แนวทางทำรัฐธรรมนูญปวงชน มดแดงล้มช้าง

คู่มือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยเต็มใบ
Education for Peace Foundation · คันฉ่องส่องไทย
ร่างเชิงหลักการสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และสาธารณชนที่ต้องการประชาธิปไตยเต็มใบ

คู่มือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยเต็มใบ

บทความว่าด้วยการรื้อกลไกคณาธิปไตย ออกแบบสถาบันการเมืองใหม่ และวางรัฐธรรมนูญให้เป็นกฎหมายสูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง
บทตั้งต้น
หากประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพียงเพื่อเปลี่ยนถ้อยคำ แต่ยังคงสถาปัตยกรรมอำนาจแบบเดิมไว้ ผลที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่การเปลี่ยนระบอบ หากเป็นเพียงการปรับฉากของระบอบเดิมให้ดูอ่อนโยนขึ้นชั่วคราวเท่านั้น รัฐธรรมนูญที่ประชาชนควรได้จึงต้องไม่เริ่มจากคำถามว่า “จะแก้ตรงไหนดี” แต่ต้องเริ่มจากคำถามที่ลึกกว่า นั่นคือ “จะออกแบบรัฐอย่างไรไม่ให้ประชาชนถูกริบอำนาจของตนอีก”

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เพียงการมีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หากอยู่ที่การมีรัฐธรรมนูญซึ่งประกาศในทางถ้อยคำว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แต่กลับจัดวางกลไกจริงให้ประชาชนถืออำนาจได้เพียงในเชิงพิธีกรรม ขณะที่อำนาจตัดสินใจเชิงโครงสร้างยังไหลขึ้นสู่กลุ่มคนจำนวนน้อยที่ไม่ได้ยึดโยงกับการเลือกตั้ง การตรวจสอบ หรือความรับผิดรับชอบต่อสาธารณะ รัฐธรรมนูญเช่นนั้นไม่ใช่สะพานเชื่อมระหว่างประชาชนกับอำนาจ แต่เป็นกำแพงกฎหมายที่ทำให้อำนาจหลุดมือประชาชนอย่างเป็นระเบียบและถูกทำให้ดูชอบธรรม

ดังนั้น คู่มือฉบับนี้จึงมิได้ตั้งใจเป็นเพียงบทวิจารณ์รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หากตั้งใจเป็นพิมพ์เขียวทางหลักการสำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาธิปไตยเต็มใบจริง กล่าวอีกอย่างหนึ่ง มันคือความพยายามตอบคำถามว่าหากประเทศไทยจะเดินออกจากกลไกคณาธิปไตยที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างกฎหมายมหาชน เราควรออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไรเพื่อให้รัฐกลับมาอยู่ใต้ประชาชน มิใช่ให้ประชาชนอยู่ใต้รัฐ

หนึ่ง. หลักตั้งต้นที่ต้องยืนยันก่อนลงมือร่าง

รัฐธรรมนูญใหม่ต้องวางอยู่บนหลักตั้งต้นที่ไม่ควรถูกต่อรอง เพราะหากหลักตั้งต้นคลุมเครือ ไม่ว่าถ้อยคำทางกฎหมายจะสวยงามเพียงใด ตัวระบบย่อมหาทางย้อนกลับไปเป็นเครื่องมือของคนส่วนน้อยได้เสมอ หลักตั้งต้นข้อแรกคืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งปวงอย่างแท้จริง คำว่า “อย่างแท้จริง” สำคัญยิ่ง เพราะในโลกของกฎหมายมหาชน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การประกาศหลักการ หากอยู่ที่การทำให้หลักการนั้นมีเส้นทางการใช้งานจริง ประชาชนต้องไม่เพียงเป็นเจ้าของอำนาจในทางนามธรรม แต่ต้องสามารถส่งคนเข้าไปใช้อำนาจ ถอดถอนคนที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ ตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐ และแก้กติกาสูงสุดของประเทศได้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการที่เป็นไปได้จริง

หลักตั้งต้นข้อที่สองคือไม่มีอำนาจยับยั้งประชาชนจากภายนอกประชาชน กล่าวอีกนัยหนึ่ง จะต้องไม่มีกลไกใดที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่สามารถขวาง ยับยั้ง หรือคว่ำเจตจำนงของประชาชนได้โดยลำพัง ไม่ว่าจะมาในรูปของสภาที่แต่งตั้ง กระบวนการสรรหาที่ปิดลับ หรือองค์กรที่อ้างความเป็นกลางจนอยู่เหนือการตรวจสอบ รัฐธรรมนูญที่ยอมให้อำนาจเช่นนี้ดำรงอยู่ ย่อมไม่ใช่รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเต็มใบ เพราะในที่สุดมันจะเปิดทางให้ความเป็น “ผู้ดูแลประชาชน” กลายเป็นอำนาจ “ผู้ครอบงำประชาชน” อยู่ร่ำไป

หลักตั้งต้นข้อที่สามคือทุกอำนาจต้องมีความรับผิดที่บังคับได้จริง การตรวจสอบในทางการเมืองไม่ควรเป็นเพียงพิธีกรรมของการอภิปราย หรือถ้อยคำที่หวังให้ผู้มีอำนาจละอายใจด้วยตนเอง หากต้องมีมาตรการที่ลงโทษได้ ถอดถอนได้ และย้อนความรับผิดได้ ไม่ว่าผู้ใช้อำนาจนั้นจะอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ องค์กรอิสระ หรือกองทัพ เพราะอำนาจที่ไม่มีราคาต้องจ่ายย่อมมีแนวโน้มละเมิดประชาชนเสมอ

หลักตั้งต้นข้อที่สี่คือรัฐธรรมนูญต้องเป็นกฎหมายสูงสุดที่ประชาชนแก้ไขได้ หากรัฐธรรมนูญถูกออกแบบให้แก้ยากเกินจริง จนกลายเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนแตะต้องไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นคือการตรึงดุลอำนาจเดิมไว้ยาวนาน และเปลี่ยนรัฐธรรมนูญจากเครื่องมือของประชาชนให้กลายเป็นเครื่องมือคุมประชาชน ในทางกลับกัน รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมั่นคงพอจะไม่ล้มตามอารมณ์รายวัน แต่ยืดหยุ่นพอจะให้ประชาชนปรับเปลี่ยนได้เมื่อสังคมเห็นร่วมกันว่ากติกาเดิมไม่ตอบสนองเจตจำนงสาธารณะอีกต่อไป

รัฐธรรมนูญที่ประชาธิปไตยเต็มใบจึงไม่ได้วัดจากจำนวนถ้อยคำเรื่องสิทธิเสรีภาพเพียงอย่างเดียว หากวัดจากคำถามง่าย ๆ ข้อหนึ่งว่า เมื่อประชาชนไม่ยินยอมต่ออำนาจที่ใช้อยู่ พวกเขามีทางทำให้อำนาจนั้นหยุดลงได้จริงหรือไม่

สอง. หลักการของกระบวนการร่าง: รัฐธรรมนูญประชาชนต้องเกิดจากกระบวนการของประชาชน

กฎหมายสูงสุดของประเทศไม่ควรถูกร่างขึ้นในห้องปิด หรือภายใต้การออกแบบที่ให้ผู้มีอำนาจเดิมกำหนดกรอบความคิดล่วงหน้า เพราะในกรณีนั้น แม้จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น หรือทำประชาพิจารณ์ในภายหลัง กระบวนการทั้งหมดก็ยังคงเป็นการอนุญาตให้ประชาชนพูดภายในกรอบที่ชนชั้นนำกำหนดไว้แล้ว หากต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยจริง จุดเริ่มต้นจึงต้องเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด ไม่มีโควตาพิเศษจากองค์กรเดิม ไม่มีตำแหน่งโดยสภาพ ไม่มีการกันที่นั่งไว้ให้กลุ่มผู้คุมอำนาจนอกระบบ และไม่มีหลักการล่วงหน้าที่ห้ามอภิปรายประเด็นสาธารณะอันเป็นสาระของการออกแบบรัฐ

กระบวนการร่างต้องมีความโปร่งใสอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะความโปร่งใสเป็นหลักการที่งดงาม หากเพราะรัฐธรรมนูญคือสัญญาทางการเมืองของทั้งสังคม ประชาชนย่อมมีสิทธิรู้ว่าใครเสนออะไร เหตุใดจึงเสนอเช่นนั้น และผลทางโครงสร้างของแต่ละมาตราจะเป็นอย่างไร การถ่ายทอดการประชุม การเปิดเผยรายงานการลงมติ การเผยแพร่ร่างแต่ละฉบับ การจัดเวทีรับฟังและให้ข้อสังเกตอย่างเป็นระบบ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ หากกระบวนการร่างถูกทำให้ลึกลับ ประชาชนย่อมไม่มีวันเป็นเจ้าของผลลัพธ์ได้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการรับรองรัฐธรรมนูญใหม่ควรมีประชามติที่มีความหมายจริง ไม่ใช่ประชามติที่ประชาชนต้องตอบคำถามคลุมเครือภายใต้บรรยากาศที่บิดเบี้ยว การออกแบบที่เหมาะสมควรให้ประชาชนรับรองอย่างน้อยสองชั้น ชั้นแรกคือการรับรองว่าควรจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน และชั้นที่สองคือการรับรองร่างฉบับสมบูรณ์เมื่อกระบวนการร่างเสร็จสิ้น วิธีนี้ทำให้ประชาชนไม่ถูกลดบทบาทเหลือเพียงการโหวตปิดท้าย แต่มีส่วนร่วมทั้งในระดับการเปิดประตูและการตรวจสอบผลงานที่ออกมา

ข้อพึงระวังเชิงโครงสร้าง
หากผู้มีอำนาจเดิมยังเป็นผู้กำหนดกรอบคำถาม กำหนดองค์ประกอบผู้ร่าง หรือกำหนดเรื่องที่ห้ามแตะต้อง กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็อาจเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อมอบความชอบธรรมให้กับระเบียบเดิมในฉากใหม่เท่านั้น

สาม. สิ่งที่ต้องเอาออก: การรื้อกลไกคณาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อพูดถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลายคนมักเริ่มจากคำถามว่าจะ “เติมอะไรดี” แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือจะ “เอาอะไรออก” เพราะตราบใดที่กลไกคณาธิปไตยยังคงอยู่ ต่อให้เพิ่มบทสิทธิ เสรีภาพ หรือถ้อยคำสวยหรูมากเพียงใด มันก็จะถูกครอบด้วยโครงสร้างเดิมอยู่ดี

สิ่งแรกที่ต้องเอาออกคือวุฒิสภาแต่งตั้งหรือกลไกใดก็ตามที่เปิดให้บุคคลซึ่งประชาชนไม่ได้เลือก เข้ามามีอำนาจกำหนดทิศทางการเมืองระดับชาติ หากจะมีสองสภา ทั้งสองสภาต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และต้องมีเหตุผลเชิงหน้าที่ที่ชัดเจน มิใช่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นกำแพงกันประชาชน หากไม่สามารถออกแบบเหตุผลเช่นนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะพิจารณาระบบสภาเดี่ยวซึ่งโปร่งใสกว่าและยึดโยงกับประชาชนโดยตรงมากกว่า

สิ่งที่สองที่ต้องเอาออกคือช่องทางให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของประชาชน หลักพื้นฐานของระบอบรัฐสภาคือฝ่ายบริหารต้องเกิดจากและรับผิดชอบต่อเสียงข้างมากในสภา หากเปิดช่องให้เกิด “นายกฯ คนนอก” หรือเปิดทางให้กลไกพิเศษพยุงคนที่ไม่มีฐานจากประชาชนขึ้นมาบริหาร ประเทศย่อมวนกลับไปสู่ปัญหาเดิม คือการทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นแค่กิจกรรมประกอบฉาก ขณะที่อำนาจจริงไปอยู่ที่จุดอื่น

สิ่งที่สามที่ต้องเอาออกคือวงจรสรรหาองค์กรอิสระและองค์กรวินิจฉัยสำคัญที่ปิดลับและสืบทอดกันเอง ระบบที่คนกลุ่มเดิมแต่งตั้งกันเองโดยประชาชนแทบไม่มีโอกาสตรวจสอบ คือเงื่อนไขสำคัญของการผลิตซ้ำคณาธิปไตยในคราบของความเป็นกลาง รัฐธรรมนูญใหม่ต้องไม่ยอมรับระบบเช่นนี้อีกต่อไป เพราะความเป็นกลางที่ไม่มีความรับผิด คือรูปแบบหนึ่งของอำนาจที่ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นการเมือง ทั้งที่ส่งผลทางการเมืองอย่างลึกซึ้งที่สุด

สิ่งที่สี่ที่ต้องเอาออกคือมรดกของการทำให้การรัฐประหารมีทางลงจอดอย่างนุ่มนวล ไม่ว่าจะเป็นบทนิรโทษกรรมโดยตรง บทเฉพาะกาลที่รับรองผลของการยึดอำนาจ หรือการสร้างสภาวะกึ่งกฎหมายที่ทำให้ผู้ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นผู้กุมสิทธิออกแบบระเบียบใหม่ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกมองเป็นรายละเอียดทางเทคนิค แต่ต้องถูกยืนยันว่าเป็นปัญหาหลักทางหลักการ เพราะตราบใดที่การรัฐประหารยังมีรางวัลรออยู่ วงจรอำนาจนอกระบบย่อมไม่มีวันสิ้นสุด

สี่. สิ่งที่ต้องปรับ: จากอำนาจที่อ้างความเป็นกลาง ไปสู่อำนาจที่รับผิด

การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่อาจหยุดอยู่ที่การรื้อของเก่า หากต้องกล้าปรับสถาบันสำคัญให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยด้วย หนึ่งในพื้นที่ที่ต้องได้รับการปรับอย่างจริงจังคืออำนาจตุลาการและองค์กรวินิจฉัยทางรัฐธรรมนูญ ศาลต้องเป็นอิสระในการตัดสินคดีอย่างไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมือง แต่ความเป็นอิสระนั้นไม่ควรถูกขยายความจนเท่ากับการไม่ต้องรับผิด ไม่โปร่งใส และไม่ต้องอธิบายเหตุผลต่อสาธารณะ การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงจึงควรเปิดเผยมากขึ้น มีการรับฟังความเห็นสาธารณะ มีหลักเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้ และมีกลไกประเมินและถอดถอนเมื่อเกิดการใช้อำนาจโดยเบี่ยงเบนไปจากกรอบหน้าที่

ระบบเลือกตั้งเองก็ต้องได้รับการออกแบบใหม่โดยยึดเป้าหมายเดียวคือสะท้อนเจตจำนงของประชาชนให้ตรงที่สุด การตัดสินใจเรื่องเขตเลือกตั้ง สูตรคำนวณ สัดส่วนผู้แทนแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ไม่ควรถูกใช้เป็นวิธีสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองล่วงหน้า หากต้องตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม ความเสมอภาคของคะแนนเสียง และการเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางการเมืองสามารถเข้าสู่ระบบตัวแทนได้โดยไม่บิดเบือนเกินควร

อีกพื้นที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือกองทัพ ในระบอบประชาธิปไตย กองทัพมิใช่ผู้คุ้มครองรัฐจากประชาชน แต่เป็นองค์กรด้านความมั่นคงที่อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนซึ่งมาจากประชาชน งบประมาณของกองทัพต้องโปร่งใส การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญต้องอยู่ภายใต้การกำกับของฝ่ายบริหารและการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ และต้องเขียนให้ชัดเจนว่ากองทัพไม่มีบทบาททางการเมืองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม หากไม่ทำเช่นนี้ รัฐธรรมนูญจะยังคงมี “ผู้เล่นที่ล้มโต๊ะได้” ซ่อนอยู่เสมอ

ประชาธิปไตยไม่อาจยืนอยู่ได้บนสมมติฐานว่าทุกองค์กรจะใช้อำนาจอย่างพอดีด้วยตนเอง มันยืนอยู่ได้เพราะสังคมออกแบบระบบให้ทุกอำนาจมีขอบเขต มีผู้ตรวจสอบ และมีราคาที่ต้องจ่ายเมื่อใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้น

ห้า. สิ่งที่ต้องเติม: กลไกที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจจริงในชีวิตรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเต็มใบจะสมบูรณ์ไม่ได้ หากประชาชนมีบทบาทเพียงวันเลือกตั้งและอีกหลายปีหลังจากนั้นต้องกลับไปเป็นผู้เฝ้าดูการเมืองอย่างห่างไกล รัฐธรรมนูญใหม่จึงต้องเติมเครื่องมือประชาธิปไตยโดยตรงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการเมืองตามปกติ เช่น สิทธิของประชาชนในการเสนอร่างกฎหมาย การเรียกร้องให้มีประชามติในประเด็นสาธารณะสำคัญ และการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ กลไกเหล่านี้มิใช่สิ่งฟุ่มเฟือย แต่เป็นวิธีคืนความหมายให้คำว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ควรวางหลักว่ารัฐต้องเปิดข้อมูลเป็นค่าเริ่มต้น การเข้าถึงข้อมูลของรัฐไม่ควรถูกมองเป็นความกรุณาที่รัฐหยิบยื่นให้เป็นครั้งคราว แต่เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ เพราะหากประชาชนไม่รู้ว่ารัฐกำลังทำอะไร ใช้งบประมาณอย่างไร ทำสัญญากับใคร หรือกำหนดนโยบายบนข้อมูลใด คำว่าการตรวจสอบก็ย่อมกลายเป็นเพียงถ้อยคำที่ไม่มีพลังจริง

รัฐธรรมนูญใหม่ควรบรรจุหลักการต่อต้านการรัฐประหารไว้อย่างเข้มข้นและไม่คลุมเครือ การยึดอำนาจต้องถูกนิยามว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญ ผู้ร่วม ผู้สนับสนุน และผู้รับผลประโยชน์จากการยึดอำนาจต้องมีความรับผิด และต้องเขียนให้ชัดว่าไม่มีนิรโทษกรรมในทุกกรณี หลักการเช่นนี้มีความสำคัญไม่เพียงเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการเปลี่ยนแรงจูงใจเชิงโครงสร้างจากเดิมที่การรัฐประหารมักจบลงด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง ไปสู่สภาพที่การรัฐประหารไม่มีทางลงอย่างปลอดภัยอีกต่อไป

อีกเรื่องหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือหน้าที่ของรัฐในการสร้างพลเมือง รัฐธรรมนูญใหม่ควรวางหลักให้รัฐต้องจัดการศึกษาที่ส่งเสริมความเป็นพลเมือง การคิดเชิงวิพากษ์ ความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ และความสามารถในการตรวจสอบอำนาจ เพราะประชาธิปไตยไม่อาจเติบโตในสังคมที่รัฐผลิตเพียงผู้เชื่อฟัง แต่ไม่ผลิตผู้ใช้เหตุผลและผู้มีส่วนร่วม

หก. เศรษฐกิจและทรัพยากร: หากไม่แตะเรื่องนี้ ประชาธิปไตยจะเป็นเพียงเปลือก

บทสนทนาเรื่องรัฐธรรมนูญของไทยมักติดอยู่กับการจัดสรรอำนาจทางการเมือง จนหลงลืมว่าอำนาจทางเศรษฐกิจคือรากสำคัญของการเมือง หากโครงสร้างเศรษฐกิจยังเปิดทางให้ความมั่งคั่งและทรัพยากรสาธารณะถูกรวบอยู่ในมือคนส่วนน้อยอย่างไม่มีระบบป้องกันที่จริงจัง กลไกประชาธิปไตยก็ย่อมถูกอิทธิพลทางเศรษฐกิจครอบได้ง่าย รัฐธรรมนูญใหม่จึงควรยืนยันอย่างชัดว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติร่วมของประชาชน การให้สัมปทานหรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ผลตอบแทนกลับคืนแก่สาธารณะอย่างเป็นธรรม

นอกจากนี้ รัฐควรมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการป้องกันการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญต้องลงไปทำแทนนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมด แต่เพราะรัฐธรรมนูญต้องวางกรอบว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ถูกใช้เป็นฐานค้ำจุนการครอบงำทางการเมืองของกลุ่มทุนและเครือข่ายอำนาจในระยะยาว

เจ็ด. หมวดสุดท้าย: หากคงสถาบันกษัตริย์ไว้ จะต้องวางอย่างไรในระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ

เมื่อมาถึงประเด็นนี้ จำเป็นต้องพูดด้วยความชัดเจน สุขุม และมีวินัยทางหลักการให้มากที่สุด เพราะในสังคมไทย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีถ้อยคำเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากอยู่ที่การออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันดังกล่าวกับระบบอำนาจสมัยใหม่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความคลุมเครือจนเปิดช่องให้ผู้ใช้อำนาจอื่นหยิบยืมสถาบันไปเป็นเครื่องมือค้ำยันตนเอง

หากสังคมไทยจะคงสถาบันกษัตริย์ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยเต็มใบ หลักที่ควรยึดมีอย่างน้อยสามประการ ประการแรก สถาบันกษัตริย์ต้องถูกวางให้เป็นประมุขเชิงสัญลักษณ์ของรัฐและความต่อเนื่องของประเทศ มิใช่เป็นแหล่งอำนาจทางการเมืองโดยตรง ประการที่สอง การใช้อำนาจใด ๆ ที่เกิดขึ้นในพระปรมาภิไธยต้องผ่านองค์กรของรัฐที่ยึดโยงกับประชาชนและมีผู้รับสนองซึ่งต้องรับผิดทางการเมืองและทางกฎหมาย ประการที่สาม ต้องเขียนให้ชัดว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองและจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขัน การปราบปราม หรือการสร้างความชอบธรรมให้แก่การใช้อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย

นั่นหมายความว่า หมวดสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่เปิดให้เกิด “อำนาจคลุมเครือ” หากควรเป็นพื้นที่ที่ลดความคลุมเครือให้มากที่สุด การคงไว้ซึ่งสถาบันในเชิงสัญลักษณ์สามารถทำได้ภายใต้หลักประชาธิปไตย หากยืนยันหนักแน่นว่าอำนาจในการปกครองประเทศอยู่ที่ประชาชนและองค์กรที่ประชาชนเลือกเท่านั้น กล่าวในภาษานิติรัฐอย่างย่อได้ว่า สถาบันอาจดำรงอยู่ได้ แต่ต้องไม่กลายเป็นช่องทางให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งปกครองโดยไม่ต้องรับผิด

แก่นของการวางหมวดนี้
สิ่งที่ต้องระวังที่สุดมิใช่ถ้อยคำเชิงยกย่อง หากคือถ้อยคำหรือความเงียบที่เปิดทางให้เกิดอำนาจนอกความรับผิด การออกแบบที่ดีจึงต้องทำให้สถาบันคงอยู่ในฐานะสัญลักษณ์ของรัฐ ขณะเดียวกันก็ทำให้ระบบการเมืองทั้งหมดอยู่ภายใต้หลักประชาธิปไตยอย่างไม่คลุมเครือ

แปด. หลักการเขียนบทบัญญัติ: ภาษากฎหมายต้องชัด แต่ไม่ซ่อนเล่ห์

การมีหลักการที่ถูกต้องยังไม่เพียงพอ หากถ้อยคำทางกฎหมายเปิดช่องให้ตีความย้อนศรได้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงต้องเขียนด้วยภาษาที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลีกเลี่ยงถ้อยคำที่กว้างจนเปิดทางให้สถาบันใดสถาบันหนึ่งขยายอำนาจเกินขอบเขต และหลีกเลี่ยงวลีแบบศีลธรรมลอย ๆ ที่ฟังดีแต่ไม่สามารถใช้บังคับได้ในทางกฎหมาย บทบัญญัติเรื่องสิทธิ เสรีภาพ อำนาจตรวจสอบ การถอดถอน การสรรหาองค์กร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเขียนในลักษณะที่ผู้ตีความในอนาคตไม่สามารถอาศัยช่องว่างของภาษาเพื่อฟื้นชีวิตให้กับระเบียบคณาธิปไตยได้ง่าย

พูดให้ถึงที่สุด รัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่สวยงามที่สุดในเชิงวรรณศิลป์ แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ปกป้องประชาชนได้มากที่สุดเมื่อเผชิญผู้ใช้อำนาจที่ตั้งใจบิดเจตนารมณ์ของมัน

เก้า. บทสรุป: รัฐธรรมนูญใหม่ต้องไม่เพียงเปลี่ยนตัวบท แต่ต้องเปลี่ยนทิศทางของอำนาจ

หากประเทศไทยจะใช้โอกาสของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อวางรากฐานประชาธิปไตยจริง สิ่งที่ต้องตระหนักให้ชัดคือเราไม่ได้กำลังซ่อมเอกสารฉบับหนึ่ง แต่กำลังกำหนดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างประชาชนกับอำนาจ รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเต็มใบจึงต้องทำมากกว่าการเขียนบทสิทธิให้ยาวขึ้น หรือทำให้โครงสร้างเดิมดูอ่อนโยนลง มันต้องรื้อกลไกที่ทำให้คนส่วนน้อยคุมประเทศได้โดยไม่ต้องรับผิด ต้องปรับสถาบันหลักให้โปร่งใสและยึดโยงกับประชาชน และต้องเติมเครื่องมือที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจจริงตลอดชีวิตของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เฉพาะในวันเลือกตั้ง

กล่าวโดยสรุป สิ่งที่ต้องเอาออก คือกลไกยับยั้งประชาชนที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน สิ่งที่ต้องปรับ คือสถาบันที่อ้างความเป็นกลางแต่ไม่มีความรับผิด สิ่งที่ต้องเติม คือเครื่องมือประชาธิปไตยโดยตรง ความโปร่งใส การต่อต้านรัฐประหาร และหลักความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนหมวดที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ หากจะคงไว้ ก็ต้องวางไว้ท้ายสุดในฐานะองค์ประกอบของความต่อเนื่องเชิงสัญลักษณ์ มิใช่ฐานของอำนาจทางการเมือง

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันเปลี่ยนทิศทางของอำนาจ จากเดิมที่อำนาจไหลขึ้นสู่คนส่วนน้อย ให้ไหลกลับลงสู่ประชาชน และเปิดทางให้ประชาชนเรียกอำนาจนั้นคืนได้เสมอเมื่อถูกใช้อย่างผิดทาง

นี่คือมาตรวัดง่ายที่สุดของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเต็มใบ และหากประเทศไทยจะเดินไปสู่ระบอบเช่นนั้นอย่างจริงจัง การร่างครั้งใหม่จะต้องมีความกล้าพอที่จะไม่ประนีประนอมกับกลไกที่ทำให้ประชาชนแพ้มาตลอดหลายทศวรรษ เพราะในท้ายที่สุด ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบที่ขอความกรุณาจากอำนาจ แต่เป็นระบบที่ทำให้อำนาจต้องขอความยินยอมจากประชาชนอยู่เสมอ

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับการแปลงบทความนี้ไปสู่ “ร่างฉบับมาตรา”

หนึ่ง. ให้กำหนดหมวดพื้นฐานของรัฐโดยยืนยันชัดว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และประชาชนใช้อำนาจได้ทั้งผ่านสถาบันตัวแทนและโดยตรง

สอง. ให้ตัดกลไกสภาแต่งตั้ง นายกฯ คนนอก และวงจรสรรหาปิดขององค์กรอิสระออกจากโครงสร้างโดยเด็ดขาด

สาม. ให้ออกแบบระบบสรรหาและตรวจสอบศาล องค์กรอิสระ และกองทัพใหม่ภายใต้หลักความโปร่งใสและความรับผิด

สี่. ให้เพิ่มสิทธิของประชาชนในการเสนอร่างกฎหมาย ประชามติ และถอดถอน

ห้า. ให้เขียนบทต่อต้านการรัฐประหารอย่างไม่คลุมเครือและห้ามนิรโทษกรรม

หก. หากคงหมวดสถาบันกษัตริย์ไว้ ให้จัดวางในรูปแบบประมุขเชิงสัญลักษณ์ภายใต้หลักผู้รับสนองและความไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง



ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับประชาธิปไตยเต็มใบ)
Education for Peace Foundation · คันฉ่องส่องไทย
ร่างฉบับเต็มเชิงหลักการและตัวบท · สำหรับใช้เป็นฐานคิดทางวิชาการ นโยบาย และการร่างฉบับประชาชน

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับประชาธิปไตยเต็มใบ)

เจตนารมณ์ของร่างฉบับนี้
รัฐธรรมนูญฉบับนี้จัดทำขึ้นในฐานะ “ร่างต้นแบบ” สำหรับสังคมที่ต้องการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับอำนาจจากสภาพที่ประชาชนถูกกำกับควบคุมโดยกลไกเหนือการเลือกตั้ง ไปสู่สภาพที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง ส่งคนเข้าไปใช้อำนาจได้ ตรวจสอบอำนาจได้ ถอดถอนอำนาจได้ และแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศได้ตามวิถีประชาธิปไตย
คำนำรัฐธรรมนูญ

พวกเราประชาชนไทย ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกันแห่งประเทศนี้ ตระหนักว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจต่อประชาชน เป็นรากฐานของระบอบการปกครองที่ชอบธรรม

ด้วยประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏชัดว่าการรวบอำนาจ การสืบทอดอำนาจโดยมิชอบ การทำรัฐประหาร การแทรกแซงการเมืองโดยองค์กรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และการออกแบบกติกาเพื่อกักขังเจตจำนงของประชาชน ล้วนเป็นเหตุให้ประเทศตกอยู่ในวงจรความล้าหลัง ความเหลื่อมล้ำ และความแตกแยก

พวกเราจึงร่วมกันตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้น เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ รับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคน ทำให้อำนาจรัฐทุกประเภทอยู่ภายใต้การตรวจสอบ เปิดทางให้ประชาชนใช้อำนาจโดยตรงได้ และจัดวางสถาบันทางการเมืองทั้งปวงให้อยู่ใต้หลักอำนาจอธิปไตยของประชาชน อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

สารบัญหมวด
  1. บททั่วไป
  2. อำนาจอธิปไตยและสถานะของรัฐธรรมนูญ
  3. สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  4. หน้าที่ของรัฐ
  5. หน้าที่ของประชาชน
  6. รัฐสภา
  7. คณะรัฐมนตรี
  8. ศาลและกระบวนการยุติธรรม
  9. ศาลรัฐธรรมนูญ
  10. องค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบ
  11. การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น
  12. กองทัพ ความมั่นคง และการป้องกันรัฐธรรมนูญ
  13. การเงิน การคลัง และทรัพยากรสาธารณะ
  14. ประชาธิปไตยโดยตรงและการมีส่วนร่วมของประชาชน
  15. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและบทเปลี่ยนผ่าน
  16. สถาบันพระมหากษัตริย์

หมวด 1 บททั่วไป

หมวดนี้วางฐานให้ชัดว่ารัฐนี้เป็นของประชาชน และรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ทุกองค์กรต้องยอมรับอย่างไม่มีข้อยกเว้น

มาตรา 1

ประเทศไทยเป็นรัฐประชาธิปไตยอันตั้งอยู่บนหลักว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งปวง

มาตรา 2

รัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทกฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือการกระทำของรัฐใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ ให้ตกเป็นโมฆะหรือใช้บังคับมิได้เพียงเท่าที่ขัดหรือแย้งนั้น

มาตรา 3

การใช้อำนาจรัฐทุกประเภทต้องมีที่มาจากประชาชนโดยตรงหรือโดยอ้อมผ่านกลไกที่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้ และต้องสามารถตรวจสอบและรับผิดได้

มาตรา 4

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกคนเป็นสิ่งที่ละเมิดมิได้ และเป็นรากฐานของการตีความรัฐธรรมนูญนี้ทุกกรณี

มาตรา 5

ประเทศไทยยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองประเทศ

มาตรา 6

ธงชาติ ตราแผ่นดิน และสัญลักษณ์ของรัฐให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ การกำหนดดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

มาตรา 7

วันสำคัญของรัฐและระเบียบพิธีทางการให้ตราเป็นกฎหมาย โดยต้องคำนึงถึงความเสมอภาคของพลเมืองทุกคนและความเป็นกลางทางการเมืองของรัฐ

มาตรา 8

รัฐต้องส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตย การเคารพความเห็นต่าง และการไม่ใช้ความรุนแรงในการแข่งขันทางการเมือง

หมวด 2 อำนาจอธิปไตยและสถานะของรัฐธรรมนูญ

หมวดนี้ลงรายละเอียดว่าประชาชนใช้อำนาจผ่านองค์กรใด และใช้อำนาจโดยตรงได้อย่างไร พร้อมทั้งตัดหลักคิดแบบ “อำนาจเหนือประชาชน” ออกไปอย่างชัดเจน

มาตรา 9

ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระที่จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญนี้ และผ่านการใช้อำนาจโดยตรงของประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา 10

ไม่มีองค์กร บุคคล คณะบุคคล หรือสถาบันใดมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญและเจตจำนงของประชาชน เว้นแต่เท่าที่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งและต้องตีความอย่างเคร่งครัด

มาตรา 11

การได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยวิธีอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและไม่ก่อให้เกิดความชอบธรรมใด ๆ

มาตรา 12

การตีความรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปเพื่อขยายความคุ้มครองสิทธิของประชาชน เสริมสร้างการยึดโยงของอำนาจกับประชาชน และป้องกันมิให้เกิดการรวบอำนาจหรือสืบทอดอำนาจโดยมิชอบ

มาตรา 13

การจำกัดสิทธิหรืออำนาจของประชาชนจะกระทำได้เฉพาะเท่าที่จำเป็นโดยกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะตามหลักประชาธิปไตย และต้องไม่กระทบแก่นแห่งสิทธิหรืออำนาจนั้น

มาตรา 14

ประชาชนทุกคนย่อมมีฐานะเป็นพลเมืองเสมอกันในทางการเมือง ไม่มีการให้สิทธิพิเศษทางการเมืองโดยกำเนิดแก่บุคคล กลุ่มบุคคล หรือตระกูลใด

มาตรา 15

การดำรงตำแหน่งสาธารณะทุกตำแหน่งเป็นการใช้อำนาจแทนประชาชน ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวย่อมต้องรับผิดชอบต่อประชาชนตามวิธีการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ

หมวด 3 สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

หมวดนี้เขียนในหลัก “สิทธิต้องใช้ได้จริง” ไม่ใช่เพียงคำสวยในตัวบท และกำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองสิทธิอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรา 16

บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเสมอภาค

มาตรา 17

ห้ามการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือเหตุอื่นใด

มาตรา 18

บุคคลย่อมมีสิทธิในชีวิต ร่างกาย และความปลอดภัย การจับกุม ควบคุมตัว ค้น หรือจำกัดเสรีภาพจะกระทำมิได้ เว้นแต่ตามกฎหมายและภายใต้การตรวจสอบของศาล

มาตรา 19

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การสื่อสาร และการแสดงออกโดยวิธีอื่น

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้เฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้อื่น ความปลอดภัยสาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยตามหลักประชาธิปไตย และต้องตีความอย่างเคร่งครัด

มาตรา 20

บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพในการแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนเสรีภาพของสื่อมวลชนและวิชาชีพสื่อ

มาตรา 21

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การใช้กฎหมายเพื่อขัดขวางหรือทำให้การชุมนุมโดยสงบเป็นไปมิได้ ต้องห้ามโดยเด็ดขาด

มาตรา 22

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่ม จัดตั้งสมาคม สหภาพ พรรคการเมือง องค์กรภาคประชาชน และองค์กรรูปแบบอื่นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ร่วมของสมาชิก

มาตรา 23

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามศาสนาใด โดยรัฐต้องวางตนเป็นกลางทางศาสนาและคุ้มครองเสรีภาพดังกล่าวโดยเสมอภาค

มาตรา 24

บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นส่วนตัว เคหสถาน ชื่อเสียง เกียรติยศ และข้อมูลส่วนบุคคล การล่วงละเมิดจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและภายใต้การควบคุมของศาล

มาตรา 25

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม เปิดเผย รวดเร็ว และโดยศาลที่เป็นอิสระและเป็นกลาง

มาตรา 26

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายเมื่อไม่อาจเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเพียงพอด้วยตนเอง

มาตรา 27

บุคคลย่อมมีสิทธิในการศึกษา การสาธารณสุข และการประกันขั้นพื้นฐานแห่งการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 28

แรงงานทุกคนย่อมมีสิทธิในการรวมตัว เจรจาต่อรองร่วม และได้รับสภาพการทำงานที่เป็นธรรมและปลอดภัย

มาตรา 29

ชุมชนย่อมมีสิทธิในการอนุรักษ์ จัดการ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และมรดกวัฒนธรรมของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

มาตรา 30

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารของรัฐ หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเฉพาะและพิสูจน์ได้ว่าการเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ

มาตรา 31

บุคคลย่อมมีสิทธิฟ้องรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเมื่อถูกละเมิดสิทธิ และย่อมได้รับการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรา 32

สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้ย่อมใช้บังคับได้โดยตรง ศาลและหน่วยงานของรัฐต้องรับรอง คุ้มครอง และบังคับการให้เป็นผลโดยเร็ว

หมวด 4 หน้าที่ของรัฐ

รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนไม่อาจปล่อยให้ “หน้าที่ของรัฐ” เป็นคำขวัญลอย ๆ จึงต้องกำหนดพันธะของรัฐไว้อย่างชัดเจน

มาตรา 33

รัฐมีหน้าที่พิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตย สิทธิและเสรีภาพของประชาชน และความเสมอภาคทางกฎหมาย

มาตรา 34

รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และส่งเสริมความเป็นพลเมือง การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย

มาตรา 35

รัฐมีหน้าที่จัดบริการสาธารณสุขที่เข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและมีมาตรฐาน

มาตรา 36

รัฐมีหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง คุ้มครองผู้ด้อยโอกาส และส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างทั่วถึง

มาตรา 37

รัฐมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินด้วยความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบได้ และให้ประชาชนมีส่วนร่วม

มาตรา 38

รัฐมีหน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อประโยชน์ของประชาชนรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไป

มาตรา 39

รัฐมีหน้าที่ป้องกันการผูกขาดและการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจที่บิดเบือนการแข่งขันหรือครอบงำการเมือง

มาตรา 40

รัฐมีหน้าที่คุ้มครองเสรีภาพของสื่อและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานสื่อ นักวิชาการ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้เปิดโปงการทุจริต

หมวด 5 หน้าที่ของประชาชน

พลเมืองในประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงผู้รับบริการจากรัฐ แต่เป็นผู้ร่วมรับผิดชอบต่อชะตาของประเทศด้วย

มาตรา 41

ประชาชนมีหน้าที่เคารพและปกป้องรัฐธรรมนูญ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น และไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง

มาตรา 42

ประชาชนมีหน้าที่ร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ช่วยพิทักษ์ประโยชน์สาธารณะ และต่อต้านการทุจริตและการใช้อำนาจโดยมิชอบ

มาตรา 43

ประชาชนมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามกฎหมาย และมีสิทธิเรียกร้องให้การใช้จ่ายภาษีอากรเป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่า

มาตรา 44

ประชาชนมีหน้าที่เข้าร่วมกระบวนการประชาธิปไตยโดยสุจริต เคารพผลของกติกาที่เป็นธรรม และมีสิทธิเรียกร้องให้กติกานั้นถูกทำให้เป็นธรรมอยู่เสมอ

หมวด 6 รัฐสภา

ร่างฉบับนี้เลือกใช้ระบบสภาเดียวเพื่อขจัดอำนาจยับยั้งจากสภาแต่งตั้ง และทำให้ความรับผิดทางการเมืองชัดเจนที่สุด

มาตรา 45

รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

มาตรา 46

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนสี่ร้อยห้าสิบคน ประกอบด้วยสมาชิกจากเขตเลือกตั้งสามร้อยคน และสมาชิกแบบบัญชีรายชื่อหนึ่งร้อยห้าสิบคน

มาตรา 47

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นไปโดยเสรีและเป็นธรรม สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และป้องกันการบิดเบือนสัดส่วนคะแนนเสียงอย่างไม่เป็นธรรม

มาตรา 48

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีวาระสี่ปีนับแต่วันเลือกตั้ง และอาจดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ตามที่ประชาชนเลือก

มาตรา 49

ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ถูกออกแบบเพื่อกีดกันการแข่งขันทางการเมืองโดยไม่จำเป็น

มาตรา 50

รัฐสภามีอำนาจตรากฎหมาย อนุมัติงบประมาณ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ให้ความเห็นชอบบุคคลในตำแหน่งสำคัญตามรัฐธรรมนูญ และใช้อำนาจอื่นตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

มาตรา 51

การประชุมของรัฐสภาต้องเปิดเผย เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเฉพาะซึ่งเกี่ยวกับความมั่นคงหรือประโยชน์สาธารณะสำคัญ และต้องเปิดเผยเหตุผลต่อสาธารณะ

มาตรา 52

ประชาชนย่อมมีสิทธิเข้าถึงบันทึกการประชุม มติ และข้อมูลประกอบการพิจารณาของรัฐสภาโดยสะดวกและไม่เสียค่าใช้จ่ายเกินสมควร

มาตรา 53

สมาชิกรัฐสภาย่อมมีเสรีภาพในการอภิปราย เสนอความเห็น และลงมติ โดยไม่ต้องรับผิดทางกฎหมายสำหรับการกระทำในหน้าที่ เว้นแต่ในกรณีทุจริตหรือรับสินบน

มาตรา 54

สมาชิกรัฐสภาต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ผลประโยชน์ทับซ้อน และข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบโดยสาธารณะตามกฎหมาย

มาตรา 55

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมถูกถอดถอนได้โดยประชาชนในเขตเลือกตั้งหรือโดยกลไกสาธารณะตามหมวดประชาธิปไตยโดยตรง เมื่อมีการใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างร้ายแรงหรือฝ่าฝืนหน้าที่โดยชัดแจ้ง

มาตรา 56

สภาผู้แทนราษฎรมีประธานสภาและรองประธานสภาซึ่งมาจากการเลือกกันเองของสมาชิก และต้องปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นกลาง

มาตรา 57

การตรากฎหมายต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะและการเปิดเผยร่างกฎหมายล่วงหน้า เว้นแต่กรณีฉุกเฉินซึ่งต้องชี้แจงเหตุผลอย่างชัดแจ้ง

มาตรา 58

กฎหมายที่กระทบสิทธิ เสรีภาพ หรือทรัพยากรสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ ต้องมีการประเมินผลกระทบด้านสิทธิและผลประโยชน์สาธารณะประกอบการตรา

มาตรา 59

รัฐสภามีอำนาจตั้งกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ และเรียกเอกสารหรือบุคคลมาให้ข้อเท็จจริงได้ตามกฎหมาย

มาตรา 60

การยุบสภาจะกระทำได้โดยนายกรัฐมนตรีภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและไม่อาจใช้เป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบตามกฎหมาย

หมวด 7 คณะรัฐมนตรี

ฝ่ายบริหารต้องเกิดจากเสียงข้างมากของประชาชนผ่านสภา ไม่มีพื้นที่สำหรับอำนาจบริหารที่ไม่ยึดโยงกับการเลือกตั้ง

มาตรา 61

นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

มาตรา 62

ไม่มีบุคคลภายนอกสภาใดได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งซ่อมและบุคคลนั้นได้รับเลือกเข้าสภาก่อนการแต่งตั้ง

มาตรา 63

คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ และต้องได้รับการแต่งตั้งตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

มาตรา 64

คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภา และรัฐมนตรีแต่ละคนต้องรับผิดชอบในงานของตนเป็นรายบุคคลด้วย

มาตรา 65

คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เข้ารับหน้าที่ และต้องเปิดเผยเป้าหมาย งบประมาณ และวิธีประเมินผลของนโยบายต่อสาธารณะ

มาตรา 66

รัฐสภามีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 67

เมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา 68

เมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล รัฐมนตรีผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา 69

คณะรัฐมนตรีต้องบริหารราชการแผ่นดินตามหลักสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์สาธารณะเหนือประโยชน์ของพรรคพวกหรือกลุ่มทุน

มาตรา 70

รัฐมนตรีต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย และต้องไม่ดำรงตำแหน่งหรือมีส่วนได้เสียในกิจการที่อาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างมีนัยสำคัญ

หมวด 8 ศาลและกระบวนการยุติธรรม

หมวดนี้ทำให้หลัก “อิสระ” อยู่คู่กับหลัก “รับผิด” เพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจตุลาการกลายเป็นพื้นที่ปลอดการตรวจสอบ

มาตรา 71

ศาลย่อมมีความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

มาตรา 72

การใช้อำนาจตุลาการต้องเป็นไปโดยเปิดเผย โปร่งใส มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ และสามารถวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตได้

มาตรา 73

บุคคลย่อมได้รับสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด

มาตรา 74

ผู้ต้องหาและจำเลยย่อมมีสิทธิได้รับการประกันตัว เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าการปล่อยชั่วคราวจะก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อกระบวนการยุติธรรม

มาตรา 75

ต้องไม่มีการพิจารณาคดีลับ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอย่างเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ เหยื่อ หรือความปลอดภัยเฉพาะราย และศาลต้องชี้แจงเหตุผลไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

มาตรา 76

การแต่งตั้งผู้พิพากษาระดับสูงต้องผ่านกระบวนการที่เปิดเผย มีเกณฑ์ชัดเจน และเปิดรับการตรวจสอบจากสาธารณะตามกฎหมาย

มาตรา 77

ต้องมีกลไกอิสระในการรับเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบจริยธรรม และดำเนินการถอดถอนหรือเอาผิดทางวินัยต่อผู้ดำรงตำแหน่งในฝ่ายตุลาการเมื่อมีการใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างร้ายแรง

มาตรา 78

รัฐต้องจัดให้มีความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ยากไร้และผู้เปราะบางโดยทั่วถึงและเพียงพอ

มาตรา 79

อัยการต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ เป็นธรรม และไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมือง ทั้งนี้ ต้องมีระบบตรวจสอบความโปร่งใสและความรับผิดเช่นเดียวกับองค์กรใช้อำนาจสาธารณะอื่น

มาตรา 80

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้องมุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม ลดการใช้การคุมขังก่อนพิพากษาโดยไม่จำเป็น และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ

หมวด 9 ศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นผู้คุ้มครองรัฐธรรมนูญ มิใช่ผู้แทรกแซงการเมืองเกินขอบเขตหรือทำตนเป็นผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน

มาตรา 81

ให้มีศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การกระทำของรัฐ และข้อพิพาทตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

มาตรา 82

ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการจำนวนเก้าคน ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาโดยเปิดเผยรายชื่อ ประวัติ แนวคิดทางกฎหมาย และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะก่อนการลงมติ

มาตรา 83

ผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระเดียวเก้าปี และดำรงตำแหน่งซ้ำมิได้

มาตรา 84

ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยโดยยึดหลักการตีความเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน รักษาอำนาจอธิปไตยของประชาชน และป้องกันการรวบอำนาจขององค์กรรัฐ

มาตรา 85

ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจก้าวล่วงไปแทนที่ดุลพินิจเชิงนโยบายของสภาหรือคณะรัฐมนตรี เว้นแต่ในกรณีที่มีการละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งและมีนัยสำคัญต่อสิทธิหรือโครงสร้างประชาธิปไตย

มาตรา 86

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องแสดงเหตุผลโดยละเอียด เปิดเผยความเห็นส่วนตนของตุลาการแต่ละคน และเปิดให้มีการวิจารณ์โดยสุจริตได้

มาตรา 87

ประชาชนและองค์กรภาคประชาชนมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่สิทธิพื้นฐานหรือโครงสร้างประชาธิปไตยถูกละเมิดตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ

หมวด 10 องค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบ

องค์กรอิสระต้องไม่เป็นวงจรปิดของชนชั้นนำ หากต้องเป็นสถาบันสาธารณะที่โปร่งใสและรับผิดได้จริง

มาตรา 88

ให้มีองค์กรอิสระเท่าที่จำเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิ การเลือกตั้ง ความสุจริตของการใช้อำนาจรัฐ และการตรวจเงินแผ่นดิน

มาตรา 89

องค์กรอิสระทุกแห่งต้องมีวัตถุประสงค์ หน้าที่ และขอบเขตอำนาจที่ชัดเจน จำกัด และตรวจสอบได้ ห้ามขยายอำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

มาตรา 90

กระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องเปิดเผย โปร่งใส เปิดรับการเสนอชื่อจากหลายภาคส่วน และต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาโดยเปิดเผย

มาตรา 91

ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมีวาระเดียวเจ็ดปี และดำรงตำแหน่งซ้ำมิได้

มาตรา 92

องค์กรอิสระต้องรายงานผลการปฏิบัติงาน งบประมาณ เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยหรือคำสั่ง และข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบต่อสาธารณะเป็นประจำ

มาตรา 93

ประชาชนมีสิทธิร้องเรียนและเสนอให้มีการตรวจสอบหรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเมื่อมีพฤติการณ์ใช้อำนาจโดยมิชอบหรือบกพร่องร้ายแรงต่อหน้าที่

มาตรา 94

คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและประชามติให้เป็นไปโดยเสรีและเป็นธรรม และต้องปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด

มาตรา 95

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมและเสนอการแก้ไขต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยต้องเปิดเผยผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ

มาตรา 96

องค์กรตรวจเงินแผ่นดินมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน การบริหารทรัพย์สินสาธารณะ และความคุ้มค่าของโครงการของรัฐ โดยรายงานต้องเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน

มาตรา 97

องค์กรป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

หมวด 11 การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น

ประชาธิปไตยที่รวมศูนย์มากเกินไปย่อมเปิดทางให้รัฐส่วนกลางครอบงำชีวิตประชาชน จึงต้องกระจายอำนาจให้เป็นจริง

มาตรา 98

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจบริหาร จัดบริการสาธารณะ และออกข้อบัญญัติท้องถิ่นภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด โดยยึดหลักการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น

มาตรา 99

ผู้บริหารท้องถิ่นและสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในท้องถิ่น

มาตรา 100

รัฐต้องจัดสรรอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นธรรมและเพียงพอแก่การปฏิบัติภารกิจ

มาตรา 101

การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรัฐส่วนกลางต้องกระทำเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและความชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เพื่อแทรกแซงทางการเมือง

มาตรา 102

ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิริเริ่มข้อบัญญัติท้องถิ่น ประชามติท้องถิ่น และการถอดถอนผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

หมวด 12 กองทัพ ความมั่นคง และการป้องกันรัฐธรรมนูญ

หมวดนี้ปิดวงจรการแทรกแซงการเมืองโดยกองทัพ และเขียนหลักต่อต้านรัฐประหารให้ชัดที่สุด

มาตรา 103

กองทัพเป็นองค์กรด้านความมั่นคงของประเทศ อยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาลพลเรือนโดยสมบูรณ์ และต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย

มาตรา 104

ห้ามกองทัพ หน่วยข่าวกรอง หน่วยความมั่นคง หรือเจ้าหน้าที่ในสังกัดแทรกแซงกิจการทางการเมือง สนับสนุนการยึดอำนาจ หรือใช้งบประมาณและทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

มาตรา 105

งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และการดำเนินงานของกองทัพต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ เว้นแต่เฉพาะข้อมูลลับทางยุทธการซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งและต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภา

มาตรา 106

การแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพต้องเป็นไปตามหลักวิชาชีพ โปร่งใส และอยู่ภายใต้การกำกับของคณะรัฐมนตรีและการตรวจสอบของรัฐสภา

มาตรา 107

การประกาศภาวะฉุกเฉินหรือการใช้กำลังพิเศษภายในประเทศต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย การอนุมัติของรัฐสภาในเวลาที่เหมาะสม และการตรวจสอบของศาล

มาตรา 108

การยึดอำนาจโดยใช้กำลังหรือวิธีการอื่นใดซึ่งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นอาชญากรรมร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตยและต่อรัฐธรรมนูญ

มาตรา 109

บุคคลใดมีส่วนร่วม สนับสนุน ให้ความช่วยเหลือ รับรอง หรือได้รับประโยชน์จากการยึดอำนาจโดยมิชอบ ย่อมมีความผิดและต้องรับผิดตามกฎหมาย ไม่มีการนิรโทษกรรมโดยผลของกฎหมาย คำสั่ง หรือข้อตกลงใด

มาตรา 110

คำสั่ง ประกาศ การกระทำ และผลทางกฎหมายที่เกิดจากการยึดอำนาจโดยมิชอบ ไม่ก่อให้เกิดความชอบธรรม เว้นแต่เฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกผู้สุจริต และต้องได้รับการรับรองภายหลังโดยรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง

มาตรา 111

ประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ในการพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ ต่อต้านการยึดอำนาจ และเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

หมวด 13 การเงิน การคลัง และทรัพยากรสาธารณะ

ประชาธิปไตยที่ไม่แตะโครงสร้างเศรษฐกิจและทรัพยากร ย่อมเสี่ยงกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมือง

มาตรา 112

ภาษีอากรและทรัพย์สินสาธารณะเป็นของประชาชน การจัดเก็บและใช้จ่ายต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ความเป็นธรรม และความคุ้มค่า

มาตรา 113

การออกกฎหมายงบประมาณ การกู้เงินของรัฐ และการผูกพันงบประมาณข้ามปีต้องเปิดเผยข้อมูลครบถ้วน และผ่านการพิจารณาของรัฐสภาอย่างมีสาระ

มาตรา 114

ทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภทในแผ่นดิน น่านน้ำ และพื้นที่ที่รัฐมีอำนาจอธิปไตยหรือสิทธิอธิปไตย เป็นสมบัติร่วมของประชาชน

มาตรา 115

การให้สัมปทาน อนุญาต หรือทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือบริการสาธารณะสำคัญ ต้องเปิดเผยข้อมูล ประเมินผลกระทบ และผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาตามกฎหมาย

มาตรา 116

รัฐต้องจัดระบบป้องกันการผูกขาด การเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ และการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

มาตรา 117

รัฐต้องส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม เศรษฐกิจที่ยั่งยืน สิทธิของแรงงาน เกษตรกร วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร

มาตรา 118

ข้อตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสิทธิของประชาชน ทรัพยากรสาธารณะ หรือกฎหมายภายใน ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนมีผลผูกพัน

หมวด 14 ประชาธิปไตยโดยตรงและการมีส่วนร่วมของประชาชน

หมวดนี้ทำให้ประชาชนไม่ต้องรอวันเลือกตั้งอย่างเดียว แต่มีอำนาจใช้งานรัฐธรรมนูญได้ตลอดเวลา

มาตรา 119

ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนตามที่กฎหมายบัญญัติมีสิทธิเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาได้

มาตรา 120

ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนตามที่กฎหมายบัญญัติมีสิทธิเสนอให้มีการทำประชามติในเรื่องสำคัญเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ โครงสร้างรัฐ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

มาตรา 121

ประชาชนในเขตเลือกตั้งมีสิทธิร้องขอให้มีการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของตนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อมีพฤติการณ์บกพร่องร้ายแรงต่อหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ

มาตรา 122

ประชาชนทั่วประเทศมีสิทธิริเริ่มการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะสำคัญที่มาจากการแต่งตั้งหรือความเห็นชอบของรัฐสภาตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 123

การทำประชามติและการลงชื่อของประชาชนต้องจัดให้เข้าถึงได้ง่าย ปลอดภัย โปร่งใส และไม่ก่อภาระเกินสมควร

มาตรา 124

รัฐต้องจัดให้มีแพลตฟอร์มสาธารณะและช่องทางออฟไลน์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกฎหมาย นโยบายสำคัญ และโครงการของรัฐอย่างเป็นระบบ

มาตรา 125

การใช้สิทธิตามหมวดนี้จะถูกจำกัดมิได้ เว้นแต่โดยกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อประกันความสุจริตและความเป็นธรรมของกระบวนการเท่านั้น

หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและบทเปลี่ยนผ่าน

รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมั่นคงพอให้เกิดเสถียรภาพ และยืดหยุ่นพอให้ประชาชนปรับแก้ได้เมื่อจำเป็น

มาตรา 126

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะกระทำได้โดยรัฐสภาตามมติไม่ต่ำกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือโดยการริเริ่มของประชาชนตามหมวดประชาธิปไตยโดยตรงและต้องได้รับความเห็นชอบจากประชามติ

มาตรา 127

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โครงสร้างของรัฐ หรือหลักอำนาจอธิปไตยของประชาชน ต้องได้รับความเห็นชอบจากประชามติทุกกรณี

มาตรา 128

ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อลดทอนแก่นแห่งสิทธิของประชาชน หรือเพื่อสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนขึ้นใหม่

มาตรา 129

เมื่อรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ ให้ยกเลิกบทบัญญัติใดของกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ และให้หน่วยงานของรัฐเร่งตราหรือแก้ไขกฎหมายลูกและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด

มาตรา 130

องค์กรและผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญเดิมยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปชั่วคราวเท่าที่จำเป็นจนกว่าจะมีการจัดตั้งองค์กรและการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญนี้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดและการตรวจสอบตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 131

ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับครบถ้วน

มาตรา 132

ภายในหนึ่งปีนับแต่รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ ให้จัดทำการทบทวนกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิ เสรีภาพ การแข่งขันทางการเมืองที่เป็นธรรม และการกระจายอำนาจ โดยเปิดเผยผลต่อสาธารณะ

หมวด 16 สถาบันพระมหากษัตริย์ (ถ้าวันหนึ่งไม่มีสถาบันกษัตริย์แล้วก็ตัดทิ้งได้โดยง่าย

หมวดนี้วางไว้ท้ายสุดโดยเจตนาเชิงโครงสร้าง เพื่อยืนยันว่าฐานอำนาจของรัฐอยู่ที่ประชาชน ส่วนสถาบันกษัตริย์หากคงไว้ ต้องอยู่ในฐานะประมุขเชิงสัญลักษณ์ภายใต้รัฐธรรมนูญและปราศจากอำนาจทางการเมืองโดยตรง

มาตรา 133

พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะประมุขของรัฐและเป็นสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญนี้

มาตรา 134

พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญนี้ผ่านองค์กรของรัฐที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และตามคำแนะนำหรือคำรับสนองของผู้ดำรงตำแหน่งที่ต้องรับผิดทางการเมืองและทางกฎหมาย

มาตรา 135

การกระทำใด ๆ ในพระปรมาภิไธยต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่กรณีที่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเป็นอย่างอื่น และผู้รับสนองย่อมต้องรับผิดชอบสำหรับการกระทำนั้น

มาตรา 136

พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองและต้องไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขัน การจัดตั้งรัฐบาล การโค่นล้มรัฐบาล การแทรกแซงการเลือกตั้ง หรือการให้ความชอบธรรมแก่การใช้อำนาจโดยมิชอบ

มาตรา 137

การสืบราชสันตติวงศ์ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวต้องสอดคล้องกับหลักความต่อเนื่องของรัฐ ความชัดเจน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

มาตรา 138

ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจและภารกิจสาธารณะของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ความโปร่งใส การตรวจสอบ และหลักประโยชน์สาธารณะ ส่วนทรัพย์สินส่วนพระองค์ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภาโดยเคารพหลักความชัดเจนและการแยกประเภททรัพย์สินอย่างเด็ดขาด

มาตรา 139

งบประมาณที่เกี่ยวกับภารกิจสาธารณะของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาและเปิดเผยต่อสาธารณะตามระดับที่ไม่กระทบต่อความปลอดภัยส่วนบุคคลเกินจำเป็น

มาตรา 140

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นการวิจารณ์โดยสุจริต การศึกษา การอภิปรายเชิงวิชาการ หรือการตรวจสอบนโยบายและการใช้งบประมาณสาธารณะ

มาตรา 141

เมื่อเกิดกรณีเกี่ยวกับพระราชภารกิจหรือความต่อเนื่องของรัฐซึ่งต้องมีการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ให้เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาที่จะดำเนินการโดยเปิดเผยเหตุผลและยึดหลักความรับผิดชอบต่อประชาชนเป็นสำคัญ

มาตรา 142

บทบัญญัติแห่งหมวดนี้ต้องตีความโดยสอดคล้องกับหลักอำนาจอธิปไตยของประชาชน ระบอบประชาธิปไตย และความรับผิดของผู้ใช้อำนาจสาธารณะ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้การเมืองไทย “อ่อนโยนขึ้น” หากมุ่งเปลี่ยนทิศทางของอำนาจเสียใหม่ จากเดิมที่อำนาจไหลขึ้นสู่กลุ่มคนส่วนน้อย ให้ไหลกลับลงสู่ประชาชน และทำให้ประชาชนเรียกอำนาจนั้นคืนได้เสมอเมื่อถูกใช้อย่างผิดทาง

เมื่อขีปนาวุธเลี้ยงประชาชนไม่ได้: อิหร่านกับบทเรียนจากประวัติศาสตร์มนุษย์

เมื่อขีปนาวุธเลี้ยงประชาชนไม่ได้: อิหร่านกับบทเรียนจากประวัติศาสตร์มนุษย์
คันฉ่องส่องโลก · บันทึกการคลี่คลายของวิกฤตอิหร่าน

เมื่อขีปนาวุธ
เลี้ยงประชาชนไม่ได้

คำเตือนจากกาลิบาฟ เศรษฐกิจที่กำลังหยุดหมุน และบทเรียนจากประวัติศาสตร์ว่า เมื่อประชาชนอยู่ไม่ได้ ผู้นำย่อมต้องเผชิญผลทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
บทวิเคราะห์กึ่งวิชาการ · 21 สิงหาคม 2569 (2026)

ถ้อยคำบางประโยคมีความสำคัญไม่ใช่เพราะเป็นสิ่งที่โลกไม่เคยรู้ แต่เพราะผู้พูดคือคนที่ไม่ควรยอมรับความจริงนั้นออกมาตรง ๆ วันที่ 20 สิงหาคม 2026 ณ กรุงแบกแดด โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน อดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม และบุคคลแกนกลางของโครงสร้างอำนาจแห่งสาธารณรัฐอิสลาม กล่าวต่อผู้ประกอบการอิหร่านและอิรักว่า ไม่ว่าอิหร่านจะมีอำนาจทางทหารมากเพียงใด หากประชาชนหิวโหย เงินไม่หมุน เศรษฐกิจไม่เติบโต และไม่มีการผลิตภายในประเทศ “เราก็จะอยู่ต่อไปไม่ได้”

“ไม่ว่าเราจะมีอำนาจทางทหารมากเพียงใด แต่หากประชาชนหิวโหย และเราไม่มีการหมุนเวียนทางการเงิน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการผลิตภายในประเทศ เราก็จะอยู่ต่อไปไม่ได้” โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ, แบกแดด, 20 สิงหาคม 2026

ถ้อยคำดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ทั้งโดยสื่อฝ่ายค้านและสื่อภาษาเปอร์เซียภายในอิหร่าน จึงมีน้ำหนักมากกว่าข่าวลือในสนามสงครามข้อมูล อย่างไรก็ตาม การอ่านอย่างรับผิดชอบต้องแยก “ถ้อยคำจริง” ออกจาก “คำพาดหัว” กาลิบาฟไม่ได้ประกาศว่าระบอบกำลังล่มในวันพรุ่งนี้ และไม่ได้ยกธงยอมแพ้ เขายังกล่าวในกรอบเดิมว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลหันมาใช้สงครามเศรษฐกิจและสงครามทางความคิด เพราะไม่อาจเอาชนะอิหร่านด้วยสงครามแข็งได้ กระนั้น การยอมรับว่าอำนาจทหารไม่อาจประกันความอยู่รอดหากประชาชนหิว ย่อมเป็นรอยร้าวทางวาทกรรมที่ปิดบังได้ยาก

ข้อเสนอหลักของบทความนี้: ความหิวไม่ใช่ปุ่มวิเศษที่กดแล้วระบอบการเมืองล้มลงทันที แต่เมื่อความทุกข์ทางเศรษฐกิจเชื่อมกับวิกฤตความชอบธรรม ความล้มเหลวของรัฐ การแตกตัวของชนชั้นนำ และความลังเลของกลไกบังคับ ความเดือดร้อนในครัวเรือนจะเปลี่ยนจากปัญหาส่วนตัวเป็นคำพิพากษาทางการเมือง

จากชิ้นส่วนข่าว สู่ภาพเดียวกัน

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ข้อมูลเกี่ยวกับอิหร่านปรากฏเหมือนเศษกระจกคนละชิ้น บ้างเป็นข่าวช่องแคบฮอร์มุซ บ้างเป็นรายได้จากน้ำมัน บ้างเป็นเงินที่ถูกอายัด บ้างเป็นเงินเฟ้อและค่าเงินเรียล แต่เมื่อนำมาวางต่อกัน ภาพที่เกิดขึ้นมีความต่อเนื่องมากขึ้นทุกที

  1. อาวุธฮอร์มุซย้อนกลับมาทำร้ายผู้ถืออาวุธ — ความสามารถในการรบกวนการเดินเรือเคยถูกใช้เป็นหลักฐานว่าอิหร่านถือไพ่สำคัญของโลกพลังงาน แต่เมื่อการส่งออกติดขัด อิหร่านก็สูญเสียเส้นเลือดรายได้ของตนเองด้วย
  2. รายได้จากน้ำมันหดตัวอย่างรุนแรง — ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่านยอมรับในวันที่ 20 สิงหาคมว่าประเทศไม่ได้ส่งออกน้ำมัน ขณะที่ข้อมูลการค้าภายนอกชี้ว่าการส่งออกอาจยังไม่เป็นศูนย์โดยสมบูรณ์ แต่ลดลงจากค่าเฉลี่ยราว 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 เหลือประมาณ 534,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม 2026
  3. เงินที่คาดว่าจะได้ยังเข้าไม่ถึง — เงินต่างประเทศซึ่งอิหร่านคาดว่าจะถูกปลดปล่อยตามการเจรจายังติดค้าง ทำให้ปัญหาไม่ใช่เพียงว่ามีทรัพย์สินเท่าใดบนกระดาษ แต่คือรัฐเปลี่ยนทรัพย์สินนั้นเป็นเงินสดเพื่อใช้จ่ายได้หรือไม่
  4. แรงกดดันเปลี่ยนจากระเบิดเป็นบัญชีเงินสด — สหรัฐฯ ประกาศเพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ โดยมีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ว่าการบีบรายได้อาจหลีกเลี่ยงการกลับเข้าสู่สงครามขนาดใหญ่
  5. คนในระบอบเริ่มพูดภาษาของความอยู่รอด — เมื่อกาลิบาฟกล่าวว่า “เราจะอยู่ต่อไปไม่ได้” หากเงินไม่หมุน ประเด็นจึงขยับจากคำวิจารณ์ภายนอกเข้าสู่คำเตือนจากใจกลางอำนาจ

ภาพนี้ยังไม่ใช่ใบมรณบัตรของสาธารณรัฐอิสลาม แต่เป็นผลเอกซเรย์ที่บอกว่า ความเปราะบางมิได้อยู่เฉพาะโรงงานนิวเคลียร์ ฐานยิงขีปนาวุธ หรือระบบป้องกันภัยทางอากาศ หากอยู่ในความสามารถธรรมดาที่สุดของรัฐ—การทำให้เงินเดือนยังออก ร้านค้ายังมีสินค้า โรงงานยังเดิน และครอบครัวยังซื้ออาหารได้

ประวัติศาสตร์ไม่ได้เริ่มที่ท้องว่างเพียงอย่างเดียว

ประโยคที่ว่า “เมื่อประชาชนอยู่ไม่ได้ ผู้นำก็อยู่ไม่ได้” มีพลังทางศีลธรรมและมีหลักฐานรองรับในประวัติศาสตร์ แต่หากใช้แบบตรงเกินไปก็อาจทำให้เราอ่านอดีตผิด ความอดอยากจำนวนมากไม่เคยนำไปสู่การปฏิวัติ ขณะเดียวกัน การปฏิวัติจำนวนมากก็ไม่ได้เกิดจากอาหารเพียงปัจจัยเดียว สิ่งที่ควรศึกษาไม่ใช่ความหิวล้วน ๆ แต่คือจังหวะที่ความหิวทำลายสัญญาทางการเมืองระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง

ฝรั่งเศส 1789

ผลผลิตเสียหาย ราคาขนมปังพุ่ง และรัฐเผชิญวิกฤตการคลัง ในบางการประเมิน ขนมปังกินสัดส่วนถึงราว 88% ของค่าจ้างแรงงาน ไม่ใช่ขนมปังเพียงก้อนเดียวที่ล้มราชบัลลังก์ แต่ขนมปังทำให้ความเหลื่อมล้ำ ภาษีที่ไม่เป็นธรรม และความไร้สมรรถนะของรัฐมองเห็นได้บนโต๊ะอาหารทุกวัน

รัสเซีย 1917

สงครามทำลายระบบขนส่ง เงินเฟ้อและการขาดแคลนอาหารกัดกร่อนเมืองหลวง การประท้วงของคนงานหญิงเรื่องขนมปังในเปโตรกราดขยายเป็นการนัดหยุดงาน เมื่อทหารบางส่วนไม่ยอมปราบและหันไปเข้ากับผู้ชุมนุม วิกฤตปากท้องจึงกลายเป็นจุดสิ้นสุดของราชวงศ์โรมานอฟ

อิหร่าน 1978–1979

การปฏิวัติอิหร่านมิได้เกิดจากความหิวอย่างเดียว แต่จากการบรรจบของความคาดหวังที่สูงขึ้น เศรษฐกิจถดถอย การว่างงาน เมืองที่แออัด การกดปราบ และเครือข่ายมัสยิด–ตลาดบาซาร์–แรงงาน เมื่อการนัดหยุดงาน โดยเฉพาะภาคน้ำมัน ตัดรายได้รัฐ ระบอบชาห์จึงสูญเสียทั้งเงินและความสามารถในการสั่งการ

อาหรับสปริง 2010–2011

ราคาอาหารสูงเป็นตัวเร่ง แต่ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด ความยากจน การว่างงานของเยาวชน การทุจริต และความอัปยศจากรัฐตำรวจทำให้เหตุเฉพาะหน้าลุกลาม การเผาตัวเองของโมฮัมเหม็ด บูอาซิซีในตูนิเซียจึงไม่ใช่เรื่องของราคาขนมปังเท่านั้น หากเป็นภาพแทนของระบบที่ปิดทางทำมาหากินและพรากศักดิ์ศรีไปพร้อมกัน

สูตรที่แท้จริง: ปากท้อง × ความชอบธรรม × การแตกตัว

เมื่อพิจารณากรณีเหล่านี้ร่วมกัน เราจะเห็นกลไกซ้ำสามประการ ประการแรก ความเดือดร้อนต้องถูกแปลให้เป็นความรับผิดชอบของผู้ปกครอง ภัยแล้งหรือสงครามอาจเริ่มต้นจากภายนอก แต่หากประชาชนเห็นว่าชนชั้นนำยังมั่งคั่ง การกระจายภาระไม่เป็นธรรม หรือรัฐบาลโกหก ความทุกข์ตามธรรมชาติจะกลายเป็นความโกรธทางการเมือง

ประการที่สอง ต้องเกิดการประสานตัวของผู้เดือดร้อน คนหิวหนึ่งล้านคนที่อยู่แยกกันอาจยังไม่มีพลังเท่ากับคนงาน ตลาด มหาวิทยาลัย นักบวช ข้าราชการ และกลุ่มธุรกิจที่เริ่มเห็นว่าปัญหาของตนมีต้นเหตุเดียวกัน ในฝรั่งเศส ตลาดและถนนช่วยรวมความโกรธ ในรัสเซียโรงงานและคิวขนมปังทำหน้าที่นั้น ในอิหร่านปี 1979 มัสยิด ตลาดบาซาร์ และเครือข่ายการนัดหยุดงานสร้างโครงข่ายการเคลื่อนไหว

ประการที่สาม—and สำคัญที่สุด—กลไกค้ำระบอบต้องเริ่มสั่นคลอน รัฐบาลอาจอยู่รอดได้แม้ประชาชนจำนวนมากทุกข์ยาก หากกองทัพ ตำรวจ ระบบราชการ และผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจยังเหนียวแน่น ได้รับค่าตอบแทน และเชื่อว่าระบอบเดิมจะปกป้องอนาคตของตน แต่เมื่อเงินเดือนล่าช้า ผลประโยชน์หดตัว ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ประสบความเดือดร้อนเช่นเดียวกับประชาชน และชนชั้นนำเริ่มหาทางหนี ความสามารถในการบังคับใช้คำสั่งย่อมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ความหิวจึงไม่ใช่สาเหตุเดี่ยวของการล่มสลาย แต่เป็น “ตัวเปิดโปง” มันเปิดโปงว่ารัฐยังมีสมรรถนะหรือไม่ เปิดโปงว่าใครได้รับการคุ้มครองก่อน เปิดโปงว่าคำประกาศชัยชนะสัมพันธ์กับชีวิตจริงเพียงใด และบังคับให้ข้าราชการ ทหาร พ่อค้า และประชาชนตัดสินใจว่าระบบเดิมยังมีอนาคตหรือไม่

อิหร่านวันนี้: สิ่งใดเหมือน และสิ่งใดยังไม่เหมือน

ความย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์มีความคมเป็นพิเศษ สาธารณรัฐอิสลามถือกำเนิดจากการปฏิวัติที่ตลาดบาซาร์ การนัดหยุดงาน และความไม่พอใจต่อเศรษฐกิจของระบอบชาห์มีบทบาทสำคัญ วันนี้พ่อค้าในบาซาร์กลับได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่อ่อนตัว เงินเฟ้อ และการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของ IRGC รายงานต้นปี 2026 ระบุว่าพ่อค้าซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานการเงินของการปฏิวัติ เริ่มประท้วงระบอบนักบวชมากขึ้น นี่คือความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตา เพราะระบอบมักเปราะบางที่สุดเมื่อผู้สนับสนุนเดิมมิได้เพียงเงียบลง แต่เริ่มเห็นว่าตนเสียประโยชน์จากระบบที่เคยช่วยสร้าง

กระนั้น อิหร่านปี 2026 ยังไม่ใช่อิหร่านปี 1979 แบบกลับด้าน ระบอบปัจจุบันมี IRGC กองกำลังบาซิจ ระบบข่าวกรอง และประสบการณ์ปราบปรามยาวนาน มีเครือข่ายเศรษฐกิจนอกระบบ มีความสามารถโยนความผิดให้ศัตรูภายนอก และอาจจัดสรรทรัพยากรที่เหลือให้ฐานสำคัญก่อนประชาชนทั่วไป ความทุกข์จึงอาจนำไปสู่การปราบปรามที่หนักขึ้น การอพยพ หรือการกระจายตัวของการต่อต้าน มากกว่าจะกลายเป็นการเปลี่ยนระบอบทันที

ข้อควรระวังทางวิชาการ: เราจึงไม่ควรกล่าวว่า “ระบอบอิหร่านกำลังล่มแน่นอน” หลักฐานที่มีรองรับข้อสรุปที่แคบกว่าแต่สำคัญมาก คือฐานเศรษฐกิจของความมั่นคงกำลังถูกกดดันอย่างรุนแรง และบุคคลระดับสูงของระบอบเริ่มยอมรับข้อจำกัดนั้นต่อสาธารณะ

มาตรวัดห้าประการต่อจากนี้

หากต้องการประเมินว่าคำเตือนของกาลิบาฟเป็นเพียงวาทกรรมระดมธุรกิจ หรือเป็นสัญญาณก่อนการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เราควรติดตามสิ่งที่วัดได้มากกว่าคำพาดหัว

  1. เงินเดือนและสวัสดิการของกลไกรัฐ — รัฐยังจ่ายทหาร บาซิจ ตำรวจ ข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจได้ตรงเวลาหรือไม่
  2. การเข้าถึงอาหารและพลังงาน — ราคาและการขาดแคลนกระทบเฉพาะคนชายขอบ หรือเริ่มเข้าสู่ฐานชนชั้นกลางและครอบครัวเจ้าหน้าที่รัฐ
  3. พฤติกรรมของตลาดบาซาร์และแรงงานน้ำมัน — การปิดร้านและนัดหยุดงานเป็นเหตุการณ์แยกส่วน หรือเริ่มประสานกันข้ามเมืองและข้ามอาชีพ
  4. รอยแยกในชนชั้นนำ — ผู้นำยังกล่าวภาษาเดียวกัน หรือเริ่มกล่าวโทษกันเรื่องสงคราม งบประมาณ การทุจริต และการเจรจากับต่างประเทศ
  5. ความภักดีของกองกำลัง — การปฏิเสธคำสั่ง การวางตัวเป็นกลาง หรือการแปรพักตร์ แม้ในระดับเล็ก จะมีความหมายมากกว่ายอดผู้ประท้วงเพียงตัวเลขเดียว

บทเรียนที่ใหญ่กว่าอิหร่าน

รัฐสมัยใหม่มักวัดความมั่นคงด้วยจำนวนขีปนาวุธ เครื่องบินรบ โดรน และกำลังพล แต่ประวัติศาสตร์เตือนอยู่เสมอว่าอำนาจมีฐานลึกกว่านั้น กองทัพต้องกินอาหาร ทหารต้องส่งเงินกลับบ้าน โรงงานอาวุธต้องมีไฟฟ้า รัฐต้องมีเครดิต และคำสั่งจะมีผลก็ต่อเมื่อผู้รับคำสั่งยังเชื่อว่าระบบซึ่งออกคำสั่งนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้

ผู้นำที่ทำให้ประชาชนอยู่ไม่ได้อาจซื้อเวลาได้ด้วยการโฆษณา การอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม หรือการปราบปราม แต่เวลาที่ซื้อมาไม่เท่ากับความชอบธรรมที่ฟื้นกลับมา เมื่อช่องว่างระหว่างคำประกาศชัยชนะกับชีวิตในตลาดกว้างขึ้นทุกวัน รัฐย่อมต้องใช้กำลังมากขึ้นเพื่อรักษาความเงียบ และใช้ทรัพยากรมากขึ้นเพื่อรักษาผู้ถือกำลัง ปัญหาคือวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ทรัพยากรทั้งสองอย่างลดลงพร้อมกัน

ขีปนาวุธอาจข่มขู่ศัตรูภายนอกได้ แต่ไม่อาจทำให้เงินเดือนออก ไม่อาจเติมขนมปังบนโต๊ะ และไม่อาจบังคับให้ประชาชนเชื่อในชัยชนะที่ชีวิตประจำวันของตนปฏิเสธอยู่ทุกเช้า

คำพูดของกาลิบาฟจึงควรถูกเก็บไว้ไม่ใช่ในฐานะคำทำนายว่ารัฐบาลอิหร่านจะล้มเมื่อใด แต่ในฐานะคำสารภาพถึงกฎเก่าแก่ของอำนาจ: ความมั่นคงภายนอกซึ่งไม่มีความมั่นคงของชีวิตรองรับ ย่อมเป็นเพียงป้อมปราการที่ฐานรากกำลังทรุด และเมื่อประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าตนไม่มีสิ่งใดเหลือให้สูญเสีย ผู้นำก็ไม่อาจถือว่าตนปลอดภัยเพียงเพราะยังมีอาวุธอยู่เต็มคลัง

เอกสารและแหล่งข้อมูลประกอบ

  1. ถ้อยคำฉบับภาษาเปอร์เซียและบริบทการกล่าวของกาลิบาฟ: Alef, 21 August 2026; ฉบับภาษาอังกฤษ: Iran International.
  2. การยอมรับของผู้ว่าการธนาคารกลางเรื่องข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันและเงินที่ยังไม่ถูกปลดปล่อย: Central Banking, 20 August 2026.
  3. ข้อมูลการส่งออกน้ำมันอิหร่านสู่จีนและผลของมาตรการปิดกั้น: Reuters, 21 August 2026.
  4. แนวโน้มเศรษฐกิจอิหร่าน เงินเฟ้อ รายได้จริง และความยากจน: World Bank — Islamic Republic of Iran.
  5. วิกฤตขนมปัง ค่าแรง และเศรษฐกิจฝรั่งเศสก่อนปี 1789: Swansea University; ภาพชีวิตและราคาขนมปัง: Smithsonian Magazine.
  6. วิกฤตอาหารและการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ในรัสเซีย: Michigan State University — Seventeen Moments in Soviet History; I. Golubinov, Food and Nutrition (Russian Empire).
  7. เศรษฐกิจ การว่างงาน และสภาพเมืองก่อนการปฏิวัติอิหร่าน: เอกสารประเมินย้อนหลังใน CIA Reading Room; งานศึกษาการนัดหยุดงานและการกระทำร่วม: Misagh Parsa, Theories of Collective Action and the Iranian Revolution.
  8. อาหาร ความยากจน การว่างงานและการเมืองในอาหรับสปริง: Food Insecurity and Political Instability during the Arab Spring; ภาพรวมปัจจัยเชิงโครงสร้าง: CSIS.
  9. บทบาทของพ่อค้าบาซาร์กับความไม่พอใจต่อระบอบอิหร่านในปี 2026: Reuters, 12 January 2026.
คันฉ่องส่องโลก · ห้องสมุดประชาชน
บทความนี้แยกข้อเท็จจริง การตีความ และข้อจำกัดของหลักฐาน เพื่อให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณอย่างเป็นอิสระ

สรุปข่าว คันฉ่องส่องไทย-โลก ประจำเช้าวันที่ 22 สิงหาคม 2569



สภาผู้แทนราษฎรเตรียมเปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม ถึง 22 ธันวาคม 2569 โดยมีวาระใหญ่คือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ฝ่ายค้านนำโดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เตรียมยื่นญัตติ พุ่งเป้าไปที่ปมฮั้วเลือกตั้ง สว. และข้อกล่าวหาทุจริต โดยฝ่ายค้านได้แถลงเปิดเส้นทางการเงินและรูปแบบการลงคะแนนไปเมื่อ 9 สิงหาคม ขณะที่นายกฯ อนุทินยืนยันพร้อมชี้แจงทุกข้อกล่าวหา สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่ผลการลงมติ เพราะรัฐบาลผสมที่นำโดยภูมิใจไทยครองเพียง 191 จาก 500 ที่นั่ง การซักฟอกจึงเป็นบททดสอบความเหนียวแน่นของพันธมิตรและอำนาจต่อรองภายในมากกว่าการล้มรัฐบาลจริง ๆ

ในมิติความสัมพันธ์ชายแดน สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา พบหารือกับนายเกา เฟย อธิการบดีมหาวิทยาลัยการต่างประเทศจีน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม โดยเน้นบทบาทการทูตแบบ Track II เพื่อคลี่คลายข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคุกรุ่นมาตั้งแต่การปะทะกลางปีที่ผ่านมา การที่พนมเปญเลือกดึงจีนเข้ามาเป็นตัวกลางแทนกลไกทวิภาคีโดยตรง สะท้อนว่าข้อพิพาทระดับพรมแดนกำลังถูกยกระดับให้กลายเป็นเวทีช่วงชิงอิทธิพลของมหาอำนาจ ซึ่งเปลี่ยนสมการการต่อรองของฝ่ายไทยไปโดยปริยาย

ด้านสงครามรัสเซีย-ยูเครนกลับทวีความรุนแรงอีกระลอก รัสเซียเพิ่มความถี่การโจมตีด้วยขีปนาวุธและวางแผนยิงถึงราว 200 ลูกต่อครั้ง ขณะที่ยูเครนเผชิญวิกฤตขาดแคลนขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานอย่างหนัก โดยประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุว่าปริมาณที่ได้รับปีนี้น้อยกว่าปี 2568 ถึงสามเท่า จนต้องเร่งร้องขอจากกว่า 40 ประเทศ ภาพนี้ยืนยันว่าสงครามการสึกกร่อนถูกตัดสินด้วยขีดความสามารถในการผลิตและส่งกำลังบำรุงมากกว่ายุทธวิธีในสนามรบ ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานอาวุธจึงกลายเป็นจุดชี้ขาดเชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริง

ในฉนวนกาซา แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่ 10 ตุลาคม 2568 แต่ยูนิเซฟรายงานว่ามีเด็กเสียชีวิตแล้วราว 300 คนในช่วง 300 วันหลังข้อตกลง และการโจมตีของอิสราเอลยังดำเนินต่อ ล่าสุดเมื่อ 18 สิงหาคมมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 รายในกาซาซิตี ขณะที่อิสราเอลปฏิเสธแผนกาซาของทรัมป์และไม่ยอมรับการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติเข้าพื้นที่ ช่องว่างระหว่าง "การหยุดยิงบนกระดาษ" กับความรุนแรงที่ยังเกิดขึ้นจริง ชี้ให้เห็นว่าข้อตกลงที่ปราศจากกลไกบังคับและผู้ค้ำประกันที่มีอำนาจจริง มักลงเอยเป็นเพียงวาทกรรมมากกว่าเครื่องมือยุติสงคราม

ปิดท้ายที่เศรษฐกิจโลก ราคาทองคำพุ่งแรงที่สุดในรอบหลายเดือน โดยปรับขึ้นกว่า 10% ในเดือนสิงหาคมสู่ระดับเหนือ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแตะราว 4,515 ดอลลาร์เมื่อ 20 สิงหาคม ท่ามกลางการจับตาเวทีสัมมนา Jackson Hole และสัญญาณนโยบายจากประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ที่เลิกส่งสัญญาณล่วงหน้าก่อนการประชุม ขณะเดียวกันธนาคารกลางทั่วโลกกว้านซื้อทองถึง 288.9 ตันในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้น 62% เทียบปีก่อนและสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาสนี้ การสะสมทองในระดับนี้ไม่ใช่แค่การหนีความเสี่ยงระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้างของการค่อย ๆ ลดการพึ่งพาดอลลาร์ในระเบียบการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนขั้ว


เมื่อประตูเมืองไม่ได้ถูกตีด้วยปืนใหญ่: บทเรียนอยุธยา 2310 กับโจทย์อธิปไตยไทยในยุคทุนโลก

เมื่อประตูเมืองไม่ได้ถูกตีด้วยปืนใหญ่: บทเรียนอยุธยา 2310 กับโจทย์อธิปไตยไทยในยุคทุนโลก

เมื่อประตูเมืองไม่ได้ถูกตีด้วยปืนใหญ่
บทเรียนอยุธยา 2310 กับโจทย์อธิปไตยไทยในยุคทุนโลก

คันฉ่องส่องไทย | ประวัติศาสตร์ อธิปไตย เศรษฐกิจ และบทเรียนจากการเปลี่ยนแปลงของโลก

ในประวัติศาสตร์ของทุกประเทศ การสูญเสียอำนาจอธิปไตยมิได้เกิดขึ้นจากกำลังของศัตรูภายนอกเพียงอย่างเดียว หลายครั้ง จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดกลับเกิดขึ้นจากความอ่อนแอภายใน จากกฎหมายที่ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ จากผู้มีอำนาจที่ละเลยหน้าที่ และจากสังคมที่มองไม่เห็นสัญญาณเตือนก่อนวันที่วิกฤตมาถึง

ในประเทศไทยยุคปัจจุบัน มีเสียงเตือนเกี่ยวกับการขยายตัวของอิทธิพลทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในด้านการถือครองทรัพยากร ที่ดิน อุตสาหกรรม และเครือข่ายธุรกิจบางประเภท ประเด็นนี้มิได้หมายความว่าการลงทุนจากต่างชาติเป็นสิ่งผิด เพราะประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากเติบโตจากการเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก

ประเด็นสำคัญไม่ใช่ “ต่างชาติอยู่ในประเทศไทยหรือไม่” แต่คือ “รัฐไทยสามารถกำกับดูแลให้ทุนต่างชาติสร้างประโยชน์แก่ประเทศ โดยไม่ทำลายผลประโยชน์ของประชาชนได้หรือไม่”

โลกาภิวัตน์กับการเปลี่ยนรูปแบบของอำนาจ

หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยเปิดรับทุนจากภายนอกมากขึ้น เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นโยบายส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถูกออกแบบเพื่อดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่การผลิตจากทั่วโลก

ในช่วงเวลาที่จีนขยายบทบาททางเศรษฐกิจผ่านโครงการ Belt and Road Initiative ทุนจีนจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในประเทศไทย ทั้งในภาคอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ การค้า และบริการ

อย่างไรก็ตาม เมื่อทุนขยายตัวอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญที่ทุกประเทศต้องตอบคือ:

“เรากำลังรับทุนเพื่อพัฒนาประเทศ
หรือกำลังเปิดช่องให้ผลประโยชน์บางกลุ่มเหนือกว่าผลประโยชน์สาธารณะ?”

ที่ดิน ทรัพยากร และปัญหานอมินี

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการถือครองที่ดินโดยนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุน ซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นรายทั่วประเทศ โดยพบการกระจุกตัวในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวอย่างชลบุรี พัทยา และภูเก็ต

ประเทศไทยมีกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดินของคนต่างชาติ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย เช่น การใช้บุคคลไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทน ซึ่งเรียกว่า “นอมินี”

หากเกิดขึ้นจริง ปัญหานี้มิใช่เพียงเรื่องธุรกิจ แต่เกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญคือ:

  • ความเท่าเทียมในการแข่งขัน
  • ความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย
  • ความสามารถของรัฐในการบังคับใช้กติกา

เมื่อเศรษฐกิจสีเทาเชื่อมกับอาชญากรรมข้ามชาติ

อีกประเด็นที่สร้างความกังวลคือการเติบโตของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งในหลายประเทศทั่วโลกใช้ช่องทางธุรกิจ บัญชีการเงิน และบริษัทบังหน้า เพื่อฟอกเงินหรือปกปิดกิจกรรมผิดกฎหมาย

ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางภูมิภาค จึงต้องเผชิญโจทย์สำคัญว่า จะสร้างระบบตรวจสอบที่ทันต่อรูปแบบอาชญากรรมยุคใหม่ได้อย่างไร

อยุธยา 2310: วันที่กำแพงเมืองพังจากภายนอกและภายใน

เมื่อย้อนกลับไปยังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พ.ศ. 2310 บทเรียนสำคัญมิได้อยู่เพียงที่กองทัพพม่ามีกำลังเหนือกว่า

กรุงศรีอยุธยาถูกล้อมเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี เกิดความอดอยาก ความแตกแยก และความอ่อนแอภายใน

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น คำให้การชาวกรุงเก่า มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ขุนนางบางส่วนให้ความร่วมมือกับฝ่ายพม่า รวมถึงกรณีพระยาพลเทพซึ่งถูกกล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกับการส่งเสบียงและเปิดช่องทางให้ศัตรู

เมื่อกำแพงเมืองถูกโจมตีจากภายนอก และความมั่นคงภายในถูกกัดกร่อน กรุงศรีอยุธยาที่ดำรงอยู่มากกว่าสี่ศตวรรษจึงถึงจุดล่มสลาย

บทเรียนสำคัญจากอยุธยาไม่ได้คือ “จงเกลียดศัตรู” แต่คือ “อย่าปล่อยให้ความอ่อนแอภายในทำลายความสามารถในการปกป้องตนเอง”

ประตูเมืองยุคใหม่ไม่ได้ทำจากอิฐ

ในอดีต ประตูเมืองคือช่องทางที่กองทัพใช้เข้ายึดครอง แต่ในโลกปัจจุบัน ประตูเมืองมีรูปแบบใหม่

  • กฎหมายที่เปิดช่องให้เกิดการหลีกเลี่ยง
  • หน่วยงานรัฐที่ขาดประสิทธิภาพ
  • การทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน
  • การตัดสินใจที่มองเพียงผลกำไรระยะสั้น

ประเทศที่เข้มแข็งไม่ใช่ประเทศที่ปิดประตูไม่ให้ใครเข้ามา แต่คือประเทศที่มีประตูที่แข็งแรง สามารถเลือกได้ว่าอะไรควรรับ อะไรควรป้องกัน

+1 : อธิปไตยในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่การปิดประเทศ

ประเทศที่ประสบความสำเร็จในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่ประเทศที่ปฏิเสธทุนต่างชาติ แต่เป็นประเทศที่มีสถาบันแข็งแรงพอที่จะทำให้ทุนทุกชนิด อยู่ภายใต้กติกาของชาติ

โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะเปิดหรือปิด แต่คือการสร้างรัฐที่มีความสามารถมากพอ ที่จะรักษาสมดุลระหว่าง:

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • การแข่งขันระดับโลก
  • ความมั่นคงของทรัพยากร
  • ประโยชน์ของประชาชน

บทสรุป

เมื่อมองย้อนกลับไปยังอยุธยา เราไม่ได้เห็นเพียงเรื่องราวของการพ่ายแพ้ แต่เห็นบทเรียนของรัฐที่ต้องรักษาความแข็งแรงจากภายใน

วันนี้ประเทศไทยไม่ได้เผชิญกองทัพที่มีกำแพงเมืองและปืนใหญ่ แต่เผชิญการแข่งขันของทุน เทคโนโลยี และอิทธิพลรูปแบบใหม่

“กำแพงประเทศในศตวรรษที่ 21
ไม่ได้สร้างด้วยอิฐและปูน
แต่สร้างด้วยกฎหมาย สถาบัน และความรับผิดชอบของคนในชาติ”

คันฉ่องส่องโลก | AI, Human Dignity, Privacy and Digital Citizenship: When Humans Wear AI: Smart Glasses and the Future of Privacy

When Humans Wear AI: Smart Glasses and the Future of Privacy

เมื่อมนุษย์ไม่ได้แค่ใช้ AI แต่มนุษย์เริ่ม “สวม AI”
When Humans Wear AI: Smart Glasses and the Future of Privacy

คันฉ่องส่องโลก | AI, Human Dignity, Privacy and Digital Citizenship

บทนำ: วันที่กล้องไม่ได้อยู่ในมืออีกต่อไป

มนุษย์คุ้นเคยกับกล้องมานานหลายสิบปี แต่ในอดีต กล้องมักเป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้ โทรศัพท์มือถือถูกยกขึ้น กล้องถูกหันมา เรารู้ตัวว่าอาจกำลังถูกบันทึก

แต่แว่น AI กำลังเปลี่ยนธรรมชาติของปัญหา เพราะกล้องไม่ได้อยู่ในมืออีกต่อไป แต่มันอยู่บนใบหน้าของมนุษย์

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เทคโนโลยีนี้ทำอะไรได้” แต่คือ “มนุษย์จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีที่สามารถมองเห็นและจดจำโลกแทนเราได้อย่างไร”

Introduction: When Cameras Leave Our Hands

Human society has lived with cameras for decades. Traditionally, cameras were visible objects. People knew when someone raised a phone or pointed a camera toward them.

AI glasses introduce a different reality. The camera is no longer something people hold. It becomes something people wear.

The central question is no longer only: "What can this technology do?" The deeper question is: "How can humanity live with technology that can continuously see, record, and interpret the world?"

1. จากกล้องที่บันทึกภาพ สู่ AI ที่เข้าใจโลก

กล้องธรรมดาทำหน้าที่บันทึกภาพ แต่ AI สามารถทำให้ภาพเหล่านั้นกลายเป็นข้อมูลที่มีความหมาย

ภาพหนึ่งภาพอาจนำไปสู่การวิเคราะห์ว่า:

  • ใครอยู่ในภาพ
  • สถานที่คือที่ใด
  • บุคคลนั้นมีความสัมพันธ์กับใคร
  • มีพฤติกรรมหรือรูปแบบชีวิตอย่างไร

1. From Recording Images to Understanding Reality

Traditional cameras capture images. Artificial intelligence transforms images into information.

A single picture may reveal:

  • Who is present
  • Where the event happens
  • Social connections
  • Patterns of human behavior

2. ปัญหาไม่ใช่แค่การถ่าย แต่คือการเปลี่ยนภาพเป็นความรู้

ในอดีต เรากังวลว่าคนอื่นอาจเห็นภาพของเรา แต่ในยุค AI คำถามใหญ่ขึ้นกว่าเดิม:

ใครสามารถรู้จักเรา จากสิ่งที่เขาเห็นเรา?

นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การมองเห็น” กับ “การเข้าใจตัวตน”

2. The Issue Is Not Only Recording, But Understanding

In the past, privacy concerns focused on who could see us. In the AI era, the question becomes deeper:

Who can understand us from what they see?

AI creates a new relationship between observation and knowledge.

3. ไฟ LED เล็ก ๆ กับคำถามใหญ่ของความไว้วางใจ

ระบบแจ้งเตือนการบันทึกเป็นความพยายามสร้างความปลอดภัย แต่คำถามสำคัญคือ:

เราจะฝากความปลอดภัยไว้กับคำสัญญาของบริษัท หรือเราจะออกแบบระบบที่ทำให้เกิดความปลอดภัยโดยโครงสร้าง?

From "Trust me" to "Prove it"
จาก “เชื่อฉัน” ไปสู่ “พิสูจน์ให้เห็น”

3. A Small LED and a Big Question of Trust

Technology cannot rely only on good intentions. A trustworthy system should be designed so that misuse becomes difficult.

The future principle should move from:

"Trust me"

toward:

"Prove it."

4. เทคโนโลยีเดียวกันสามารถช่วยมนุษย์ได้

AI Glasses ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภัยคุกคาม เพราะมันมีศักยภาพในการเพิ่มความสามารถของมนุษย์

  • ช่วยผู้พิการทางสายตา
  • ช่วยการเรียนรู้ภาษาและการศึกษา
  • ช่วยผู้เชี่ยวชาญในการทำงาน
  • ช่วยการเข้าถึงข้อมูลแบบทันที

4. The Same Technology Can Empower Humanity

AI glasses are not simply a threat. They may become powerful tools for human empowerment.

  • Supporting visually impaired people
  • Enhancing education
  • Assisting professionals
  • Providing real-time information

5. +1 Insight: ใครจะเป็นเจ้าของความทรงจำของโลก?

คำถามที่ลึกที่สุดไม่ใช่: “AI จะมองเห็นอะไร?”

แต่คือ: “ใครจะเป็นเจ้าของสิ่งที่ AI มองเห็น?”

เมื่อผู้คนหลายล้านคนสวมอุปกรณ์ที่สามารถบันทึกโลกได้ตลอดเวลา ข้อมูลเหล่านั้นอาจกลายเป็นฐานข้อมูลขนาดมหาศาลของชีวิตมนุษย์

ดังนั้น ประเด็นสำคัญของอนาคตไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่คือการแข่งขันด้านกติกา จริยธรรม และสิทธิของมนุษย์

+1 Insight: Who Owns the Memory of the World?

The deepest question is not: "What can AI see?"

The deeper question is: "Who owns what AI sees?"

When millions of people wear devices capable of recording everyday life, these systems may create one of the largest collections of human experiences ever built.

บทสรุป: คำถามของศตวรรษ AI

AI อาจทำให้มนุษย์มองเห็นโลกได้มากขึ้น แต่สังคมต้องไม่ลืมว่า มนุษย์ไม่ควรกลายเป็นเพียงวัตถุที่ถูกมอง ถูกบันทึก และถูกวิเคราะห์

วันที่มนุษย์สร้างดวงตาที่มองเห็นทุกสิ่ง คำถามสำคัญที่สุดคือ:

เราจะใช้ดวงตานั้นเพื่อเพิ่มปัญญาของมนุษย์ หรือปล่อยให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่ลดเสรีภาพของมนุษย์?

Conclusion: The Question of the AI Century

AI may help humanity see more of the world. But society must ensure that humans do not become merely objects to be watched, recorded, and analyzed.

When humanity creates eyes that can see everything, the greatest question is: Will those eyes expand human wisdom, or reduce human freedom?

Ed4Peace.org | Education for Peace in the Age of Artificial Intelligence

บทที่ 20 ทำไมรหัสผ่านกำลังจะหายไป — และ Passkey ปลอดภัยกว่าอย่างไร?

ความรู้ที่โรงเรียนไม่ค่อยสอน · เทคโนโลยี × ความปลอดภัยดิจิทัล

ทำไมรหัสผ่านกำลังจะหายไป —
และ Passkey ปลอดภัยกว่าอย่างไร?

เป็นเวลาหลายสิบปี เราปกป้องชีวิตออนไลน์ด้วย คำลับที่มนุษย์ต้องจำ แต่ปัญหาคือ สิ่งที่มนุษย์จำได้ง่าย มักเป็นสิ่งที่คนร้ายเดาได้ง่าย — และสิ่งที่ปลอดภัยมาก กลับเป็นสิ่งที่มนุษย์จำแทบไม่ได้

รหัสผ่านเป็นเทคโนโลยีที่แปลกมาก เราถูกบอกให้สร้างรหัสที่ ยาว ซับซ้อน ไม่ซ้ำใคร และห้ามจดไว้ในที่ไม่ปลอดภัย แต่คนหนึ่งคน อาจมีบัญชีออนไลน์หลายสิบ หรือหลายร้อยบัญชี เราจึงทำสิ่งที่มนุษย์ทำได้จริง: ใช้รหัสง่าย ใช้รหัสซ้ำ หรือกด “Forgot Password” Passkey พยายามแก้ปัญหานี้ ด้วยการเปลี่ยนหลักการทั้งระบบ: แทนที่จะถามมนุษย์ว่า “ความลับของคุณคืออะไร?” ระบบถามอุปกรณ์ว่า “คุณพิสูจน์ได้ไหมว่า คุณมี cryptographic key ที่ถูกต้อง?”

ลองนึกถึง password ที่เราใช้ประจำ

สมมติเราตั้งรหัสว่า Somchai1975!

ใช้กับอีเมล Facebook ร้านค้าออนไลน์ และบริการอีกสองแห่ง

วันหนึ่ง ร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่ง ถูกเจาะฐานข้อมูล

คนร้ายได้ email + password

เขาไม่ได้หยุดที่ร้านนั้น

เขานำ email และ password เดิม ไปลองกับ Gmail Facebook ธนาคาร และบริการอื่น

นี่เรียกว่า credential stuffing

ปัญหาไม่จำเป็นต้องเกิดเพราะ บัญชี Gmail ถูก hack

มันอาจเริ่มจาก เว็บไซต์เล็กที่สุด ที่เราเคยใช้ password เดียวกัน

คำถามแรก ถ้าความปลอดภัยของบัญชีสำคัญที่สุดของเรา ขึ้นอยู่กับเว็บไซต์ที่ปลอดภัยน้อยที่สุด ซึ่งเราเคยใช้รหัสเดียวกัน — password เป็นระบบที่ดีจริงหรือ?

Password มีปัญหาอะไร?

จำ

มนุษย์จำไม่ไหว

รหัสที่ปลอดภัยควรยาว แตกต่างกัน และไม่ซ้ำกัน แต่คนทั่วไปมีบัญชีจำนวนมาก

ซ้ำ

Password Reuse

เมื่อจำไม่ไหว มนุษย์จึงใช้รหัสเดิม หลายเว็บไซต์ ทำให้ breach หนึ่งแห่ง ลามไปอีกแห่งได้

หลอก

Phishing

คนร้ายสร้างหน้า login ปลอม แล้วหลอกให้เรา ส่ง password ให้เอง

รั่ว

Server Breach

ฐานข้อมูล credential อาจถูกขโมย และ password hash ที่อ่อน อาจถูกนำไปโจมตีต่อได้

Passkey คืออะไร?

Passkey เป็น credential ที่อาศัยมาตรฐาน FIDO2 / WebAuthn และใช้ public-key cryptography

ฟังดูยาก แต่หลักการพื้นฐาน ง่ายมาก

เมื่อเราสร้าง passkey อุปกรณ์สร้าง กุญแจสองดอกที่สัมพันธ์กันทางคณิตศาสตร์

Key Pair → Public Key + Private Key

เว็บไซต์ได้รับ Public Key

ส่วน Private Key ยังอยู่กับอุปกรณ์ หรือระบบจัดเก็บ passkey ของผู้ใช้

เว็บไซต์ ไม่จำเป็นต้องรู้ private key

Public Key กับ Private Key ต่างกันอย่างไร?

เปิด

Public Key

ส่งให้เว็บไซต์ได้ ไม่จำเป็นต้องเก็บเป็นความลับ ใช้ตรวจสอบหลักฐาน จาก private key ที่คู่กัน

ลับ

Private Key

เป็นกุญแจที่ใช้พิสูจน์ตัวตน และไม่ควรถูกส่งไปยังเว็บไซต์ หรือเปิดเผยออกจากระบบจัดเก็บ

Password ทำงานด้วยหลัก
“เราสองฝ่ายรู้ความลับเดียวกัน”

Passkey ทำงานด้วยหลัก
“ฉันพิสูจน์ได้ว่าฉันมีกุญแจลับ โดยไม่ต้องส่งกุญแจลับให้คุณ”

ตอน Login เกิดอะไรขึ้น?

เว็บไซต์ส่งโจทย์ทาง cryptography มายังอุปกรณ์

อุปกรณ์ใช้ private key สร้างคำตอบ

เว็บไซต์ใช้ public key ตรวจว่าคำตอบนั้นถูกต้อง

Website → Challenge → Device → Cryptographic Proof → Verify

Private key ไม่ได้ถูกส่งไปกับคำตอบ

นี่เป็นจุดแตกต่างที่สำคัญมาก จาก password

แล้ว Face ID หรือ Fingerprint คือ Passkey หรือไม่?

ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

Face ID ลายนิ้วมือ หรือ PIN ของเครื่อง มักใช้เป็น local user verification

คือใช้ถามว่า

“คนที่ถือเครื่องอยู่ตอนนี้ ได้รับอนุญาตให้ใช้ private key หรือไม่?”

ถ้าผ่าน ระบบจึงอนุญาตให้ passkey ทำงาน

Face / Fingerprint / PIN → ปลดสิทธิใช้ Passkey → Cryptographic Login

ดังนั้นเว็บไซต์ ไม่จำเป็นต้องได้รับ รูปใบหน้า หรือลายนิ้วมือของเรา เพียงเพราะเราใช้ biometrics ปลดล็อก passkey

+1 : Passkey แก้ phishing ไม่ใช่ด้วยการ “สอนคนให้ระวังมากขึ้น” แต่ด้วยการออกแบบระบบให้ความผิดพลาดของมนุษย์ทำอันตรายได้ยากขึ้น

ระบบ password ฝากภาระไว้กับสมองมนุษย์มาก

เราต้องสังเกตว่า

  • URL ถูกหรือไม่
  • หน้าเว็บจริงหรือปลอม
  • อีเมลน่าเชื่อหรือไม่
  • ข้อความเร่งให้ login เป็น scam หรือไม่

แต่ phishing ถูกออกแบบมา เพื่อเล่นงานข้อจำกัดของมนุษย์

คนที่รีบ เหนื่อย กลัว หรือถูกกดดัน สามารถผิดพลาดได้

Passkeys เปลี่ยนแนวทาง จาก “ฝึกคนไม่ให้ถูกหลอก” เพียงอย่างเดียว

ไปสู่

“สร้าง credential ที่เว็บไซต์ปลอมไม่สามารถนำไปใช้ เหมือน password ได้ง่าย ๆ”

มาตรฐาน FIDO เชื่อม credential เข้ากับเว็บไซต์หรือ service ที่ถูกต้อง

ดังนั้นหน้า phishing ไม่สามารถเพียง เลียนแบบช่อง username/password แล้วรับ secret ไปใช้ต่อ แบบเดิม

ทำไมเรียกว่า phishing-resistant ไม่ใช่ phishing-proof?

คำว่า phishing-resistant แม่นกว่า

เพราะ passkey ช่วยตัดช่องโจมตีประเภท “ขโมย credential ผ่านหน้า login ปลอม” ได้อย่างมาก

แต่ผู้ใช้ยังอาจถูกหลอก ในรูปแบบอื่น

หลอกให้โอนเงิน

หลอกให้อนุมัติการเปลี่ยนบัญชี

หลอกเจ้าหน้าที่ support

ขโมย session หลัง login

ยึดบัญชีผ่านช่องทาง recovery ที่อ่อนแอ

ติด malware ในเครื่อง

ดังนั้น passkey ไม่ได้ทำให้ cybersecurity จบลง

มันลดพื้นที่โจมตี ประเภท credential theft ที่สำคัญมากประเภทหนึ่ง

แล้วถ้าเว็บไซต์ถูก hack ล่ะ?

นี่เป็นอีกจุดที่โมเดลใหม่ น่าสนใจ

ในระบบ password เว็บไซต์ต้องเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับ secret ในรูป password hash และ salt อย่างถูกต้อง

หากจัดการไม่ดี breach สามารถเปิดทาง ไปสู่การ crack password หรือ credential reuse

ในระบบ passkey เว็บไซต์เก็บ public key

Public key ไม่ได้มีหน้าที่เป็นความลับ เหมือน password

ดังนั้นการขโมยฐานข้อมูล public keys ไม่ได้ให้คนร้าย credential ที่สามารถนำไป login ได้แบบตรงไปตรงมา

ลองมองด้วยหลัก security architecture อะไรปลอดภัยกว่า: ระบบที่ server ต้องเก็บ สิ่งซึ่งหากถูกขโมยอาจนำไปโจมตีต่อได้ — หรือระบบที่ server ถือเพียงข้อมูล ซึ่งถูกออกแบบมาให้เปิดเผยได้อยู่แล้ว?

แล้วถ้าโทรศัพท์หาย?

คำถามนี้สำคัญมาก

Passkeys อาจถูกจัดเก็บ ในระบบ credential manager และหลายแพลตฟอร์ม สามารถ sync passkeys ระหว่างอุปกรณ์ของเจ้าของบัญชี ด้วยการเข้ารหัส

ตัวอย่างเช่น Apple ระบุว่า passkeys สามารถ sync ผ่าน iCloud Keychain ซึ่งใช้ end-to-end encryption

ดังนั้นการทำโทรศัพท์เครื่องหนึ่งหาย ไม่ได้แปลว่า บัญชีทั้งหมดต้องหายไปด้วย หากผู้ใช้มีระบบ recovery และอุปกรณ์อื่นที่เหมาะสม

แต่ Account Recovery ยังสำคัญมาก

ระบบยืนยันตัวตน จะแข็งแรงเพียงใด ถ้าช่องทาง recovery ยังอาศัยคำถามง่าย ๆ SMS ที่ถูกยึดหมายเลขได้ หรือเจ้าหน้าที่ support ที่ถูก social engineering?

ความปลอดภัยของบัญชี จึงต้องมองทั้ง account lifecycle ตั้งแต่สมัคร login เพิ่มอุปกรณ์ จนถึง recovery ไม่ใช่ดู passkey อย่างเดียว

5 พันล้าน Passkeys หมายความว่า password จบแล้วหรือ?

5B estimated passkeys · 2026
FIDO Alliance ประเมินว่า มี passkeys ราว 5 พันล้านรายการ ใช้งานอยู่ทั่วโลก

รายงาน State of Passkeys 2026 ระบุว่าการใช้ passkeys ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในทั้งผู้บริโภคและองค์กร

75% consumer survey
ผู้ตอบแบบสำรวจเปิดใช้ passkey อย่างน้อยหนึ่งบัญชีแล้ว

การสำรวจผู้ใหญ่ 11,000 คน ใน 10 ประเทศ ดำเนินการในเดือนเมษายน 2026

แต่ password ยังไม่หายไป

FIDO ระบุว่า แม้องค์กรจำนวนมาก เริ่ม deploy passkeys แล้ว 57% ยังใช้ authentication ที่ phishing ได้ เป็นวิธี login ประจำวันของพนักงาน

นี่สะท้อนสิ่งสำคัญ:

มี Passkey
ไม่เท่ากับ
เป็น Passwordless แล้ว

ทำไมองค์กรยังไม่เลิก Password?

เก่า

Legacy Systems

ระบบเก่าบางชนิด ยังออกแบบมารอบ password และเปลี่ยนยาก

รวม

Interoperability

องค์กรต้องรองรับ อุปกรณ์ OS browser และระบบจำนวนมาก

คน

User Transition

ผู้ใช้ยังคุ้นกับ password และอาจสับสนเรื่อง การเพิ่มอุปกรณ์หรือ recovery

งาน

Operational Change

ฝ่าย IT help desk identity management และ security policy ต้องปรับตาม

+1 อีกชั้น : ปัญหาของ Password ไม่ใช่เพียง “คนตั้งรหัสไม่ดี” แต่เป็นการออกแบบระบบที่โยนงานด้าน Security ไปให้ความจำของมนุษย์

ลองนึกว่าระบบธนาคาร บอกเราว่า

“กุญแจตู้เซฟของคุณ ต้องจำรูปร่างเอง ห้ามซ้ำกับกุญแจตู้เซฟอื่น และต้องจำให้ได้ 70 ดอก”

เราคงบอกว่า ระบบออกแบบประหลาด

แต่โลก password ทำสิ่งคล้ายกัน มาหลายสิบปี

เมื่อมนุษย์ ทำตามข้อกำหนดไม่ได้ เรามักตำหนิมนุษย์ว่า “ตั้ง password ไม่ปลอดภัย”

Passkey เป็นตัวอย่างของแนวคิด secure by design

คือพยายามทำให้ พฤติกรรมที่ง่ายสำหรับผู้ใช้ สอดคล้องกับพฤติกรรมที่ปลอดภัย

ไม่ใช่บังคับให้ security กับ usability ต่อสู้กันตลอดเวลา

Passkey เทียบกับ Password + OTP อย่างไร?

คุณสมบัติ Password + OTP Passkey
ต้องจำ secret ใช่ โดยทั่วไปไม่ต้องจำ passkey เอง
Password reuse เป็นไปได้ credential แยกตาม service
Phishing login page ยังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อ OTP ถูกหลอกพร้อมกัน ออกแบบให้ phishing-resistant
Server ถือ shared secret หรือข้อมูลที่เกี่ยวกับ secret มี password verifier/hash ถือ public key
Biometric required เสมอหรือไม่ ไม่ ไม่จำเป็นเสมอ — อาจใช้ PIN/device unlock ตามระบบ
Login experience พิมพ์ password + OTP มักยืนยันผ่านอุปกรณ์โดยตรง

แล้ว Biometrics ปลอดภัยไหม?

มีข้อแตกต่างสำคัญ ระหว่าง

ใช้ biometric เป็น credential ส่งให้เว็บไซต์

กับ

ใช้ biometric ภายในเครื่อง เพื่ออนุญาตการใช้ cryptographic credential

Passkey system โดยทั่วไปเดินในแนวทางหลัง

นี่สำคัญเพราะ password เปลี่ยนได้

แต่ใบหน้า และลายนิ้วมือของเรา เปลี่ยนไม่ได้ง่าย

ระบบจึงไม่ควร ส่ง biometric template ไปเก็บกระจายทั่วเว็บไซต์ โดยไม่จำเป็น

แล้วถ้าใช้เครื่องคนอื่น?

มาตรฐาน passkey รองรับสถานการณ์ ที่ต้อง login จากอุปกรณ์ซึ่งไม่ได้เก็บ passkey

ระบบบางแบบสามารถให้ อุปกรณ์ของเรา ยืนยันการ login กับเครื่องอื่น ผ่าน proximity และช่องทางที่ออกแบบมาเฉพาะ

หลักสำคัญคือ credential ไม่จำเป็นต้องถูก copy ลงเครื่องสาธารณะ เพื่อใช้งานครั้งเดียว

แต่รายละเอียด แตกต่างตาม platform และ service จึงควรอ่านคำแนะนำของผู้ให้บริการ ทุกครั้ง

ถ้าบัญชีรองรับ Passkey วันนี้ ควรเปิดไหม?

หลักปฏิบัติสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

  1. เปิด Passkey เมื่อบริการที่เชื่อถือได้รองรับ
    โดยเฉพาะบัญชีสำคัญ เช่น email, cloud และบริการที่เชื่อมกับชีวิตดิจิทัลจำนวนมาก
  2. อย่ารีบลบวิธี Recovery ที่จำเป็น
    จนกว่าจะเข้าใจว่า ถ้าอุปกรณ์หายจะกู้บัญชีอย่างไร
  3. รักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์
    ตั้ง screen lock และ update OS สม่ำเสมอ
  4. ตรวจ Passkeys ที่ผูกกับบัญชีเป็นระยะ
    ลบ credential ของอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้ว หากระบบมีรายการให้จัดการ
  5. อย่าคิดว่า Passkey ป้องกัน Scam ทุกชนิด
    คนร้ายยังหลอกให้โอนเงิน เปิดไฟล์ หรือเปิด remote access ได้
  6. บัญชีที่ยังไม่มี Passkey
    ใช้ password manager สร้างรหัสยาวและไม่ซ้ำกัน พร้อม MFA ที่เหมาะสม

ทำไม Password Manager ยังสำคัญ?

โลกจะอยู่ในช่วง transition อีกระยะหนึ่ง

บางเว็บไซต์มี passkey

บางเว็บไซต์ยังไม่มี

บางแห่งมีทั้งสองระบบ

ดังนั้นสำหรับบัญชี ที่ยังต้องใช้ password หลักที่สำคัญยังเหมือนเดิม:

ยาว

ไม่ซ้ำกัน

ไม่สร้างจากข้อมูลส่วนตัวที่เดาง่าย

เก็บด้วย password manager ที่เชื่อถือได้

เปิด MFA เมื่อมี

+1 ชั้นสุดท้าย : การเปลี่ยนจาก Password ไป Passkey คือการเปลี่ยน “ปรัชญาความปลอดภัย”

Password security ตั้งคำถามว่า:

“มนุษย์สามารถรักษาความลับได้ดีเพียงใด?”

Passkey security ถามอีกแบบว่า:

“เราสามารถออกแบบระบบ ที่ไม่ต้องให้มนุษย์ถือ และส่งความลับที่ขโมยง่าย ตั้งแต่แรกได้หรือไม่?”

นี่คือแนวคิดที่ใหญ่กว่า เรื่อง login

มันคือหลักวิศวกรรม:

อย่าพยายามแก้ความผิดพลาดของมนุษย์ ด้วยการเรียกร้องให้มนุษย์ สมบูรณ์แบบขึ้นเรื่อย ๆ หากสามารถออกแบบระบบ ให้ความผิดพลาดนั้นสร้างความเสียหายได้น้อยลง

การรักษาความปลอดภัยที่ดี จึงไม่ได้เกิดจาก “ผู้ใช้ฉลาดขึ้น” อย่างเดียว

แต่เกิดจาก ระบบฉลาดขึ้นด้วย

สรุปบทเรียน

Password เป็นเทคโนโลยีที่รับใช้โลกดิจิทัล มาหลายสิบปี

แต่มันมีข้อจำกัดพื้นฐาน:

มนุษย์ต้องจำความลับ

เว็บไซต์ต้องตรวจความลับ

และคนร้าย สามารถพยายามขโมยความลับนั้น

Passkey เปลี่ยนสถาปัตยกรรม

เว็บไซต์ถือ public key

ผู้ใช้ถือ private key ผ่านระบบที่ป้องกันไว้

และ login เกิดจาก การพิสูจน์ทาง cryptography โดยไม่ต้องส่ง private key ไปให้เว็บไซต์

ผลคือ credential ไม่สามารถถูกขโมย จากหน้า phishing แบบเดียวกับ password ได้ง่าย

นี่ไม่ได้หมายความว่า โลกออนไลน์ปลอดภัยสมบูรณ์แล้ว

Malware session theft social engineering account recovery และ scam ยังเป็นปัญหา

แต่ Passkey ช่วยกำจัดจุดอ่อนใหญ่หนึ่งอย่าง:

การบังคับให้มนุษย์ ต้องจำและส่ง “ความลับร่วมกัน” ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ดังนั้นอนาคตของ login อาจไม่ได้ถามว่า

“คุณจำรหัสอะไรได้?”

แต่ถามว่า

“อุปกรณ์ของคุณพิสูจน์ได้หรือไม่ ว่าคุณมี credential ที่ถูกต้อง?”

และนี่อาจเป็นกรณีหนึ่ง ที่โลกดิจิทัล ใช้ง่ายขึ้น พร้อมกับปลอดภัยขึ้น ในเวลาเดียวกัน

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบและอ่านต่อ

  • FIDO Alliance, The State of Passkeys 2026: Global Consumer and Workforce Report, 7 May 2026.
    FIDO Alliance
  • FIDO Alliance, Five Billion Passkeys: Accelerating Global Adoption, 7 May 2026.
    FIDO Alliance
  • FIDO Alliance, Passkeys — Technical Overview and Security Benefits.
    FIDO Alliance
  • Apple Support, About the Security of Passkeys.
    Apple Support
  • FIDO Alliance, NCSC: Passkeys are more secure than traditional ways to log in, 23 April 2026.
    FIDO Alliance / UK NCSC

หมายเหตุทางเทคนิค: Passkeys เป็นชื่อที่ใช้กับ credential ซึ่งอาศัยมาตรฐาน FIDO2/WebAuthn และ public-key cryptography รายละเอียดเรื่องการเก็บ sync backup cross-device authentication และ account recovery แตกต่างกันตามระบบปฏิบัติการ credential provider และบริการที่นำมาตรฐานไปใช้

คำว่า phishing-resistant ไม่ได้หมายความว่า passkeys สามารถป้องกัน social engineering หรือการโจมตีทุกชนิด Passkeys ถูกออกแบบมา เพื่อป้องกันการขโมย และ replay credential ในรูปแบบที่พบใน password-based phishing ได้อย่างมาก แต่บัญชียังต้องได้รับการป้องกัน ตลอดวงจร ตั้งแต่ device security จนถึง recovery

ตัวเลขการใช้งานปี 2026 มาจาก FIDO Alliance และการสำรวจที่องค์กรว่าจ้าง ครอบคลุมผู้บริโภค 11,000 คน และผู้ตัดสินใจด้านองค์กร 1,400 คน ใน 10 ประเทศ จึงควรอ่านเป็นตัวชี้วัด การยอมรับเทคโนโลยีในกลุ่มตัวอย่าง และประมาณการระดับโลก ไม่ใช่ census ของบัญชีออนไลน์ทุกบัญชี

ห้องสมุดประชาชน · ความรู้สำหรับคนไทย
ความปลอดภัยที่ดี ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เราจะบังคับให้มนุษย์จำความลับ ให้เก่งขึ้นได้อย่างไร?” — แต่อาจเริ่มจากคำถามว่า “เราจะออกแบบโลกดิจิทัล ให้มนุษย์ไม่ต้องถือความลับ ที่ขโมยง่ายตั้งแต่แรกได้หรือไม่?”

สมมติว่า ถ้าทักษิณกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง?

สมมติว่า ถ้าทักษิณกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง? คำถามใหญ่กว่าตัวบุคคล คืออนาคตของการเมืองไทย
ถ้าทักษิณกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง?
คำถามใหญ่กว่าตัวบุคคล คืออนาคตของการเมืองไทย

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีนักการเมืองเพียงไม่กี่คนที่เพียงเอ่ยชื่อก็สามารถจุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางและรุนแรงได้ในทันที ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นหนึ่งในบุคคลกลุ่มนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

สำหรับผู้สนับสนุน เขาเป็นผู้นำที่เปลี่ยนแปลงกรอบคิดเกี่ยวกับบทบาทของรัฐบาล โดยผลักดันให้นโยบายสาธารณะเข้าไปสัมผัสและมีผลโดยตรงต่อชีวิตประชาชนในระดับฐานรากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในทางตรงกันข้าม ผู้วิพากษ์วิจารณ์มองเขาในฐานะสัญลักษณ์ของการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจ และเป็นหนึ่งในแกนกลางของความขัดแย้งทางการเมืองที่แผ่ขยายและยืดเยื้อมานานกว่าสองทศวรรษ

ประเด็นที่น่าสนใจจึงครอบคลุมมากกว่าการถามว่า

“ทักษิณควรกลับมาหรือไม่?”

และขยายไปสู่คำถามที่ว่า

“หากทักษิณกลับมา ประเทศไทยในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากยุคที่เขาเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากน้อยเพียงใด?”

การกลับมาของบุคคล หรือการกลับมาของโมเดลไทยรักไทย?

อิทธิพลทางการเมืองของทักษิณมีรากฐานสำคัญอยู่ที่โมเดลทางการเมืองซึ่งก่อตัวขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2540 โมเดลดังกล่าวประกอบด้วยพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงมวลชนขนาดใหญ่ นโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดยตรง และแนวทางการบริหารประเทศที่นำเอาหลักการขององค์กรธุรกิจมาปรับใช้

โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และ OTOP ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถสร้างผลกระทบที่จับต้องได้ต่อชีวิตประชาชนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในปัจจุบันไม่ใช่ประเทศไทยในปี 2544 อีกต่อไป ประเทศกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ทั้งสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้น

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เครื่องยนต์ทางการเมืองแบบเดิมยังสามารถขับเคลื่อนประเทศไปสู่ทิศทางใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ผู้จัดการประเทศ หรือผู้เปลี่ยนโครงสร้าง?

จุดแข็งที่ชัดเจนของทักษิณอยู่ที่ความสามารถด้านการบริหารจัดการและการตัดสินใจที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลายประการที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการบริหารจัดการเท่านั้น ระบบราชการ การศึกษา ความเหลื่อมล้ำ การกระจายอำนาจ และขีดความสามารถในการแข่งขัน ล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกกว่าการบริหารในระดับผิวเผิน

ประเทศไทยในปัจจุบันอาจกำลังเผชิญคำถามที่ลึกซึ้งกว่า
“ใครบริหารเก่งกว่า?”

นั่นคือคำถามที่ว่า
“ปัญหาของประเทศต้องการผู้จัดการที่มีประสิทธิภาพ หรือผู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างอย่างแท้จริง?”

ชัยชนะจากการเลือกตั้ง กับความชอบธรรมของทั้งประเทศ

ประชาธิปไตยไม่ได้สิ้นสุดลงในวันเลือกตั้ง ชัยชนะจากการเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ผู้นำที่ได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมากย่อมต้องเผชิญโจทย์สำคัญว่า จะสามารถทำให้ประชาชนที่ไม่ได้เลือกตนเองรู้สึกว่ารัฐบาลยังคงเป็นของทุกคนได้อย่างไร

จากนักการเมืองสู่นักประวัติศาสตร์?

เมื่อบุคคลหนึ่งผ่านพ้นความขัดแย้ง ชัยชนะ ความสูญเสีย และกลับมามีบทบาทอีกครั้ง คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า เขาจะเลือกใช้โอกาสนั้นอย่างไร จะเป็นการกลับมาเพื่อแข่งขันในเกมการเมืองรูปแบบเดิม หรือเป็นการกลับมาเพื่อสร้างสิ่งที่อยู่เหนือกว่าเกมการเมืองในระยะสั้น ผู้นำจำนวนมากในประวัติศาสตร์โลกถูกจดจำไม่ใช่เพียงจากสิ่งที่กระทำในขณะที่มีอำนาจ หากจากสิ่งที่พวกเขาสร้างและทิ้งไว้หลังจากอำนาจได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ทักษิณในฐานะ “หน้าต่าง” มองประเทศไทย

ในหลายกรณี การวิเคราะห์นักการเมืองคนหนึ่งแท้จริงแล้วคือการวิเคราะห์สังคมโดยรวม ทักษิณทำให้เราได้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของประเทศไทย ทั้งการเติบโตของการเมืองมวลชน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ และการแข่งขันระหว่างรูปแบบอำนาจต่าง ๆ ดังนั้น การกลับมาของทักษิณจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าเขาจะกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ หากเป็นคำถามว่า ประเทศไทยได้เรียนรู้อะไรจากสองทศวรรษที่ผ่านมา

บทสรุป

การเมืองไทยมักถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างง่ายดาย ฝ่ายหนึ่งมองเห็นความสำเร็จ อีกฝ่ายหนึ่งมองเห็นปัญหา แต่ประวัติศาสตร์มักซับซ้อนกว่าภาพที่ถูกแบ่งแยกเช่นนั้น บุคคลหนึ่งสามารถสร้างคุณูปการบางอย่างและก่อให้เกิดข้อถกเถียงบางอย่างได้พร้อมกัน

คำถามที่ควรพิจารณาในที่สุดอาจเป็น

“ประเทศไทยจะเรียนรู้อะไรจากยุคทักษิณ?”

มากกว่าที่จะหยุดอยู่เพียงที่

“ทักษิณเป็นอย่างไร?”

เพราะท้ายที่สุด อนาคตของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกลับมาของบุคคลเพียงคนเดียว หากอยู่ที่ความสามารถของสังคมในการมองอดีตอย่างมีเหตุผลและสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม

จักรวรรดิที่ไม่ต้องยึดดินแดน: Technology Stack และอำนาจใหม่ของสหรัฐฯ

คันฉ่องส่องโลก • Technology & Geopolitics

จักรวรรดิที่ไม่ต้องยึดดินแดน

เมื่อ Technology Stack กลายเป็นอำนาจของอเมริกา และการแข่งขันมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้ตัดสินกันด้วยจำนวนเรือรบหรือ GDP เพียงอย่างเดียว

วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง • สิงหาคม 2569 / August 2026

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้ยินคำว่า “อเมริกากำลังเสื่อม” อยู่บ่อยครั้ง ทั้งจากนักวิเคราะห์ นักการเมือง และผู้ผลิตเนื้อหาที่ชี้ไปยังหนี้สาธารณะ ความขัดแย้งทางการเมืองภายใน การเติบโตของจีน การย้ายฐานการผลิต หรือการลดลงของสัดส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลก

ข้อสังเกตเหล่านั้นไม่ได้ผิดทั้งหมด เพราะสหรัฐอเมริกามีปัญหาเชิงโครงสร้างจริง ตั้งแต่หนี้ ความเหลื่อมล้ำ ระบบการเมืองที่แบ่งขั้ว ปัญหาการศึกษา ไปจนถึงฐานอุตสาหกรรมบางส่วนที่ย้ายออกนอกประเทศ

แต่หากเรามองอำนาจของประเทศ ผ่านตัวเลข GDP หรือจำนวนโรงงานเพียงอย่างเดียว เราอาจกำลังใช้เครื่องมือวัดจากศตวรรษที่ 20 ไปวัดการแข่งขันของศตวรรษที่ 21

คำถามที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่ว่า “ใครผลิตของได้มากกว่า?” แต่คือ “ใครเป็นเจ้าของชั้นของเทคโนโลยีที่คนอื่นขาดไม่ได้?”

1. จากตัวเลขของ Hanson สู่คำถามที่ใหญ่กว่า

Victor Davis Hanson นักประวัติศาสตร์และนักวิจารณ์การเมืองอเมริกัน ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ท่ามกลางกระแสพูดถึงความถดถอยของสหรัฐฯ อเมริกากลับยังมีตำแหน่งที่แข็งแกร่งอย่างมาก ในเทคโนโลยีแนวหน้าหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น AI ซอฟต์แวร์ อวกาศ เทคโนโลยีชีวภาพ และตลาดทุน

ประเด็นของ Hanson มีคุณค่า แต่การดูเพียงอันดับบริษัทหรือมูลค่าตลาด ยังอธิบายเรื่องนี้ไม่ครบ

เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียง “บริษัทอเมริกันหลายแห่งมีมูลค่าสูง” แต่คือบริษัทเหล่านั้นเชื่อมโยงกัน เป็นระบบนิเวศที่แต่ละส่วนส่งกำลังให้ส่วนอื่น

นั่นคือสิ่งที่เราอาจเรียกว่า Technology Stack หรือ “ชั้นโครงสร้างเทคโนโลยี”

2. AI ทำให้เห็นโครงสร้างนี้ชัดที่สุด

ข้อมูลจาก Stanford AI Index Report 2026 ช่วยทำให้ภาพนี้ชัดขึ้นอย่างมาก

$285.9B เงินลงทุน AI ภาคเอกชนในสหรัฐฯ ปี 2025
$12.4B เงินลงทุน AI ภาคเอกชนในจีน ปีเดียวกัน
23× ช่องว่างของ private AI investment ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

Stanford รายงานว่า เงินลงทุน AI ของภาคเอกชนสหรัฐฯ ในปี 2025 สูงถึงประมาณ 285.9 พันล้านดอลลาร์ มากกว่าจีนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 12.4 พันล้านดอลลาร์ถึงกว่า 23 เท่า

ในปีเดียวกัน สถาบันและบริษัทในสหรัฐฯ ผลิตโมเดล AI ที่ Stanford จัดอยู่ในกลุ่ม “notable models” จำนวน 59 รุ่น ขณะที่จีนผลิต 35 รุ่น

แต่ตรงนี้มีรายละเอียดสำคัญ ที่บทความแบบเชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมักละเลย:

ช่องว่างด้านความสามารถของโมเดลจีน กับโมเดลอเมริกันกำลังแคบลงอย่างรวดเร็ว

Stanford ระบุว่า ณ มีนาคม 2026 ความแตกต่างระหว่างโมเดลชั้นนำของจีนกับสหรัฐฯ ในหลาย benchmark แทบปิดลงแล้ว และบริษัทจีนอย่าง Alibaba และ DeepSeek เข้าไปอยู่ในกลุ่มแนวหน้าของโลก

จีนยังนำสหรัฐฯ ในบางตัวชี้วัด เช่น จำนวนงานวิจัย citation บางประเภท สิทธิบัตรจำนวนรวม และการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรม

ดังนั้นข้อสรุปที่ว่า “อเมริกาเก่ง จีนแพ้” จึงง่ายเกินความเป็นจริง

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุใดสหรัฐฯ จึงยังสามารถเปลี่ยนนวัตกรรม ให้กลายเป็นธุรกิจ เงินทุน และโครงสร้างพื้นฐาน ได้อย่างรวดเร็ว

3. ชั้นที่หนึ่ง — เงินทุน

เทคโนโลยี frontier มีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่ง: มันต้องใช้เงินมหาศาล ก่อนที่จะรู้ด้วยซ้ำว่าจะทำกำไรได้หรือไม่

การฝึกโมเดล AI รุ่นใหญ่ การสร้างโรงงาน semiconductor การสร้าง data center การพัฒนาจรวด หรือการค้นคว้ายาใหม่ อาจต้องใช้เงินหลายพันล้าน หรือหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ตรงนี้คือหนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ

Wall Street, venture capital, private equity, กองทุนบำนาญ และนักลงทุนสถาบันทั่วโลก รวมตัวกันเป็นตลาดทุนขนาดมหึมา ซึ่งสามารถนำเงินไปเสี่ยงกับบริษัทใหม่ ได้ในระดับที่มีเพียงไม่กี่ประเทศทำได้

เงินจึงไม่ใช่เพียงผลตอบแทนจากเทคโนโลยี แต่เป็นวัตถุดิบของเทคโนโลยี

4. ชั้นที่สอง — มหาวิทยาลัยและคนเก่งจากทั่วโลก

ระบบมหาวิทยาลัยของอเมริกาทำหน้าที่มากกว่าการสอนหนังสือ

MIT, Stanford, Berkeley, Carnegie Mellon, Caltech และมหาวิทยาลัยวิจัยอีกจำนวนมาก เป็นทั้งห้องทดลอง แหล่งสร้างบริษัท ตลาดแรงงาน และเครือข่ายเชื่อมต่อระหว่าง นักวิจัย รัฐบาล นักลงทุน และอุตสาหกรรม

ยิ่งกว่านั้น สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องสร้างคนเก่งทั้งหมดเอง

เป็นเวลาหลายทศวรรษ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ประกอบการจากอินเดีย จีน ยุโรป เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง และประเทศกำลังพัฒนา เดินทางเข้าไปเรียนหรือทำงานในอเมริกา

ประเทศอื่นจึงลงทุนเลี้ยงเด็กคนหนึ่งมาเป็นเวลายี่สิบปี ก่อนที่ระบบนิเวศของอเมริกา จะดึงคนคนนั้นเข้าไปสร้างนวัตกรรมให้ตนเอง

อย่างไรก็ดี Stanford AI Index 2026 เตือนถึงสัญญาณที่ควรจับตาเช่นกัน: จำนวน AI researchers และ developers ที่ย้ายเข้าสหรัฐฯ ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2017

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เครื่องดูดสมองของอเมริกายังทรงพลัง แต่ไม่ควรถือว่ามันจะทำงานได้โดยอัตโนมัติตลอดไป

5. ชั้นที่สาม — Compute และ Semiconductor

AI ไม่มีอยู่ในอากาศ

เบื้องหลังคำตอบที่ปรากฏบนหน้าจอภายในไม่กี่วินาที คือชิปขั้นสูง data center ขนาดมหึมา ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน networking และเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์

บริษัทอย่าง Nvidia, AMD และ Broadcom ทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการออกแบบชิปและระบบประมวลผล

แต่ตรงนี้ก็เผยให้เห็นความซับซ้อน ของคำว่า “อเมริกาครองเทคโนโลยี”

เพราะชิปที่ออกแบบโดยบริษัทอเมริกันจำนวนมาก ยังต้องอาศัยโรงงานผลิตชั้นสูงในไต้หวัน เครื่องจักร lithography จากยุโรป และ supply chain ที่กระจายอยู่ทั่วเอเชีย

ดังนั้น Technology Stack จึงไม่ใช่พีระมิดที่ประเทศเดียวควบคุมทุกอย่าง แต่เป็นเครือข่ายที่บาง node มีความสำคัญมากกว่าจุดอื่น

6. ชั้นที่สี่ — Cloud

หากชิปคือเครื่องยนต์ cloud คือโรงงานที่นำเครื่องยนต์เหล่านั้น มาต่อกันเป็นระบบขนาดใหญ่

Amazon Web Services, Microsoft Azure และ Google Cloud ทำให้ธุรกิจทั่วโลกสามารถเช่า compute, storage, database, AI services และ cybersecurity โดยไม่ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดด้วยตนเอง

นี่คือการเปลี่ยนความหมายของคำว่า “โครงสร้างพื้นฐาน”

ในอดีต infrastructure หมายถึงถนน ท่าเรือ โรงไฟฟ้า หรือทางรถไฟ

ในศตวรรษที่ 21 บริษัทสามารถตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ไนโรบี บัวโนสไอเรส หรือจาการ์ตา แต่ฐานข้อมูลและระบบประมวลผลของบริษัทนั้น อาจอยู่บน infrastructure ที่ควบคุมโดยบริษัทอเมริกัน

7. ชั้นที่ห้า — AI Models และ Platforms

เหนือ compute ขึ้นมา คือชั้นที่ผู้ใช้มองเห็นมากที่สุด

ChatGPT, Gemini, Claude, Grok และ Perplexity กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนจำนวนมหาศาล ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี

ข้อมูล Similarweb ในปี 2026 แสดงว่า ChatGPT ยังมีจำนวนการเข้าใช้เว็บไซต์สูงที่สุดในกลุ่ม AI chatbot ขณะที่ Gemini กำลังเพิ่มส่วนแบ่งอย่างรวดเร็ว และ Claude เติบโตในอัตราสูงมาก

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทั้งสามแพลตฟอร์มใหญ่ดังกล่าว ล้วนมาจากบริษัทอเมริกัน

แต่จีนก็กำลังไล่ตามอย่างจริงจัง ผ่าน DeepSeek, Alibaba และระบบ AI ภายในประเทศของตน

ดังนั้นสนาม AI ไม่ใช่การแข่งขันที่จบแล้ว แต่เป็นการแข่งขันที่กำลังเร่งความเร็ว

8. ชั้นที่หก — Software Ecosystem

ลองสังเกตชีวิตการทำงานของคนทั่วโลก

คอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลใช้ Windows หรือ macOS โทรศัพท์ส่วนใหญ่ใช้ Android หรือ iOS องค์กรทำงานผ่าน Microsoft 365 หรือ Google Workspace นักพัฒนาเก็บ code บน GitHub ธุรกิจใช้ Oracle, Salesforce หรือซอฟต์แวร์ enterprise จากบริษัทอเมริกันจำนวนมาก

แต่ละผลิตภัณฑ์อาจดูเหมือนธุรกิจธรรมดา

เมื่อเอามาต่อกัน มันกลับกลายเป็น digital operating environment ที่เศรษฐกิจโลกจำนวนมากทำงานอยู่ข้างใน

9. ชั้นที่เจ็ด — อวกาศ

หากต้องการเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสามารถสร้างอำนาจ ได้รวดเร็วเพียงใด SpaceX เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนมาก

วันที่ 19 สิงหาคม 2026 SpaceX ทำภารกิจลำดับที่ 100 ของปี 2026 ทั้งที่ปีนั้นยังเหลืออีกกว่าสี่เดือน

ในปี 2025 บริษัททำภารกิจประมาณ 170 ครั้ง และภายในเดือนสิงหาคม 2026 เครือข่าย Starlink มีดาวเทียมที่ใช้งานอยู่เกือบ 11,000 ดวง

ที่สำคัญกว่าจำนวนดาวเทียม คือเศรษฐศาสตร์ของการปล่อยจรวด

เมื่อ booster สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้ง ต้นทุนของการส่งวัตถุขึ้นสู่วงโคจร ก็เปลี่ยนจากโมเดล “สร้างจรวดหนึ่งลำ ใช้หนึ่งครั้ง” ไปสู่ระบบคล้ายเครื่องบินขนส่งมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผลที่ตามมาไม่ใช่เพียงธุรกิจอวกาศโต แต่เป็นการลดราคาการเข้าถึงอวกาศทั้งระบบ

ดาวเทียมสื่อสาร การสังเกตการณ์โลก ระบบนำทาง การข่าวกรอง เครือข่ายทางทหาร และในอนาคตอาจรวมถึง data center บางประเภท ล้วนได้รับผลจากต้นทุนนี้

10. เมื่อแต่ละชั้นเริ่มป้อนกำลังให้กันเอง

ตรงนี้คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด

Capital
เงินทุนสนับสนุนการทดลองที่มีต้นทุนมหาศาล
Talent
มหาวิทยาลัยและ immigration ดึงนักวิจัยและผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ
Semiconductors
ชิปและระบบประมวลผลเป็นฐานของ AI cloud และอาวุธสมัยใหม่
Cloud
เปลี่ยน compute ให้ธุรกิจทั่วโลกเข้าถึงได้ทันที
AI
เพิ่ม productivity และสร้างผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่
Software
ทำให้ระบบเหล่านี้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน ของบริษัทและประชาชน
Space
ขยาย infrastructure ออกไปนอกพื้นผิวโลก

ชิปทำให้ AI เป็นไปได้

AI ทำให้ cloud มีมูลค่ามากขึ้น

cloud ทำให้บริษัท AI ไม่ต้องสร้าง infrastructure ทุกอย่างเอง

ตลาดทุนให้เงินบริษัทเหล่านั้นเติบโต

มหาวิทยาลัยผลิตคนให้ตลาดทุนและบริษัท

บริษัทสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งกลับไปสร้างมหาวิทยาลัย กองทุนวิจัย และ startup รุ่นต่อไป

นี่คือ feedback loop

และ feedback loop อาจสำคัญกว่าการมีเทคโนโลยีชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

ประเทศที่มีเทคโนโลยีหนึ่งอย่างเก่ง อาจสร้างบริษัทใหญ่ได้หนึ่งอุตสาหกรรม

แต่ประเทศที่เชื่อม เงินทุน–มหาวิทยาลัย–ชิป–cloud–AI–software–space เข้าด้วยกันได้ อาจสร้างระบบที่ผลิตบริษัทใหม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

11. จาก Technology Stack สู่ Power Stack

เมื่อมาถึงตรงนี้ เรื่องเทคโนโลยีก็เริ่มกลายเป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์

สมมุติประเทศหนึ่งต้องการสร้างระบบ AI ของตนเอง

มันอาจซื้อ GPU ที่ออกแบบโดยบริษัทอเมริกัน

เช่า compute จาก cloud ของบริษัทอเมริกัน

นักพัฒนาใช้ GitHub

บริษัทใช้ Microsoft, Google, Oracle หรือ Salesforce

ประชาชนใช้ iOS และ Android

การเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกล อาจเริ่มพึ่ง Starlink

และระบบ cybersecurity ก็อาจมาจากบริษัทอเมริกันอีกชุดหนึ่ง

ประเทศนั้นยังมีธงชาติ รัฐบาล กองทัพ และอธิปไตยตามกฎหมายครบถ้วน

แต่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลส่วนหนึ่ง กลับทำงานอยู่บน infrastructure ที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ

นี่คืออำนาจรูปแบบที่เราอาจเรียกว่า Infrastructure Power

12. จักรวรรดิที่ไม่จำเป็นต้องยึดดินแดน

จักรวรรดิโรมันต้องส่งทหารออกไปยึดเมือง

จักรวรรดิอังกฤษต้องครอบครองท่าเรือ เส้นทางเดินเรือ และอาณานิคม

มหาอำนาจในยุคสงครามเย็น แข่งขันกันสร้างฐานทัพ คลังอาวุธ และพันธมิตร

แต่อำนาจในโลกดิจิทัล สามารถทำงานต่างออกไป

ไม่จำเป็นต้องยึดแผ่นดิน หากระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่น สร้างอยู่บน platform ของคุณ

ไม่จำเป็นต้องบังคับให้คนใช้ภาษาอังกฤษ หาก software ที่ทุกคนต้องใช้ ถูกเขียนและออกแบบใน ecosystem ภาษาอังกฤษ

ไม่จำเป็นต้องบังคับรัฐบาลต่างประเทศ ให้ซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณ หากต้นทุนของการเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่น สูงจนไม่มีใครอยากเปลี่ยน

อำนาจที่ลึกที่สุด อาจไม่ใช่อำนาจที่ทำให้คนอื่นทำสิ่งที่คุณต้องการ แต่คืออำนาจที่ทำให้โลกสร้างชีวิตประจำวัน อยู่บนระบบของคุณ

13. แต่จีนไม่ได้แพ้ — จีนกำลังเล่นเกมอีกแบบหนึ่ง

หากหยุดบทความไว้ตรงนี้ เราก็จะตกหลุมเดียวกับ narrative แบบ “American exceptionalism”

เพราะจีนมีข้อได้เปรียบมหาศาล ในส่วนอื่นของ Technology Stack

🇺🇸 จุดแข็งของสหรัฐฯ

  • Frontier AI
  • Chip design
  • Cloud computing
  • Enterprise software
  • Venture capital
  • Research universities
  • Commercial space
  • Global digital platforms

🇨🇳 จุดแข็งของจีน

  • Manufacturing scale
  • Industrial supply chains
  • EVs
  • Batteries
  • Solar technology
  • Drones
  • Telecom equipment
  • Industrial robots

จีนมีความสามารถพิเศษ ในการนำเทคโนโลยีไปขยายผลระดับมหาศาล ลดต้นทุน สร้าง supply chain และผลิตสินค้าจำนวนมาก ในเวลาที่สั้นกว่าประเทศส่วนใหญ่

หากสหรัฐฯ เด่นใน invention, software, compute และ capital

จีนก็เด่นใน manufacturing, scale, supply chain และ deployment

และนี่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ อันตรายและน่าสนใจกว่าสงครามการค้าแบบธรรมดามาก

14. จุดอ่อนของจักรวรรดิเทคโนโลยี

Technology Stack สร้างอำนาจ แต่ก็สร้างความเปราะบางในเวลาเดียวกัน

หาก semiconductor ขั้นสูง พึ่งโรงงานเพียงไม่กี่แห่ง ปัญหาที่ช่องแคบไต้หวัน ก็อาจสะเทือนไปทั่วโลก

หาก satellite infrastructure กระจุกตัวอยู่กับบริษัทไม่กี่บริษัท ความขัดข้องของบริษัทหนึ่ง อาจกลายเป็นปัญหาความมั่นคง

หาก AI frontier ต้องใช้เงินทุนมหาศาลขึ้นเรื่อย ๆ ตลาดอาจเหลือผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย

และหากประเทศอื่นเริ่มรู้สึกว่า การพึ่ง infrastructure อเมริกันมากเกินไป กระทบอธิปไตยของตน ประเทศเหล่านั้นก็จะเริ่มสร้าง sovereign cloud, sovereign AI, ระบบชำระเงิน และ ecosystem ของตนเอง

กล่าวคือ ความสำเร็จของ Technology Stack อาจเป็นแรงผลักให้โลกสร้าง Stack คู่แข่งขึ้นมาด้วย

15. และประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

คำถามที่สำคัญกว่าสหรัฐฯ หรือจีน

สำหรับประเทศไทย คำถามไม่ควรจบลงที่ว่า “อเมริกากับจีน ใครจะชนะ?”

เพราะต่อให้เราทายผู้ชนะถูก ประเทศไทยก็ไม่ได้ประโยชน์ ถ้าเรายังเป็นเพียงผู้ซื้อ

คำถามที่ควรถามคือ:

เราเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีหรือไม่?

เราเป็นเจ้าของ intellectual property เท่าไร?

เรามี cloud, compute หรือ data infrastructure ที่มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่?

มหาวิทยาลัยไทยกำลังผลิตนักวิจัย หรือเพียงผลิตปริญญา?

เงินทุนไทยสามารถรับความเสี่ยง กับ deep technology ที่อาจขาดทุนสิบปีก่อนเห็นผลหรือไม่?

เมื่อบริษัทต่างชาติมาตั้งโรงงานในไทย เรากำลังรับเพียงค่าแรง ค่าเช่าที่ดิน และภาษี หรือกำลังรับความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถในการสร้างของเอง?

และคำถามสุดท้าย:

ประเทศไทยมี Technology Stack ของตนเอง อยู่ตรงส่วนใดของโลก?

16. ประเทศที่ไม่มี Stack อาจเหลือเพียงค่าเช่า

ประเทศกำลังพัฒนามักภูมิใจ เมื่อบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เข้ามาตั้ง data center โรงงาน หรือสำนักงาน

นั่นเป็นเรื่องดี แต่ยังไม่เพียงพอ

เพราะมีความแตกต่างอย่างมาก ระหว่าง “เทคโนโลยีอยู่ในประเทศ” กับ “ประเทศเป็นเจ้าของความสามารถทางเทคโนโลยี”

โรงงานสามารถย้ายได้

data center สามารถปิดได้

เงินลงทุนสามารถไหลออกได้

แต่ความรู้ นักวิทยาศาสตร์ ระบบนิเวศ บริษัทท้องถิ่น สิทธิบัตร และความสามารถในการสร้างของเอง คือสิ่งที่อยู่กับประเทศ

นี่คือความแตกต่างระหว่าง การรับ FDI กับการสร้าง national capability

17. อำนาจในศตวรรษที่ 21 อาจต้องวัดใหม่

เรายังต้องวัด GDP

ยังต้องนับเรือรบ เครื่องบินรบ ขีปนาวุธ ประชากร พลังงาน และกำลังการผลิต

แต่รายการเหล่านั้นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

เราควรถามเพิ่มว่า ประเทศหนึ่งครอบครอง กี่ชั้นของ infrastructure ที่ประเทศอื่นต้องใช้

ใครออกแบบชิป?

ใครผลิตชิป?

ใครถือ cloud?

ใครสร้าง AI model?

ใครควบคุม operating system?

ใครควบคุม satellite network?

ใครมีตลาดทุน ที่สามารถจ่ายเงินให้ของเหล่านี้เกิดขึ้น?

และใครสามารถผลิตคนรุ่นต่อไป ที่จะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาแทนของเดิม?

มหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้วัดจากจำนวนดินแดนที่ตนครอบครอง แต่จากจำนวนชั้นของ โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ที่โลกไม่สามารถดำเนินต่อไปได้โดยง่าย หากปราศจากมัน

18. บทส่งท้าย — อย่ามองเพียงว่าใครกำลังขึ้น ใครกำลังลง

คำถามว่า “อเมริกากำลังเสื่อมหรือไม่” อาจเป็นคำถามที่ตั้งผิดตั้งแต่ต้น

ประเทศสามารถอ่อนแอลงในบางมิติ และแข็งแรงขึ้นอย่างมหาศาลในอีกมิติหนึ่ง ได้พร้อมกัน

สหรัฐฯ มีหนี้สูง มีความแตกแยกทางการเมือง มีปัญหาสังคม และมีความท้าทายจากจีนอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน มันก็ยังเป็นศูนย์กลางของ เงินทุน มหาวิทยาลัย AI chip design cloud software biotechnology และ commercial space ในระดับที่ไม่ควรมองข้าม

ส่วนจีน ไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม แต่กำลังสร้างความสามารถคู่ขนาน อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านการผลิต พลังงาน หุ่นยนต์ EV battery telecommunication และ industrial deployment

สิ่งที่เราเห็น จึงอาจไม่ใช่การเปลี่ยนจักรวรรดิ จากอเมริกาไปจีนอย่างเรียบง่าย

แต่คือการแข่งขันกันสร้าง Technology Stack ของโลก

ใครสามารถทำให้ประเทศอื่น ต้องยืนอยู่บน stack ของตนมากกว่า คนนั้นย่อมถืออำนาจต่อรองมากกว่า โดยไม่จำเป็นต้องส่งทหารไปยึดเมืองแม้แต่เมืองเดียว

และสำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ไม่ควรจบลงด้วยการเลือกเชียร์ว่า วอชิงตันหรือปักกิ่งจะชนะ

คำถามที่สำคัญกว่านั้นมากคือ

เมื่อมหาอำนาจกำลังแข่งขันกันสร้าง Technology Stack ของโลก — ประเทศไทยกำลังสร้างชั้นอะไรของตนเอง?

แหล่งข้อมูลและเอกสารประกอบ

  1. Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence, AI Index Report 2026. ข้อมูลด้าน AI investment, notable AI models, research, patents, data centers และ AI talent.
  2. Stanford HAI, Technical Performance — AI Index Report 2026. ข้อมูลเกี่ยวกับการลดลงของช่องว่างด้านสมรรถนะ ระหว่างโมเดล AI ชั้นนำของสหรัฐฯ และจีน.
  3. Similarweb, 2026 Generative AI Landscape และข้อมูล global AI web traffic ปี 2026.
  4. Space.com, รายงานการปล่อยจรวดลำดับที่ 100 ของ SpaceX ประจำปี 2026, 19 August 2026.
  5. Reuters, รายงานผลประกอบการ SpaceX หลัง IPO, August 2026.
  6. Victor Davis Hanson, “The American Tech Boom No One Is Talking About,” The Daily Signal. ใช้เป็นจุดตั้งต้นของคำถามและข้อสังเกต; ตัวเลขในบทความนี้เลือกใช้เฉพาะข้อมูล ที่สามารถตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลอื่นประกอบได้.

หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้เสนอว่า สหรัฐอเมริกาครองทุกเทคโนโลยี หรือจีนกำลังพ่ายแพ้ แต่เสนอกรอบวิเคราะห์ Technology Stack และ Infrastructure Power เพื่อมองอำนาจเชิงโครงสร้าง ที่ตัวเลข GDP หรือจำนวนบริษัทเพียงอย่างเดียว อาจอธิบายได้ไม่ครบถ้วน

คันฉ่องส่องโลก • ห้องสมุดประชาชน
บทความวิเคราะห์เพื่อการเรียนรู้และอภิปรายสาธารณะ

Popular Posts