้มีเพียงสิ่งที่รัฐทำ แต่รวมถึงวิธีที่รัฐตอบโต้ผู้ตั้งคำถาม หากประชาชนรู้สึกว่าผู้มีอำนาจได้รับการคุ้มครอง ขณะที่ผู้ประท้วงต้องต่อสู้เพื่อสิทธิประกันตัว ความศรัทธาต่อกฎหมายในฐานะกติกากลางย่อมสั่นคลอน

เมื่อมองผ่านคันฉ่อง: รากร่วมอยู่ตรงไหน?

สิ่งที่เชื่อมผู้คนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นอุดมการณ์เดียวกัน สีเสื้อเดียวกัน หรือแม้แต่ความต้องการเปลี่ยนรัฐบาลเหมือนกัน สิ่งที่เชื่อมกันคือประสบการณ์ร่วมว่า การตัดสินใจสำคัญถูกทำจากข้างบน ทรัพยากรถูกจัดสรรโดยผู้มีอำนาจ กระบวนการตรวจสอบไม่เท่าเทียม และเสียงของประชาชนมักมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อออกมาปักหลักบนถนน

1. การรวมศูนย์อำนาจตัดสินใจส่วนกลางกำหนดอนาคตพื้นที่ ขณะที่คนในพื้นที่ถูกเชิญเข้าร่วมเมื่อโครงการเกือบสำเร็จรูปแล้ว
2. การกระจุกตัวของทรัพยากรที่ดิน ทุน สัมปทาน และโอกาสทางเศรษฐกิจไหลสู่ผู้ที่มีอำนาจต่อรองมากกว่า
3. กลไกตรวจสอบที่ถูกตั้งคำถามความล่าช้าและมาตรฐานที่ดูไม่เสมอกันทำให้ประชาชนสงสัยว่ากฎหมายรับใช้หลักการหรือเครือข่าย
4. รัฐที่เจรจาแต่ไม่สร้างความผูกพันการตั้งคณะกรรมการ รับหนังสือ และลงนาม อาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือซื้อเวลา หากไม่มีเส้นตายและความรับผิด
5. ต้นทุนชีวิตถูกผลักลงข้างล่างประชาชนรับภาระค่าครองชีพ มลพิษ การสูญเสียที่ดิน และความเสี่ยงจากโครงการ ขณะที่ผลประโยชน์ไหลขึ้นข้างบน
6. การเมืองที่ประชาชนต้องส่งเสียงนอกระบบเมื่อสภา หน่วยงาน และกระบวนการร้องเรียนไม่ตอบสนอง ถนนจึงกลายเป็นช่องทางนโยบายแห่งสุดท้าย
จำนวนม็อบมิใช่เพียงตัวชี้วัดความวุ่นวาย แต่เป็นตัวชี้วัดจำนวนประตูของรัฐที่ประชาชนเคาะแล้วไม่มีใครเปิด

อย่ารีบถามว่า ใครอยู่เบื้องหลัง—ก่อนถามว่า อะไรอยู่เบื้องล่าง

ทุกการชุมนุมย่อมมีแกนนำ ยุทธศาสตร์ พันธมิตร และบางครั้งมีผู้พยายามฉวยใช้ประโยชน์ทางการเมือง การตรวจสอบเครือข่ายและแรงจูงใจจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่การเริ่มต้นด้วยข้อสรุปว่า “มีคนอยู่เบื้องหลัง” อาจทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งสำคัญกว่า นั่นคือความเดือดร้อนที่อยู่เบื้องล่าง

แม้จะมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ปัญหาที่ดินก็ยังเป็นจริง ความเสียหายต่อชายฝั่งก็ยังต้องประเมิน ราคาพลังงานก็ยังกระทบครัวเรือน และข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตก็ยังต้องสอบสวนอย่างอิสระ การโจมตีตัวผู้ชุมนุมจึงไม่ใช่คำตอบต่อสาระของข้อเรียกร้อง

จากม็อบรายประเด็น สู่ม็อบเปลี่ยนรัฐบาล มีสะพานสามช่วง

ช่วงความรู้สึกของประชาชนสิ่งที่ทำให้ยกระดับ
ขอให้แก้ยังเชื่อว่ารัฐบาลมีเจตนาและความสามารถยื่นหนังสือ เจรจา เสนอข้อมูล
บังคับให้แก้เริ่มเชื่อว่ารัฐบาลไม่ฟังหรือซื้อเวลาปักหลัก ชุมนุม กำหนดเส้นตาย
เปลี่ยนผู้ปกครองเชื่อว่ารัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหลายข้อเรียกร้องรวมเป็นวิกฤตความชอบธรรม

ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ขบวนต่าง ๆ ยังอยู่คนละช่วง SEC Watch และ P-Move มุ่งบังคับให้รัฐบาลทำตามข้อตกลงหรือแก้ปัญหา คปท. ส่งสัญญาณพร้อมยกระดับหากการตรวจสอบไม่คืบหน้า ส่วนขบวนสิทธิมนุษยชนตั้งคำถามต่อโครงสร้างกฎหมายและอำนาจในระยะยาว การกล่าวว่าทุกกลุ่มรวมตัวกันโค่นรัฐบาลแล้วจึงเกินหลักฐาน

แต่รัฐบาลก็ไม่ควรสบายใจ เพราะสิ่งที่จะเชื่อมม็อบเหล่านี้เข้าด้วยกันไม่จำเป็นต้องเป็นแกนนำคนเดียว หากประชาชนแต่ละกลุ่มลงเอยด้วยประสบการณ์เดียวกันว่า เจรจาแล้วถูกหลอก ร้องเรียนแล้วถูกดอง ตรวจสอบแล้วไม่ถึงผู้มีอำนาจ และเสียสละแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม ความรู้สึกร่วมจะก่อตัวขึ้นเองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่อยู่ที่สถาปัตยกรรมของรัฐบาลและระบอบอำนาจ

บทสรุปของคันฉ่อง

หน้าทำเนียบในวันนี้มิได้มีเพียงเต็นท์ของผู้ชุมนุม แต่มีแผนที่ประเทศไทยวางอยู่ตรงนั้น คนใต้ถือภาพชายฝั่งและอนาคตของบ้านเกิด คนไร้ที่ดินถือคำถามเรื่องความมั่นคงของชีวิต เครือข่ายตรวจสอบถือแฟ้มคดีที่ไม่คืบ แรงงานถือใบเสร็จค่าไฟและค่าน้ำมัน ส่วนคนรุ่นใหม่ถือรายชื่อเพื่อนที่ยังไม่ได้รับอิสรภาพ

ทั้งหมดอาจยังไม่เดินขบวนเดียวกัน แต่ล้วนกำลังบอกสิ่งเดียวกันในคนละภาษา—ประเทศไทยมีปัญหาเมื่ออำนาจตัดสินใจอยู่ห่างจากผู้รับผลกระทบ ผลประโยชน์ขึ้นข้างบนแต่ต้นทุนไหลลงข้างล่าง และประชาชนต้องออกมายืนกลางถนนเพื่อให้เสียงของตนมีน้ำหนัก

โจทย์ของรัฐบาลจึงมิใช่เพียงทำให้ม็อบกลับบ้าน แต่คือทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องมาทำเนียบเพื่อขอความเป็นธรรมทุกครั้ง

หมายเหตุข้อมูลและแหล่งอ้างอิง

บทความนี้จำแนกข้อเรียกร้องของแต่ละขบวนตามข้อมูลที่ตรวจสอบได้ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 และไม่นับกระแสเชิญชวนในสื่อสังคมออนไลน์เป็นมติขององค์กร เว้นแต่มีประกาศหรือการเคลื่อนไหวที่ยืนยันได้

กรณีฮั้ว สว. การโกงสอบท้องถิ่น และที่ดินเขากระโดงที่กล่าวถึงในบทความ เป็นข้อกล่าวหาและประเด็นตรวจสอบซึ่งต้องพิสูจน์ตามกระบวนการ มิใช่คำวินิจฉัยความผิดของบุคคลใด

คันฉ่องส่องไทย • สำนักพิมพ์ประชาชน • เผยแพร่เพื่อการเรียนรู้และการถกเถียงอย่างมีเหตุผล

โพสต์ล่าสุด

หลายม็อบ หลายความเดือดร้อน แต่รากเดียวกัน? | คันฉ่องส่องไทย

หลายม็อบ หลายความเดือดร้อน แต่รากเดียวกัน? | คันฉ่องส่องไทย คันฉ่องส่องไทย • 5 สิงหาคม 2569 หลาย...

Popular Posts