อินเทอร์เน็ตข้ามโลกได้อย่างไร?
ทำไมโลกยังต้องฝากข้อมูลไว้กับสายเคเบิลใต้ทะเล?
เรามีดาวเทียมนับพันดวงบนฟ้า แต่ข้อความ รูป วิดีโอ ธุรกรรมการเงิน และข้อมูลมหาศาล ที่วิ่งข้ามทวีป ส่วนใหญ่กลับเดินทางผ่านเส้นใยแก้ว ที่วางอยู่บนพื้นมหาสมุทร
เมื่อเราส่งข้อความจากกรุงเทพฯ ไปหาเพื่อนที่นิวยอร์ก ภาพในหัวของหลายคนคือ สัญญาณพุ่งขึ้นสู่อวกาศ แล้วเด้งกลับลงมาอีกฝั่งโลก แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลระหว่างประเทศส่วนใหญ่ เดินทางผ่าน submarine fibre-optic cables หรือสายใยแก้วนำแสงใต้ทะเล อินเทอร์เน็ตโลกจึงไม่ได้ลอยอยู่ใน “cloud” อย่างที่ชื่อชวนให้คิด — มันมีร่างกายจริง มีสายจริง มีสถานีขึ้นฝั่งจริง และสามารถถูกตัดขาดได้จริง
ลองส่งรูปหนึ่งใบไปอีกทวีป
เราถ่ายรูปในกรุงเทพฯ แล้วส่งผ่านแอปหนึ่ง ให้เพื่อนที่อยู่สหรัฐอเมริกา
ข้อมูลเริ่มเดินทางจากโทรศัพท์ ไปยัง Wi-Fi หรือเครือข่ายมือถือ
จากนั้นเข้าสู่โครงข่ายภายในประเทศ ผ่านเราเตอร์ ศูนย์ข้อมูล และเครือข่าย backbone
เมื่อข้อมูลต้องออกนอกภูมิภาค มันจะถูกส่งไปยังเส้นทางระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่พึ่งพา สายใยแก้วใต้ทะเล
เมื่อขึ้นฝั่งอีกประเทศ ข้อมูลก็เข้าสู่เครือข่ายภาคพื้นดินอีกครั้ง ก่อนเดินทางถึง server หรือปลายทาง
99% — ตัวเลขที่ทำให้คำว่า “Cloud” ดูแตกต่างไป
ITU ระบุใน Global Connectivity Report 2025 ว่าโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ รองรับมากกว่า 99% ของ international data flows ทั่วโลก
ITU รายงานว่า ในปี 2025 เครือข่ายโลกประกอบด้วยระบบที่ใช้งาน มากกว่า 500 ระบบ รวมระยะทางประมาณ 1.4 ล้านกิโลเมตร
ดังนั้นเมื่อเราพูดถึง cloud computing video streaming financial transactions หรือ AI services
สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นดิจิทัล แต่ฐานของมันยังเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ อย่างลึกซึ้ง
ในสายเส้นเล็ก ๆ มีอะไร?
หัวใจของสายสื่อสารใต้ทะเล คือเส้นใยแก้วนำแสง หรือ optical fibre
ข้อมูลไม่ได้ไหลผ่านในรูปตัวอักษร หรือวิดีโอ แต่ถูกเข้ารหัสเป็นสัญญาณแสง
Optical Fibre
ใช้แสงส่งข้อมูล ด้วยความเร็วและความจุสูงมาก
Power Conductor
สายต้องส่งพลังงาน ให้ repeater หรือ amplifier ที่วางอยู่ตามเส้นทาง
Protection
บริเวณใกล้ชายฝั่ง อาจมีชั้นป้องกันเพิ่ม เพื่อรับมือสมอเรือ การประมง และกิจกรรมมนุษย์
Repeaters
สัญญาณที่เดินทางหลายพันกิโลเมตร ต้องได้รับการขยาย ระหว่างทาง
ในทะเลลึก สายอาจมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับภาพที่หลายคนจินตนาการ
ส่วนบริเวณน้ำตื้น ซึ่งมีเรือและกิจกรรมมนุษย์มาก มักต้องได้รับการป้องกันมากขึ้น และในบางพื้นที่อาจถูกฝังใต้พื้นทะเล
แล้วทำไมไม่ใช้ดาวเทียมไปเลย?
ดาวเทียมสำคัญมาก
โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เกาะ เรือ เครื่องบิน เขตภัยพิบัติ หรือพื้นที่ที่โครงข่ายภาคพื้นดิน เข้าไม่ถึง
เทคโนโลยีดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO ก็ทำให้ latency ลดลงมาก เมื่อเทียบกับดาวเทียมรุ่นเก่า
แต่ในระดับ backbone ระหว่างทวีป สายใยแก้วใต้ทะเลยังมีข้อได้เปรียบสำคัญ: สามารถรองรับข้อมูลมหาศาล อย่างมีประสิทธิภาพมาก
| สายใต้ทะเล | ดาวเทียม |
|---|---|
| เหมาะกับข้อมูลปริมาณมหาศาลระหว่างศูนย์กลางเครือข่าย | เหมาะมากกับพื้นที่ที่สายภาคพื้นดินเข้าไม่ถึง |
| เป็น backbone หลักของการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ | เสริม redundancy และ coverage ได้ดี |
| ต้องมีเส้นทางสายและ landing station | ต้องมีดาวเทียม สถานีภาคพื้นดิน และ spectrum |
| หากมีหลายเส้นทาง สามารถ reroute traffic ได้ | มีประโยชน์สูงในภาวะฉุกเฉินหรือพื้นที่โดดเดี่ยว |
“สายเคเบิลหรือดาวเทียม อะไรชนะ?”
แต่คือ
“เราจะออกแบบระบบที่ใช้ข้อดีของทั้งสอง ให้เสริมกันอย่างไร?”
สายขาดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด
ITU และ International Cable Protection Committee ระบุว่าความเสียหายระดับนี้ เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี
ฟังดูน่ากลัว แต่ไม่ได้แปลว่า อินเทอร์เน็ตโลกดับ 150 ครั้งต่อปี
เหตุผลคือระบบถูกออกแบบให้มี redundancy
เมื่อสายเส้นหนึ่งขัดข้อง traffic จำนวนมาก สามารถถูก reroute ผ่านเส้นทางอื่น หากประเทศหรือภูมิภาคนั้น มีเส้นทางสำรองเพียงพอ
อะไรทำให้สายขาด?
เมื่อมีข่าวสายเคเบิลเสียหาย ในพื้นที่ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ผู้คนมักนึกถึง sabotage ก่อน
แต่สถิติระยะยาว เตือนให้เราแยก เหตุการณ์ที่น่าสงสัย ออกจาก ฐานอัตราปกติของระบบ
International Cable Protection Committee ระบุในปี 2026 ว่า ความเสียหายส่วนใหญ่ เกิดจากกิจกรรมอย่างการประมงเชิงพาณิชย์ และสมอเรือ
สมอเรือ
เรือที่ลากสมอ สามารถเกี่ยวหรือทำความเสียหาย สายที่อยู่บนพื้นทะเลได้
การประมง
อุปกรณ์ประมงบางประเภท โดยเฉพาะกิจกรรมที่สัมผัสพื้นทะเล เป็นความเสี่ยงสำคัญ
ธรณีพิบัติ
แผ่นดินไหว ดินถล่มใต้ทะเล หรือกระแสน้ำตะกอน สามารถทำลายสายได้
การกระทำโดยเจตนา
เป็นความเสี่ยงที่หน่วยงานความมั่นคง ให้ความสนใจมากขึ้น แต่ไม่ควรสรุปว่า ทุก cable fault คือ sabotage
บทเรียนเรื่องการอ่านข่าว
หากสายเคเบิลเสียหาย ในช่วงที่สองประเทศมีความขัดแย้ง
เราอาจตั้งสมมติฐานเรื่อง sabotage ได้
แต่ เวลาและสถานที่ที่น่าสงสัย ยังไม่ใช่หลักฐานว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำ
การสอบสวนควรพิจารณา ข้อมูลเรือ ตำแหน่งสาย รูปแบบความเสียหาย สมอ อุปกรณ์ประมง สภาพทะเล และหลักฐานอื่น ก่อนสรุปความรับผิด
ถ้าสายขาด เขาซ่อมกันอย่างไร?
การซ่อมสายใต้ทะเล ไม่เหมือนช่างไฟปีนเสา แล้วต่อสายใหม่
ความยากไม่ได้มีเพียงเรื่องเทคนิค
เรือซ่อมต้องเดินทางไปยังจุดที่เสีย สภาพอากาศต้องเอื้อ ต้องได้รับอนุญาตให้ทำงานในน่านน้ำที่เกี่ยวข้อง และบางครั้งต้องรอทรัพยากร ที่มีอยู่จำกัด
นี่ทำให้ repair capacity เป็นส่วนหนึ่งของ resilience ไม่ต่างจากจำนวนสายสำรอง
+1 : ความมั่นคงของอินเทอร์เน็ตไม่ได้วัดจาก “มีสายกี่เส้น” แต่ต้องดูว่าเส้นเหล่านั้นอิสระจากกันจริงหรือไม่
สมมติประเทศหนึ่งมีสายอินเทอร์เน็ต ห้าเส้น
ฟังดูปลอดภัย
แต่ถ้าทั้งห้าเส้น ขึ้นฝั่งที่ชายหาดเดียวกัน เข้าอาคาร landing station เดียวกัน และออกสู่เครือข่ายประเทศ ผ่านเส้นทางภาคพื้นดินเดียวกัน
ในทางวิศวกรรม ประเทศนั้นอาจยังมี single point of failure ซ่อนอยู่
เหตุการณ์หนึ่ง อาจกระทบสายหลายเส้นพร้อมกัน
ดังนั้นคำว่า redundancy ต้องถามลึกกว่า “จำนวน”
- มีหลาย cable systems หรือไม่?
- ขึ้นฝั่งหลายพื้นที่หรือไม่?
- เชื่อมต่อกับหลายประเทศหรือไม่?
- backhaul ภายในประเทศแยกเส้นทางกันหรือไม่?
- มี capacity สำรองจริงหรือไม่?
- มีทางเลือกผ่าน terrestrial network หรือ satellite หรือไม่?
นี่คือหลักเดียวกับ การไม่เก็บข้อมูลสำรอง ไว้ใน hard disk ลูกเดียวกับต้นฉบับ
Backup ที่วางอยู่ข้างกัน อาจไม่ใช่ backup เมื่อเกิดภัยที่กระทบทั้งสองพร้อมกัน
จากวิศวกรรม กลายเป็นภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างไร?
เพราะสายเคเบิลไม่ได้เพียงส่ง รูปแมว TikTok หรืออีเมล
มันรองรับ
การชำระเงินระหว่างประเทศ
cloud computing
ตลาดการเงิน
ข้อมูลของบริษัทข้ามชาติ
บริการรัฐบาล
การสื่อสารทางการทูต
ระบบทางทหารบางประเภท
เศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวม
ดังนั้นตำแหน่งของสาย จุดขึ้นฝั่ง ผู้เป็นเจ้าของ ผู้ดำเนินการ เส้นทางสำรอง และความสามารถในการซ่อม จึงมีมิติด้าน national security
สหภาพยุโรปออก Action Plan on Cable Security ในปี 2025 เพื่อเพิ่มการป้องกัน การตรวจจับภัย การตอบสนอง และความสามารถในการฟื้นฟูระบบ
NATO ก็เพิ่มความสนใจต่อ critical undersea infrastructure โดยเฉพาะในทะเลบอลติก และเปิดตัวกิจกรรม Baltic Sentry ในเดือนมกราคม 2025 เพื่อเพิ่มการเฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานใต้น้ำ
+1 อีกชั้น : ภูมิศาสตร์กำลังกลับมาในโลกดิจิทัล
ยุคอินเทอร์เน็ตเคยทำให้เรารู้สึกว่า ภูมิศาสตร์ไม่สำคัญแล้ว
บริษัทอยู่ประเทศหนึ่ง server อยู่อีกประเทศ ลูกค้าอยู่อีกซีกโลก
แต่ลองตามเส้นทางข้อมูลจริง แล้วเราจะพบว่า ภูมิศาสตร์ไม่เคยหายไป
ข้อมูลต้องผ่าน
- ทะเลจริง
- ช่องแคบจริง
- ชายฝั่งจริง
- เขตเศรษฐกิจจำเพาะจริง
- สถานีขึ้นฝั่งจริง
- กฎหมายของรัฐจริง
ดังนั้น โลกดิจิทัลไม่ได้ทำลายภูมิศาสตร์ แต่วางภูมิศาสตร์ชั้นใหม่ ทับลงบนภูมิศาสตร์เดิม
เมืองท่าหรือประเทศ ที่อยู่ใกล้เส้นทาง cable สำคัญ อาจได้เปรียบด้าน data centres cloud services digital investment และ connectivity
ในทางกลับกัน ประเทศที่มีเส้นทางออกสู่โลก เพียงไม่กี่เส้น อาจมี vulnerability สูงกว่า
แล้วบริษัทเทคโนโลยีใหญ่เข้ามาเกี่ยวอย่างไร?
ในอดีต สายเคเบิลระหว่างประเทศ มักเป็นโครงการของ telecommunication carriers หรือ consortium ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม
แต่ในยุค cloud บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ต้องส่งข้อมูลปริมาณมหาศาล ระหว่าง data centres ของตนเอง
ITU รายงานว่า hyperscale technology companies มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สายเคเบิลรุ่นใหม่
ประเทศเล็กได้ประโยชน์จากสายเคเบิลอย่างไร?
สำหรับประเทศเกาะ หรือประเทศที่ connectivity เคยพึ่งดาวเทียมราคาแพง สายใยแก้วใต้ทะเล สามารถเปลี่ยนเศรษฐกิจได้อย่างมาก
World Bank รายงานในเดือนกรกฎาคม 2026 ถึงโครงการใน Micronesia ซึ่งสร้างสายใต้น้ำใหม่ เชื่อม Yap และ Chuuk เข้ากับโครงข่ายภูมิภาค
โครงการดังกล่าว ช่วยแทนที่การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม ที่ช้ากว่าและมีต้นทุนสูงกว่า ด้วย digital backbone ที่รองรับความจุและบริการใหม่ได้ดีขึ้น
นี่ทำให้สายเคเบิลหนึ่งเส้น ไม่ได้มีความหมายเพียง “อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น”
แต่สามารถส่งผลต่อ
การศึกษา
เรียนออนไลน์ เข้าถึงฐานข้อมูล และทรัพยากรการเรียนรู้ ได้ดีขึ้น
ธุรกิจ
บริการดิจิทัล outsourcing e-commerce และ cloud มีข้อจำกัดน้อยลง
สาธารณสุข
telemedicine และการส่งข้อมูลสุขภาพ มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การลงทุน
digital infrastructure สามารถเป็นปัจจัยหนึ่ง ในการตัดสินใจลงทุนของธุรกิจ
ประเทศไทยควรถามอะไร?
สำหรับประเทศที่ต้องการ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล คำถามไม่ควรมีเพียง “อินเทอร์เน็ตเร็วแค่ไหน?”
คำถามด้าน Digital Resilience
-
Route Diversity:
ไทยมีเส้นทาง international connectivity ที่กระจายจริงเพียงใด? -
Landing Diversity:
สายขึ้นฝั่งกระจุกอยู่ในพื้นที่เดียว หรือกระจายความเสี่ยง? -
Regional Connectivity:
เรามีเส้นทางสำรอง ผ่านประเทศเพื่อนบ้านเพียงใด? -
Repair Readiness:
เมื่อ cable fault เกิดขึ้น กระบวนการอนุญาตและซ่อม รวดเร็วเพียงใด? -
Data Centre Strategy:
การลงทุน data centre สัมพันธ์กับ international bandwidth และความมั่นคงด้านพลังงานอย่างไร? -
Cyber + Physical Security:
เราปกป้องทั้ง software และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ หรือมอง cybersecurity เฉพาะหน้าจอ?
เวลาเห็นข่าว “สายเคเบิลถูกตัด” ควรถามอะไร?
| อย่ารีบถามเพียง | ควรถามเพิ่ม |
|---|---|
| ใครเป็นคนตัด? | สาเหตุได้รับการยืนยันแล้วหรือยัง? |
| อินเทอร์เน็ตจะดับไหม? | มี route สำรองและ capacity เท่าใด? |
| เป็น sabotage หรือไม่? | มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์หรือข้อมูลเรืออะไร? |
| สายเส้นนี้สำคัญไหม? | มันเชื่อม landing point ใด และมีระบบอื่นทดแทนได้หรือไม่? |
| ซ่อมวันไหน? | มีเรือซ่อมพร้อมหรือไม่ และต้องผ่านเขตอำนาจใครบ้าง? |
คำถามเหล่านี้ช่วยให้เรา ไม่เปลี่ยนเหตุการณ์ด้าน infrastructure ให้กลายเป็นข้อสรุปทางการเมือง เร็วกว่าหลักฐาน
สรุปบทเรียน
อินเทอร์เน็ตดูเหมือน เป็นโลกไร้สาย
แต่ backbone ของการสื่อสารระหว่างประเทศ ยังพึ่งพา สายใยแก้วใต้ทะเลอย่างมหาศาล
มากกว่า 99% ของ international data flows เดินทางผ่านโครงสร้างพื้นฐานชนิดนี้
สายขัดข้อง ประมาณ 150–200 ครั้งต่อปี เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมรับมือเป็นปกติ และสาเหตุส่วนใหญ่ ยังมาจากอุบัติเหตุของกิจกรรมมนุษย์ เช่น สมอเรือและการประมง
แต่เมื่อเศรษฐกิจ การเงิน รัฐบาล cloud และความมั่นคง พึ่งพา cable network มากขึ้น
สายเหล่านี้จึงกลายเป็น ทั้ง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และ สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์
บทเรียนสำคัญที่สุด อาจไม่ใช่ว่า “สายเคเบิลปลอดภัยหรือไม่”
เพราะไม่มี infrastructure ใด ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
คำถามที่ดีกว่าคือ
“เมื่อส่วนหนึ่งเสียหาย ระบบที่เหลือยังทำงานต่อได้หรือไม่?”
นี่คือหัวใจของคำว่า resilience
และเมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราจะเห็นว่า cloud ของโลก ไม่ได้ลอยอยู่เหนือภูมิศาสตร์เลย
มันทอดยาว อยู่ใต้มหาสมุทร นับล้านกิโลเมตร
แหล่งข้อมูลสำหรับอ่านต่อ
-
International Telecommunication Union,
Global Connectivity Report 2025 —
Infrastructure for universal and meaningful connectivity.
ITU -
International Telecommunication Union,
Submarine Cable Resilience.
ITU Digital Resilience -
International Telecommunication Union,
International Submarine Cable Resilience Summit,
27 February 2025.
ITU -
International Cable Protection Committee,
Media Enquiries & Frequently Asked Questions,
updated 20 May 2026.
ICPC -
European Commission,
EU Action Plan on Cable Security,
21 February 2025.
European Union -
NATO,
Baltic Sentry,
launched 14 January 2025.
NATO -
World Bank,
Connecting Islands, Creating Opportunity:
Digital Transformation Expands Jobs in the Federated States of Micronesia,
7 July 2026.
World Bank
หมายเหตุทางวิชาการ: ตัวเลข “มากกว่า 99%” หมายถึงสัดส่วนของ international data flows ที่ ITU ระบุว่าเดินทางผ่าน submarine cable infrastructure ไม่ควรตีความว่า 99% ของการใช้อินเทอร์เน็ตทุกชนิด ในทุกประเทศ เดินทางใต้ทะเล เพราะ traffic ภายในประเทศ หรือภายใน data centre อาจไม่ผ่านสายใต้ทะเลเลย
ตัวเลข 150–200 cable faults ต่อปี เป็นค่าประมาณระดับโลก และไม่ได้หมายความว่า เกิด outage ระดับประเทศทุกครั้ง เนื่องจากเครือข่ายจำนวนมาก สามารถ reroute traffic ผ่านระบบอื่นได้
ส่วนสัดส่วน 70–80% อ้างอิงข้อมูลอุตสาหกรรมของ International Cable Protection Committee เกี่ยวกับ accidental human activity โดยเฉพาะการประมงและสมอเรือ จึงไม่ควรใช้ตัวเลขนี้ ตัดสินสาเหตุของเหตุการณ์เฉพาะราย โดยไม่มีหลักฐานการสอบสวน