บทที่ 9: ทำไมเรามีเพื่อนมากขึ้น แต่กลับเหงามากขึ้น?

ความรู้ที่โรงเรียนไม่ค่อยสอน · สังคมและความสัมพันธ์มนุษย์

ทำไมเรามีเพื่อนมากขึ้น
แต่กลับเหงามากขึ้น?

เราอยู่ในยุคที่ส่งข้อความถึงคนอีกซีกโลกได้ภายในวินาที มี “เพื่อน” นับร้อยหรือนับพันบนหน้าจอ แต่เหตุใดความเหงาจึงกลายเป็นประเด็นสาธารณสุขระดับโลก?

ความเหงาไม่ใช่เพียงการอยู่คนเดียว และการอยู่คนเดียวก็ไม่ได้แปลว่าเหงาเสมอไป สิ่งสำคัญคือช่องว่างระหว่าง ความสัมพันธ์ที่เรามี กับ ความสัมพันธ์ที่เราต้องการ เมื่อเข้าใจจุดนี้ เราจะเริ่มเห็นว่า ความเหงาไม่ได้เป็นเพียงปัญหาในหัวใจของคนคนหนึ่ง แต่อาจสะท้อนวิธีที่ทั้งสังคมถูกออกแบบขึ้น

โทรศัพท์มีชื่อคนเต็มจอ แต่คืนนี้จะโทรหาใคร?

ลองนึกถึงคนคนหนึ่ง ที่มีผู้ติดตามหลายพันคน ได้รับข้อความทั้งวัน ทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก และแทบไม่เคยอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีมนุษย์คนอื่น

คืนหนึ่งเขาประสบปัญหาใหญ่

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนรายชื่อไปเรื่อย ๆ แล้วพบว่าไม่แน่ใจว่าจะโทรหาใคร

เขา “เชื่อมต่อ” กับคนจำนวนมาก แต่กลับรู้สึกว่า ไม่มีใครที่เขาสามารถพึ่งพาได้จริง

คำถามตั้งต้น จำนวนคนที่เรารู้จัก กับจำนวนคนที่เรารู้สึกว่า “อยู่ตรงนี้เพื่อเรา” เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่?

ก่อนอื่น ต้องแยกคำสามคำออกจากกัน

1

Social isolation

ภาวะแยกตัวทางสังคมเป็นสิ่งที่ค่อนข้างวัดได้: มีความสัมพันธ์ บทบาท หรือปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อย

2

Loneliness

ความเหงาเป็นประสบการณ์เชิงอัตวิสัย: ความรู้สึกทุกข์ที่เกิดจากช่องว่าง ระหว่างความสัมพันธ์ที่มีกับที่ต้องการ

3

Social connection

WHO มองอย่างน้อยสามมิติ: โครงสร้างของความสัมพันธ์ การสนับสนุนที่ได้รับ และคุณภาพของความสัมพันธ์นั้น

4

Solitude

การอยู่ตามลำพังโดยสมัครใจ อาจเป็นประสบการณ์ที่ดี ใช้พัก คิด อ่านหนังสือ หรือสร้างสรรค์งานได้ จึงไม่ควรเท่ากับ loneliness

คนคนหนึ่งอาจอยู่คนเดียวโดยไม่เหงา
และอาจยืนท่ามกลางผู้คนนับพัน แต่รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างยิ่ง

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก: ประมาณ 1 ใน 6 ของโลก

1 ใน 6
คนทั่วโลกรายงานว่าประสบความเหงา

WHO Commission on Social Connection ประเมินในรายงานปี 2025 ว่า ประมาณ 15.8% ของประชากรโลก มีประสบการณ์ความเหงา

และตัวเลขไม่ได้สูงที่สุดในผู้สูงอายุอย่างที่หลายคนอาจเดา

WHO รายงานว่าในกลุ่มวัยรุ่น ประมาณ 21% รายงานความเหงา และโดยทั่วไปอัตราลดลงตามอายุ

นอกจากนี้ WHO ประเมินว่า ระหว่างปี 2014–2019 ความเหงามีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตประมาณ 871,000 รายต่อปี ทั่วโลก

อ่านตัวเลขอย่างระมัดระวัง

คำว่า “สัมพันธ์กับการเสียชีวิต” ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถระบุ ความเหงาเป็นสาเหตุโดยตรงของการเสียชีวิตทุกกรณี

สุขภาพ รายได้ อายุ โรคประจำตัว และปัจจัยทางสังคมอื่น สามารถเกี่ยวข้องทั้งกับความโดดเดี่ยว และผลลัพธ์ด้านสุขภาพ

งานวิจัยจึงต้องใช้วิธีทางระบาดวิทยา เพื่อพยายามแยกปัจจัยเหล่านี้ออก และภาษาที่เหมาะสมควรสะท้อนข้อจำกัดดังกล่าว

แล้วอินเทอร์เน็ตทำให้เราเหงาหรือไม่?

คำตอบที่ซื่อสัตย์คือ: ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มันอย่างไร กับใคร และเพื่ออะไร

เทคโนโลยีสามารถช่วยคนที่อยู่ไกลกัน รักษาความสัมพันธ์ ช่วยผู้พิการหรือผู้ที่เดินทางลำบาก ค้นหาชุมชนที่มีประสบการณ์ร่วมกัน และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ได้

แต่การใช้เทคโนโลยีบางรูปแบบ อาจเบียดเวลาที่เคยใช้พบปะกัน สร้างการเปรียบเทียบทางสังคม รบกวนการสนทนา หรือทำให้เราใช้เวลามากกับ ความสัมพันธ์ที่ตื้นกว่าความสัมพันธ์ที่ต้องการจริง

WHO จึงไม่ได้สรุปง่าย ๆ ว่า “social media = loneliness” แต่ระบุเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหนึ่งในหลายปัจจัย ที่อาจส่งผลต่อ social connection

ลองเปลี่ยนคำถาม แทนที่จะถามว่า “ใช้โทรศัพท์วันละกี่ชั่วโมง?” เราอาจต้องถามว่า “เวลาบนหน้าจอนั้นกำลังเชื่อมเราเข้าหาคนอื่น หรือแทนที่ความสัมพันธ์ที่เราต้องการ?”

ความเหงามีเศรษฐศาสตร์ด้วย

ลองชวนเพื่อนออกจากบ้าน

ต้องเดินทางหรือไม่?
ต้องซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มหรือไม่?
มีสถานที่นั่งฟรีหรือไม่?
เลิกงานพร้อมกันหรือไม่?
มีรถกลับบ้านหรือไม่?

หากการพบคนอื่นทุกครั้ง ต้องใช้เงิน เวลา รถยนต์ และการนัดหมายล่วงหน้า ต้นทุนของความสัมพันธ์ก็สูงขึ้น

คนรายได้น้อย คนทำงานหลายกะ พ่อแม่ที่ต้องดูแลลูก ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ที่อยู่ห่างระบบขนส่ง จึงอาจเผชิญข้อจำกัดแตกต่างกัน

OECD พบว่า ความเปราะบางด้าน social connection มักซ้อนทับกับความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคม

บางครั้งคนไม่ได้ขาดความต้องการพบกัน
แต่ขาดเวลา เงิน การเดินทาง และสถานที่ที่จะพบกัน

เมืองสามารถทำให้คนรู้จักกันได้หรือไม่?

ลองเปรียบเทียบชุมชนสองแห่ง

แห่งแรกมีบ้าน ถนนใหญ่ ลานจอดรถ และห้างสรรพสินค้า แต่แทบไม่มีทางเท้า สวนสาธารณะ ม้านั่ง ห้องสมุด สนามเด็กเล่น หรือตลาดชุมชน

อีกแห่งหนึ่งมีพื้นที่ที่ผู้คน สามารถเดินผ่านกัน นั่งพัก พาเด็กเล่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือพบกันโดยไม่ต้องซื้ออะไร

ทั้งสองแห่งอาจมีประชากรเท่ากัน แต่มี โอกาสในการเกิดความสัมพันธ์ ไม่เท่ากัน

Social Infrastructure — โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่ค่อยเห็น

เราคุ้นกับคำว่า infrastructure ในความหมายของถนน สะพาน ไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ต

แต่สังคมยังมีโครงสร้างพื้นฐานอีกชนิดหนึ่ง: สถานที่และสถาบันที่ทำให้มนุษย์ พบกันซ้ำ ๆ โดยธรรมชาติ

สวน

สวนและสนาม

เด็ก ผู้สูงอายุ คนออกกำลังกาย และครอบครัวสามารถอยู่ร่วมพื้นที่เดียวกัน โดยไม่ต้องนัดหมาย

สมุด

ห้องสมุด

เป็นหนึ่งในพื้นที่สาธารณะที่คนสามารถอยู่ได้นาน โดยไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้า

ตลาด

ตลาดและพื้นที่ชุมชน

การพบคนเดิมซ้ำ ๆ สร้างความคุ้นเคย แม้ยังไม่ใช่เพื่อนสนิท

เดิน

ทางเท้าและขนส่งสาธารณะ

การออกแบบที่ทำให้คนออกจากบ้านได้ง่าย เพิ่มโอกาสของปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน

OECD ระบุว่า การจัดหาสินค้าและบริการสาธารณะ รวมถึง social infrastructure เป็นส่วนหนึ่งของบริบทที่สามารถส่งผลต่อ social connection และจึงเป็นพื้นที่ที่นโยบายสาธารณะสามารถเข้าไปจัดการได้

คนแปลกหน้าที่เราเจอบ่อย ๆ มีค่าไหม?

ลองนึกถึงคนขายกาแฟที่จำเมนูของเราได้ คนเฝ้าประตู เพื่อนบ้านที่พยักหน้าทักกัน คนขายผักในตลาด หรือคนที่เราเห็นเดินออกกำลังกายเวลาเดิมทุกเช้า

คนเหล่านี้อาจไม่ใช่เพื่อนสนิท

แต่ความสัมพันธ์แบบหลวม ๆ หรือที่สังคมศาสตร์มักเรียกว่า weak ties สามารถมีคุณค่าอย่างมาก

มันทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้เป็นมนุษย์นิรนาม ที่เดินผ่านโลกโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

และบางครั้ง weak ties ยังเชื่อมเราเข้ากับข้อมูล โอกาส และเครือข่าย ที่กลุ่มเพื่อนสนิทของเราไม่มี

คำถามที่น่าสนใจ ชุมชนที่ดีจำเป็นต้องทำให้ทุกคนเป็นเพื่อนสนิทกัน หรือเพียงทำให้คนจำนวนมาก “ไม่เป็นคนแปลกหน้าต่อกันทั้งหมด” ก็มีคุณค่ามหาศาลแล้ว?

Third Place — พื้นที่ที่ไม่ใช่บ้านและไม่ใช่งาน

นักสังคมวิทยาและนักผังเมืองใช้แนวคิด third place อธิบายพื้นที่ที่ไม่ใช่บ้าน และไม่ใช่สถานที่ทำงาน แต่ผู้คนสามารถมาพบปะกันได้

ร้านกาแฟบางประเภท ร้านตัดผม สวน สนามกีฬา ศูนย์ชุมชน ตลาด ลานวัด ห้องสมุด หรือร้านเล็ก ๆ ในละแวกบ้าน สามารถทำหน้าที่เช่นนี้

หัวใจไม่ใช่ชื่อของสถานที่ แต่คือ ความสามารถในการเข้าไปอยู่และพบผู้อื่นได้ง่าย

แต่ต้องระวังคำว่า “พื้นที่สาธารณะ”

สถานที่ที่เปิดให้คนเข้า ไม่ได้แปลว่าเข้าถึงได้เท่าเทียมกัน

หากต้องซื้อกาแฟราคาแพงทุกครั้งจึงจะนั่งได้ หากไม่มีทางสำหรับรถเข็น หากไม่มีขนส่งสาธารณะ หรือหากบางกลุ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย พื้นที่นั้นอาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็น social infrastructure สำหรับทุกคน

แล้วประเทศไทยควรถามอะไร?

พื้นที่นโยบาย คำถามที่ควรถาม
เมือง คนสามารถเดินออกจากบ้านแล้วพบผู้อื่นอย่างปลอดภัยได้หรือไม่?
หมู่บ้าน มีพื้นที่ส่วนกลางที่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อใช้งานหรือไม่?
โรงเรียน เด็กกำลังสร้างมิตรภาพและความรู้สึกเป็นสมาชิกของชุมชนหรือเพียงมาเรียนแล้วกลับ?
ที่ทำงาน เวลางานและวัฒนธรรมองค์กรเหลือพื้นที่ให้ความสัมพันธ์มนุษย์หรือไม่?
ผู้สูงอายุ เมื่อหยุดทำงานแล้ว มีโครงสร้างอะไรพาพวกเขาออกจากบ้านและกลับเข้าสู่ชุมชน?
ขนส่ง คนไม่มีรถยนต์สามารถไปหาครอบครัว เพื่อน และกิจกรรมชุมชนได้ง่ายเพียงใด?
ดิจิทัล เทคโนโลยีช่วยสร้างความสัมพันธ์หรือออกแบบมาเพื่อยึดเวลาความสนใจให้อยู่บนแพลตฟอร์ม?

+1 : ความสัมพันธ์อาจเป็น “สินค้าสาธารณะ” มากกว่าที่เราคิด

ลองนึกถึงสวนแห่งหนึ่ง

เทศบาลอาจสร้างสวนเพราะต้องการต้นไม้ พื้นที่ออกกำลังกาย และความสวยงาม

แต่หลังเปิดใช้ เด็กมาเล่นด้วยกัน พ่อแม่เริ่มรู้จักกัน ผู้สูงอายุพบเพื่อน คนขายอาหารมีลูกค้า คนในชุมชนเริ่มจำหน้ากันได้ และข่าวสารเล็ก ๆ เริ่มเดินทางระหว่างคน

สวนไม่ได้ “ผลิตมิตรภาพ” โดยตรง

มันผลิตสิ่งที่สำคัญมากกว่า: โอกาสที่ความสัมพันธ์จะเกิดขึ้น

ตรงนี้ทำให้เราสามารถมอง social connection ในมิติใหม่

รัฐบาลไม่สามารถออกกฎหมายให้คนรักกัน เทศบาลไม่สามารถสั่งให้คนเป็นเพื่อนกัน และโรงเรียนไม่สามารถบังคับเด็กไม่ให้เหงา

แต่สถาบันสาธารณะสามารถออกแบบ เงื่อนไขที่ทำให้ความสัมพันธ์เกิดง่ายขึ้นหรือยากขึ้น ได้

นี่คือเหตุผลที่ทางเท้า สวน ห้องสมุด ระบบขนส่ง เวลาทำงาน โรงเรียน การออกแบบที่อยู่อาศัย และเทคโนโลยี อาจเป็น “นโยบายความสัมพันธ์” โดยที่เราไม่เคยเรียกมันเช่นนั้น

+1 อีกชั้น: ความเหงาเกี่ยวอะไรกับประชาธิปไตย?

ประชาธิปไตยต้องการมากกว่าการเลือกตั้ง

มันต้องการสังคมที่คน สามารถพบคนที่คิดต่าง ทำงานร่วมกัน สร้างสมาคม ช่วยเหลือกัน แลกเปลี่ยนข้อมูล และเรียนรู้ที่จะไว้วางใจมนุษย์นอกครอบครัวของตนเอง

OECD ชี้ว่า social connections เกี่ยวข้องไม่เพียงกับสุขภาพ แต่ยังรวมถึงการศึกษา การจ้างงาน และ civic engagement ด้วย

หากผู้คนถอยกลับเข้าสู่โลกส่วนตัว เหลือเพียงครอบครัวใกล้ชิด และเครือข่ายออนไลน์ที่คิดเหมือนกัน พื้นที่สำหรับการสร้าง social trust อาจแคบลง

สังคมที่คนไม่พบกัน
อาจไม่ได้สูญเสียเพียงมิตรภาพ
แต่อาจสูญเสียความสามารถในการเป็น “สังคม” ด้วย

เราทำอะไรได้บ้าง โดยไม่โยนทุกอย่างให้ปัจเจก?

แน่นอนว่าแต่ละคนสามารถโทรหาเพื่อน ออกไปเดิน เข้าชมรม ทำงานอาสาสมัคร กินข้าวกับครอบครัว หรือกำหนดเวลาใช้หน้าจอได้

สิ่งเหล่านี้มีคุณค่า

แต่ถ้าคำตอบของสังคมต่อความเหงาคือ “คนเหงาควรพยายามเข้าสังคมให้มากขึ้น” เพียงอย่างเดียว เรากำลังมองปัญหาเพียงครึ่งเดียว

WHO เสนอให้ดำเนินการหลายระดับ ตั้งแต่นโยบาย ชุมชน องค์กร ไปจนถึงระดับบุคคล เพราะ social connection เกิดจากทั้งพฤติกรรมส่วนตัว และเงื่อนไขทางสังคม

คำถามสุดท้าย ถ้าเราต้องการสังคมที่คนเหงาน้อยลง เราจะสอนคนให้ “หาเพื่อนเก่งขึ้น” อย่างเดียว หรือจะสร้างเมือง โรงเรียน ที่ทำงาน และพื้นที่สาธารณะ ที่ทำให้มนุษย์มีโอกาสพบและดูแลกันมากขึ้นด้วย?

สรุปบทเรียน

ความเหงาไม่ใช่สิ่งเดียวกับการอยู่คนเดียว และจำนวนเพื่อนก็ไม่ได้บอกคุณภาพ ของความสัมพันธ์ทั้งหมด

หลักฐานร่วมสมัยชี้ว่า social connection มีความสำคัญต่อสุขภาพ การศึกษา การทำงาน ความเป็นอยู่ และชีวิตของชุมชน

เทคโนโลยีอาจทั้งช่วยและขัดขวางความสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้และบริบท จึงไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่า “มือถือทำให้คนเหงา”

ที่สำคัญกว่านั้น ความสัมพันธ์ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ

เมือง การเดินทาง รายได้ เวลาทำงาน โรงเรียน พื้นที่สาธารณะ และการออกแบบเทคโนโลยี ล้วนเปลี่ยนต้นทุนและโอกาส ของการพบปะกัน

ดังนั้นเมื่อคนจำนวนมากรู้สึกโดดเดี่ยว คำถามไม่ควรมีเพียง “เกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น?”

แต่ควรถามเพิ่มว่า “เกิดอะไรขึ้นกับสังคม ที่ทำให้มนุษย์เชื่อมโยงกันยากขึ้น?”

แหล่งข้อมูลสำหรับอ่านต่อ

  • World Health Organization, From loneliness to social connection: charting a path to healthier societies, Report of the WHO Commission on Social Connection, 30 June 2025
    World Health Organization
  • World Health Organization, Social Connection — Questions and Answers, 30 June 2025
    WHO: Social Connection
  • OECD, Social Connections and Loneliness in OECD Countries, 16 October 2025
    OECD
  • WHO Commission on Social Connection — ข้อมูล รายงาน และสื่อประกอบ
    WHO Commission on Social Connection
ข้อเสนอภาพประกอบและเครดิต

Hero: แทนที่จะใช้ภาพ “คนเศร้านั่งคนเดียว” ซึ่งอาจทำให้ความเหงาดูเป็นปัญหาทางอารมณ์เฉพาะบุคคล แนะนำภาพที่มี คนจำนวนมากอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น รถไฟฟ้า สถานี ร้านกาแฟ หรือพื้นที่เมือง จะตรงกับคำถามของบทมากกว่า

ภาพกลางบท:
1. ห้องสมุดสาธารณะที่มีคนหลายวัย
2. สวนหรือพื้นที่ชุมชน
3. ตลาดท้องถิ่น
4. ทางเท้าหรือย่านที่เดินได้
5. ผู้สูงอายุทำกิจกรรมร่วมกัน

แหล่งที่เหมาะสม: Wikimedia Commons โดยค้นคำว่า “public library community”, “public park community”, “walkable neighborhood”, “community market”, “social interaction public space”

รายงาน OECD 2025 เผยแพร่ภายใต้ CC BY 4.0 จึงสามารถพิจารณาใช้แผนภูมิจากรายงาน โดยปฏิบัติตามเงื่อนไข attribution และตรวจรายละเอียดขององค์ประกอบภาพนั้นอีกครั้ง

รายงาน WHO มีเงื่อนไข CC BY-NC-SA 3.0 IGO สำหรับการใช้ที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ ควรตรวจเงื่อนไขของภาพแต่ละรายการก่อนนำมาใช้

รูปแบบเครดิตที่แนะนำ:
ภาพ: [ชื่อภาพ] · [ผู้สร้าง] / Wikimedia Commons · [CC BY / CC BY-SA / Public Domain] · ครอบตัดเพื่อการจัดวาง

หมายเหตุทางวิชาการ: บทความนี้แยก loneliness ออกจาก social isolation อย่างชัดเจน และใช้คำว่า “สัมพันธ์กับ” สำหรับผลลัพธ์ด้านสุขภาพ เมื่อหลักฐานไม่ได้อนุญาตให้สรุปเหตุและผลโดยตรง นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีดิจิทัล กับความเหงามีหลายทิศทาง จึงไม่ควรตีความว่าการใช้ social media เป็นสาเหตุเดียวหรือสาเหตุโดยตรงของความเหงา

ห้องสมุดประชาชน · ความรู้สำหรับคนไทย
บางทีสิ่งที่สังคมต้องสร้างเพิ่ม ไม่ใช่เพียงถนนที่พาเราไปถึงสถานที่ — แต่คือสถานที่ที่ทำให้เราไปถึงกัน

Popular Posts