ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีนักการเมืองเพียงไม่กี่คนที่เพียงเอ่ยชื่อก็สามารถจุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางและรุนแรงได้ในทันที ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นหนึ่งในบุคคลกลุ่มนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
สำหรับผู้สนับสนุน เขาเป็นผู้นำที่เปลี่ยนแปลงกรอบคิดเกี่ยวกับบทบาทของรัฐบาล โดยผลักดันให้นโยบายสาธารณะเข้าไปสัมผัสและมีผลโดยตรงต่อชีวิตประชาชนในระดับฐานรากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในทางตรงกันข้าม ผู้วิพากษ์วิจารณ์มองเขาในฐานะสัญลักษณ์ของการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจ และเป็นหนึ่งในแกนกลางของความขัดแย้งทางการเมืองที่แผ่ขยายและยืดเยื้อมานานกว่าสองทศวรรษ
“ทักษิณควรกลับมาหรือไม่?”
และขยายไปสู่คำถามที่ว่า
“หากทักษิณกลับมา ประเทศไทยในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากยุคที่เขาเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากน้อยเพียงใด?”
การกลับมาของบุคคล หรือการกลับมาของโมเดลไทยรักไทย?
อิทธิพลทางการเมืองของทักษิณมีรากฐานสำคัญอยู่ที่โมเดลทางการเมืองซึ่งก่อตัวขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2540 โมเดลดังกล่าวประกอบด้วยพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงมวลชนขนาดใหญ่ นโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดยตรง และแนวทางการบริหารประเทศที่นำเอาหลักการขององค์กรธุรกิจมาปรับใช้
โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และ OTOP ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถสร้างผลกระทบที่จับต้องได้ต่อชีวิตประชาชนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในปัจจุบันไม่ใช่ประเทศไทยในปี 2544 อีกต่อไป ประเทศกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ทั้งสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้น
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เครื่องยนต์ทางการเมืองแบบเดิมยังสามารถขับเคลื่อนประเทศไปสู่ทิศทางใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
ผู้จัดการประเทศ หรือผู้เปลี่ยนโครงสร้าง?
จุดแข็งที่ชัดเจนของทักษิณอยู่ที่ความสามารถด้านการบริหารจัดการและการตัดสินใจที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลายประการที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการบริหารจัดการเท่านั้น ระบบราชการ การศึกษา ความเหลื่อมล้ำ การกระจายอำนาจ และขีดความสามารถในการแข่งขัน ล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกกว่าการบริหารในระดับผิวเผิน
“ใครบริหารเก่งกว่า?”
นั่นคือคำถามที่ว่า
“ปัญหาของประเทศต้องการผู้จัดการที่มีประสิทธิภาพ หรือผู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างอย่างแท้จริง?”
ชัยชนะจากการเลือกตั้ง กับความชอบธรรมของทั้งประเทศ
ประชาธิปไตยไม่ได้สิ้นสุดลงในวันเลือกตั้ง ชัยชนะจากการเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ผู้นำที่ได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมากย่อมต้องเผชิญโจทย์สำคัญว่า จะสามารถทำให้ประชาชนที่ไม่ได้เลือกตนเองรู้สึกว่ารัฐบาลยังคงเป็นของทุกคนได้อย่างไร
จากนักการเมืองสู่นักประวัติศาสตร์?
เมื่อบุคคลหนึ่งผ่านพ้นความขัดแย้ง ชัยชนะ ความสูญเสีย และกลับมามีบทบาทอีกครั้ง คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า เขาจะเลือกใช้โอกาสนั้นอย่างไร จะเป็นการกลับมาเพื่อแข่งขันในเกมการเมืองรูปแบบเดิม หรือเป็นการกลับมาเพื่อสร้างสิ่งที่อยู่เหนือกว่าเกมการเมืองในระยะสั้น ผู้นำจำนวนมากในประวัติศาสตร์โลกถูกจดจำไม่ใช่เพียงจากสิ่งที่กระทำในขณะที่มีอำนาจ หากจากสิ่งที่พวกเขาสร้างและทิ้งไว้หลังจากอำนาจได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ทักษิณในฐานะ “หน้าต่าง” มองประเทศไทย
ในหลายกรณี การวิเคราะห์นักการเมืองคนหนึ่งแท้จริงแล้วคือการวิเคราะห์สังคมโดยรวม ทักษิณทำให้เราได้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของประเทศไทย ทั้งการเติบโตของการเมืองมวลชน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ และการแข่งขันระหว่างรูปแบบอำนาจต่าง ๆ ดังนั้น การกลับมาของทักษิณจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าเขาจะกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ หากเป็นคำถามว่า ประเทศไทยได้เรียนรู้อะไรจากสองทศวรรษที่ผ่านมา
บทสรุป
การเมืองไทยมักถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างง่ายดาย ฝ่ายหนึ่งมองเห็นความสำเร็จ อีกฝ่ายหนึ่งมองเห็นปัญหา แต่ประวัติศาสตร์มักซับซ้อนกว่าภาพที่ถูกแบ่งแยกเช่นนั้น บุคคลหนึ่งสามารถสร้างคุณูปการบางอย่างและก่อให้เกิดข้อถกเถียงบางอย่างได้พร้อมกัน
“ประเทศไทยจะเรียนรู้อะไรจากยุคทักษิณ?”
มากกว่าที่จะหยุดอยู่เพียงที่
“ทักษิณเป็นอย่างไร?”
เพราะท้ายที่สุด อนาคตของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกลับมาของบุคคลเพียงคนเดียว หากอยู่ที่ความสามารถของสังคมในการมองอดีตอย่างมีเหตุผลและสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม
