อำนาจที่เดินทางไปก่อนตัวเรา: Trump, Robert Greene และการเมืองของชื่อเสียง

คันฉ่องส่องโลก | ห้องสมุดประชาชน

อำนาจที่เดินทางไปก่อนตัวเรา

Trump, Robert Greene และการเมืองของชื่อเสียง

บางครั้งอำนาจที่มีประสิทธิภาพที่สุด มิใช่อำนาจที่ต้องถูกนำออกมาใช้ หากคืออำนาจที่ทำให้ผู้อื่นเปลี่ยนพฤติกรรมเสียก่อน เพราะเขาเชื่อว่าเราจะทำอะไร หากเขาไม่ยอมเปลี่ยน

1. ก่อน Trump จะเข้าห้อง เขาอาจเริ่มต่อรองไปแล้ว

ลองจินตนาการว่าผู้นำประเทศหนึ่งกำลังเตรียมตัวพบ Donald Trump เพื่อเจรจาเรื่องการค้า ความมั่นคง หรือพันธมิตรทางทหาร

Trump ยังไม่ได้เดินเข้าห้องประชุม ยังไม่ได้เสนอเงื่อนไข ยังไม่ได้ขึ้นภาษี ยังไม่ได้ขู่ถอนตัวจากข้อตกลง และยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย

แต่ทีมของอีกฝ่ายเริ่มถามกันแล้วว่า:

Trump ต้องการอะไร?

อะไรคือสิ่งที่เขายอมไม่ได้?

เขาต้องการชัยชนะชนิดใดกลับไปประกาศต่อประชาชน?

ถ้าเราไม่ยอม เขาจะเดินออกจากโต๊ะหรือไม่?

คำขู่เรื่องภาษีหรือมาตรการตอบโต้ของเขาเอาจริงเพียงใด?

เราควรเสนออะไรให้ก่อน เพื่อไม่ให้สถานการณ์ไปถึงจุดนั้น?

หากคำถามเหล่านี้ทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนข้อเสนอ ลดข้อเรียกร้อง หรือเตรียมสิ่งที่ Trump ต้องการไว้ล่วงหน้า สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็ได้เกิดขึ้นแล้ว:

Trump ยังไม่ได้ใช้อำนาจ
แต่ชื่อเสียงของ Trump เริ่มใช้อำนาจแทนเขาแล้ว

นี่คือจุดตั้งต้นของบทความนี้ และเป็นบทเรียนเรื่องอำนาจที่กว้างกว่า Donald Trump มาก

2. Robert Greene: ชื่อเสียงมิใช่เครื่องประดับ

แนวคิดนี้ทำให้นึกถึงงานของ Robert Greene โดยเฉพาะหนังสือ The 48 Laws of Power ซึ่งกฎข้อที่ 5 ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ ชื่อเสียง (reputation) ในฐานะทรัพย์สินแห่งอำนาจ

หากอ่าน Greene อย่างผิวเผิน เราอาจเข้าใจว่าเขากำลังสอนเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ หรือการรักษาหน้าตาในสังคม

แต่สาระที่ลึกกว่านั้นคือ ชื่อเสียงสามารถทำงานแทนเจ้าของชื่อเสียงได้

คนที่มีชื่อเสียงว่าไม่ยอมถูกเอาเปรียบ อาจถูกเอาเปรียบน้อยลง โดยไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับทุกคน

คนที่มีชื่อเสียงว่าตอบโต้อย่างหนักเมื่อถูกหักหลัง อาจถูกหักหลังน้อยลง โดยไม่ต้องลงโทษใครทุกวัน

คนที่มีชื่อเสียงว่าสามารถเดินออกจากโต๊ะเจรจาได้จริง อาจได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า โดยไม่ต้องเดินออกจากโต๊ะทุกครั้ง

หลักการ ชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับมากพอ สามารถลดต้นทุนของการใช้อำนาจจริง

3. อำนาจเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า

เราอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า อำนาจเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (anticipatory power)

ความหมายคือ ผู้คนปรับพฤติกรรมของตน มิใช่เพราะเราได้ทำอะไรกับเขาแล้ว แต่เพราะเขาคาดการณ์ว่า เราจะทำอะไรต่อไป

ชื่อเสียงในอดีต
↓
สร้างความคาดหมาย
↓
อีกฝ่ายคำนวณความเสี่ยง
↓
อีกฝ่ายปรับพฤติกรรม
↓
อำนาจเกิดขึ้นก่อนการลงมือ

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมชื่อเสียงจึงสำคัญในโลกของการต่อรอง การทูต ธุรกิจ สงคราม และการเมือง

หากฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่าคำขู่ของเราจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง คำขู่นั้นย่อมมีมูลค่าต่ำ

แต่หากเขาเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงว่าเราจะทำจริง แม้เรายังไม่ได้ทำอะไร คำขู่นั้นก็เริ่มมีอำนาจแล้ว

4. ความน่าเชื่อถือของคำขู่

ในทฤษฎีการต่อรองและทฤษฎีเกม ประเด็นสำคัญจึงมิใช่เพียงว่า ผู้เล่นคนหนึ่งสามารถทำอะไรได้ แต่คืออีกฝ่าย เชื่อหรือไม่ว่าเขาจะทำ

นี่คือเรื่องของ ความน่าเชื่อถือของภัยคุกคาม (credible threat)

ประเทศมหาอำนาจอาจมีอาวุธจำนวนมหาศาล แต่ถ้าทุกฝ่ายเชื่อว่าไม่มีสถานการณ์ใดที่ผู้นำจะกล้าใช้ อาวุธเหล่านั้นก็มีอำนาจต่อรองบางประเภทลดลง

ในทางกลับกัน ผู้เล่นที่มีกำลังน้อยกว่า แต่มีชื่อเสียงว่าเอาจริง ยอมรับความเสี่ยงสูง หรือพร้อมแบกรับต้นทุน อาจสร้างอำนาจต่อรองได้มากกว่าขนาดทรัพยากรของตน

จุดนี้ทำให้บุคลิกทางการเมืองของ Trump มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ความคาดเดายากของเขา การพร้อมวิจารณ์พันธมิตร การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง การตั้งคำถามต่อข้อตกลงเดิม และความต้องการแสดงผลลัพธ์ในรูปของ “ชัยชนะ” ล้วนกลายเป็นข้อมูลที่ผู้เล่นอื่นต้องนำเข้าไปคำนวณ

ไม่จำเป็นว่า Trump จะทำทุกอย่างที่เคยขู่ และไม่จำเป็นว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะประสบความสำเร็จทุกครั้ง

ประเด็นสำคัญกว่าคือ อีกฝ่ายไม่สามารถสบายใจได้ว่าเขาจะไม่ทำ

5. จาก Nixon's Madman Theory ถึง Trump

ประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันมีแนวคิดหนึ่งที่มักเชื่อมโยงกับ Richard Nixon คือ ทฤษฎีคนบ้า (madman theory)

ตรรกะพื้นฐานคือ หากฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่าผู้นำสหรัฐฯ อาจโกรธง่าย คาดเดาไม่ได้ หรือพร้อมทำสิ่งรุนแรงกว่าที่ผู้นำทั่วไปจะทำ ฝ่ายตรงข้ามอาจยอมประนีประนอมมากขึ้น เพราะไม่ต้องการทดสอบขอบเขตนั้น

แต่กรณี Trump มีลักษณะกว้างกว่านั้น

สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมิใช่เพียง “ชายคนนี้อาจทำอะไรสุดโต่ง”

หากเป็นตัวละครทางการเมืองที่มีองค์ประกอบหลายด้าน:

ต้องการชนะ ไม่ชอบถูกเอาเปรียบ พร้อมต่อรองใหม่ พร้อมเดินออกจากโต๊ะ ให้ความสำคัญกับภาพของชัยชนะ ต้องการให้พันธมิตรมีมูลค่าเชิงบวก พร้อมใช้ความไม่แน่นอนเป็นเครื่องมือ

เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกแสดงซ้ำเป็นเวลานาน มันจึงเริ่มประกอบกันเป็น สถาปัตยกรรมแห่งชื่อเสียง (reputational architecture)

6. ทำไมต้องรักษาภาพลักษณ์?

ตรงนี้ทำให้พฤติกรรมบางอย่างของ Trump ซึ่งหากมองเฉพาะเหตุการณ์อาจดูเป็นเรื่องบุคลิกส่วนตัว มีความหมายเพิ่มขึ้น

หากชื่อเสียงเป็นทุน การสร้างและรักษาชื่อเสียงก็ย่อมเป็น ภารกิจทางอำนาจ

ผู้เล่นที่ลงทุนสร้างภาพว่าตนเอง “จะไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ” ย่อมมีแรงจูงใจสูงที่จะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์สำคัญ ทำลายภาพดังกล่าว

เพราะความเสียหายไม่ได้จบอยู่ที่เหตุการณ์เดียว

หากคู่เจรจารายหนึ่งพบว่า คำขู่ของเราสามารถถูกเพิกเฉยได้โดยไม่มีผลอะไร ผู้เล่นคนอื่นก็เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้นด้วย

ชื่อเสียงจึงเป็นทุนที่สะสมได้
แต่ก็เป็นทุนที่เสื่อมค่าได้

7. ปฏิทรรศน์แห่งชื่อเสียง

และตรงนี้เองที่เกิด ปฏิทรรศน์แห่งชื่อเสียง (reputation paradox)

เราสร้างชื่อเสียงเพื่อให้ไม่ต้องใช้อำนาจจริงทุกครั้ง แต่บางครั้งเรากลับต้องใช้อำนาจจริง เพื่อรักษาชื่อเสียงที่จะทำให้เรา ไม่ต้องใช้อำนาจในครั้งต่อไป

เป้าหมาย
สร้างชื่อเสียงเพื่อประหยัดต้นทุนการใช้อำนาจ
แต่
เงื่อนไข
ต้องยอมจ่ายต้นทุนบางครั้งเพื่อรักษาชื่อเสียงนั้น

หาก Trump ขู่สิบครั้งแล้วถอยทุกครั้ง ผู้เล่นอื่นย่อมเริ่มปรับค่าความน่าจะเป็นใหม่

คำถามจะเปลี่ยนจาก “ถ้าเราไม่ยอม Trump จะทำอะไร?” เป็น “เขาขู่อีกแล้ว แต่สุดท้ายจะทำจริงหรือ?”

เมื่อถึงจุดนั้น อำนาจเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเริ่มเสื่อมค่า

ดังนั้นบางครั้งผู้นำอาจต้องยอมรับต้นทุนในวันนี้ มิใช่เพียงเพื่อผลลัพธ์ของวันนี้ แต่เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของวันพรุ่งนี้

8. โลกการเมืองคือเกมที่เล่นซ้ำ

เรื่องนี้จะเห็นชัดยิ่งขึ้นเมื่อมองผ่าน เกมที่เล่นซ้ำ (repeated games) ในทฤษฎีเกม

การเจรจาระหว่างรัฐแทบไม่เคยเป็นเกมครั้งเดียวแล้วจบ

วันนี้สหรัฐฯ ต่อรองกับประเทศ A พรุ่งนี้ต้องต่อรองกับประเทศ B เดือนหน้ากับประเทศ C และปีหน้าก็อาจกลับมาต่อรองกับประเทศ A อีกครั้ง

เพราะฉะนั้นการกระทำต่อ A ไม่ได้มีผู้ชมเพียง A

A กำลังเล่นเกมกับเรา แต่ B, C, D และ E กำลังดูอยู่

ทุกคนกำลังเรียนรู้ว่า:

  • คำขู่ของเรามีน้ำหนักเพียงใด
  • เราอดทนต่อความเสียหายได้มากแค่ไหน
  • เรายอมถอยเมื่อใด
  • เราตอบแทนพันธมิตรอย่างไร
  • เราลงโทษการผิดข้อตกลงจริงหรือไม่
  • และเรารักษาคำพูดเพียงใด

ดังนั้นการตัดสินใจหนึ่งครั้ง อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้เล่นทั้งระบบ

ผู้ชมของการใช้อำนาจหนึ่งครั้ง อาจไม่ใช่เพียงคนที่ถูกใช้อำนาจด้วย แต่อาจเป็นคนทั้งโลกที่กำลังเรียนรู้ว่า ครั้งหน้าควรปฏิบัติต่อเราอย่างไร

9. Nessun Dorma จึงกลับมาอยู่ในภาพอีกครั้ง

หากย้อนกลับไปยังบทวิเคราะห์ก่อนหน้าของเรา เรื่องการใช้ Nessun Dorma ซ้ำในโลกพิธีการของ Trump เพลงนั้นจึงน่าสนใจขึ้นอีกชั้นหนึ่ง

เราไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ทุกครั้งที่เพลงดังขึ้น Trump กำลังส่งรหัสลับ ทางภูมิรัฐศาสตร์

แต่เมื่อมันถูกใช้ซ้ำพร้อมกับองค์ประกอบอื่นของภาพตัวตน เพลงก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของ การบำรุงรักษาภาพแห่งอำนาจ

ทองและความโอ่อ่า
พิธีการ
Air Force One
MAGA
ภาษีและการต่อรอง
ความคาดเดายาก
Winning
VINCERÒ

แต่ละสิ่งอาจดูเล็กเมื่อแยกออกจากกัน ทว่าเมื่อปรากฏซ้ำอย่างต่อเนื่อง มันช่วยสร้างตัวละครทางการเมืองที่ผู้คนจดจำได้ทันที

ในภาษาของอุปรากร เราอาจเรียก Nessun Dorma ว่า ทำนองประจำตัวละคร (leitmotif) ของโลกแบบ Trump

ตัวละครยังไม่ทันพูด แต่ดนตรีบอกผู้ชมแล้วว่าใครกำลังเดินเข้าฉาก

10. อำนาจที่ประหยัดที่สุด คืออำนาจที่ไม่ต้องใช้?

เมื่อมองจากมุมนี้ เราจะพบหลักการเรื่องอำนาจที่สำคัญมาก:

อำนาจที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดส่วนหนึ่ง
คืออำนาจที่ทำให้ผู้อื่นปรับพฤติกรรม
ก่อนที่เราจะต้องใช้อำนาจจริง

ตำรวจไม่จำเป็นต้องจับประชาชนทุกคน หากคนส่วนใหญ่เชื่อว่าการละเมิดกฎหมายจะมีผลตามมา

กองทัพไม่จำเป็นต้องยิงทุกครั้ง หากการยับยั้งทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่เริ่มโจมตี

นักเจรจาไม่จำเป็นต้องเดินออกจากโต๊ะทุกครั้ง หากอีกฝ่ายเชื่อว่าเขาพร้อมเดินจริง

และผู้นำไม่จำเป็นต้องแสดงความน่ากลัวทุกวัน หากชื่อเสียงแห่งความน่ากลัว เดินทางไปถึงห้องประชุมก่อนตัวเขาแล้ว

11. แต่ชื่อเสียงก็สามารถกลายเป็นคุก

อย่างไรก็ตาม บทเรียนเรื่องอำนาจจะไม่สมบูรณ์ หากเรามองเห็นแต่ประโยชน์ของชื่อเสียง

เพราะเมื่อสร้างตัวตนทางยุทธศาสตร์ขึ้นมาแล้ว เจ้าของตัวตนอาจกลายเป็นผู้ถูกตัวตนนั้นบังคับเสียเอง

หากผู้นำสร้างชื่อเสียงว่า “ฉันไม่มีวันถอย” วันหนึ่งเขาอาจพบสถานการณ์ที่การถอยคือทางเลือกที่ฉลาดที่สุด

แต่การถอยจะสร้างต้นทุนด้านชื่อเสียง

เขาจึงอาจเลือกทำสิ่งที่มีต้นทุนสูงกว่า เพียงเพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นว่าเขาถอย

ตรงนี้ทุนแห่งชื่อเสียงเริ่มเปลี่ยนจาก สินทรัพย์ (asset) เป็น ภาระผูกพัน (liability)

นี่คืออันตรายของอำนาจที่สร้างจากชื่อเสียง:

วันหนึ่งเราอาจไม่ได้ควบคุมชื่อเสียงอีกต่อไป แต่ชื่อเสียงกลับเป็นฝ่ายควบคุมทางเลือกของเรา

12. จาก Greene ไปไกลกว่า Greene

Robert Greene ช่วยให้เราเห็นว่า ชื่อเสียงเป็นอาวุธทางอำนาจ และผู้ที่เข้าใจอำนาจย่อมไม่ปล่อยให้ชื่อเสียงของตน ถูกกำหนดโดยผู้อื่นอย่างง่ายดาย

แต่หากนำแนวคิดนี้ไปเชื่อมกับ รัฐศาสตร์ ทฤษฎีเกม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราจะเห็นสิ่งที่ใหญ่ขึ้น

ชื่อเสียงมิใช่เพียงสิ่งที่คนอื่น คิดเกี่ยวกับเรา

มันสามารถเปลี่ยนสิ่งที่คนอื่น ทำต่อเรา

และเมื่อมันเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้อื่นได้ ชื่อเสียงก็ไม่ได้เป็นเพียงภาพอีกต่อไป

มันกลายเป็นอำนาจ
คันฉ่องส่องโลก

คันฉ่อง: ก่อนผู้มีอำนาจจะมาถึง อะไรมาถึงก่อน?

เมื่อเราศึกษาผู้นำ เรามักสนใจว่าเขามีกองทัพเท่าไร มีเงินเท่าไร มีอำนาจตามกฎหมายเท่าไร หรือสามารถออกคำสั่งอะไรได้บ้าง

แต่ยังมีอำนาจอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมองไม่เห็นง่ายนัก

มันเดินทางผ่านข่าว ประวัติการตัดสินใจ เรื่องเล่า ภาพจำ พิธีกรรม คำขู่ ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ และบางครั้งแม้กระทั่งบทเพลง

เมื่อเจ้าของอำนาจเดินเข้าห้อง สิ่งเหล่านั้นอาจเดินทางมาถึงก่อนนานแล้ว

ก่อนเขาจะพูด คนอื่นกำลังคาดการณ์ว่าเขาจะพูดอะไร ก่อนเขาจะขู่ คนอื่นกำลังคำนวณว่าเขาจะเอาจริงหรือไม่ ก่อนเขาจะใช้อำนาจ บางคนอาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่า สำหรับนักการเมืองอย่าง Donald Trump การสร้างและรักษาภาพลักษณ์มิใช่งานประชาสัมพันธ์ที่อยู่ชายขอบของการใช้อำนาจ

มันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจเอง

และเมื่อเสียงของ Nessun Dorma ดังขึ้นอีกครั้ง เราจึงอาจได้ยินมากกว่าเสียงดนตรี

รุ่งเช้าจะมาถึง VINCERÒ. ข้าจะชนะ

แต่คันฉ่องยังทิ้งคำถามสำคัญกว่าไว้ว่า: ผู้ที่สร้างชื่อเสียงขึ้นมาเพื่อควบคุมพฤติกรรมของผู้อื่น จะรักษาจุดใดไว้ได้ ก่อนที่ชื่อเสียงนั้นจะย้อนกลับมาควบคุมตัวเขาเอง?

คันฉ่องส่องโลก | Mirror-Lens World

ห้องสมุดประชาชน — เรียนรู้โลก เพื่อเข้าใจอำนาจ และคิดด้วยตนเอง

บุญรักษา

Popular Posts