รู้รอบตัว วันละ 10 ข้อ — ชุดที่ 32

รู้รอบตัว วันละ 10 ข้อ — ชุดที่ 32
ห้องสมุดประชาชน · เรียนรู้รอบตัว
ชุดที่ ๓๒ · เรื่องที่ดูคุ้น จนเราอาจลืมถามเหตุผล

รู้รอบตัว
วันละ ๑๐ ข้อ

เริ่มจากเศษส่วนและประเพณีไทย แล้วค่อยเปิดภาพให้กว้าง
ตอบไป เรียนรู้ไป ผิดได้โดยไม่ถูกลงโทษ

ชุดนี้ชวนคิดอะไร?
หลายเรื่องดูคุ้นเสียจนเราตอบจากภาพจำ ชุดนี้จึงชวนแยกสูตรออกจากการเดา แยกประเพณีจันทรคติออกจากวันที่ตายตัว และค่อยต่อไปถึงอาหาร วัคซีน ความดันอากาศ DNS หุ้น แม่น้ำไนล์ รถไฟฟ้า และการรับฟังสาธารณะ
๑๐ ข้อใหม่ไม่ซ้ำ ๓๑๐ ข้อเดิม
รู้ผลทันทีทุกตัวเลือกมีบทเรียน
รู้เพิ่ม +๑ต่อยอดทุกคำตอบ

โครงการ “รู้รอบตัว วันละ ๑๐ ข้อ” · ความผิดพลาดไม่ใช่โทษ แต่คือข้อมูลย้อนกลับ

พระแท้ดูอย่างไร? — เอาพุทธวจนส่องพุทธศาสนาไทย

พระแท้ดูอย่างไร? — เอาพุทธวจนส่องพุทธศาสนาไทย
คันฉ่องส่องไทย · ฉบับพุทธวจน

พระแท้ดูอย่างไร?

เมื่อภาพพุทธศาสนาไทยบางส่วนบิดเบี้ยว วิธีที่เป็นธรรมที่สุดไม่ใช่การด่าหรือเหมารวม แต่คือการวาง “สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน” ไว้ข้าง “สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง” แล้วให้ผู้อ่านเห็นความต่างด้วยปัญญาของตนเอง

เสน่ห์ ถิ่นแสน (เพียงดิน รักไทย)
Snea Thinsan (Piangdin Rakthai)

คันฉ่อง มิใช่อาวุธ

เมื่อภาพของพุทธศาสนาไทยในบางกระแสดูบิดเบี้ยวไปจากที่ควรจะเป็น คำถามที่ตามมาไม่ควรเป็นว่าจะ “ด่า” อย่างไรให้สาสมใจ และไม่ควรเป็นการเหมารวมว่าพระทั้งแผ่นดินเป็นเช่นนั้น เพราะสองทางนี้ล้วนไม่เป็นธรรม ทั้งกับผู้ถูกกล่าวถึงและกับพระศาสนาเอง วิธีที่เป็นธรรมที่สุดกลับเรียบง่ายกว่านั้นมาก คือการยกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง ไปวางไว้ข้าง ๆ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนและทรงบัญญัติ แล้วปล่อยให้ผู้อ่านเห็นความต่างด้วยสายตาและปัญญาของตนเอง

งานชิ้นนี้จึงไม่ได้อ้างว่าฆราวาสคนใดจะหยั่งรู้จิตของผู้อื่นแล้วชี้ขาดได้ว่าใครเป็น “พระอริยะ” หรือไม่ เพราะนั่นเกินวิสัย สิ่งที่ทำได้และควรทำ คือการใช้พุทธวจนและพระวินัยเป็นเกณฑ์ตรวจ “พฤติกรรมที่ปรากฏ” ว่าสอดคล้องหรือขัดกับวิถีของสมณะเพียงใด กระจกบานนี้จึงส่องที่การกระทำ ไม่ใช่ส่องเข้าไปในใจใคร

และก่อนจะเริ่มส่อง มีเส้นสามเส้นที่ต้องแยกให้ชัดไว้ตลอด เพื่อไม่กล่าวเกินหลักฐาน หนึ่งคือสิ่งที่พระวินัยห้ามไว้โดยตรง สองคือสิ่งที่พุทธวจนวางเป็นทิศทางของชีวิตสมณะ และสามคือประเพณีที่เกิดขึ้นภายหลังซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เพราะประเพณีไทยที่ไม่ปรากฏในพระสูตรก็ไม่ได้แปลว่าผิดวินัยโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าถูกต้องเพียงเพราะทำสืบกันมานาน

พระพุทธเจ้าทรงให้ “วิธีดูคน” ไว้แล้ว

ที่จริงพระพุทธเจ้าทรงประทาน “วิธีดูคน” ไว้ให้แล้วอย่างเป็นระบบ ในฐานสูตร (อังคุตตรนิกาย AN 4.192) ทรงวางหลักที่แทบจะเป็นระเบียบวิธีวิจัยเชิงพฤติกรรม คืออย่าตัดสินคนจากภาพชั่วครู่ แต่ให้ดูยาว ๆ ดูเมื่อได้อยู่ร่วมกัน ดูเมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ดูเมื่อเขาต้องเผชิญความเสื่อมหรือภัย และดูเมื่อได้สนทนาธรรมกัน

ทรงแยกไว้สี่คู่ที่เข้าใจง่าย — ศีลนั้นพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน และต้องดูเป็นเวลานาน ไม่ใช่เพียงชั่วประเดี๋ยว; ความสะอาดบริสุทธิ์พึงรู้ได้จากการติดต่อเกี่ยวข้องและพฤติกรรมที่สม่ำเสมอ; กำลังใจพึงรู้ได้ในคราวมีอันตรายหรือความเสื่อม; และปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา มิใช่ด้วยการนั่งฟังเทศน์อยู่ฝ่ายเดียว

“ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน... และพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย”ฐานสูตร — AN 4.192

เมื่อวางหลักนี้เป็นฐาน เกณฑ์ยอดนิยมแบบไทย ๆ ก็เริ่มสั่นคลอนทันที เพราะ “คนกราบเยอะ” “มีสมณศักดิ์สูง” “สร้างวัดใหญ่โต” “มีวัตถุมงคลราคาแพง” “ผู้มีอำนาจให้ความนับถือ” “เทศน์เก่งพูดคล่อง” หรือ “อ้างว่ามีญาณวิเศษ” ไม่มีข้อใดเลยที่เป็นหลักฐานเพียงพอในตัวมันเองว่าผู้นั้นมีศีลหรือมีธรรมจริง

ภาค ๑ — กาย เงิน และปัจจัยสี่

ด่านแรกที่พระวินัยขีดเส้นไว้ชัด คือความสัมพันธ์ของสมณะกับร่างกาย ทรัพย์ และเครื่องเลี้ยงชีพ

๑.กาม: เส้นแบ่งของความเป็นสมณะ

พระวินัย — วางเรื่องนี้ไว้เด็ดขาดที่สุด การเสพเมถุนเป็นอาบัติปาราชิกข้อที่หนึ่ง ซึ่งสำหรับภิกษุหมายถึงการขาดจากความเป็นภิกษุทันที ไม่ใช่ความผิดเล็กน้อยที่ปลงอาบัติแล้วจบ

ภาพที่พบ — แต่ภาพที่ปรากฏในบางกรณีคือ ผู้ครองผ้าเหลืองที่ยังมีเพศสัมพันธ์แล้วปกปิดไว้ ขณะที่สังคมยังกราบไหว้ในฐานะพระต่อไป เมื่อวางสองภาพนี้ไว้ข้างกัน ความต่างก็ชัดขึ้นเองโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำรุนแรงเลย

อ้างอิง: พระวินัย ปาราชิก ๑

๒.เงินทองและการสะสม

พระวินัย — ห้ามภิกษุรับหรือยินดีในทองและเงินโดยตรง (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑๘) แก่นของข้อนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวโลหะ แต่อยู่ที่ทิศทางของชีวิตสมณะที่ไม่ควรดำเนินอย่างผู้สะสมทุนไว้บริโภคส่วนตน

ภาพที่พบ — แต่เมื่อพระกลายเป็นศูนย์กลางของทรัพย์สิน มีเงินสด บัญชีส่วนตัว การค้า การลงทุน หรือการสะสมของมีราคา และเปลี่ยนศรัทธาของผู้คนให้กลายเป็นความมั่งคั่งเฉพาะตัว ระยะห่างจากอุดมคติเดิมก็กว้างขึ้นทุกที

อ้างอิง: พระวินัย นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑๘

๓.ความหรูหรากับปัจจัยสี่

พุทธวจน — ในสัพพาสวสูตร (MN 2) ทรงให้พิจารณาการใช้อาหาร ที่อยู่อาศัย และยา เพียงเพื่อประคับประคองชีวิต ป้องกันทุกข์ทางกาย และเกื้อหนุนการประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลินหรือประดับตน และในสามัญญผลสูตร (DN 2) ทรงยกความสันโดษเป็นคุณสมบัติของสมณะ

ภาพที่พบ — แต่เมื่อศรัทธาถูกแปรเป็นไลฟ์สไตล์ ทั้งกุฏิอลังการ ข้าวของเกินจำเป็น อาหารเพื่อความสำราญ และชีวิตที่แข่งกันด้วยความสะดวกสบายและภาพลักษณ์ ปัจจัยสี่ที่ควรเป็นเพียงเครื่องประคองการปฏิบัติ ก็กลายเป็นเครื่องประดับของตัวตนแทน

อ้างอิง: MN 2 · DN 2

ภาค ๒ — การขายความศักดิ์สิทธิ์

ด่านที่สองคือจุดที่ศาสนาเปลี่ยนจาก “ที่พึ่งทางปัญญา” ให้กลายเป็น “สินค้าทางความเชื่อ”

๔.เครื่องราง ใบ้หวย และการทำนาย

พุทธวจน — สามัญญผลสูตร (DN 2) จัดศาสตร์การทำนายทายทัก ดูฤกษ์ ดูลาง ร่ายมนตร์ และการแสวงผลประโยชน์จากความเชื่อหลายชนิด ไว้ในหมวด “ดิรัจฉานวิชา” ที่สมณะพึงงดเว้น เพราะมันคือการเลี้ยงชีพผิด หรือมิจฉาชีวะ

ภาพที่พบ — แต่พุทธไทยบางกระแสกลับกลายเป็น “ศาสนาแห่งการขอให้ได้” ทั้งใบ้หวย แก้เคล็ด ทำพิธีเรียกโชค และขายความศักดิ์สิทธิ์เป็นสินค้า เปลี่ยนที่พึ่งทางปัญญาให้กลายเป็นแผงลอตเตอรี่ทางจิตวิญญาณ

อ้างอิง: DN 2

๕.อ้างญาณ อ้างฤทธิ์ อ้างมรรคผล

พระวินัย — การอวดอ้างอุตตริมนุสธรรม คือคุณวิเศษเหนือมนุษย์ที่ไม่มีจริงในตน เป็นอาบัติปาราชิกข้อที่สี่ นั่นแสดงว่าพระธรรมวินัยถือการใช้ “สถานะเหนือมนุษย์” มาหลอกศรัทธา เป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นขาดจากความเป็นภิกษุ

ภาพที่พบ — ทว่าการสร้างศรัทธาด้วยคำกล่าวอ้างที่ตรวจสอบไม่ได้ เช่น อ้างบรรลุธรรม อ้างมีญาณหยั่งรู้กรรมของผู้อื่น หรืออ้างมีอิทธิฤทธิ์ กลับกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มสถานะและผลประโยชน์ในหลายกรณี

อ้างอิง: พระวินัย ปาราชิก ๔

๖.ทำบุญเพื่อหวังผลตอบแทน

ทิศทางของธรรม — แก่นของ “จาคะ” หรือการให้ในพุทธธรรม อยู่ที่การสละและการฝึกใจให้คลายความตระหนี่ ไม่ใช่การทำสัญญาซื้อผลทางโลก แม้คัมภีร์จะกล่าวถึงอานิสงส์ของทานอยู่บ้าง แต่จุดหมายของการฝึกคือการลดการยึดถือ ไม่ใช่การเพิ่มตัณหาในรูปของศาสนา

ภาพที่พบ — แต่เมื่อบุญกลายเป็น “ธุรกรรม” คือบริจาคแล้วหวังรวย หายป่วย ได้ตำแหน่ง สอบติด หรือให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ “คืนกำไร” การให้ที่ควรคลายกิเลส ก็กลับกลายเป็นการหล่อเลี้ยงกิเลสเสียเอง

อ้างอิง: แนวจาคะในพุทธธรรม

ภาค ๓ — อำนาจ ยศ และบุคคลนิยม

ด่านที่สามคือแรงดึงที่ละเอียดที่สุด เพราะมันไม่ได้มาในรูปของความชั่ว แต่มาในรูปของ “ความสำเร็จ” ที่วัดผิดที่

๗.ลาภ ยศ สรรเสริญ

พุทธวจน — โลกวิปัตติสูตร (AN 8.6) สอนว่าโลกธรรมแปด ทั้งได้ลาภ-เสื่อมลาภ ได้ยศ-เสื่อมยศ สรรเสริญ-นินทา และสุข-ทุกข์ เกิดขึ้นได้กับทั้งปุถุชนและอริยสาวก สิ่งที่ต่างกันไม่ใช่การมีหรือไม่มี แต่คือผู้ฝึกตนดีแล้วย่อมไม่ถูกสิ่งเหล่านี้ครอบงำใจ

ภาพที่พบ — แต่ถ้าเราวัดความสำเร็จของพระด้วยยศ ตำแหน่ง จำนวนศิษย์ เงินบริจาค และความใกล้ชิดผู้มีอำนาจ ก็เท่ากับเราหยิบสิ่งที่ท่านทรงสอนให้ “รู้เท่าทัน” มาตั้งเป็น “มาตรวัดความดี” เสียเอง

อ้างอิง: AN 8.6

๘.VIP Buddhism: คนใหญ่กับคนธรรมดา

วิธีตรวจตามฐานสูตร — AN 4.192 ให้ดูความสะอาดบริสุทธิ์จาก “ความคงเส้นคงวา” เมื่อเกี่ยวข้องกับผู้คน คือปฏิบัติต่อคนหนึ่ง คนสอง หรือคนหมู่มาก อย่างสอดคล้องกัน มิใช่ดูจากภาพประชาสัมพันธ์

ภาพที่พบ — แต่เมื่อมหาเศรษฐี นักการเมือง หรือผู้มียศ ได้รับการต้อนรับคนละมาตรฐานกับชาวบ้านธรรมดา จนความศักดิ์สิทธิ์กับอำนาจต่างรับรองซึ่งกันและกัน ธรรมก็ถูกจัดชั้นตามกระเป๋าเงินของผู้มาเยือน

อ้างอิง: AN 4.192

๙.เวลาถูกวิจารณ์

พุทธวจน — ฐานสูตรให้ดูกำลังใจของคนในคราวเผชิญความเสื่อมและภัย ส่วนโลกวิปัตติสูตรให้ดูใจเมื่อโลกธรรมพลิกจากสรรเสริญเป็นนินทา จากยศเป็นเสื่อมยศ เพราะนั่นคือช่วงที่การยึดติดจะเผยตัวชัดที่สุด

ภาพที่พบ — หากถูกตรวจสอบหรือถูกตั้งคำถามแล้วตอบด้วยโทสะ ใช้อำนาจ บารมี เครือข่าย หรือศรัทธาของสาวกเข้ากดผู้วิจารณ์ให้เงียบ ปฏิกิริยานั้นเองก็เป็นคำตอบอย่างหนึ่งอยู่แล้ว

อ้างอิง: AN 4.192 · AN 8.6

๑๐.บุคคลนิยม: เมื่อหลวงพ่อกลายเป็นแบรนด์

หลักตรวจ — แก่นของพระพุทธศาสนาให้ยึด “ธรรมและวินัย” เป็นเกณฑ์ ไม่ใช่ยึดที่เสน่ห์หรือบารมีของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เมื่อคำพูดหรือพฤติกรรมของใครขัดกับธรรมวินัย สิ่งที่ต้องรักษาคือธรรม ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของครู

ภาพที่พบ — แต่เมื่อศรัทธาไปเกาะอยู่ที่ตัวบุคคลจนไม่กล้าตั้งคำถาม ไม่กล้าตรวจคำสอน และพร้อมจะแก้ต่างให้แม้หลักฐานจะขัดกับพระวินัย ศาสนาก็ค่อย ๆ กลายเป็นลัทธิบูชาบุคคลโดยไม่รู้ตัว

อ้างอิง: ธรรมและวินัยเป็นที่พึ่ง

ภาค ๔ — รูปแบบกับแก่น

ด่านสุดท้ายคือความสับสนระหว่าง “เปลือก” กับ “เนื้อใน” ซึ่งหลอกตาได้แนบเนียนที่สุด

๑๑.เทศน์เก่ง ไม่เท่ากับ ปัญญา

พุทธวจน — ฐานสูตรชี้ว่า “ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา” คือการถาม การตอบ การอธิบายเหตุปัจจัย และการวัดความลึกของความเข้าใจในบทสนทนา ไม่ใช่การแสดงเดี่ยวอยู่บนธรรมาสน์

ภาพที่พบ — แต่บ่อยครั้งเรากลับนับวาทศิลป์เป็นปัญญาโดยอัตโนมัติ ใครพูดสนุก เล่าเรื่องเก่ง ใช้ศัพท์บาลีมาก หรือมีคลิปไวรัล ก็ถูกยกเป็นผู้รู้ ทั้งที่ความสามารถในการพูดกับความลึกของความเข้าใจเป็นคนละเรื่องกัน

อ้างอิง: AN 4.192

๑๒.ความเคร่งกับเป้าหมายที่แท้

พุทธวจน — ชีวิตสมณะมุ่งการสำรวมอินทรีย์ การมีสติ ความสันโดษ การละนิวรณ์ และความหลุดพ้น รูปแบบภายนอกมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันพาไปสู่การฝึกฝนภายใน พระพุทธองค์จึงทรงให้ดูที่ “ผล” ที่เกิดกับจิตและความประพฤติ

ภาพที่พบ — แต่ถ้าเคร่งพิธี เคร่งเครื่องแบบ เคร่งลำดับชั้น ทว่ายังโลภ โกรธ หลง แข่งขัน แสวงอำนาจ และแบ่งชนชั้นอยู่ รูปแบบที่เคร่งครัดนั้นก็อาจกลายเป็นเพียงเปลือกที่ห่อหุ้มกิเลสไว้ให้ดูน่าเลื่อมใส

อ้างอิง: DN 2 · MN 2

เครื่องตรวจพระ ตามเค้าโครงที่ทรงวางไว้

ถ้าจะย่อหลักทั้งหมดให้เป็น “เครื่องตรวจ” ที่พระพุทธเจ้าทรงให้เค้าโครงไว้ อาจได้ประมาณนี้

  1. ดูให้นาน อย่าให้ภาพเพียงครั้งเดียวหรือคำเล่าของศิษย์ มาแทนหลักฐานระยะยาว
  2. ดูศีลจากพฤติกรรมที่ทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่จากน้ำเสียงที่ฟังดูสงบ
  3. ดูเมื่อมีเงินเข้ามาว่าเกิดความโปร่งใสและสันโดษ หรือกลายเป็นการสะสมส่วนตัว
  4. ดูการสำรวมในสถานการณ์จริงที่มีสิ่งยั่วยุ ไม่ใช่เฉพาะภาพบนธรรมาสน์
  5. ดูว่ามาตรฐานยังเท่ากันไหม เมื่อผู้มาหาเป็นชาวบ้าน เทียบกับผู้มีอำนาจหรือคนมั่งมี
  6. ดูใจในวันที่ถูกตำหนิและเสื่อมยศ เพราะนั่นเผยการยึดติดได้ดีกว่าวันที่ทุกคนสรรเสริญ
  7. สนทนาซักถาม อย่าเพียงนั่งฟัง ดูว่าคำสอนเชื่อมกลับไปหาธรรมและวินัยได้จริงหรือไม่
  8. อย่าด่วนประกาศว่าใครเป็น “อริยะ” เพราะเราตรวจได้เพียงความสอดคล้องของพฤติกรรม ไม่อาจล่วงรู้จิตของผู้อื่น

เกณฑ์ที่สังคมใช้ กับเกณฑ์ที่พุทธวจนให้ดู

โดยสรุป สังคมมักหยิบเกณฑ์ที่วัดง่ายมาใช้ ทั้งคนกราบมาก สมณศักดิ์สูง วัตถุมงคลแพง คนดังนับถือ เทศน์เก่ง อ้างญาณ หรือวัดใหญ่ทรัพย์มาก แต่เกณฑ์เหล่านี้ล้วนวัด “ความนิยม” หรือ “สถานะ” มากกว่าจะวัดศีลและปัญญา

ส่วนเกณฑ์ที่พุทธวจนให้ไว้กลับเรียบและช้ากว่า คือให้ดูความประพฤติเมื่ออยู่ร่วมกันนาน ๆ ดูความสันโดษเมื่อมีลาภ ดูความเสมอต้นเสมอปลายเมื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และวัดปัญญาด้วยการสนทนา ไม่ใช่ด้วยเสียงปรบมือ

ข้อระวังเพื่อให้คันฉ่องนี้ “เป็นธรรม”

ข้อระวังที่หนึ่ง — ไม่ใช่ทุกประเพณีไทยที่ไม่ปรากฏในพระสูตรจะเป็น “ผิดพระวินัย” โดยอัตโนมัติ ต้องแยกสิ่งที่เป็นข้อห้ามโดยตรง ออกจากสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมเกิดขึ้นภายหลัง และออกจากสิ่งที่อาจกลายเป็นมิจฉาชีพก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้หาเงินหรือหลอกศรัทธา
ข้อระวังที่สอง — เป้าหมายของกระจกบานนี้ไม่ใช่การทำลายศรัทธา แต่คือการเปลี่ยนจาก “ศรัทธาในตัวบุคคล” ไปสู่ “ศรัทธาที่มีปัญญากำกับ” ศรัทธาที่กล้าถามว่า เรื่องนี้ตรงกับธรรมวินัยหรือไม่
ถ้าเป็นพระแท้จริง การเอาพระธรรมวินัยมาส่องย่อมไม่ใช่ภัย — ภัยที่แท้คือการขอให้ผู้คนศรัทธา โดยไม่ยอมให้ธรรมตรวจสอบผู้รับศรัทธานั้น

ดังนั้น วิธีสะท้อนความบิดเบี้ยวที่เป็นธรรมที่สุด อาจไม่ต้องใช้ถ้อยคำรุนแรงเลยแม้แต่คำเดียว เพียงวางสองภาพไว้ข้างกัน — ภาพหนึ่งคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติและทรงสอน อีกภาพหนึ่งคือสิ่งที่สถาบัน บุคคล หรือวัฒนธรรมกำลังทำ

จากนั้นก็ปล่อยให้ประชาชนใช้ปัญญาตัดสินเองว่า อะไรคือพระธรรม และอะไรเป็นเพียงสิ่งที่ห่มจีวรของพระธรรมไว้แต่ภายนอก

แหล่งพระสูตรหลักสำหรับตรวจสอบ

  • AN 4.192 — ฐานสูตร (Ṭhāna Sutta): ศีลรู้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ความสะอาดรู้ด้วยการเกี่ยวข้อง กำลังใจรู้ในคราวมีภัย ปัญญารู้ด้วยการสนทนา และต้องดูเป็นเวลานาน — SuttaCentral
  • DN 2 — สามัญญผลสูตร (Sāmaññaphala Sutta): ว่าด้วยศีลของสมณะ ความสันโดษ และการงดเว้นดิรัจฉานวิชา/มิจฉาชีพหลายประเภท — SuttaCentral
  • MN 2 — สัพพาสวสูตร (Sabbāsava Sutta): การใช้ปัจจัยสี่ด้วยการพิจารณา เพื่อยังชีพและปฏิบัติ ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลินหรือประดับตน — SuttaCentral
  • AN 8.6 — โลกวิปัตติสูตร (Lokavipatti Sutta): โลกธรรมแปด และความต่างระหว่างผู้ถูกโลกธรรมครอบงำ กับผู้เห็นความไม่เที่ยงของมัน — SuttaCentral
  • พระวินัย ปาราชิก ๑ และ ๔: การเสพเมถุน และการกล่าวเท็จอวดอุตตริมนุสธรรม เป็นอาบัติขั้นปาราชิก
  • พระวินัย นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑๘: ว่าด้วยการรับทองและเงินของภิกษุ

หมายเหตุเชิงวิชาการ: คำแปลศัพท์บางคำ เช่น saṃvohāra ใน AN 4.192 มีความต่างระหว่างสำนวนแปล (“ถ้อยคำ”, “การเกี่ยวข้อง”, “การติดต่อ/ธุรกรรม”) จึงควรถือใจความร่วม คือการดูความบริสุทธิ์จากพฤติกรรมเมื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง มากกว่าจะยึดคำไทยคำเดียวเป็นเด็ดขาด

คันฉ่องส่องไทย · พุทธวจนเป็นกระจก มิใช่อาวุธ · การตรวจสอบที่ดีควรลดอคติ เพิ่มปัญญา และรักษาพระธรรม
คันฉ่องส่องไทย · มูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพ (Ed4Peace)

ไพศาลกำลังกลัวอะไร? เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน กองทัพ และการเมืองไทยอาจเปลี่ยนไปแล้ว

ไพศาลกำลังกลัวอะไร? เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน กองทัพ และการเมืองไทยอาจเปลี่ยนไปแล้ว
คันฉ่องส่องไทย | อ่านการเมืองผ่านโครงสร้างอำนาจ

ไพศาลกำลังกลัวอะไร?
เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน กองทัพ และการเมืองไทยอาจเปลี่ยนไปแล้ว

ข้อสังเกตต่อคำเตือนเรื่อง “นักการเมืองยึดกองทัพ” กับคำถามว่าภาพจำดังกล่าวยังตรงกับโครงสร้างอำนาจไทยในรัชกาลปัจจุบันเพียงใด

คลิปวิเคราะห์การเมืองของ ไพศาล พืชมงคล ที่ตั้งคำถามอย่างรุนแรงต่อทิศทางการเมืองไทย มีคุณค่ามากกว่าการเป็นความเห็นของบุคคลหนึ่ง เพราะมันเปิดให้เราเห็น แบบจำลองทางความคิดเกี่ยวกับอำนาจ ที่ยังดำรงอยู่ในหมู่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมบางส่วน: ความหวั่นเกรงว่านักการเมืองจะค่อย ๆ เข้าควบคุมกองทัพ จนวันหนึ่งกองทัพอาจไม่เหลือฐานะเป็นกำลังพิทักษ์ระเบียบเดิม และอาจเปิดทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับระบอบ คล้ายบางช่วงของประวัติศาสตร์จีน

ข้อกังวลดังกล่าวไม่ควรถูกหัวเราะเยาะ เพราะในประวัติศาสตร์การเมืองโลก ความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ควบคุมกำลังติดอาวุธ กับ ผู้ครองอำนาจรัฐ มีความสำคัญอย่างยิ่งจริง แต่คำถามที่จำเป็นต้องถามต่อก็คือ แบบจำลองที่ไพศาลกำลังใช้ยังตรงกับประเทศไทย พ.ศ. 2569 อยู่หรือไม่?

ข้อเสนอหลักของบทความนี้ไม่ได้กล่าวว่าใคร “สั่ง” ใครโดยปราศจากหลักฐาน แต่เสนอว่าเราควรแยกให้ชัดระหว่าง อำนาจตามรัฐธรรมนูญ อำนาจตามสายบังคับบัญชาจริง เครือข่ายอำนาจทางการเมือง และทุนเชิงสัญลักษณ์ เพราะสี่สิ่งนี้สามารถซ้อนทับกันโดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งจากศูนย์กลางในทุกกรณี

1. สมมติฐานที่ซ่อนอยู่ในความวิตกของไพศาล

หากถอดโครงสร้างความคิดออกจากถ้อยคำทางการเมือง เราสามารถมองความกังวลของไพศาลได้ประมาณนี้:

นักการเมือง
↓
ควบคุมรัฐบาลและเพิ่มอำนาจเหนือกองทัพ
↓
กองทัพสูญเสียความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง
↓
สถาบันพระมหากษัตริย์สูญเสียฐานกำลังสำคัญ
↓
ความเปลี่ยนแปลงระดับระบอบอาจเกิดขึ้น

ในเชิงทฤษฎี นี่ไม่ใช่ตรรกะที่ไร้เหตุผล เพราะประวัติศาสตร์จีน รัสเซีย อิหร่าน และประเทศอื่น ๆ ล้วนแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยน allegiance ของกองกำลังติดอาวุธ สามารถเปลี่ยนชะตาของระบอบได้

แต่ความสมเหตุสมผลของ แบบจำลองทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าแบบจำลองดังกล่าวจะอธิบายประเทศไทยปัจจุบันได้โดยตรง โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับกองทัพไทย ได้เปลี่ยนรูปไปอย่างสำคัญในรัชกาลปัจจุบัน

2. ก่อนพูดเรื่อง “ใครคุมใคร” ต้องกลับไปดูตัวบทก่อน

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 3 วางหลักว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นผ่าน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ขณะที่มาตรา 8 กำหนดว่าพระมหากษัตริย์ ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย

ดังนั้น หากใช้เพียง constitutional text เราไม่อาจกระโดดจากข้อความดังกล่าวไปสู่ข้อสรุปว่า พระมหากษัตริย์ทรง “ควบคุม” รัฐสภา รัฐบาล หรือตุลาการโดยตรง เพราะแต่ละองค์กรมีอำนาจหน้าที่ กระบวนการสรรหา และความรับผิดตามรัฐธรรมนูญของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การเมืองจริงไม่ได้ดำรงอยู่บนกระดาษเพียงชั้นเดียว สิ่งที่นักรัฐศาสตร์สนใจจึงรวมถึง informal institutions, elite networks, appointment structures, patronage และ ideological alignment ด้วย

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ การไม่มีคำสั่งโดยตรงไม่ได้แปลว่าไม่มีโครงสร้างอำนาจ และในทางกลับกัน การมีเครือข่ายที่มีผลประโยชน์หรืออุดมการณ์สอดคล้องกัน ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่ามีผู้สั่งการส่วนกลางเพียงคนเดียว

3. ระบบการเมืองไทยจึงควรอ่านเป็น “ระบบนิเวศของอำนาจ”

หลังรัฐประหาร 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 ระบบการเมืองไทยมีสถาบันจำนวนมากที่ไม่ได้ตั้งอยู่บน electoral legitimacy เพียงอย่างเดียว

วุฒิสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ กลไกการสรรหาบุคคลเข้าสู่องค์กรตรวจสอบ ระบบราชการระดับสูง และกองทัพ ต่างดำรงอยู่ในโครงสร้างที่สามารถจำกัด ถ่วงดุล หรือหยุดการใช้อำนาจของรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้

ปัญหาทางวิชาการจึงไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า “พระมหากษัตริย์สั่งองค์กรเหล่านี้หรือไม่?” เพราะคำถามนั้นต้องการหลักฐาน direct command ซึ่งในหลายกรณีเราไม่มี

คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ:

องค์กรเหล่านี้ถูกสร้าง สรรหา หล่อหลอม และเชื่อมโยงกันอย่างไร และเมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง องค์กรใดมักยืนอยู่ฝ่ายใดของความขัดแย้ง?

นี่คือเหตุผลที่แนวคิดอย่าง network monarchy เคยมีพลังในการอธิบายการเมืองไทย: ไม่ใช่เพราะพระมหากษัตริย์จำเป็นต้องออกคำสั่งทุกเรื่อง แต่เพราะบุคคลและสถาบันจำนวนมากสามารถปรับพฤติกรรม ตามความเชื่อเรื่องสถาบัน ผลประโยชน์ เครือข่าย และบรรทัดฐานร่วมกันได้

อย่างไรก็ตาม แนวคิด network monarchy ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่ออธิบายการเมืองในรัชกาลที่ 9 ก็ไม่ควรถูกนำมาใช้กับรัชกาลปัจจุบันโดยไม่ปรับแก้ เพราะสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นหลัง พ.ศ. 2559 คือการเพิ่มขึ้นของ direct royal institutional capacity ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะด้านความมั่นคง

4. จุดเปลี่ยนสำคัญ: จาก “เครือข่ายกองทัพ” สู่กำลังบางส่วนที่ขึ้นตรง

นี่คือจุดที่ความกังวลของไพศาลอาจต้องปรับแบบจำลองครั้งใหญ่

ในรัชกาลปัจจุบัน มีการปรับโครงสร้างหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์อย่างสำคัญ รวมทั้งการจัดวาง หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ไว้ในโครงสร้างส่วนราชการในพระองค์

และในปี 2562 มีการโอนกำลังพลและทรัพยากรของหน่วยทหารสำคัญสองกรม คือ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และ กรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ออกจากสายการบังคับบัญชาปกติของกองทัพ ไปอยู่ภายใต้หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

Reuters รายงานในขณะนั้นว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้หน่วยทหารสองหน่วยนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของพระมหากษัตริย์ แทนที่จะอยู่ภายใต้ normal military chain of command แบบเดิม

ต้องเน้นตรงนี้: ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า “กองทัพไทยทั้งหมด” อยู่ภายใต้พระราชบัญชาโดยตรง เพราะกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองบัญชาการกองทัพไทยยังคงมีโครงสร้างตามกฎหมายของรัฐ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงว่า มีกำลังทหารบางส่วนที่มีความสำคัญสูง ถูกแยกออกจากสายบังคับบัญชาปกติไปอยู่ในสายตรงอีกชุดหนึ่งจริง

5. “ทหารคอแดง” ไม่ใช่เพียงเสื้อยืดสีหนึ่ง

อีกปรากฏการณ์ที่ควรนำมาประกอบการวิเคราะห์คือ สิ่งที่เรียกกันทั่วไปว่า “ทหารคอแดง” หรือเครือข่ายนายทหารที่ผ่านการฝึกในระบบราชวัลลภรักษาพระองค์ 904

งานของ Paul Chambers ที่เผยแพร่ผ่าน New Mandala ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของผู้นำกองทัพหลังปี 2559 และเสนอว่าเกิดกลุ่มนายทหารใหม่ที่มีสายสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเด่นชัดขึ้น โดยผู้ผ่านการฝึกดังกล่าวมีโอกาสเพิ่มขึ้นในการเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญระดับสูง

ตรงนี้ก็ต้องไม่เขียนเกินหลักฐานเช่นกัน: การเป็น “ทหารคอแดง” ไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้น หมดสถานะในกองทัพตามกฎหมายหรือกลายเป็น “ทหารส่วนพระองค์” ทั้งหมด

แต่ในทาง sociology of institutions หากระบบการฝึก การเลื่อนตำแหน่ง และเครือข่ายอาชีพให้คุณค่าแก่บุคคลที่มีคุณสมบัติแบบหนึ่งเป็นพิเศษ ย่อมสามารถสร้าง institutional culture และ career incentives ที่ทรงพลังได้

นี่เป็นอำนาจอีกแบบหนึ่ง: ไม่จำเป็นต้องสั่งว่า “จงทำเช่นนี้” แต่ผู้เล่นในระบบอาจเรียนรู้เองว่า พฤติกรรมแบบใดทำให้ตนได้รับความไว้วางใจและก้าวหน้า

6. เมื่อนำภาพนี้กลับไปวางกับคำเตือนของไพศาล

ตรงนี้เราจึงเริ่มเห็นว่าแบบจำลองของไพศาลอาจง่ายเกินไป

แบบจำลองที่ไพศาลวิตก

นักการเมือง → ยึดกองทัพ → กองทัพหลุดจากสถาบัน → ระบอบเสี่ยง

แต่ประเทศไทยปัจจุบันอาจต้องวาดใหม่เป็น:

สถาบันพระมหากษัตริย์
↕
โครงสร้างส่วนราชการในพระองค์ / กำลังบางส่วนที่ขึ้นตรง
↕
เครือข่ายนายทหารที่มีความใกล้ชิดเชิงสถาบัน
↕
กองทัพตามสายบังคับบัญชาปกติ
↕
รัฐบาล / ระบบราชการ / วุฒิสภา / องค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ลูกศรในแผนภาพนี้ไม่ได้หมายถึง “คำสั่งโดยตรง” ทุกจุด แต่หมายถึงความสัมพันธ์ที่อาจประกอบด้วย กฎหมาย การแต่งตั้ง ลำดับชั้น เครือข่าย วัฒนธรรมองค์กร และความสอดคล้องทางอุดมการณ์

ถ้าเช่นนั้น คำถามสำคัญต่อไพศาลก็คือ:

หากสถาบันพระมหากษัตริย์มีทั้งฐานะตามรัฐธรรมนูญ เครือข่ายความสัมพันธ์กับกองทัพ และกำลังทหารสำคัญบางส่วนในสายบังคับบัญชาที่ขึ้นตรงอยู่แล้ว เหตุใดเราจึงยังควรใช้โมเดลแบบเดิมว่า “นักการเมืองกำลังจะยึดกองทัพไปจากสถาบัน” เป็นคำอธิบายหลักของสถานการณ์?

นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าไพศาล “ผิด” แต่ทำให้ภาระการพิสูจน์เปลี่ยนไป

ผู้ที่เสนอว่ากองทัพกำลังถูกดึงออกจากฐานความสัมพันธ์เดิม ต้องแสดงหลักฐานว่า การเปลี่ยน chain of command, promotion network, institutional loyalty หรือ operational control กำลังเกิดขึ้นจริงตรงไหน ไม่ใช่เพียงชี้ว่ารัฐมนตรีหรือรัฐบาลมีอำนาจเหนือกระทรวงกลาโหมตามระบบปกติ

7. แล้วรัฐบาลอนุทินอยู่ตรงไหนในภาพนี้?

จุดนี้ยิ่งทำให้คำเตือนของไพศาลน่าสนใจ เพราะรัฐบาลอนุทินไม่ได้สร้างอัตลักษณ์ของตนในฐานะรัฐบาลที่ท้าทายสถาบัน ตรงกันข้าม นายกรัฐมนตรีและฝ่ายการเมืองของเขา แสดงจุดยืนเชิงจงรักภักดีอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนกันยายน 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ ผู้แทนพระองค์ เข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ซึ่งรัฐบาลไทยยืนยันอย่างเป็นทางการ

เราต้องระมัดระวัง: การมอบหมายดังกล่าวเป็นพระราชกรณียกิจด้านรัฐพิธีและการทูต จึงไม่อาจถูกใช้เป็นหลักฐานโดยตรงว่า พระมหากษัตริย์ทรง “สนับสนุนทางการเมือง” นายกรัฐมนตรีรายใด

แต่ในทาง political symbolism ก็ยากจะปฏิเสธเช่นกันว่า ตำแหน่ง “ผู้แทนพระองค์” มีทุนเชิงสัญลักษณ์สูงในสังคมไทย และภาพดังกล่าวสามารถเพิ่มความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ แก่ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ว่าจะเป็นเจตนาของผู้มอบหมายหรือไม่ก็ตาม

นี่คือ distinction ที่สำคัญ:

เราอาจไม่สามารถพิสูจน์ political intention
แต่เราสามารถศึกษาผลของ political symbolism ได้

8. สิ่งที่ควรระวังมากที่สุดคือการใช้คำว่า “คุมทั้งหมด”

ฝ่ายวิพากษ์สถาบันบางส่วนอาจสรุปจากปรากฏการณ์ข้างต้นว่า “พระมหากษัตริย์คุมรัฐบาล สภา ศาล วุฒิสภา องค์กรอิสระ และกองทัพทั้งหมด”

ผมเห็นว่าประโยคนี้ก้าวไกลกว่าหลักฐานที่เรามี และทำให้งานวิเคราะห์อ่อนแอลงโดยไม่จำเป็น

การที่องค์กรหลายแห่งมี ideological alignment หรือมีเครือข่ายชนชั้นนำร่วมกัน ไม่ได้แปลว่ามี command-and-control จากบุคคลหนึ่งทุกครั้ง

คำอธิบายที่มีความแม่นยำกว่าคือ ประเทศไทยมี royalist institutional ecosystem หรือ “ระบบนิเวศอำนาจราชานิยม” ซึ่งประกอบด้วยสถาบันหลายชนิด ที่สามารถมี autonomy ของตนเอง แต่มีจุดร่วมทางผลประโยชน์ บรรทัดฐาน ความเชื่อ หรือการรับรู้ภัยคุกคาม

เครือข่ายแบบนี้บางครั้งอาจประสานกัน บางครั้งอาจขัดแย้งกัน และบางครั้งฝ่ายหนึ่งอาจใช้ทุนหรือสถานะของอีกฝ่าย เพื่อสร้าง legitimacy ให้ตนเอง

ความซับซ้อนตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเราเรียกทุกอย่างว่า “คำสั่งจากยอดพีระมิด” เราจะมองไม่เห็นการเมืองที่เกิดขึ้นจริงในระดับกลางของระบบ

9. ปัญหาที่ใหญ่กว่า “นักการเมืองยึดทหาร”

เมื่อมองเช่นนี้ คำถามทางประชาธิปไตยที่สำคัญกว่าคำถามของไพศาลคือ:

ถ้ารัฐบาล กองทัพ วุฒิสภา องค์กรอิสระ ระบบราชการ และเครือข่ายสถาบัน เกิดความสอดคล้องกันสูงมาก ใครจะตรวจสอบใคร?

นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกฝ่ายสมคบคิดกัน ตรงกันข้าม ระบบที่น่าศึกษาที่สุด มักไม่ต้องการ conspiracy เลย

ถ้าทุกฝ่ายมี incentive ไปในทิศทางเดียวกัน ระบบสามารถ reproduce ตัวเองได้ โดยไม่ต้องมีห้องลับ ไม่ต้องมีคำสั่งลับ และไม่ต้องมีผู้บัญชาการสูงสุดที่ตัดสินทุกเรื่อง

ใน institutional theory นี่อาจเป็นอันตรายกว่า conspiracy เสียอีก เพราะมันกลายเป็น self-reinforcing equilibrium

10. บทเรียนจากจีนอาจไม่ใช่บทเรียนที่ไพศาลกำลังมอง

ไพศาลดูเหมือนจะมองประวัติศาสตร์จีน ในฐานะคำเตือนว่า หากนักการเมืองเข้าควบคุมกำลังทหาร กองทัพอาจเลิกค้ำจุนราชบัลลังก์ และนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบ

แต่ประวัติศาสตร์จีนปลายราชวงศ์ชิงซับซ้อนกว่านั้นมาก ทั้งความพ่ายแพ้ทางทหาร แรงกดดันจากจักรวรรดินิยมต่างชาติ วิกฤตการคลัง ชาตินิยม การปฏิรูปที่ล่าช้า การเกิด New Army การกบฏในมณฑลต่าง ๆ และการต่อรองระหว่างชนชั้นนำ ล้วนมีส่วนร่วม

ดังนั้น lesson ที่กว้างกว่าคือ:

ระบอบไม่ได้ล่มเพียงเพราะ “กองทัพเปลี่ยนฝ่าย”

บางครั้งกองทัพเปลี่ยนฝ่าย เพราะระบอบสูญเสียความสามารถในการสร้างความยินยอม ความชอบธรรม และการปรับตัวไปก่อนแล้ว

ตรงนี้ต่างหากที่สังคมไทยควรถาม

หากสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องการดำรงอยู่ระยะยาว หลักประกันที่แข็งแรงที่สุดคือ กองทัพที่ภักดี หรือ ประชาชนที่เห็นคุณค่าของสถาบันโดยสมัครใจ?

11. จาก coercive security สู่ legitimacy security

ระบอบสามารถสร้างความมั่นคงได้อย่างน้อยสองแบบ

แบบแรกคือ coercive security: สร้างความมั่นคงผ่านกองทัพ กฎหมาย กลไกตรวจสอบ การจำกัดคู่แข่ง และองค์กรที่สามารถหยุดความเปลี่ยนแปลงได้

แบบที่สองคือ legitimacy security: ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่าสถาบันนั้น มีประโยชน์ เป็นธรรม มีขอบเขต และสามารถอยู่ร่วมกับสิทธิของประชาชนได้

สองแบบนี้ไม่จำเป็นต้องตรงข้ามกันทั้งหมด แต่ระบอบที่ต้องพึ่งแบบแรกมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรถามตัวเองเสมอว่า เหตุใดแบบที่สองจึงไม่เพียงพอ

12. คันฉ่องชิ้นนี้จึงไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อโจมตีไพศาล

ตรงกันข้าม ไพศาลได้ตั้งคำถามที่มีคุณค่าโดยไม่ตั้งใจ

เขาถามว่า “ถ้านักการเมืองยึดกองทัพ จะเกิดอะไรขึ้น?”

แต่กระจกอีกด้านหนึ่งถามกลับว่า:

ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับกองทัพ ได้ถูกออกแบบใหม่จนมีทั้งเครือข่ายนายทหาร โครงสร้างถวายความปลอดภัย และกำลังบางหน่วยในสายบังคับบัญชาโดยตรงแล้ว เรายังควรมองการเมืองไทยผ่านความกลัวแบบเดิมอยู่หรือไม่?

และคำถามอีกข้อหนึ่งอาจสำคัญยิ่งกว่า:

ปัญหาของประเทศไทยคือ “นักการเมืองมีอำนาจมากเกินไป” จริงหรือ

หรือปัญหาที่ควรถามคือ อำนาจทุกศูนย์—นักการเมือง กองทัพ ตุลาการ องค์กรอิสระ วุฒิสภา ราชการ และสถาบันพระมหากษัตริย์— ถูกตรวจสอบอย่างสมดุลเพียงพอหรือไม่?

คำถามหลังไม่ต้องการให้เราเกลียดใคร และไม่ต้องการให้เราเชื่อใจใครอย่างไร้เงื่อนไข

มันเพียงกลับไปสู่หลักพื้นฐานที่สุดของ constitutional democracy:

อย่าออกแบบประเทศโดยสมมติว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะดีตลอดไป

จงออกแบบระบบให้ไม่มีฝ่ายใด สามารถใช้อำนาจโดยปราศจากการตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง แต่งตั้ง เครื่องแบบ ตุลาการ หรือสถานะอันศักดิ์สิทธิ์เพียงใดก็ตาม

บทส่งท้าย: อาจไม่ใช่เรื่องว่าใครกำลัง “ยึด” ใคร

ภาพการเมืองไทยอาจซับซ้อนกว่าสงครามสามเส้าระหว่าง กษัตริย์ กองทัพ และนักการเมือง

เราอาจกำลังเห็นระบบที่ศูนย์อำนาจหลายชุด ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้กันโดยสมบูรณ์ แต่สามารถแลกเปลี่ยน legitimacy ค้ำยันผลประโยชน์ และรักษาพื้นที่ของตนเอง ผ่านความสัมพันธ์ซ้อนทับกัน

หากเป็นเช่นนั้น คำถามที่ไพศาลควรถามอาจไม่ใช่เพียง “นักการเมืองกำลังเอากองทัพไปหรือไม่?”

แต่ควรถามว่า

ประเทศไทยกำลังสร้างระบบที่ ทุกศูนย์อำนาจตรวจสอบกันจริง หรือกำลังสร้างระบบที่ ศูนย์อำนาจบางส่วนช่วยค้ำยันกัน จนประชาชนตรวจสอบใครไม่ได้เลย?

นี่ต่างหากคือคำถามที่ควรฝากไว้ในกระจก

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบและอ่านต่อ

  1. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560: มาตรา 3 ว่าด้วยอำนาจอธิปไตยและการใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล; มาตรา 8 ว่าด้วยฐานะจอมทัพไทย
    https://elibrary.constitutionalcourt.or.th/research/download.php?ID=241
  2. รัฐบาลไทย, 7 กันยายน 2569, ข่าวการโปรดเกล้าฯ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
    https://www.thaigov.go.th/th/news/168620
  3. รัฐบาลไทย, 10 กันยายน 2569, รายงานการปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ของนายกรัฐมนตรี ณ กรุงออสโล
    https://www.thaigov.go.th/th/news/168722
  4. Paul Chambers, “Red rim soldiers: the changing leadership of Thailand’s military in 2020,” New Mandala, 21 September 2020.
    https://www.newmandala.org/the-changing-leadership-of-thailands-military-in-2020/
  5. Reuters, October 2019. รายงานการโอนหน่วยทหารสำคัญสองกรม จากสายการบังคับบัญชากองทัพปกติ เข้าสู่โครงสร้างที่อยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์โดยตรง (สามารถสืบค้นหัวข้อ “Thailand king personal control two army units Reuters 2019”)
  6. Duncan McCargo, งานเกี่ยวกับแนวคิด Network Monarchy, ซึ่งใช้วิเคราะห์บทบาทของเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ในการเมืองไทย โดยควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะกรอบดั้งเดิมพัฒนาขึ้นจากบริบทของรัชกาลที่ 9

หมายเหตุ: บทความนี้แยก “ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้” ออกจาก “ข้อเสนอเชิงตีความ” และมิได้ถือว่าความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายหรือความสอดคล้องทางอุดมการณ์ เป็นหลักฐานของคำสั่งโดยตรงจากบุคคลหรือสถาบันหนึ่งโดยอัตโนมัติ

Popular Posts