ไทยทิ้งเกมเมียนมาไม่ได้: จาก “สองขาหยั่งของไก่จีน” สู่ยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเป็นผู้เล่น ไม่ใช่พื้นที่ให้ผู้อื่นเล่น

คันฉ่องส่องไทย | ภูมิรัฐศาสตร์ชายแดน
ไทยทิ้งเกมเมียนมาไม่ได้: จาก “สองขาหยั่งของไก่จีน” สู่ยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเป็นผู้เล่น ไม่ใช่พื้นที่ให้ผู้อื่นเล่น
เมื่อสงครามกลางเมือง ทรัพยากรหายาก โลจิสติกส์ มลพิษ ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการแข่งขันของมหาอำนาจ มาบรรจบกันบนชายแดนยาวกว่าสองพันกิโลเมตร คำถามจึงไม่ใช่ว่าไทยจะเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่คือไทยจะเกี่ยวข้องอย่างมีปัญญาและมีอำนาจต่อรองเพียงใด
โดย ดร. เพียงดิน รักไทย | คันฉ่องส่องไทย | 6 สิงหาคม 2569 (2026)

การมาเยือนไทยของมิน ออง ไลง์ ในฐานะประธานาธิบดีเมียนมา ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 อาจถูกอ่านเป็นเพียงข่าวการทูตระหว่างเพื่อนบ้าน แต่ถ้ามองผ่าน “คันฉ่อง” ที่กว้างกว่า เหตุการณ์นี้กำลังบังคับให้ไทยตอบคำถามที่หลบเลี่ยงมานานว่า เรามียุทธศาสตร์ต่อเมียนมาและการแข่งขันของมหาอำนาจบนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จริงหรือไม่

จากบทสรุปแนวคิดของ ดร.กิตติ ที่นำมาอภิปรายในบทความนี้ มีข้อเสนอสำคัญว่าเมียนมาไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ประเทศเพื่อนบ้าน” แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ความมั่นคง เศรษฐกิจ พลังงาน โลจิสติกส์ และอาชญากรรมข้ามชาติของไทยเข้าไปเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออก พร้อมข้อเสนอให้ไทยใช้ “Diplomacy 2.0” คือเปิดช่องทางกับผู้มีอำนาจจริงหลายระดับ และคิดเรื่องผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ข้อสังเกตนี้มีพลังมาก แต่ก็มีส่วนที่เราควรขยาย วิพากษ์ และวางหลักประกันเพื่อไม่ให้ “การปรับตัวตามความจริง” กลายเป็น “การเดินตามเกมของมหาอำนาจรายใดรายหนึ่ง” โดยไม่รู้ตัว

1. เมียนมาหลังการเลือกตั้ง: เปลี่ยนตำแหน่ง ไม่ได้แปลว่าสงครามสิ้นสุด

หลังรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เมียนมาเข้าสู่ความขัดแย้งที่กระจายตัวอย่างสูง ระหว่างกองทัพเมียนมา กองกำลังชาติพันธุ์ และกลุ่มต่อต้านจำนวนมาก ACLED จัดเมียนมาไว้ในกลุ่มความขัดแย้งที่แตกกระจายที่สุดของโลก โดยนับผู้แสดงบทบาทติดอาวุธมากกว่า 1,200 กลุ่มที่ปรากฏในเหตุการณ์รุนแรง ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็น “กองทัพใหญ่ 1,200 กองทัพ” แต่สะท้อนประเด็นสำคัญว่าอำนาจในการควบคุมดินแดนไม่ได้อยู่ในมือรัฐบาลส่วนกลางเพียงแห่งเดียว

การเลือกตั้งเป็นสามระยะในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ตามมาด้วยการที่มิน ออง ไลง์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน ทำให้โครงสร้างทางการเมืองมีรูปแบบใหม่ แต่ไม่ได้ทำให้ปัญหาความชอบธรรมและสงครามหายไป International Crisis Group อธิบายรัฐบาลใหม่ว่าเป็นการรวมศูนย์และสืบต่ออำนาจของทหารมากกว่าการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ขณะที่การสู้รบยังดำเนินต่อในหลายพื้นที่

นี่คือข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ยุทธศาสตร์ไทยต้องเริ่มต้น: การมีรัฐบาลทางการในเนปิดอร์ไม่เท่ากับการมีผู้บังคับบัญชาที่สามารถสั่งการทุกพื้นที่ซึ่งปัญหาของไทยถือกำเนิดขึ้น

2. ทำไมเมียนมาจึงเป็นเรื่องภายในของความมั่นคงไทยด้วย

ไทยมีพรมแดนติดเมียนมายาวกว่าสองพันกิโลเมตร สิ่งที่เกิดขึ้นฝั่งหนึ่งจึงสามารถเปลี่ยนเป็นต้นทุนอีกฝั่งได้อย่างรวดเร็ว สงครามทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายผู้คน ความต้องการแรงงานผิดกฎหมาย ตลาดอาวุธ เศรษฐกิจนอกระบบ และพื้นที่ซึ่งรัฐบังคับใช้กฎหมายได้จำกัด เศรษฐกิจสงครามเช่นนี้เชื่อมยาเสพติด การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน แก๊งหลอกลวงออนไลน์ การขุดทรัพยากร และการคุ้มครองโดยผู้ถืออาวุธเข้าด้วยกัน

UNODC รายงานว่าการผลิตและการลำเลียงยาเสพติดสังเคราะห์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังอยู่ในระดับสูง และเมียนมามีการยึดทั้งเมทแอมเฟตามีนแบบผลึกและแบบเม็ดเป็นสถิติในปี 2025 ขณะที่ฝิ่นยังมีฐานการผลิตสำคัญในรัฐฉานและคะฉิ่น ปัญหานี้จึงไม่ใช่ “ปัญหาเมียนมา” ที่หยุดอยู่ที่หลักเขตแดน

3. Rare earth และแม่น้ำกก: ตัวอย่างของอธิปไตยที่น้ำไม่ยอมเคารพเส้นเขตแดน

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดสำหรับประชาชนไทยคือมลพิษจากกิจกรรมเหมืองต้นน้ำ Reuters รายงานการตรวจพบสารหนูและสารปนเปื้อนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองในระบบแม่น้ำที่ไหลเข้าสู่ภาคเหนือของไทย และรายงานอีกชุดหนึ่งพบการขยายเหมือง rare earth ในพื้นที่รัฐฉานที่อยู่ภายใต้อำนาจของ United Wa State Army (UWSA) พร้อมความเกี่ยวพันอย่างมีนัยสำคัญของผู้ประกอบการและห่วงโซ่อุปทานจีน

ขณะเดียวกัน พื้นที่คะฉิ่นเป็นแหล่ง heavy rare earth สำคัญระดับโลก การเข้าควบคุมพื้นที่เหมืองบางส่วนโดย Kachin Independence Army เคยกระทบการส่งวัตถุดิบเข้าสู่จีนอย่างรุนแรง เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า “แร่หนึ่งก้อน” อาจเกี่ยวกับกองกำลังชาติพันธุ์ บริษัทข้ามชาติ โรงงานจีน อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และประชาชนริมแม่น้ำในเชียงรายพร้อมกัน

กำไรอาจเกิดขึ้นต้นน้ำ สินค้าอาจถูกแปรรูปอีกประเทศหนึ่ง แต่ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมสามารถไหลตามน้ำมาถึงคนไทยโดยที่คนไทยไม่ได้ร่วมโต๊ะตัดสินใจเลย
4. “สองขาหยั่งของไก่จีน”: อุปมาที่ช่วยให้เห็นภาพ — แต่ต้องไม่ใช้แทนความจริงทั้งหมด

ในวงการอภิปรายภูมิเศรษฐศาสตร์ มีการใช้อุปมาในทำนองว่า ไทยกับเมียนมาเป็นเสมือน “สองขาหยั่ง” ของไก่จีนที่พาดหรือยืนอยู่บนฐานจีนกับไทย แล้วเหยียดตัวลงมาหากิน จิกทรัพยากร ผลิตสินค้า และนำกลับไปจำหน่ายในเครือข่ายของตน ภาพเปรียบนี้ไม่ใช่ทฤษฎีทางวิชาการที่ควรนำมาใช้แทนหลักฐาน และรูปแบบคำอธิบายมีหลายสำนวน แต่มีประโยชน์ตรงที่ทำให้ผู้ฟังเห็นภูมิศาสตร์ได้ในคราวเดียว: จีนทางเหนือ เมียนมาทอดตัวลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ไทยทอดตัวลงสู่คาบสมุทรและศูนย์กลางการผลิตของอาเซียน และทั้งสองประเทศมีความสำคัญต่อการเชื่อมแผ่นดินจีนกับตลาด ทรัพยากร และทะเลทางใต้

ถ้าถอดอุปมาออกจากภาพการ์ตูน สิ่งที่เหลือคือคำถามจริงหลายข้อ: ใครเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน ใครได้มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป ใครกำหนดมาตรฐาน ใครควบคุมข้อมูลและโลจิสติกส์ ใครรับความเสี่ยง และใครต้องจ่ายต้นทุนสิ่งแวดล้อม หากไทยเป็นเพียงฐานให้ทุนและสินค้าผ่าน แต่ไม่สามารถยึดมูลค่าเพิ่ม ไม่กำหนดกติกา และไม่ป้องกัน externalities ได้ การเป็น “hub” ก็อาจมีค่าต่อเศรษฐกิจไทยน้อยกว่าตัวเลขการลงทุนที่พาดหัวข่าว

แต่ต้องวิพากษ์อุปมานี้อีกด้านหนึ่งด้วย เพราะมันทำให้จีนดูเหมือนเป็นผู้เล่นเพียงรายเดียว ส่วนไทยกับเมียนมากลายเป็น “ขา” ที่ไม่มีเจตจำนงของตนเอง ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก เมียนมามีกองกำลังและเครือข่ายอำนาจที่ต่อรองกับจีนได้ อินเดียกำลังผลักดันการเชื่อมต่อจากเอเชียใต้สู่อาเซียน รัสเซียมีข้อตกลงลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายรวมถึงท่าเรือและโรงกลั่นน้ำมัน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และอาเซียนก็มีผลประโยชน์และเครื่องมือของตน ไทยเองก็สามารถเป็นผู้กำหนดเกมได้ หากรัฐไทยรู้ว่าต้องการอะไร

ข้อสรุปจากอุปมา “สองขาหยั่ง” จึงไม่ควรเป็นว่า ไทยต้องเดินตามจีน
ข้อสรุปที่ถูกกว่าคือ ภูมิศาสตร์ทำให้ไทยทิ้งเกมเมียนมาไม่ได้ และยิ่งไทยหนีเกมไม่ได้เท่าใด ไทยก็ยิ่งต้องมี “เกมของตนเอง” มากขึ้นเท่านั้น
5. สิ่งที่ข้อเสนอของ ดร.กิตติ มองเห็นได้ถูกจุด

หากสรุปจากกรอบที่นำมาอภิปราย จุดแข็งมีอย่างน้อยสี่ประการ

  • หนึ่ง เมียนมาเป็น strategic depth ของไทย ไม่ใช่ประเด็นชายแดนระดับจังหวัด แต่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติและโครงสร้างเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
  • สอง สงครามสร้างระบบเศรษฐกิจของตัวเอง การมองแยกยาเสพติด scam เหมืองเถื่อน การค้ามนุษย์ และอาวุธออกจากกันทำให้รัฐเห็นเพียงปลายเหตุ
  • สาม อำนาจจริงไม่ได้อยู่กับรัฐส่วนกลางเพียงแห่งเดียว หากต้นเหตุของมลพิษหรืออาชญากรรมอยู่ในพื้นที่ของผู้เล่นที่ไม่ใช่รัฐ การคุยกับเนปิดอร์อย่างเดียวอาจไม่เปลี่ยนสถานการณ์ภาคสนาม
  • สี่ ไทยต้องกลับมาเป็นผู้ต่อรอง การทูตที่พอใจเพียงการรักษาความสัมพันธ์อันดีอาจไม่เพียงพอในโลกที่ทุกมหาอำนาจกำลังคิดเรื่อง supply chain, ports, energy, minerals และ strategic access
6. แต่ Diplomacy 2.0 ต้องมีเข็มทิศ มิฉะนั้น transactionalism อาจย้อนทำร้ายไทย

ตรงนี้คือส่วนที่คันฉ่องต้องถามต่อ การ “คุยกับทุกฝ่าย” เป็นวิธีการ ไม่ใช่เป้าหมาย และ transactional diplomacy เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่หลักศีลธรรมของรัฐ หากไม่มีกรอบผลประโยชน์แห่งชาติและเส้นแดงที่ชัดเจน การต่อรองเป็นรายเรื่องอาจกลายเป็นการแลกผลประโยชน์ระยะสั้นกับ dependency ระยะยาว หรือร้ายกว่านั้นคือเปิดช่องให้เครือข่ายผลประโยชน์ภายในประเทศอ้าง “ภูมิรัฐศาสตร์” เพื่อปกป้องธุรกรรมของตน

ยิ่งกว่านั้น การติดต่อกับผู้ควบคุมพื้นที่จริงต้องแยกออกจากการให้ความชอบธรรม การที่ไทยจำเป็นต้องเจรจากับรัฐบาลมิน ออง ไลง์ ไม่ได้บังคับให้ไทยต้องรับรองคำอธิบายว่าการเลือกตั้งได้แก้ปัญหาความชอบธรรมแล้ว ในทำนองเดียวกัน การมีช่องทางกับกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อจัดการชายแดน มนุษยธรรม หรือมลพิษ ก็ไม่จำเป็นต้องเท่ากับการรับรองสถานะทางการเมืองของกลุ่มเหล่านั้น

Engagement ไม่เท่ากับ endorsement — การคุยกับผู้มีอำนาจจริงเป็นความจำเป็นของรัฐ แต่การให้ความชอบธรรมเป็นอีกการตัดสินใจหนึ่งที่ต้องมีหลักการรองรับ
7. เมียนมาไม่ใช่กระดานหมากรุก แต่เป็นระบบนิเวศของอำนาจซ้อนกัน

การแบ่งโลกง่าย ๆ เป็น “จีนกับตะวันตก” จึงไม่พอสำหรับเมียนมา อย่างน้อยต้องเห็นกระดานซ้อนกันหลายชั้น

มิติสิ่งที่แข่งขันกันผลต่อไทย
อำนาจรัฐรัฐบาล กองทัพ ฝ่ายต่อต้านสงคราม ผู้ลี้ภัย ความชอบธรรม
ชาติพันธุ์–ดินแดนEAO และกองกำลังท้องถิ่นใครควบคุมพื้นที่ติดไทยจริง
ทรัพยากรRare earth, พลังงาน, แร่, ป่าไม้Supply chain และมลพิษข้ามแดน
เศรษฐกิจสงครามยาเสพติด scam ค้ามนุษย์ ตลาดมืดความมั่นคงและต้นทุนทางสังคม
Connectivityถนน รถไฟ ท่าเรือ พลังงาน ดิจิทัลไทยจะเป็น hub หรือเพียงทางผ่าน
มหาอำนาจจีน อินเดีย รัสเซีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฯลฯโอกาสสร้าง leverage หรือความเสี่ยง dependency

ผู้เล่นสองรายอาจร่วมมือกันในกระดานหนึ่ง แต่แข่งขันกันในอีกกระดานหนึ่ง จีนอาจมีอิทธิพลต่อบางกลุ่มและขณะเดียวกันต้องต่อรองกับกลุ่มเหล่านั้น รัฐบาลเมียนมาอาจร่วมมือกับจีนด้านโครงสร้างพื้นฐานแต่ขยายความสัมพันธ์กับรัสเซีย อินเดีย หรือประเทศอื่นเพื่อเพิ่มทางเลือก ตรรกะเช่นนี้เองที่ไทยควรเรียนรู้ ไม่ใช่ยึดกับคำว่า “เลือกข้าง”

8. ข้อเสนอ: จาก Diplomacy 2.0 สู่ Thailand Strategic Autonomy

หากภูมิศาสตร์บังคับให้ไทยต้องเล่น สิ่งที่รัฐไทยต้องสร้างไม่ใช่ความเป็นกลางแบบอยู่นิ่ง แต่คือความสามารถในการเลือกความร่วมมือเป็นรายประเด็นโดยไม่เสียเสรีภาพในการตัดสินใจในวันข้างหน้า อาจเรียกหลักนี้ว่า strategic autonomy ผ่าน multi-alignment

ข้อที่ 1 — ตั้งกลไกยุทธศาสตร์เมียนมาถาวร

ปัญหาเมียนมาไม่ควรถูกแบ่งเป็นแฟ้มต่างประเทศ แรงงาน ยาเสพติด สิ่งแวดล้อม และพาณิชย์ที่ต่างหน่วยต่างทำ ไทยควรมีกลไกระดับชาติที่รวบรวมข้อมูล กำหนดเป้าหมายร่วม และทำ scenario planning ระยะ 10–20 ปี โดยยังคงกลไกตรวจสอบทางกฎหมายและประชาธิปไตย

ข้อที่ 2 — ทำการทูตสามชั้น: Track 1, 1.5 และ 2

รัฐบาลต่อรัฐบาลยังจำเป็น แต่ต้องเสริมช่องทางผู้เชี่ยวชาญ คนกลาง ชุมชนชายแดน ภาคประชาสังคม และการสื่อสารกับผู้มีอำนาจจริงในพื้นที่อย่างระมัดระวัง ภายใต้หลักไม่แทรกแซงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป้าหมายคือสร้างข้อมูลและความสามารถแก้ปัญหา ไม่ใช่เลือกฝ่ายในสงคราม

ข้อที่ 3 — ประกาศ National Red Lines

ไทยควรทำให้ทุกฝ่ายรู้ว่ามีเรื่องที่ต่อรองไม่ได้ ได้แก่ มลพิษข้ามแดน ยาเสพติด scam centers การค้ามนุษย์ การใช้แผ่นดินไทยสนับสนุนการสู้รบ และการละเมิดอธิปไตย การค้าและการลงทุนต้องไม่ถูกใช้เป็นเหตุให้ลดมาตรฐานเหล่านี้

ข้อที่ 4 — เรื่องน้ำต้องคุยกับจีนด้วย ไม่ใช่เพียงเมียนมา

เมื่อเหมืองบางส่วนและปลายทางห่วงโซ่อุปทานมีความเชื่อมโยงกับจีน การแก้ปัญหาแม่น้ำกกจึงควรใช้ความสัมพันธ์ไทย–จีนเป็น leverage ผลักดัน traceability มาตรฐานสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูล และความรับผิดของผู้ซื้อหรือผู้ลงทุนต้นทาง ไม่ใช่ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับรัฐบาลเมียนมาที่อาจไม่ได้ควบคุมพื้นที่นั้นอย่างแท้จริง

ข้อที่ 5 — อย่ามี corridor เดียว

ไทยควรเชื่อมโครงการจีนกับทางเลือกจากอินเดีย ญี่ปุ่น อาเซียน สหรัฐฯ และแหล่งทุนอื่นตามความเหมาะสม การมีหลายเส้นทาง หลายมาตรฐาน และหลายแหล่งเงินทุนช่วยลด single-point dependency และเพิ่มอำนาจต่อรองของไทย

ข้อที่ 6 — จาก “ทางผ่าน” สู่ผู้ยึดมูลค่าเพิ่ม

ตัวเลขสินค้าผ่านแดนหรือ FDI สูงไม่ได้แปลว่าไทยได้ประโยชน์สูง หากกิจกรรมมูลค่าสูงอยู่ที่ผู้อื่น ไทยต้องถามว่าเราถือส่วนใดของ logistics, processing, finance, insurance, technology, standards และ human capital เป้าหมายต้องเป็น value capture ไม่ใช่ traffic volume เพียงอย่างเดียว

ข้อที่ 7 — คุยกับจีนอย่างมิตร แต่ต่อรองอย่างรัฐที่มีผลประโยชน์ของตนเอง

จีนเป็นเพื่อนบ้านของภูมิภาคที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้และมีความสำคัญสูงทางเศรษฐกิจ การทำให้จีนเป็นศัตรูไม่ใช่ยุทธศาสตร์ แต่การถือว่าผลประโยชน์จีนกับผลประโยชน์ไทยเหมือนกันโดยอัตโนมัติก็ไม่ใช่ยุทธศาสตร์เช่นกัน ทุกโครงการต้องตอบคำถามเดียวกันว่า ไทยได้อะไร เสียอะไร ใครรับความเสี่ยง และไทยยังมีทางเลือกเหลือเพียงใดหลังลงนาม

ข้อที่ 8 — Engagement ต้องเดินคู่กับหลักมนุษยธรรมและความชอบธรรม

ไทยสามารถรักษาการค้าชายแดน เปิดช่องทางเจรจา และร่วมแก้ปัญหากับรัฐบาลเมียนมาได้ พร้อมกันนั้นก็สามารถสนับสนุนการลดความรุนแรง การเข้าถึงความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม และการพูดคุยที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย นี่ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นการรักษาผลประโยชน์ระยะยาว เพราะรัฐเพื่อนบ้านที่สงบและได้รับการยอมรับจากประชาชนของตนย่อมเป็นผลดีต่อไทยมากกว่าความสงบชั่วคราวที่ต้องพึ่งกำลังบังคับตลอดเวลา

9. คันฉ่องบานสุดท้าย: ไทยไม่ต้องเลือก “จีนหรือสหรัฐฯ” แต่ต้องเลือก “ประเทศไทย”

อุปมาไก่จีนกับสองขาหยั่งมีคุณค่าเพราะเตือนเราว่าภูมิศาสตร์ไม่เปิดโอกาสให้ไทยวางเฉยต่อเมียนมา แต่หากหยุดคิดเพียงเท่านั้น เราอาจเปลี่ยนจากประเทศที่ไม่มียุทธศาสตร์ไปเป็นประเทศที่รับยุทธศาสตร์ของผู้อื่นมาเป็นของตน

นโยบายที่สมเหตุสมผลกว่าคือ เป็นมิตรกับจีนโดยไม่เป็นบริวารจีน คุยกับรัฐบาลเมียนมาโดยไม่ฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับรัฐบาลเมียนมา มีช่องทางกับกลุ่มชาติพันธุ์โดยไม่เข้าเป็นคู่สงคราม ร่วมมือกับสหรัฐฯ อินเดีย ญี่ปุ่น และประเทศอื่นโดยไม่ทำตนเป็นเครื่องมือปิดล้อมจีน และใช้ ASEAN เมื่อกรอบพหุภาคีเพิ่มความชอบธรรมและอำนาจต่อรองของไทย

“ภูมิศาสตร์บังคับให้ไทยต้องเล่น แต่ภูมิศาสตร์ไม่ได้บังคับให้ไทยต้องเล่นตามเกมของผู้อื่น”

ท้ายที่สุด คำถามจึงไม่ใช่ว่าไทยจะหนีจากเกมเมียนมาได้หรือไม่ เพราะคำตอบค่อนข้างชัดว่าไม่ได้ คำถามที่ยากกว่าและสำคัญกว่าคือ เมื่อจีน อินเดีย รัสเซีย รัฐบาลเมียนมา กองกำลังชาติพันธุ์ นักลงทุน และเครือข่ายเศรษฐกิจต่างกำลังวางหมากเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง รัฐไทยมีความสามารถเพียงใดที่จะวางหมากเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนไทย

หากตอบคำถามนี้ไม่ได้ ต่อให้ไทยถูกเรียกว่า hub อีกกี่ครั้ง เราก็อาจเป็นเพียงสถานที่ที่เส้นทางของคนอื่นมาบรรจบกัน แต่ถ้าตอบได้ เมียนมาซึ่งวันนี้ถูกมองเป็นแหล่งความเสี่ยง อาจกลับกลายเป็นพื้นที่ที่ไทยใช้ภูมิศาสตร์สร้างอำนาจต่อรอง ความมั่นคง และความรุ่งเรืองร่วมกันของผู้คนทั้งสองฝั่งชายแดนได้ในระยะยาว

แหล่งข้อมูลประกอบการตรวจสอบ
  1. Associated Press, 6 Aug 2026, การเยือนไทยและประเด็นความชอบธรรมของรัฐบาลมิน ออง ไลง์: AP News
  2. International Crisis Group, 3 Jun 2026, Myanmar’s New Administration: Military Consolidation, Not Transition: Crisis Group
  3. ACLED, Conflict Index, ข้อมูลความแตกกระจายของกลุ่มติดอาวุธในเมียนมา: ACLED
  4. UNODC, Synthetic Drugs in East and Southeast Asia 2026: UNODC
  5. Reuters, 12 Jun 2025, เหมือง rare earth ในพื้นที่ UWSA และความเชื่อมโยงกับจีน: Reuters
  6. Reuters, 25 May 2026, การสู้รบเพื่อพื้นที่ rare earth และเส้นทางชายแดน: Reuters
  7. Reuters, 24 Nov 2025, ความเสี่ยงจากเหมืองและสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำรวมถึงแม่น้ำกก: Reuters
  8. Reuters, 23 Feb 2025, ความร่วมมือรัสเซีย–เมียนมาใน Dawei SEZ ด้านท่าเรือและโรงกลั่น: Reuters
  9. รัฐบาลไทย, 6 Aug 2026, เอกสารความร่วมมือไทย–เมียนมาด้านแรงงาน คุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ: Thailand PRD

หมายเหตุบรรณาธิการ: ส่วนที่กล่าวถึงแนวคิดของ “ดร.กิตติ” ในบทความนี้สรุปจากสาระที่นำมาอภิปราย มิใช่การถอดคำพูดโดยตรง หากนำไปอ้างเป็นถ้อยคำเฉพาะเจาะจง ควรตรวจสอบกับต้นฉบับการบรรยาย/บทสัมภาษณ์อีกครั้ง ส่วนอุปมา “สองขาหยั่งของไก่จีน” นำเสนอในฐานะอุปมาที่ใช้ในวงการอภิปราย มิใช่ข้อเท็จจริงทางวิชาการหรือคำพูดโดยตรงของบุคคลใด แต่ผู้เขียนเคยใช้ในการจัดรายการสดเพื่ออธิบายความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ของจีน

โพสต์ล่าสุด

ไทยทิ้งเกมเมียนมาไม่ได้: จาก “สองขาหยั่งของไก่จีน” สู่ยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเป็นผู้เล่น ไม่ใช่พื้นที่ให้ผู้อื่นเล่น

คันฉ่องส่องไทย | ภูมิรัฐศาสตร์ชายแดน ไทยทิ้งเกมเมียนมาไม่ได้: จาก “สองขาหยั่งของไก่จีน” สู่ยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเป็นผู้เล่น ไม่ใช่พ...

Popular Posts